พิลาทิส (Pilates) คืออะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้ พร้อมข้อดี-ข้อเสียก่อนเริ่มเล่น

Beauty & Health

พิลาทิส (Pilates) คืออะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้ พร้อมข้อดี-ข้อเสียก่อนเริ่มเล่น

09 ต.ค. 2026

พิลาทิส (Pilates) คืออะไร? 7 ประโยชน์ที่ควรรู้ พร้อมข้อดี-ข้อเสียก่อนเริ่มเล่น

ช่วงนี้ใครไถโซเชียลแล้วเจอคนไปเล่น พิลาทิส (Pilates) กันเต็มฟีดบ้าง? ไม่ว่าจะเป็นคลิปออกกำลังกายบนเครื่อง Reformer หรือภาพสตูดิโอพิลาทิสสวย ๆ จนหลายคนเริ่มสงสัยว่า การออกกำลังกายแบบนี้มันดียังไง ทำไมใคร ๆ ก็อยากลอง?

เห็นท่าออกกำลังกายดูช้า ๆ เหมือนไม่เหนื่อย แต่ความจริงแล้วพิลาทิสไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวต้องอาศัยความแข็งแรง การควบคุมกล้ามเนื้อ และสมาธิไปพร้อมกัน

วันนี้ Chill ON จะพาไปทำความรู้จักว่า พิลาทิสคืออะไร มีที่มายังไง ช่วยเรื่องอะไรบ้าง แล้วถ้าอยากหุ่นกระชับหรือเป็นมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน พิลาทิสจะเหมาะกับเราหรือเปล่า?

พิลาทิส (Pilates) คืออะไร?

พิลาทิส (Pilates) คือการออกกำลังกายที่เน้นเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หลัง สะโพก และเชิงกราน พร้อมฝึกความยืดหยุ่น การทรงตัว และการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ความพิเศษของพิลาทิสคือ ไม่ได้เน้นความเร็วหรือการออกแรงหนักเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง การหายใจ และการใช้กล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม

เรียกง่าย ๆ ว่า ขยับตัวไม่เยอะ แต่กล้ามเนื้อทำงานจริง!

นอกจากนี้ พิลาทิสยังเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ (Low-impact Exercise) และสามารถปรับระดับความยากให้เหมาะกับแต่ละคนได้

จุดเริ่มต้นของพิลาทิส มาจากไหน?

รู้หรือไม่ว่า พิลาทิสไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตามกระแสโซเชียล แต่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20

พิลาทิสถูกพัฒนาโดย โจเซฟ พิลาทิส (Joseph Pilates) ชาวเยอรมัน ผู้สนใจการเคลื่อนไหวและการพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย โดยเริ่มต้นจากแนวคิดการฝึกที่เรียกว่า Contrology ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างจิตใจและร่างกาย

ภาพถ่ายของโจเซฟ พิลาทิส ในวัย 57 ปี และ 82 ปี ขอบคุณภาพจาก : flavoursholidays.co.uk

ต่อมาเขาได้นำวิธีการฝึกนี้ไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา และได้รับความสนใจจากกลุ่มนักเต้นและนักกีฬา เนื่องจากเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ช่วยพัฒนาความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการควบคุมกล้ามเนื้อ

ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นการออกกำลังกายยอดนิยมที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน

พิลาทิสมีกี่แบบ? มือใหม่ควรรู้จักก่อนเริ่มเล่น

สำหรับใครที่สนใจอยากลองเล่นพิลาทิส แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากอะไร จริง ๆ แล้วพิลาทิสมีรูปแบบการฝึกหลายประเภท โดยสองแบบที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. Mat Pilates พิลาทิสบนเสื่อ

เป็นการออกกำลังกายบนเสื่อ โดยใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน อาจมีอุปกรณ์เสริมอย่างลูกบอลหรือยางยืด

จุดเด่นคือไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องออกกำลังกายขนาดใหญ่ เหมาะกับคนที่อยากเริ่มฝึกพื้นฐาน หรืออยากออกกำลังกายที่บ้าน แต่บางท่าก็ต้องใช้ความแข็งแรงไม่น้อยเลย

2. Reformer Pilates พิลาทิสบนเครื่อง

เป็นรูปแบบที่หลายคนคุ้นตาจากโซเชียล โดยใช้เครื่องออกกำลังกายที่เรียกว่า Reformer ซึ่งมีแท่นเลื่อน สปริง และสายสำหรับปรับแรงต้าน

อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้สามารถฝึกกล้ามเนื้อได้หลากหลายส่วน และปรับระดับความหนักให้เหมาะกับผู้ฝึกได้

สำหรับมือใหม่สามารถเริ่มได้ทั้งสองแบบ แต่ควรเลือกคลาสพื้นฐานที่มีครูผู้สอนคอยแนะนำท่าทางอย่างถูกต้อง

7 ประโยชน์ของพิลาทิส เล่นแล้วช่วยอะไรกับร่างกายบ้าง?

1. ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและแกนกลางลำตัว

หนึ่งในจุดเด่นของพิลาทิสคือการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว โดยเฉพาะหน้าท้อง หลังส่วนล่าง และสะโพก

เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรงขึ้น ก็จะช่วยให้ร่างกายมีความมั่นคง ควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และช่วยพยุงลำตัวขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

2. ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและการจัดท่าทาง

ใครเป็นสายออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมทั้งวัน หรือชอบนั่งหลังค่อมโดยไม่รู้ตัว พิลาทิสอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

เพราะการฝึกจะช่วยให้เรารับรู้ตำแหน่งของร่างกายมากขึ้น และพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ควบคุมท่าทาง

อย่างไรก็ตาม พิลาทิสไม่ได้ทำให้หลังตรงหรือแก้ปัญหาท่าทางทุกประเภทได้ทันที ต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

3. อาจช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่าง

หลายคนอาจสงสัยว่า พิลาทิสช่วยแก้ปวดหลังได้จริงไหม?

จากงานทบทวนการศึกษาของ Cochrane พบว่า พิลาทิสอาจช่วยลดอาการปวดและข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังบางกลุ่มได้ เมื่อเทียบกับการได้รับการดูแลเพียงเล็กน้อย

แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพิลาทิสให้ผลดีกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นทั้งหมด

ดังนั้น หากมีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มฝึก

4. เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย

คนที่รู้สึกว่าตัวเองแข็ง ก้มแตะปลายเท้าไม่ถึง หรือขยับตัวแล้วติดขัด อาจลองพิลาทิสเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

เพราะหลายท่าฝึกมีการเคลื่อนไหวและยืดกล้ามเนื้ออย่างควบคุม ซึ่งช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นและช่วงการเคลื่อนไหวของร่างกายได้

5. ช่วยให้ทรงตัวและควบคุมร่างกายได้ดีขึ้น

พิลาทิสไม่ได้ฝึกแค่ความแข็งแรง แต่ยังเน้นเรื่องความสมดุลและการประสานงานของกล้ามเนื้อ

การฝึกอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยพัฒนาการทรงตัวและการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวันและการเล่นกีฬาประเภทอื่น

6. ช่วยผ่อนคลายความเครียดและฝึกสมาธิ

ระหว่างเล่นพิลาทิส เราต้องจดจ่อกับลมหายใจและการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

การมีสมาธิกับร่างกายในขณะออกกำลังกายอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และเพิ่มการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองได้

เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้นอีกนิด

7. ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและรูปร่างดูกระชับขึ้น

อีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนสนใจพิลาทิสคือเรื่องรูปร่าง

การฝึกพิลาทิสสามารถช่วยเสริมความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการดูแลโภชนาการและการออกกำลังกายที่เหมาะสม ก็อาจช่วยให้รูปร่างดูกระชับขึ้นได้

แต่พิลาทิสไม่ได้ทำให้ไขมันหน้าท้องหายไปเฉพาะจุด และไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงเสมอไป

พิลาทิสเหมาะกับใครบ้าง?

ข้อดีของพิลาทิสคือสามารถปรับรูปแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับหลายช่วงวัยและระดับความแข็งแรงของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้

  • คนทำงานออฟฟิศ ที่อยากเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและฝึกการควบคุมท่าทาง
  • คนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย และต้องการกิจกรรมที่สามารถปรับระดับความหนักได้
  • คนที่อยากมีกล้ามเนื้อแข็งแรงและรูปร่างกระชับ โดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายแบบแรงกระแทกสูง
  • ผู้สูงอายุ ที่ต้องการฝึกความแข็งแรงและการทรงตัว โดยเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับสุขภาพ
  • คนที่เล่นกีฬาเป็นประจำ และอยากเสริมความมั่นคงของลำตัวและการควบคุมกล้ามเนื้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ ผู้ที่เพิ่งผ่าตัด หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มฝึก

ข้อดี-ข้อเสียของพิลาทิส ที่ควรรู้ก่อนสมัครคลาส

แม้พิลาทิสจะมีประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

ข้อดีของพิลาทิส

  • เป็นการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำ
  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
  • ช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นและการทรงตัว
  • มีระดับความยากให้เลือกตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสูง
  • สามารถฝึก Mat Pilates ที่บ้านได้เมื่อเรียนรู้ท่าที่ถูกต้อง
  • สามารถปรับโปรแกรมให้เหมาะกับความสามารถของแต่ละคนได้

ข้อเสียและข้อจำกัดของพิลาทิส

  • คลาส Reformer Pilates อาจมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
  • ผู้เริ่มต้นอาจต้องมีครูช่วยดูท่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
  • ไม่ใช่การออกกำลังกายที่เหมาะที่สุดสำหรับทุกเป้าหมาย เช่น การเพิ่มสมรรถภาพหัวใจและปอด
  • ผลลัพธ์ด้านความแข็งแรงและรูปร่างต้องอาศัยความสม่ำเสมอ
  • หากฝืนทำท่าที่ยากเกินความสามารถ อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้

เล่นพิลาทิสช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนอยากรู้คือ เล่นพิลาทิสแล้วผอมไหม?

คำตอบคือ พิลาทิสสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลน้ำหนักได้ เพราะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

แต่การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณพลังงานที่ได้รับและใช้ไป การรับประทานอาหาร การนอนหลับ และการออกกำลังกายโดยรวม

หากเป้าหมายคือการลดไขมัน การทำพิลาทิสควบคู่กับการเดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเวทเทรนนิ่ง รวมถึงการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม อาจตอบโจทย์ได้มากกว่าการเล่นพิลาทิสเพียงอย่างเดียว

พิลาทิสกับโยคะต่างกันยังไง?

หลายคนอาจมองว่าพิลาทิสกับโยคะคล้ายกัน เพราะเป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และให้ความสำคัญกับลมหายใจ

แต่ทั้งสองแบบมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน

พิลาทิส (Pilates) เน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การควบคุมการเคลื่อนไหว และความมั่นคงของแกนกลางลำตัว

โยคะ (Yoga) มีรูปแบบหลากหลาย โดยทั่วไปให้ความสำคัญกับท่าทาง การหายใจ ความยืดหยุ่น และสมาธิ บางรูปแบบก็ช่วยเสริมความแข็งแรงได้เช่นกัน

หากชอบการฝึกที่เน้นกล้ามเนื้อและการควบคุมร่างกาย พิลาทิสอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าอยากผสมผสานการเคลื่อนไหวกับการฝึกสมาธิ โยคะก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว เพราะทั้งสองแบบสามารถฝึกควบคู่กันได้

มือใหม่อยากเริ่มเล่นพิลาทิส ต้องเตรียมตัวยังไง?

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มอยากลองเล่นพิลาทิส Chill ON มีคำแนะนำง่าย ๆ สำหรับมือใหม่มาฝาก

  1. เลือกคลาส Beginner เพื่อเรียนรู้ท่าพื้นฐานและการหายใจให้ถูกต้อง
  2. เลือกผู้สอนที่มีความรู้และประสบการณ์ โดยเฉพาะหากมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ
  3. เริ่มฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจเริ่มสัปดาห์ละ 2–3 ครั้งตามความพร้อม
  4. เลือกเสื้อผ้าที่ยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวสะดวก พร้อมสอบถามสตูดิโอว่าต้องเตรียมถุงเท้ากันลื่นหรือไม่
  5. อย่าฝืนทำท่ายากเกินตัว เพราะความถูกต้องสำคัญกว่าความเร็วและจำนวนครั้ง

สรุป พิลาทิสดีไหม? ทำไมถึงน่าลองสักครั้ง

พิลาทิสไม่ใช่แค่การออกกำลังกายตามเทรนด์ แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกความแข็งแรง ความยืดหยุ่น การทรงตัว และการควบคุมร่างกายได้ในเวลาเดียวกัน

สำหรับใครที่รู้สึกอยากเริ่มดูแลตัวเอง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นออกกำลังกายแบบไหนดี พิลาทิสอาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่ชอบการเคลื่อนไหวแบบมีสมาธิและไม่เน้นแรงกระแทกสูง

สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามเทรนด์ไหน แต่คือการเลือกรูปแบบที่เหมาะกับตัวเองและสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

เพราะการดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่ยิ่งใหญ่ แค่เริ่มขยับร่างกายให้มากขึ้นในแบบที่เราชอบ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว!

related Beauty & Health

เคล็ดลับขั้นตอนการลงสกินแคร์ กู้ผิวหน้าใส

09 ต.ค. 2026

เคล็ดลับขั้นตอนการลงสกินแคร์ กู้ผิวหน้าใส

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมเรายอมลงทุนซื้อครีมบำรุงผิวหรือเซรั่มเคาน์เตอร์แบรนด์ราคาแพงมาใช้เป็นประจำ แต่กลับไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเสียที ผิวหน้ายังคงมีความหมองคล้ำ ปัญหาสิวไม่ลดลง หรือบางครั้งผิวก็ยังแห้งลอก ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่ได้เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่อาจเกิดจากขั้นตอนการลงสกินแคร์ที่ผิดลำดับ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่หลายคนมักจะมองข้ามการทาสกินแคร์ผิดลำดับ เช่น การทาครีมเนื้อหนักหรือออยล์บำรุงผิวก่อนการลงเซรั่มเนื้อเบา จะทำให้เนื้อครีมที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไปสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิวเอาไว้ ส่งผลให้สารบำรุงในเซรั่มที่มีโมเลกุลเล็กกว่าไม่สามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้อย่างเต็มที่ ทำให้สกินแคร์ราคาแพงของคุณสูญเปล่า เรามาดูวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้อง ทั้งในตอนเช้า ก่อนแต่งหน้า และก่อนนอน พร้อมเทคนิคการเลือกใช้ให้ตรงกับสภาพผิว เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและมีผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงประเภทของสกินแคร์ที่ควรรู้จักเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนที่เราจะไปจัดลำดับการทา เรามาทำความรู้จักกับประเภทของสกินแคร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด เรียงตามลักษณะเนื้อสัมผัสและการใช้งานกันก่อนMakeup Remover (ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอาง): สิ่งจำเป็นสำหรับคนที่แต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด มีหลายเนื้อสัมผัส ทั้งแบบน้ำ (Micellar Water), ออยล์ (Cleansing Oil) และบาล์ม (Cleansing Balm)Cleanser (ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า): โฟม เจล หรือสบู่ล้างหน้า ทำหน้าที่ชำระล้างคราบเหงื่อและสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวToner (โทนเนอร์): โลชั่นเช็ดผิวหลังล้างหน้า เพื่อปรับสมดุลค่า pH ของผิว เช็ดทำความสะอาดรูขุมขนอีกรอบ และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงEssence (เอสเซนส์ หรือ น้ำตบ): สกินแคร์เนื้อน้ำที่มีความบางเบา เน้นการเติมน้ำและความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟู พร้อมเปิดผิวให้รับสารบำรุงในขั้นตอนต่อไปSerum / Ampoule (เซรั่ม หรือ แอมพูล): สกินแคร์ที่มีสารบำรุงเข้มข้นสูงที่สุด ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาผิวอย่างตรงจุด เช่น เซรั่มวิตามินซีลดรอยดำ หรือเซรั่มไฮยาลูรอนิคเติมน้ำให้ผิวEye Cream (ครีมทารอบดวงตา): ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ สำหรับบำรุงผิวรอบดวงตาที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายMoisturizer (มอยส์เจอไรเซอร์): ผลิตภัณฑ์สำหรับเติมและล็อคความชุ่มชื้นให้อยู่บนผิวได้ยาวนาน มีหลายเนื้อสัมผัส เช่น เจล โลชั่น และครีมSunscreen (ครีมกันแดด): เกราะป้องกันผิวที่สำคัญที่สุด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่ทำให้เกิดริ้วรอย และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียมFace Oil / Sleeping Mask: ผลิตภัณฑ์สำหรับขั้นตอนสุดท้ายในตอนกลางคืน เพื่อเคลือบผิวและล็อคสารบำรุงทั้งหมดไม่ให้ระเหยออกขณะนอนหลับกฎเหล็กจำง่าย: ลำดับเนื้อสัมผัสของสกินแคร์หากคุณมีสกินแคร์หลายขวดบนโต๊ะเครื่องแป้งและจำไม่ได้ว่าต้องทาอะไรก่อนหลัง กฎพื้นฐานที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมักแนะนำคือ "ทาจากเนื้อเบาไปหาเนื้อหนัก" หรือทาจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำเหลวๆ ไปจนถึงเนื้อครีมข้นๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบาจะมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถซึมลึกเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เนื้อหนักจะมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าและทำหน้าที่เคลือบผิวชั้นนอกสุดการเลือกใช้สกินแคร์บำรุงผิวที่ถูกต้องตามสภาพผิวแม้ว่าคุณจะเรียงลำดับการทาสกินแคร์ได้ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าหากคุณเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์กับสภาพผิวของตัวเอง ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมาได้เช่นกันผิวแห้ง (Dry Skin): ผิวลักษณะนี้จะขาดทั้งน้ำและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ควรเน้นสกินแคร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและล็อคน้ำไว้ในผิวได้ยาวนาน ควรมองหาส่วนผสมอย่าง Hyaluronic Acid, Ceramide, Glycerin และควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเนื้อครีม (Cream) หรือการเพิ่ม Face Oil ในขั้นตอนสุดท้ายผิวมันและผิวเป็นสิว (Oily and Acne-Prone Skin): ควรเลือกสกินแคร์ที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความมันตกค้าง และต้องมีระบุว่าไม่ทำให้อุดตัน (Non-comedogenic) เช่น สกินแคร์เนื้อเจล หรือเนื้อโลชั่นเหลว ส่วนผสมที่แนะนำคือ BHA (Salicylic Acid), Niacinamide และ Zinc PCAผิวผสม (Combination Skin): เป็นผิวที่มีความมันบริเวณ T-Zone (หน้าผาก จมูก คาง) แต่บริเวณ U-Zone (แก้ม) จะมีความแห้ง แนะนำให้ใช้สกินแคร์เนื้อเจลครีม (Gel-Cream) ทาให้ทั่วใบหน้า และอาจแต้มครีมที่มีความเข้มข้นขึ้นเฉพาะบริเวณแก้มที่แห้งกร้านผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin): ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกสกินแคร์เป็นพิเศษ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรง เช่น Ceramide, Centella Asiatica (Cica) และ Panthenol (Vitamin B5) พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองขั้นตอนการลงสกินแคร์ตอนเช้าสำหรับตอนเช้า จุดประสงค์หลักของการบำรุงคือ "การเตรียมผิวให้พร้อมรับมือกับมลภาวะ แสงแดด และเครื่องสำอาง" จึงควรเน้นไปที่การปกป้องผิวและการเติมความชุ่มชื้นแบบเบาสบาย ไม่เหนอะหนะทำความสะอาด (Cleanser): ล้างหน้าด้วยเจลหรือโฟมสูตรอ่อนโยน เพื่อขจัดความมันส่วนเกินและสกินแคร์ที่หลงเหลือจากเมื่อคืน สำหรับใครที่ผิวแห้งมากๆ อาจเลือกใช้เพียงแค่น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนเช้าก็เพียงพอปรับสมดุลผิว (Toner): หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีแล้วเช็ดเบาๆ ทั่วใบหน้า หรือหยดลงฝ่ามือแล้วตบเบาๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวเติมสารบำรุงล้ำลึก (Essence / Serum): ลงน้ำตบและตามด้วยเซรั่ม แนะนำให้เลือกใช้เซรั่มวิตามินซี (Vitamin C Serum) ในตอนเช้า เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อสู้กับมลภาวะ และเมื่อใช้คู่กับครีมกันแดด จะยิ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดียิ่งขึ้นบำรุงรอบดวงตา (Eye Cream): ใช้ครีมทารอบดวงตาปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว แตะเบาๆ ด้วยนิ้วนางบริเวณใต้ตาและเปลือกตาล็อคความชุ่มชื้น (Moisturizer): เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา เช่น เนื้อเจล หรือโลชั่น เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นโดยไม่ทำให้หน้ามันเยิ้มระหว่างวันปกป้องผิว (Sunscreen): ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ห้ามข้ามเด็ดขาด ให้ทาครีมกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ หรือเหรียญสิบ สำหรับทาทั่วใบหน้าและลำคอ เพื่อป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ และความหมองคล้ำขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้าหลายคนมักเจอปัญหาเมื่อแต่งหน้าเสร็จแล้วเกิด "คราบขาว" "รองพื้นเป็นขุย" หรือ "หน้าหยาระหว่างวัน" ซึ่งมักเกิดจากการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้าที่หนักเกินไป ขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้า ที่ถูกต้องจึงต้องเน้นความพอดีลดทอนบางขั้นตอน: ไม่จำเป็นต้องลงสกินแคร์ให้ครบทุกตัวเหมือนรูทีนปกติ ให้ข้ามผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักหรือมีความมันวาวสูง เน้นแค่น้ำตบ ซีรั่มเนื้อน้ำ และมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นก็เพียงพอหลีกเลี่ยงเนื้อซิลิโคนทับซ้อน: หากไพรเมอร์หรือรองพื้นของคุณมีส่วนผสมของซิลิโคนอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์เนื้อเจลข้นๆ หรือครีมกันแดดที่มีซิลิโคนสูงเกินไป เพราะเมื่อทาทับกันหลายชั้นจะเกิดการปั้นเป็นขุยได้ง่ายให้เวลาสกินแคร์เซ็ตตัว: เคล็ดลับที่ช่างแต่งหน้าแนะนำคือ ควรรอประมาณ 1-2 นาทีระหว่างการทาสกินแคร์แต่ละชั้น และหลังจากทากันแดดเสร็จ ควรรออย่างน้อย 3-5 นาทีให้กันแดดเซ็ตตัวและแนบสนิทไปกับผิวก่อน จึงค่อยเริ่มลงเครื่องสำอางซับความมันก่อนลงรองพื้น: หากคุณรู้สึกว่าผิวหน้ามีความมันส่วนเกินจากสกินแคร์ ให้ใช้กระดาษทิชชู่แผ่นบางๆ ซับเบาๆ ทั่วใบหน้าก่อนลงรองพื้น จะช่วยให้เมคอัพติดทนมากขึ้นขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนนอนเมื่อสิ้นสุดวัน ผิวของเราต้องเผชิญทั้งฝุ่น ควัน แสงแดด และเครื่องสำอาง ขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนนอน จึงมีความสำคัญในการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก และเน้นใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูซ่อมแซมผิวในขณะที่เราหลับทำความสะอาดเครื่องสำอาง (Makeup Remover): แม้ว่าวันนั้นคุณจะไม่ได้แต่งหน้า แต่ถ้าคุณทาครีมกันแดด ก็จำเป็นต้องใช้ Cleansing Water, Cleansing Oil หรือ Balm เช็ดและนวดทำความสะอาดก่อนเสมอ เพื่อละลายคราบกันแดดที่กันน้ำ ป้องกันปัญหาสิวอุดตันล้างหน้า (Cleanser): ล้างหน้าด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าอีกครั้งเพื่อขจัดคราบสิ่งสกปรกที่หลงเหลือ (ขั้นตอนที่ 1 และ 2 รวมเรียกว่าการทำ Double Cleansing)ผลัดเซลล์ผิว (Exfoliator / Toner): ใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA เช็ดผิวเบาๆ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดการอุดตันของรูขุมขน (แนะนำให้ทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์)เตรียมผิว (Essence): ตบน้ำตบเบาๆ ทั่วใบหน้าเพื่อคืนความชุ่มชื้นทันทีหลังล้างหน้าบำรุงเข้มข้น (Serum / Treatment): เวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ส่วนผสมที่ไวต่อแสง หรือสารแอคทีฟที่เน้นการผลัดเซลล์ผิวและการซ่อมแซม เช่น เรตินอล (Retinol) สำหรับลดเลือนริ้วรอย หรือเปปไทด์ (Peptides) เข้มข้นดูแลรอบดวงตา (Eye Cream): ทาครีมรอบดวงตาสูตรเข้มข้น เพื่อลดเลือนรอยคล้ำ ถุงใต้ตา และริ้วรอยล็อคการบำรุง (Moisturizer / Night Cream): ใช้ครีมบำรุงเนื้อเข้มข้นกว่าตอนเช้า เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์ฟื้นฟูขั้นสุด (Sleeping Mask / Face Oil): หากรู้สึกว่าผิวโทรมมากหรือแห้งกร้านเป็นพิเศษ สามารถทา Sleeping Mask เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยไม่ต้องล้างออก หรือใช้ Face Oil 1-2 หยดวอร์มที่ฝ่ามือแล้วประคบลงบนผิวทริคการลงสกินแคร์ตอนเช้า-กลางคืน ให้สกินแคร์ทำงานเต็มประสิทธิภาพทาสกินแคร์ตอนผิวหมาด: ผิวที่หมาดน้ำเล็กน้อยจะเปรียบเสมือนฟองน้ำที่พร้อมดูดซับสารบำรุง ดังนั้นควรเริ่มลงน้ำตบหรือโทนเนอร์ภายใน 3 นาทีหลังล้างหน้าเสร็จ ไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าแห้งสนิทจนรู้สึกตึงวอร์มเนื้อผลิตภัณฑ์: สำหรับมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมหรือออยล์บำรุงผิว ให้นำมาวอร์มโดยการถูวนที่ปลายนิ้วหรือฝ่ามือให้อุ่นขึ้นเล็กน้อยก่อนนำไปทา ความร้อนจากร่างกายจะช่วยให้เนื้อครีมละลายและซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้นกดประคบเบาๆ ดีกว่าถูแรงๆ: การใช้ฝ่ามือลูบไล้สกินแคร์ในทิศทางยกขึ้น แล้วใช้ฝ่ามือกดประคบ (Press and Tap) เบาๆ ทั่วใบหน้า จะช่วยให้ครีมซึมได้ลึกกว่าการถูหรือปาดแรงๆ ซึ่งอาจทำให้ผิวเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ระวังสกินแคร์ตีกัน: ไม่ควรใช้สารออกฤทธิ์รุนแรงพร้อมกันในเวลาเดียว เช่น การใช้เรตินอล (Retinol) พร้อมกับกรดผลัดเซลล์ผิว (AHA/BHA) หรือใช้วิตามินซีเข้มข้นคู่กับ AHA/BHA เพราะจะทำให้ผิวผลัดเซลล์รุนแรงเกินไปจนเกิดอาการแห้ง แดง ลอก ควรแยกใช้รูทีนเช้า-เย็น หรือสลับวันกันใช้ส่วนผสมในสกินแคร์ที่ควรหลีกเลี่ยง มีอะไรบ้าง?การอ่านฉลากส่วนผสม (Ingredients List) เป็นทักษะสำคัญสำหรับคนที่อยากมีผิวสุขภาพดี หากคุณมีสภาพผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย หรือกำลังรักษาสิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังต่อไปนี้Simple Alcohol (แอลกอฮอล์ชนิดแห้ง): มักระบุในฉลากว่า SD Alcohol, Isopropyl Alcohol, Ethanol หรือ Alcohol Denat. แอลกอฮอล์กลุ่มนี้จะทำให้ผิวแห้งตึง ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว และทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ (อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์กลุ่ม Fatty Alcohol เช่น Cetyl Alcohol หรือ Stearyl Alcohol ถือเป็นแอลกอฮอล์ที่ดี ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้)Fragrance หรือ Parfum (น้ำหอมสังเคราะห์): เป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง และผื่นแดงในผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย หากต้องการความหอม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้กลิ่นจากสารสกัดธรรมชาติหรือปราศจากน้ำหอม (Fragrance-Free)Parabens (พาราเบน): สารกันเสียที่พบได้บ่อยในเครื่องสำอางและสกินแคร์รุ่นเก่า มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดการระคายเคือง และมีข้อถกเถียงในวงการแพทย์เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบฮอร์โมน ปัจจุบันสกินแคร์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้สารกันเสียชนิดอื่นที่ปลอดภัยกว่าและระบุว่า Paraben-FreeSLS และ SLES: สารทำความสะอาดที่ทำให้เกิดฟอง มักพบในผลิตภัณฑ์โฟมหรือสบู่ล้างหน้า สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ชะล้างที่รุนแรงเกินไป ทำให้หลังล้างหน้าผิวจะรู้สึกแห้งเอี๊ยด ซึ่งเป็นการทำลายน้ำมันตามธรรมชาติของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลและอาจผลิตน้ำมันออกมามากกว่าเดิมSynthetic Colors (สีสังเคราะห์): มักถูกเติมลงไปเพื่อทำให้เนื้อสกินแคร์ดูน่าใช้และสวยงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว สีสังเคราะห์ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการบำรุงผิว และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรือเกิดสิวอุดตันได้โดยไม่จำเป็นการมีผิวหน้าที่สวยกระจ่างใส อิ่มน้ำ และดูสุขภาพดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงที่สุดเสมอไป แต่สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ "ความสม่ำเสมอในการดูแลผิว" และการเรียงลำดับขั้นตอนการลงสกินแคร์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพียงแค่คุณจำหลักการง่ายๆ คือการทำความสะอาดผิวให้หมดจด ทาบำรุงจากเนื้อเหลวไปหาเนื้อข้น เลือกใช้ส่วนผสมที่ตอบโจทย์กับปัญหาผิวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเป็นเจ้าของผิวสวยสุขภาพดีในแบบที่คุณต้องการได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเคล็ดลับการดูแลตัวเองและต้องการอัปเดตเทรนด์ความงาม การรักษาสุขภาพ รวมถึงทริคการดูแลผิวพรรณที่เจาะลึกและนำไปใช้ได้จริง สามารถติดตามอ่านบทความสาระดีๆ ที่จะช่วยยกระดับความสวยและสุขภาพของคุณต่อได้เลยที่ Atime Beauty Health แหล่งรวมแรงบันดาลใจเพื่อการดูแลตัวเองอย่างครบวงจร!

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

28 เม.ย. 2025

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

โรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศก็คงจะเป็นโรคไหนไปไม่ได้ นอกจากออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมในการทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย เริ่มจากปวดคอ บ่า ไหล่ลงมาที่หลัง เมื่อปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม หมองรองกระดูกปลิ้น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และกระดูกสันหลังเสียหายได้ปวดหลังแบบไหนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 1 – 3 เดือนปวดหลังร้าวลงขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมการเดินไม่ได้จากการโดนกดทับเส้นประสาทปวดหลังร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชา ขาอ่อนแรง ปัสสาวะ อุจจาระผิดปกติ ฯลฯทรงตัวได้ไม่ดี เดินลำบาก ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้เหมือนปกติตรวจวินิจฉัยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างไร?เพราะอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ควรตรวจเช็กกับแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด หากแพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งตรวจ MRI เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาและทำกายภาพบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจจะต้องแนะนำให้ผ่าตัดวิธีการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ประกอบด้วยการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เป็นวิธีการรักษาในระยะแรกเริ่มเมื่อพบว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยในผู้ป่วยที่มีอาการ ช่วยปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหาให้กลับมาดีขึ้น รวมถึงการประคบร้อน การอัลตราซาวนด์ เลเซอร์ การช็อกเวฟ การดึงคอดึงหลัง ช่วยให้อาการปวดหรือออฟฟิศซินโดรมลดลง ทั้งนี้ต้องประเมินเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทางการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงไขสันหลัง เพื่อลดอาการปวดการผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้อง แผลผ่าเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด โดยคำนึงถึงการรักษาที่เน้นการแก้ปัญหาที่สาเหตุเป็นหลักปรับพฤติกรรมก่อนกระดูกสันหลังเสียอย่านั่งนาน ลุกขึ้นยืดเส้นยืนสายให้บ่อยทุก 1 ชั่วโมงยืดกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อตึงเกินไปจนปวดปรับท่านั่งให้ถูกต้อง ปรับอุปกรณ์ออฟฟิศให้เหมาะกับร่างกายหลีกเลี่ยงการยกของหนักหลีกเลี่ยงกิจกรรมการก้มหรือแอ่นหลังที่มากเกินไปออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหากปวดจากออฟฟิศซินโดรมที่ไม่รุนแรงเมื่อปรับพฤติกรรมมักดีขึ้นหรือหายได้ในเวลาไม่นานแต่ในกรณีที่อาการแย่ลงและกระทบกับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ

04 มี.ค. 2025

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ ชาเขียวมีหลายประเภท และแต่ละแบบก็มีความแตกต่างทั้งในเรื่องของรสชาติ วิธีการผลิต และประโยชน์ต่อสุขภาพขอบคุณภาพจาก matchazuki1. ชาเขียวญี่ปุ่น vs. ชาเขียวจีน ชาเขียวจีนและชาเขียวญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของ กระบวนการผลิต, สี, รสชาติ และวิธีการชง ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์การดื่มชาอย่างมาก1. กระบวนการผลิตชาเขียวญี่ปุ่น ใช้วิธี นึ่งด้วยไอน้ำ ทันทีหลังเก็บเกี่ยว เพื่อหยุดกระบวนการออกซิเดชัน ทำให้ใบชาคงความสดและมีสีเขียวเข้มชาเขียวจีน ใช้วิธี คั่วในกระทะหรืออบแห้ง ทำให้เกิดกลิ่นหอมของการคั่ว และสีของใบชาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง2. สีของน้ำชาชาเขียวญี่ปุ่น มักให้สีน้ำชา เขียวสดใส เนื่องจากกระบวนการนึ่งช่วยรักษาสารคลอโรฟิลล์ชาเขียวจีน มักให้สีน้ำชา เขียวอมเหลืองหรือทองอ่อนๆ จากกระบวนการคั่ว3. รสชาติและกลิ่นชาเขียวญี่ปุ่น มีรสชาติ สดชื่น อ่อนนุ่ม หวานนิดๆ และมีกลิ่นหญ้าอ่อนๆชาเขียวจีน มีรสชาติ หอมคั่ว กลมกล่อม ฝาดเล็กน้อย และซับซ้อนกว่าชาเขียวญี่ปุ่น4. วิธีการชงชาเขียวญี่ปุ่น มักใช้ น้ำอุณหภูมิต่ำกว่า (ประมาณ 60-80°C) เพื่อไม่ให้รสขมเกินไปชาเขียวจีน สามารถชงด้วย น้ำร้อนกว่า (ประมาณ 80-90°C) โดยนิยมใช้ถ้วยชาแบบจีน (Gaiwan) หรือกาน้ำชา5. ตัวอย่างชาแต่ละประเภทชาเขียวญี่ปุ่น: เซนฉะ (Sencha), มัทฉะ (Matcha), เกียวคุโระ (Gyokuro), โฮจิฉะ (Hojicha)ชาเขียวจีน: หลงจิ่ง (Longjing), ปิหลัวชุน (Biluochun), จู๋เย่ฉิง (Zhuyeqing)2. ชาเขียวมัทฉะ vs. ชาเขียวทั่วไป ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีหลายประเภท โดยหนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญคือ มัทฉะ (Matcha) และชาเขียวทั่วไป (Loose Leaf Green Tea) ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งใน กระบวนการผลิต, วิธีดื่ม, ปริมาณสารอาหาร และรสชาติ1. กระบวนการผลิตมัทฉะ ทำจากใบชาอ่อนที่ถูกบดเป็นผงละเอียด โดยก่อนเก็บเกี่ยว ต้นชาจะถูกคลุมไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโน ทำให้ชาได้รสชาติหวานกลมกล่อมและสีเขียวสดใสชาเขียวทั่วไป มักใช้ใบชาทั้งใบและผ่านกระบวนการอบแห้ง ไม่ได้นำมาบด ทำให้สารอาหารบางส่วนละลายออกมาในน้ำเมื่อชง แต่ไม่ได้รับประทานใบชาโดยตรง2. วิธีการดื่มมัทฉะ ถูกนำมาผสมกับน้ำและตีให้เข้ากัน ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้นและได้รับสารอาหารจากใบชาเต็มที่ชาเขียวทั่วไป ชงโดยแช่ใบชาลงในน้ำร้อน จากนั้นกรองใบชาออก ทำให้ได้รับสารอาหารเพียงบางส่วนที่ละลายในน้ำ3. ปริมาณสารอาหารและคาเฟอีนมัทฉะ มีคาเฟอีนสูงกว่าชาเขียวทั่วไป เนื่องจากบริโภคทั้งใบชา จึงให้พลังงานและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาเขียวทั่วไป มีคาเฟอีนต่ำกว่า เพราะเพียงแช่ใบชาในน้ำ ไม่ได้รับใบชาโดยตรง4. รสชาติและกลิ่นมัทฉะ มีรสชาติ เข้มข้น ขมนิดๆ แต่กลมกล่อม พร้อมกลิ่นหอมของชาชาเขียวทั่วไป มีรสชาติ เบากว่า สดชื่นกว่า และอาจมีความหวานอ่อนๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของชา3. ชาเขียวร้อน vs. ชาเขียวเย็น (ใส่น้ำแข็ง/ขวดพร้อมดื่ม) ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สามารถดื่มได้ทั้งแบบ ร้อน และ เย็น แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งในแง่ของ รสชาติ, คุณค่าทางสารอาหาร และผลต่อสุขภาพ1. วิธีการชงและอุณหภูมิชาเขียวร้อน ชงโดยใช้ น้ำร้อน (60-80°C) และดื่มในขณะที่ยังอุ่นอยู่ ทำให้รสชาติของชาเข้มข้นและกลิ่นหอมชัดเจนชาเขียวเย็น อาจมาจากการ ชงร้อนแล้วปล่อยให้เย็น หรือ ชงเย็นโดยใช้น้ำเย็นแช่ใบชา (Cold Brew) ซึ่งให้รสชาติที่นุ่มและสดชื่น2. คุณค่าทางสารอาหารชาเขียวร้อน มี สารต้านอนุมูลอิสระ (เช่น EGCG) สูงกว่า เพราะสารเหล่านี้ละลายในน้ำร้อนง่ายกว่าชาเขียวเย็น โดยเฉพาะชาเขียวขวดหรือชาเย็นที่ขายทั่วไป มักมีน้ำตาลสูง หรืออาจผ่านการแปรรูป ทำให้คุณค่าทางสารอาหารลดลง3. รสชาติและกลิ่นชาเขียวร้อน มีรสชาติที่ เข้มข้น, หอมชัด และอาจมีความขมนิดๆชาเขียวเย็น มีรสชาติที่ อ่อนกว่า, สดชื่น และดื่มง่ายกว่า โดยเฉพาะชาเขียวขวดที่มักมีรสหวานจากการเติมน้ำตาล4. ผลต่อสุขภาพชาเขียวร้อน ช่วย กระตุ้นระบบเผาผลาญ, ลดไขมัน และให้ประโยชน์สูงสุดจากชาชาเขียวเย็น โดยเฉพาะชาเขียวขวดหรือใส่น้ำแข็ง อาจมีน้ำตาลสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น น้ำหนักขึ้น หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงสรุป หากคุณต้องการดื่มชาเขียวเพื่อสุขภาพ ชาเขียวร้อนที่ไม่เติมน้ำตาล คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะจะคงคุณค่าสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานและสารอาหารที่เข้มข้นขึ้น มัทฉะ คือตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการบริโภคทั้งใบชา ทำให้ได้รับสารอาหารมากกว่า หากคุณชื่นชอบรสชาติที่หอมคั่วแบบดั้งเดิม ชาเขียวจีน เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยกระบวนการคั่วที่ทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ ชาเขียวเย็น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่นและรสชาติที่อ่อนโยนกว่าผู้เขียน : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

Agnos Health ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!

22 มี.ค. 2024

Agnos Health ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!

Agnos ร่วมมือกับสำนักการแพทย์ กรุงเทพฯ ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!Agnos Health ร่วมมือกับ สำนักการแพทย์ กทม. ให้บริการคัดกรองโรคด้วย AI เพื่อลดความแออัดให้โรงพยาบาล โดยคนไข้สิทธิบัตรทอง ที่มีการการเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับยาได้ฟรี ที่ร้านขายยาที่ร่วมโครงการสำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้งานฟรี ผ่าน LINE OA ของ Agnos ได้ที่ https://bit.ly/49YoUaH หรือผ่าน LINE OA ของโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ รพ.ราชพิพัฒน์ รพ.กลาง และรพ.สิรินธรขั้นตอนการใช้บริการ1.เพิ่มเพื่อนใน Line Official ของ Agnos หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อใช้บริการ- Agnos https://bit.ly/49YoUaH (LINE ID: @agnos)- โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ (LINE ID: @1rpp)- โรงพยาบาลกลาง (LINE ID: @klang)- โรงพยาบาลสิรินธร (LINE ID: @1srt)2.เลือกเมนู เช็กอาการป่วยและนัดหมายแพทย์3.เข้าสู่ระบบ และกรอกข้อมูลส่วนตัว4.ตอบคำถาม AI และดูผลวิเคราะห์ที่หน้าแชท Line5.ได้รับรหัส เพื่อไปรับยาฟรี สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง ผ่านช่องทาง Lineระบบ AI ของ Agnos ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยผ่านการทดสอบมามากกว่า 1 แสนครั้ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 26 สาขาวิชา มีความแม่นยำสูง และมีการใช้งานจริงไปแล้วมากกว่า 2 แสนครั้ง โดย AI จะทำการคัดกรองอาการป่วยออกมาเป็น 3 ระดับ ได้แก่สีเขียว หากผลวิเคราะห์ออกมาเป็นสีเขียว เป็นอาการที่สามารถรับยาที่ร้านยาได้เพื่อดูแลเบื้องต้นได้สิทธิพิเศษ ผู้ที่มีสิทธิบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ตรวจสอบสิทธิ ด้วยตนเองได้ที่ https://eservices.nhso.go.th/eServices/mobile/login.xhtml )สามารถรับยาฟรี! ที่ร้านขายยาใกล้บ้านที่เข้าร่วมในโครงการ (ตรวจสอบได้ผ่านระบบ Agnos)สีเหลือง อาการรุนแรงปานกลาง สามารถรับยาบรรเทาอาการเบื้องต้นที่ร้านยาใกล้บ้าน หรือทำนัดหมายแพทย์ผ่านทาง agnos หากใช้งานบน Line โรงพยาบาลก็สามารถติดต่อนัดหมายแพทย์ต่อกับทางเจ้าหน้าที่บน Line OA ของโรงพยาบาลได้เลยสีแดง หากอาการรุนแรงมากควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ตามคำแนะนำของเรา โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการ ที่ Agnos health พัฒนา ร่วมกับ โรงพยาบาลรัฐเพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้กับคนไทย และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะขยาย ไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นต่อไป เพื่อขยายการเข้าถึงอีกบริการในวงกว้างขึ้นโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการ ที่ Agnos health พัฒนา ร่วมกับ โรงพยาบาลรัฐเพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้กับคนไทย และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะขยาย ไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นต่อไป เพื่อขยายการเข้าถึงอีกบริการในวงกว้างขึ้นวิดีโอตัวอย่างการใช้งานบริการ https://www.youtube.com/watch?v=oTc92uCw3S8สำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้งานฟรี ผ่าน LINE OA ของ Agnos ได้ที่ https://bit.ly/49YoUaHโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Accelerate Impact with Pruksaสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ Agnos business contact form (clickup.com)Email: agnoshealth.sales@gmail.comTel: 098-851-7952