ทฤษฎีโชคดี (Luck Theory) – โชคดีสร้างได้!

Beauty & Health

ทฤษฎีโชคดี (Luck Theory) – โชคดีสร้างได้!

03 มี.ค. 2025

ทฤษฎีโชคดี (Luck Theory) – โชคดีสร้างได้!

     หลายคนคิดว่า "โชคดี" เป็นเรื่องของดวงล้วนๆ แต่จริงๆ แล้ว มีหลายทฤษฎีที่อธิบายว่า โชคดีสามารถสร้างขึ้นได้ ผ่านวิธีคิดและพฤติกรรมของเราเอง
 

1. The Four Factors Theory – 4 ปัจจัยแห่งโชคดี

      ดร. ริชาร์ด ไวส์แมน (Richard Wiseman) ศึกษาเรื่อง "โชค" และพบว่า คนโชคดีมีพฤติกรรมและวิธีคิดที่แตกต่างจากคนอื่นโดยเขาสรุปออกมาเป็น 4 ปัจจัยหลัก

ขอบคุณภาพจาก the professional creative

1. มีทัศนคติเปิดกว้างต่อโอกาส

  • คนโชคดีมักเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และไม่ปิดกั้นโอกาส
  • ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือคุยกับคนใหม่ๆ เสมอ

2. ใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจ

  • เชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง และกล้าตัดสินใจ
  • ฝึกฟังเสียงภายในและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างสมดุล

3. คิดบวกและคาดหวังสิ่งดีๆ

  • คนที่เชื่อว่าตัวเองโชคดี มักเจอเรื่องดีๆ จริง
  • ความคิดบวกช่วยดึงดูดโอกาสเข้ามา

4. เปลี่ยนโชคร้ายให้เป็นโอกาส

  • เมื่อเจอปัญหา จะหาทางออกมากกว่าตำหนิตัวเอง
  • คนโชคดีมองว่าอุปสรรคคือบทเรียน ไม่ใช่จุดจบ

2. ทฤษฎี "สร้างโชคเอง" (Planned Serendipity)

    โชคดีหลายครั้งไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นผลจาก การวางแผนและสร้างสถานการณ์ ให้โอกาสเกิดขึ้น

วิธีนำไปใช้:

  • ออกไปพบปะผู้คนใหม่ๆ เพราะโชคดีมักมาพร้อมกับ "เครือข่าย" 
  • ลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่อาจนำไปสู่โอกาสโดยไม่คาดคิด
  • สร้างนิสัยที่ช่วยดึงดูดโชค เช่น การเป็นมิตร ใจกว้าง และพร้อมเรียนรู้

3. "Luck Surface Area" – พื้นที่โชคดี

 ยิ่งคุณเปิดโอกาสให้ตัวเองมากเท่าไหร่ "พื้นที่โชคดี" ของคุณก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้น

ทำยังไงให้โชควิ่งเข้าหาเรา?

  • เพิ่มทักษะและความสามารถของตัวเอง (ยิ่งรู้เยอะ โอกาสยิ่งเยอะ) 
  • พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยโอกาส
  • กล้าลงมือทำมากกว่าคิดอย่างเดียว

สรุป: โชคดีสร้างได้จากกระบวนการคิดดังนี้

  1. คิดบวกและเปิดรับโอกาสใหม่ๆ
  2. ฟังสัญชาตญาณและเชื่อมั่นในตัวเอง
  3. พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ
  4. ออกไปพบปะผู้คนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  5. ลงมือทำมากขึ้น เพื่อขยาย "พื้นที่โชคดี"

"โชคดีไม่ได้เป็นแค่เรื่องของดวง แต่เป็นผลลัพธ์ของวิธีคิดและการกระทำของเราเอง!"

ผู้เขียน : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

related Beauty & Health

ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง เพิ่มกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบเผาผลาญ

02 ก.ย. 2025

ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง เพิ่มกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบเผาผลาญ

หากพูดถึงการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง มีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับการออกกำลังกายประเภทนี้ ด้วยคำนิยามที่เป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่หลายคนมักจะพูดด้วยคำว่าออกกำลังกายเพิ่มกล้าม ทำให้ตัวใหญ่ ตัวบวม หรือกล้ามใหญ่ จนผู้หญิงหลายคนอาจกลัวการออกกำลังกายประเภทนี้ แต่ความจริงแล้วการออกกำลังการเวทเทรนนิ่ง หากเลือกออกอย่างถูกต้องและพอดี ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไปพร้อม ๆ กับรูปร่างที่สวยงามมากขึ้น วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายประเภทนี้ให้ละเอียดมากขึ้น และไขข้อเข้าใจผิดที่หลายคนยังไม่รู้ให้ถูกต้องการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง คืออะไร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คอนเทนต์หรือเทรนด์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและรูปร่างได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตง่าย ๆ ได้จากโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้หญิงและผู้ชายทุกช่วงวัยก็คือ การเวทเทรนนิ่ง”หรือการฝึกกล้ามเนื้อด้วยแรงต้าน ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเวทเทรนนิ่ง คือ อะไร และมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย เวทเทรนนิ่ง (Weight Training) คือ การออกกำลังกายที่เน้นการใช้น้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวหรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น ดัมเบล บาร์เบล หรือเครื่องออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มแรงต้านให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น การออกแรงซ้ำ ๆ และสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากรูปร่างที่ดูดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วยเวทเทรนนิ่ง ช่วยเรื่องอะไรบ้าง การออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง ไม่ได้มีข้อดีแค่การทำให้รูปร่างผอมเพรียวหรือทำให้เห็นกล้ามเนื้อได้ชัดเจนเพียงเท่านั้น แต่การเวทเทรนนิ่งยังมีประโยชน์อีกหลายประการ ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เช่นเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ: เมื่อเราอายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง การทำเวทเทรนนิ่งเป็นประจำจะช่วยชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อ และยังสามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ นอกจากนี้การไม่มีกล้ามเนื้อยังส่งผลเสียต่อความแข็งแรงของกระดูก เมื่อแก่ตัวขึ้นอาจทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าที่ควรกระตุ้นระบบเผาผลาญ: กล้ามเนื้อมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญพลังงาน การมีกล้ามเนื้อที่มากขึ้นจะทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ออกกำลังกายก็ตาม สำหรับใครที่มีปัญหาด้านการเผาผลาญหรือกินน้อยแต่ยังอ้วน สามารถเลือกใช้วิธีออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก: การฝึกเวทเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูก ลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ควรฝึกการออกกำลังกายให้เป็นนิสัยตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อลดปัญหาสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้นช่วยควบคุมน้ำหนัก: การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อช่วยให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง: เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯเพิ่มความมั่นใจในรูปร่าง: เมื่อรูปร่างกระชับ ดูดีขึ้น ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองและภาพลักษณ์ในสังคมเวทเทรนนิ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสมอไปหรือไม่ คำถามยอดฮิตของคนที่เริ่มต้นออกกำลังกายแรก ๆ คือ การออกกำลังกายจำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือไม่, เวทเทรนนิ่งไม่มีอุปกรณ์สามารถทำได้ เพราะการออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งไม่ได้หมายถึงการใช้อุปกรณ์เป็นตัวช่วยเสมอไป การออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งไม่มีอุปกรณ์ เรียกกันว่า Bodyweight คือการเอาน้ำหนักตัวมาเป็นแรงต้าน ตัวอย่างของ Bodyweight เช่นSquat เพื่อฝึกต้นขาและก้นPush-up เพื่อฝึกกล้ามเนื้ออก แขน และไหล่Plank สำหรับเสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวLunges สำหรับเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของขาแนะนำตารางการออกกำลังกายให้ Balance ระหว่าง Cardio and Weight Trainingข้อควรระวังในการออกกำลังกาย แม้ว่าการเวทเทรนนิ่งจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากทำผิดวิธี ก็อาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงควรระมัดระวังดังนี้อย่าฝืนมากเกินไป: สำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังในช่วงแรก ควรเริ่มใช้ดัมเบลน้ำหนักเบา หรือเลือกจำนวนครั้งที่พอเหมาะแล้วค่อย ๆ ไต่ระดับเพิ่มขึ้นทีละน้อย อย่าหักโหมเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบหรือเกิดการบาดเจ็บวอร์มอัพก่อนและหลังเสมอ: การอุ่นร่างกายช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อเตรียมพร้อม ลดโอกาสการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายศึกษาท่าทางที่ถูกต้อง: ท่าทางที่ผิดอาจทำให้เกิดแรงกดที่ไม่เหมาะสม เช่น อาการปวดหลังจากการ Squat ผิดวิธีฟังร่างกายตัวเอง: หากรู้สึกเจ็บ หรือไม่สบาย ควรหยุดทันที ไม่ควรอย่าฝืนออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บเรื้อรังพักผ่อนและรับประทานอาหารให้เหมาะสม: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องการโปรตีนและการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อการฟื้นตัวและเจริญเติบโตสรุป เวทเทรนนิ่ง ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายสำหรับนักเพาะกาย แต่เป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะต้องการรูปร่างที่ดี เสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระตุ้นระบบเผาผลาญ การออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง คือทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อผสมผสานกับคาร์ดิโออย่างสมดุล จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ฟิต และดูดีจากภายในสู่ภายนอก ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสมอไป ผู้เริ่มต้นสามารถเริ่มจากการเวทเทรนนิ่งไม่มีอุปกรณ์ได้เลย และเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ค่อยขยับไปใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมตามความเหมาะสม การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็สามารถมีสุขภาพดี และรูปร่างที่แข็งแรงได้ไม่ยากเลย ติดตามอ่านบทความดี ๆ เพิ่มเติมหรืออ่านบทความเกี่ยวกับการคาร์ดิโอได้ที่ Chill on กินเที่ยวจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

18 เม.ย. 2026

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

เหตุผลที่เราชอบฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ(Why We Repeat Songs จิตวิทยาของเพลงที่ฟังไม่เบื่อ)ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม? หลายคนอาจเคยเปิดเพลงเดิมวนซ้ำทั้งวัน ทั้งที่มีเพลงใหม่ออกมาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็ยังเลือกกลับมาฟังเพลงเดิมอยู่ดี จนเริ่มสงสัยว่าพฤติกรรมแบบนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ในมุมของจิตวิทยา การ “ฟังเพลงซ้ำ” ไม่ได้แปลว่าเราน่าเบื่อ แต่เป็นเพราะสมองของเราชอบความคุ้นเคย เมื่อเราได้ยินเพลงเดิมซ้ำ ๆ สมองจะสามารถคาดเดาทำนอง จังหวะ และเนื้อเพลงได้ล่วงหน้า ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เกิดความสบายใจ และลดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ เพลงบางเพลงยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตัวแทนของความรู้สึก” ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีความสุข เสียใจ หรือกำลังคิดถึงใครบางคน การกลับไปฟังเพลงเดิมจึงไม่ใช่แค่การฟังเพลง แต่เป็นการกลับไปสัมผัสความรู้สึกเดิมอีกครั้ง อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ สมองจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุข ในช่วงที่เพลงดำเนินไปถึงท่อนที่เราชอบ เช่น ท่อนฮุคหรือท่อนพีค ยิ่งเราฟังซ้ำมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้สัมผัสความรู้สึกดีแบบเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึง “หยุดฟังเพลงเดิมไม่ได้” และในบางครั้ง เพลงก็อาจผูกโยงกับ “ใครบางคน” โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้ทุกครั้งที่เพลงนั้นเล่นขึ้นมา ความทรงจำบางอย่างก็กลับมาพร้อมกันเสมอ สุดท้ายแล้ว การฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ อาจไม่ได้หมายความว่าเราติดเพลง แต่เราแค่กำลังยึดโยงกับความรู้สึกบางอย่างที่เพลงนั้นให้เราเท่านั้นเองจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

19 เม.ย. 2026

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ Move on ช้า ผิดไหม? หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติ หลังจากความสัมพันธ์จบลง หลายคนมักจะบอกตัวเองว่า “ควรไปต่อได้แล้ว” แต่ในความเป็นจริง กลับยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังคิดถึง ยังวนอยู่กับความทรงจำเดิม ๆ จนเกิดคำถามว่า ทำไมเราถึง move on ช้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันจบไปแล้ว ในทางจิตวิทยา การ move on ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเพียงอย่างเดียว เพราะความรักไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เป็นเรื่องของ “ความผูกพันในสมอง” ด้วย ในระหว่างที่เราคบกับใครบางคน สมองจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและมีความสุข เช่น โดพามีนและออกซิโทซินเมื่อความสัมพันธ์จบลง สมองจึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว เหมือนการขาดบางสิ่งบางอย่างไปอย่างกะทันหัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเหมือน “ถอนตัวไม่ขึ้น” แม้จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราคิดถึง ไม่ใช่เพราะตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเราคิดถึง “ช่วงเวลาที่เคยมีความสุข” รวมถึงภาพอนาคตที่เราเคยวางไว้ร่วมกัน การสูญเสียจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนคนหนึ่ง แต่รวมถึงความฝันบางอย่างที่หายไปพร้อมกันด้วย อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ move on ช้าคือ “คำถามที่ไม่มีคำตอบ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่จบแบบไม่ชัดเจน สมองจะพยายามหาคำอธิบายซ้ำ ๆ ทำให้เรายังคงติดอยู่ในความรู้สึกเดิม ดังนั้น หากคุณกำลังรู้สึกว่า move on ได้ช้า อาจไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ แต่เป็นเพราะคุณเป็นมนุษย์ที่เคยรู้สึกกับบางอย่างอย่างจริงจัง การ move on ไม่ใช่การลืมทั้งหมดในทันที แต่คือการค่อย ๆ ยอมรับ และปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเบาลงตามเวลาจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ทำไมเราถึงคิดถึงคนบางคนตอนฝนตก

17 เม.ย. 2026

ทำไมเราถึงคิดถึงคนบางคนตอนฝนตก

ทำไมเราถึงคิดถึงคนบางคนตอนฝนตก(Rainy Day Psychology ทำไมฝนถึงพาเราย้อนความทรงจำ) ทำไมเวลาฝนตกเราถึงคิดถึงใครบางคนโดยไม่รู้ตัว? เจาะลึกจิตวิทยาความทรงจำและอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ พร้อมคำอธิบายเข้าใจง่ายเคยไหม…อยู่ดี ๆ ฝนก็ตก แล้วคนบางคนก็ลอยเข้ามาในหัวแบบไม่ได้ตั้งใจ ในหลายช่วงของชีวิต เราอาจไม่ได้คิดถึงใครคนนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่พอฝนเริ่มตก เสียงเม็ดฝนกระทบพื้น กลิ่นดินลอยขึ้นมาเบา ๆ ความทรงจำบางอย่างกลับชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฝนถึงทำให้ “คิดถึงแฟนเก่า” หรือ “คิดถึงใครบางคน” ได้ง่ายขนาดนี้ ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า “การเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์กับความทรงจำ” (Emotional Memory) สมองของเรามักจะจดจำช่วงเวลาที่มีความรู้สึกชัดเจนเอาไว้ได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเหงา หรือความผูกพัน และบรรยากาศอย่าง “วันฝนตก” ก็มักจะเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของความทรงจำเหล่านั้น เมื่อวันหนึ่งเราได้ยินเสียงฝน หรือเห็นท้องฟ้าหม่น ๆ สมองจึงดึงภาพเก่า ๆ กลับมาโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะถ้าในช่วงเวลานั้นเคยมี “ใครบางคน” อยู่ด้วย ความรู้สึกคิดถึงก็จะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ อีกเหตุผลหนึ่งคือ ฝนทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น วันที่อากาศครึ้ม คนเรามักจะช้าลง เงียบลง และเปิดรับความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความเหงาเล็ก ๆ ที่อาจซ่อนอยู่ลึก ๆ จึงถูกขยายให้ชัดขึ้น และเมื่อความเหงานั้นเกิดขึ้น สมองก็มักจะพาเราไปนึกถึงคนที่เคยทำให้เรารู้สึกดี ดังนั้น ถ้าคุณเคยสงสัยว่า “ทำไมฝนตกแล้วคิดถึงใครบางคน” คำตอบอาจไม่ใช่เพราะฝน แต่เป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างในตัวคุณยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอแล้วคุณล่ะ…มีใครบางคนที่คุณจะนึกถึงทุกครั้งเวลาฝนตกไหม?จัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี