Ashram Scent ธุรกิจออกแบบน้ำหอม เสน่ห์ของอาศรมแห่งกลิ่น

Beauty & Health

Ashram Scent ธุรกิจออกแบบน้ำหอม เสน่ห์ของอาศรมแห่งกลิ่น

25 ก.พ. 2025

“ในโลกนี้ที่กลิ่นหอมไม่ใช่แค่เครื่องหอมธรรมดา แต่ล้วนเป็นภาษาของอารมณ์ ความทรงจำ และตัวตน”

Ashram Scent เป็นร้านน้ำหอมแบรนด์ไทยและเป็นสถานที่ซึ่งศิลปะแห่งกลิ่น 

ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างวิจิตร อาศรมแห่งนี้ไม่ใช่แค่เพียงร้านน้ำหอมแต่เป็นสตูดิโอแห่งการสร้างสรรค์ ที่ซึ่งศาสตร์และศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสะท้อนตัวตนของแต่ละบุคคล

จุดเริ่มต้นของอาศรมเซ้นท์แห่งนี้ เริ่มมาจากนักปรุงน้ำหอมอย่างคุณเฟิร์ส และ CEO อาศรมเซ้นท์ อย่างคุณแก้ว ที่จับมือกันสร้างธุรกิจที่เรียกว่า การรังสรรค์น้ำหอมเฉพาะบุคคล

คณเฟิร์สสนใจด้านน้ำหอม และได้ค้นพบว่าตัวเองมีความหลงใหลในศาสตร์แห่งกลิ่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกลิ่นมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ ‘หอมหรือไม่หอม’ อีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความทรงจำ และจิตวิญญาณ

เมื่อความสนใจนี้เริ่มก่อตัวขึ้น คุณเฟิร์สจึงตัดสินใจศึกษาศาสตร์ของน้ำหอมอย่างจริงจัง ตั้งแต่โครงสร้างของกลิ่น วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการสกัด จนไปถึงอิทธิพลของกลิ่นที่มีต่อความรู้สึกของมนุษย์ สิ่งที่เขาค้นพบคือกลิ่นไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่รับรู้ผ่านจมูก แต่ยังสามารถกระตุ้นอารมณ์ และสร้างประสบการณ์ที่ทรงพลังให้กับผู้คนได้

จากจุดนี้เองที่คุณเฟิร์สรู้ตัวว่า ‘กลิ่น’ ไม่ใช่แค่ความชอบธรรมดา แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเขา และเขาต้องการแบ่งปันความพิเศษนี้ให้กับคนอื่น ๆ ด้วยการสร้างน้ำหอมที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนตัวตนของผู้ใช้

เมื่อมีความชอบในเรื่องของกลิ่น คุณเฟิร์สจึงตัดสินใจเดินหน้าสร้างธุรกิจน้ำหอมของตัวเอง และได้ทุ่มเทเวลาไปกับการออกแบบและผลิตกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว ก็พบว่าตัวเองไม่ถนัดเรื่องการบริหารเพราะชอบการสร้างสรรค์กลิ่นมากกว่าการดูแลระบบธุรกิจ เช่นนั้น คุณเฟิร์สจึงได้ชักชวน ‘คุณแก้ว’ และ ‘คุณเหวิน’ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณแก้วเป็นนักบริหารที่มีความสามารถในการจัดการระบบธุรกิจและยังมีความหลงใหลในศาสตร์ของกลิ่นเช่นเดียวกัน ขณะที่คุณเหวินก็มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารทำให้ธุรกิจการรังสรรค์น้ำหอมเติบโตขึ้นมา 

และภายใต้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม Ashram Scent เชิญให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่านการออกแบบกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านผู้ปรุงกลิ่นน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นความหอมละมุนอ่อนหวาน เย้ายวนชวนหลงใหล หรือกลิ่นที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน กลิ่นทุกกลิ่นล้วนมีเรื่องราว ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสัมผัสแห่งการดม

ที่ Ashram Scent เชื่อว่า “กลิ่น” เป็นส่วนหนึ่งของตัวตน เป็นลายเซ็นที่ไม่เหมือนใคร และยังเป็นเครื่องประดับที่สำคัญและยังสามารถสร้างการจดจำของคนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นการออกแบบกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวมักจะคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติ เจาะลึกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ไลฟ์สไตล์ และความทรงจำของแต่ละบุคคล เพื่อที่จะสามารถทำการเลือกสรรและผสมผสานวัตถุดิบอย่างประณีตและเกิดเป็นกลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตนของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซึ่งขั้นตอนการสร้างสรรค์กลิ่นหอมของที่นี่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์บุคลิกภาพและอารมณ์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความร่าเริงสดใส ความสุขุม หรือแม้แต่ความรู้สึกโหยหาอดีต นักออกแบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบกับองค์ประกอบของน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของดอกไม้ เครื่องเทศ สมุนไพร หรือแม้แต่กลิ่นของธรรมชาติที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล รวมไปถึงมีการสำรวจทางกายภาพที่เช็คไปถึงรูขุมขน ว่าลักษณะรูขุมขนเปิดหรือปิด ผิวแห้งหรือมันช่วงไหนบ้าง และลักษณะของเหงื่อว่าเป็นอย่างไรด้วยเช่นกัน 

น้ำหอมจาก Ashram Scent ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นประสบการณ์ เป็นการเดินทางที่พาผู้ใช้ไปสำรวจอารมณ์ ความทรงจำ และตัวตน ผ่านมิติของกลิ่นหอม กลิ่นหนึ่งอาจพาผู้ใช้ย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก หวนคิดถึงรักแรก หรือสะท้อนความสง่างามที่แฝงเร้นอยู่ภายในใจ

แต่ละกลิ่นที่ออกแบบขึ้นมาล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของลูกค้า บางคนอาจต้องการกลิ่นที่สื่อถึงการเดินทางในต่างแดน บางคนอาจต้องการกลิ่นที่แสดงถึงพลังของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นแปลก ๆ อย่างน้ำมันรถที่ลูกค้าอยากให้รังสรรค์ ไม่ว่าคุณจะต้องการให้กลิ่นสะท้อนความรู้สึกแบบใด Ashram Scent สามารถรังสรรค์ให้เป็นจริงได้

หากคุณกำลังมองหาน้ำหอมที่ไม่เพียงแต่หอม แต่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของคุณได้ Ashram Scent พร้อมเปิดประตูสู่อาณาจักรแห่งกลิ่นที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะ ที่นี่จะช่วยคุณค้นหากลิ่นที่เป็นตัวคุณ… กลิ่นที่ไม่มีใครเหมือน และไม่มีใครแทนที่ได้

เพราะที่นี่ ทุกกลิ่นหอมล้วนเป็นเรื่องราว เป็นงานศิลปะที่ต้องการสื่อถึงอารมณ์และตัวตนของผู้ใช้ ทุกขวดที่ออกแบบขึ้นมาล้วนผ่านกระบวนการคิดและผสมผสานอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่ากลิ่นที่ได้จะเป็นตัวแทนของบุคลิกและอารมณ์ของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง หากคุณพร้อมที่จะค้นพบกลิ่นที่เป็นตัวเองที่สุด Ashram Scent ยินดีต้อนรับคุณเข้าสู่โลกแห่งความหอมที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และความหมายอันลึกซึ้ง

ร้าน อาศรมเซ้นท์ Ashram Scent 

  • พิกัด จตุจักร พลาซ่า ล็อค B165
  • โทรศัพท์ 064 224 4289 , 094 632 2616
  • Facebook : Ashram Scent 


 

ผู้เขียน วิภูษิตา ญาติจันทึก 


 

related Beauty & Health

พาทัวร์ BDMS WELLNESS CLINIC ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร บนถนนวิทยุ

21 ก.ย. 2023

พาทัวร์ BDMS WELLNESS CLINIC ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร บนถนนวิทยุ

ช่วงนี้เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยมลพิษต่าง ๆ ผู้คนก็เลยหันมาสนใจในการดูแลตัวเองมากขึ้น วันนี้เราเลยจะชวนทุกคนมาดูแลตัวเองแบบครบวงจร ตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่ BDMS WELLNESS CLINIC ศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร บนถนนวิทยุ ปาร์คนายเลิศBDMS WELLNESS CLINIC มีทั้งหมด 8 ชั้น ก็จะครอบคลุมหมดเลย ทั้งสุขภาพร่างกาย การเสริมวิตามินต่าง ๆ ทันตกรรม เส้นผม ผิวพรรณ รวมไปถึงภาวะการมีบุตรยากด้วยสำหรับโปรแกรมที่เราได้ทดลองทำ คือโปรแกรม BWC Antioxidants Plus Customized Vitamin เป็นการตรวจเลือด เพื่อวิเคราะห์ปริมาณวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ 10 ชนิด พร้อมรับวิตามินเฉพาะบุคคลออกแบบตามผลเลือด สำหรับ 1 เดือนวิธีการของเขาก็คือจะมีแบ่งเป็นขั้นตอน เริ่มต้นกันที่วัดความดัน ตรวจสุขภาพในร่างกายทางด้านต่างๆต่อมาคุณหมอก็จะทำการสอบถามเช็คประวัติในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ภาวะความเครียด การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อทำการวิเคราะห์ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ "การเจาะเลือด" เพื่อตรวจวัดระดับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย จากนั้นนำผลตรวจไปวิเคราะห์โดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกันหลังจากนั้นทางคลินิคก็จะจัดวิตามินเฉพาะบุคคลมาให้เราทาน 1 เดือน เรียกได้ว่าขาดตรงไหน ก็ทานเสริมตรงนั้นแบบตรงจุดของแต่ละคนเลยอีกโปรแกรมที่เราได้ทดลอง และน่าจะถูกใจคนที่กำลังกังวลเรื่องปัญหาผิวพรรณ ก็คือโปรแกรม Skin Analysis การตรวจวิเคราะห์สภาพผิวเฉพาะบุคคล โปรแกรมนี้จะทำให้เรารู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว โดยใช้กล้องที่มีความละเอียดสูง ตรวจวิเคราะห์ผิวชั้นบนและผิวชั้นที่ลึกลงไป ซึ่งจะช่วยในการประเมินการเกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตั้งแต่ปริมาณรอยดำ รอยแดง ฝ้า กระ ริ้วรอย ความไม่สม่ำเสมอของผิว ความกว้างของรูขุมขน UV Spots สารที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวบนใบหน้า รวมถึงประเมินอายุผิวของแต่ละบุคคลด้วย หลังจากที่ได้ใช้กล้องตรวจแล้ว เราก็จะได้พบแพทย์ เพื่อฟังคำอธิบายในแต่ละส่วน แพทย์ที่นี่ก็จะชี้ให้เราเห็นเลยว่า เรามีปัญหาผิวทางด้านใดบ้าง ต้องเสริมตรงไหน ดูแลยังไง ใครมีคำถามอะไรเกี่ยวกับปัญหาผิว ก็สามารถปรึกษาแพทย์ที่นี่ได้หมดเลย เขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเองสุด ๆเมื่อรู้ปัญหาผิวแล้ว ก็ตบท้ายด้วยการทำ BWC Royal Bright ทรีตเมนต์ผลักวิตามินและสารอาหารเข้าสู่ผิวพรรณบริเวณใบหน้าและลำคออย่างล้ำลึก โดยไม่ต้องใช้เข็ม สำหรับใครที่กลัวเจ็บ หมดความกังวลทันที เพราะที่ BDMS WELLNESS CLINIC เขาเน้นการดูแลแบบไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวสำหรับโปรแกรม BWC Royal Bright ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที โดยเขาจะใช้นวัตกรรมจากเครื่อง Infusion ทำงานโดยใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่และเวลาในการปล่อยที่เหมาะสม เพื่อสร้างช่องว่างชั่วคราวบริเวณเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด และส่งผ่านวิตามินลงไปซึ่งวิธีนี้สามารถส่งวิตามินและสารอาหารผิวลงไปได้อย่างล้ำลึก และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใส ชุ่มชื้น ลดเรือนริ้วรอย กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เผชิญมลภาวะมาเยอะ จนทำให้ผิวเสื่อมโทรม และต้องการกู้ให้ผิวกระจ่างใส เปล่งปลั่งเห็นแบบนี้แล้ว เริ่มสนใจกันบ้างหรือยัง สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ดูแลตัวเองแบบครบวงจร เรียกว่ามีปัญหาสุขภาพตรงส่วนไหน ก็สามารถมาดูแลได้อย่างตรงจุด สามารถแวะมาได้ที่ BDMS WELLNESS CLINIC ถนนวิทยุ ปาร์คนายเลิศ ได้เลย แล้วมาดูแลตัวเองไปด้วยกันนะ

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

18 เม.ย. 2026

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

เหตุผลที่เราชอบฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ(Why We Repeat Songs จิตวิทยาของเพลงที่ฟังไม่เบื่อ)ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม? หลายคนอาจเคยเปิดเพลงเดิมวนซ้ำทั้งวัน ทั้งที่มีเพลงใหม่ออกมาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็ยังเลือกกลับมาฟังเพลงเดิมอยู่ดี จนเริ่มสงสัยว่าพฤติกรรมแบบนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ในมุมของจิตวิทยา การ “ฟังเพลงซ้ำ” ไม่ได้แปลว่าเราน่าเบื่อ แต่เป็นเพราะสมองของเราชอบความคุ้นเคย เมื่อเราได้ยินเพลงเดิมซ้ำ ๆ สมองจะสามารถคาดเดาทำนอง จังหวะ และเนื้อเพลงได้ล่วงหน้า ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เกิดความสบายใจ และลดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ เพลงบางเพลงยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตัวแทนของความรู้สึก” ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีความสุข เสียใจ หรือกำลังคิดถึงใครบางคน การกลับไปฟังเพลงเดิมจึงไม่ใช่แค่การฟังเพลง แต่เป็นการกลับไปสัมผัสความรู้สึกเดิมอีกครั้ง อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ สมองจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุข ในช่วงที่เพลงดำเนินไปถึงท่อนที่เราชอบ เช่น ท่อนฮุคหรือท่อนพีค ยิ่งเราฟังซ้ำมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้สัมผัสความรู้สึกดีแบบเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึง “หยุดฟังเพลงเดิมไม่ได้” และในบางครั้ง เพลงก็อาจผูกโยงกับ “ใครบางคน” โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้ทุกครั้งที่เพลงนั้นเล่นขึ้นมา ความทรงจำบางอย่างก็กลับมาพร้อมกันเสมอ สุดท้ายแล้ว การฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ อาจไม่ได้หมายความว่าเราติดเพลง แต่เราแค่กำลังยึดโยงกับความรู้สึกบางอย่างที่เพลงนั้นให้เราเท่านั้นเองจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

29 ส.ค. 2025

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพร่างกาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายลดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “คาร์ดิโอ” บ่อยครั้งในวงการออกกำลังกาย แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของการออกกำลังกายประเภทนี้ วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาคุณไปรู้จักกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้มากขึ้น รวมถึงประเภทต่าง ๆ ของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการของร่างกายปัญหาเหนื่อยง่าย จากการออกกำลังกายน้อย หลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มักจะพบปัญหาการเหนื่อยง่าย หรือหายใจถี่เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง เช่น การเดินเร็ว หรือการขึ้นบันได หากไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายอาจจะไม่สามารถปรับตัวกับความต้องการของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการที่หัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่เต็มที่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและเพิ่มความทนทานให้กับร่างกายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดไขมันในร่างกายการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคาร์ดิโอ มีกี่ประเภท การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีหลายประเภท ซึ่งสามารถเลือกทำได้ตามความชอบและความเหมาะสมของร่างกาย โดยแต่ละประเภทจะมีการใช้ความหนักเบาของการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ประเภทของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ มีดังนี้ 1. คาร์ดิโอประเภท LISS (Low Intensity Steady State) LISS เป็นการคาร์ดิโอที่ใช้การออกแรงในระดับต่ำ ไม่มีการกระแทกมากนัก โดยจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีต่อครั้ง หรือ 200-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับคงที่ประมาณ 50-65% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การคาร์ดิโอแบบ LISS เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และไม่ชอบการออกกำลังกายหนักๆ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบา ๆ หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและปอด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บจากการออกกำลัง 2. กายคาร์ดิโอประเภท MISS (Moderate Intensity Steady State) MISS คือการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นปานกลาง โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่มีโรคประจำตัว เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง การเต้นแอโรบิก หรือการปั่นจักรยานด้วยความเร็วปานกลาง ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้มักจะออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง หรือประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคาร์ดิโอประเภท MISS ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้ดี 3. คาร์ดิโอประเภท HIIT (High Intensity Interval Training) HIIT คือการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงในระดับสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะทำการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงเวลา 20-30 วินาที ตามด้วยการพักผ่อนหรือการออกกำลังกายที่มีความหนักเบาต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับไปออกกำลังกายอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบ HIIT จะทำให้การเต้นของหัวใจสูงถึง 90% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคาร์ดิโอดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด และหัวใจอย่างไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราออกกำลังกายคาร์ดิโอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอยังช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายคาร์ดิโอจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือไม่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานข้อควรระวังในการออกกำลังกายคาร์ดิโอ แม้ว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายคาร์ดิโอไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป – สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการออกกำลังกายคาร์ดิโอ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ – ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างวัน เพราะการออกกำลังกายหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ – หากออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การปั่นจักรยานหรือการวิ่ง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และมั่นใจว่าอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราสรุป การออกกำลังกายคาร์ดิโอเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มความทนทานของร่างกาย คุณสามารถเลือกทำการออกกำลังกายคาร์ดิโอในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และคำนึงถึงการพักผ่อนให้เพียงพอหากคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Atime ที่มีบทความดี ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะหน้า Chill On กินเที่ยว ที่รวบรวมเรื่องกินเที่ยวและสุขภาพไว้ให้คุณได้อ่านและค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

เคล็ดลับขั้นตอนการลงสกินแคร์ กู้ผิวหน้าใส

09 ต.ค. 2026

เคล็ดลับขั้นตอนการลงสกินแคร์ กู้ผิวหน้าใส

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมเรายอมลงทุนซื้อครีมบำรุงผิวหรือเซรั่มเคาน์เตอร์แบรนด์ราคาแพงมาใช้เป็นประจำ แต่กลับไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเสียที ผิวหน้ายังคงมีความหมองคล้ำ ปัญหาสิวไม่ลดลง หรือบางครั้งผิวก็ยังแห้งลอก ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่ได้เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่อาจเกิดจากขั้นตอนการลงสกินแคร์ที่ผิดลำดับ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่หลายคนมักจะมองข้ามการทาสกินแคร์ผิดลำดับ เช่น การทาครีมเนื้อหนักหรือออยล์บำรุงผิวก่อนการลงเซรั่มเนื้อเบา จะทำให้เนื้อครีมที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไปสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิวเอาไว้ ส่งผลให้สารบำรุงในเซรั่มที่มีโมเลกุลเล็กกว่าไม่สามารถซึมซาบลงสู่ชั้นผิวได้อย่างเต็มที่ ทำให้สกินแคร์ราคาแพงของคุณสูญเปล่า เรามาดูวิธีการดูแลผิวที่ถูกต้อง ทั้งในตอนเช้า ก่อนแต่งหน้า และก่อนนอน พร้อมเทคนิคการเลือกใช้ให้ตรงกับสภาพผิว เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและมีผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงประเภทของสกินแคร์ที่ควรรู้จักเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนที่เราจะไปจัดลำดับการทา เรามาทำความรู้จักกับประเภทของสกินแคร์ต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด เรียงตามลักษณะเนื้อสัมผัสและการใช้งานกันก่อนMakeup Remover (ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอาง): สิ่งจำเป็นสำหรับคนที่แต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด มีหลายเนื้อสัมผัส ทั้งแบบน้ำ (Micellar Water), ออยล์ (Cleansing Oil) และบาล์ม (Cleansing Balm)Cleanser (ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า): โฟม เจล หรือสบู่ล้างหน้า ทำหน้าที่ชำระล้างคราบเหงื่อและสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิวToner (โทนเนอร์): โลชั่นเช็ดผิวหลังล้างหน้า เพื่อปรับสมดุลค่า pH ของผิว เช็ดทำความสะอาดรูขุมขนอีกรอบ และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงEssence (เอสเซนส์ หรือ น้ำตบ): สกินแคร์เนื้อน้ำที่มีความบางเบา เน้นการเติมน้ำและความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟู พร้อมเปิดผิวให้รับสารบำรุงในขั้นตอนต่อไปSerum / Ampoule (เซรั่ม หรือ แอมพูล): สกินแคร์ที่มีสารบำรุงเข้มข้นสูงที่สุด ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาผิวอย่างตรงจุด เช่น เซรั่มวิตามินซีลดรอยดำ หรือเซรั่มไฮยาลูรอนิคเติมน้ำให้ผิวEye Cream (ครีมทารอบดวงตา): ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้มีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ สำหรับบำรุงผิวรอบดวงตาที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายMoisturizer (มอยส์เจอไรเซอร์): ผลิตภัณฑ์สำหรับเติมและล็อคความชุ่มชื้นให้อยู่บนผิวได้ยาวนาน มีหลายเนื้อสัมผัส เช่น เจล โลชั่น และครีมSunscreen (ครีมกันแดด): เกราะป้องกันผิวที่สำคัญที่สุด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่ทำให้เกิดริ้วรอย และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียมFace Oil / Sleeping Mask: ผลิตภัณฑ์สำหรับขั้นตอนสุดท้ายในตอนกลางคืน เพื่อเคลือบผิวและล็อคสารบำรุงทั้งหมดไม่ให้ระเหยออกขณะนอนหลับกฎเหล็กจำง่าย: ลำดับเนื้อสัมผัสของสกินแคร์หากคุณมีสกินแคร์หลายขวดบนโต๊ะเครื่องแป้งและจำไม่ได้ว่าต้องทาอะไรก่อนหลัง กฎพื้นฐานที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมักแนะนำคือ "ทาจากเนื้อเบาไปหาเนื้อหนัก" หรือทาจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำเหลวๆ ไปจนถึงเนื้อครีมข้นๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบาจะมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถซึมลึกเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เนื้อหนักจะมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าและทำหน้าที่เคลือบผิวชั้นนอกสุดการเลือกใช้สกินแคร์บำรุงผิวที่ถูกต้องตามสภาพผิวแม้ว่าคุณจะเรียงลำดับการทาสกินแคร์ได้ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าหากคุณเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์กับสภาพผิวของตัวเอง ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมาได้เช่นกันผิวแห้ง (Dry Skin): ผิวลักษณะนี้จะขาดทั้งน้ำและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ควรเน้นสกินแคร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและล็อคน้ำไว้ในผิวได้ยาวนาน ควรมองหาส่วนผสมอย่าง Hyaluronic Acid, Ceramide, Glycerin และควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเนื้อครีม (Cream) หรือการเพิ่ม Face Oil ในขั้นตอนสุดท้ายผิวมันและผิวเป็นสิว (Oily and Acne-Prone Skin): ควรเลือกสกินแคร์ที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความมันตกค้าง และต้องมีระบุว่าไม่ทำให้อุดตัน (Non-comedogenic) เช่น สกินแคร์เนื้อเจล หรือเนื้อโลชั่นเหลว ส่วนผสมที่แนะนำคือ BHA (Salicylic Acid), Niacinamide และ Zinc PCAผิวผสม (Combination Skin): เป็นผิวที่มีความมันบริเวณ T-Zone (หน้าผาก จมูก คาง) แต่บริเวณ U-Zone (แก้ม) จะมีความแห้ง แนะนำให้ใช้สกินแคร์เนื้อเจลครีม (Gel-Cream) ทาให้ทั่วใบหน้า และอาจแต้มครีมที่มีความเข้มข้นขึ้นเฉพาะบริเวณแก้มที่แห้งกร้านผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin): ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกสกินแคร์เป็นพิเศษ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรง เช่น Ceramide, Centella Asiatica (Cica) และ Panthenol (Vitamin B5) พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองขั้นตอนการลงสกินแคร์ตอนเช้าสำหรับตอนเช้า จุดประสงค์หลักของการบำรุงคือ "การเตรียมผิวให้พร้อมรับมือกับมลภาวะ แสงแดด และเครื่องสำอาง" จึงควรเน้นไปที่การปกป้องผิวและการเติมความชุ่มชื้นแบบเบาสบาย ไม่เหนอะหนะทำความสะอาด (Cleanser): ล้างหน้าด้วยเจลหรือโฟมสูตรอ่อนโยน เพื่อขจัดความมันส่วนเกินและสกินแคร์ที่หลงเหลือจากเมื่อคืน สำหรับใครที่ผิวแห้งมากๆ อาจเลือกใช้เพียงแค่น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนเช้าก็เพียงพอปรับสมดุลผิว (Toner): หยดโทนเนอร์ลงบนสำลีแล้วเช็ดเบาๆ ทั่วใบหน้า หรือหยดลงฝ่ามือแล้วตบเบาๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิวเติมสารบำรุงล้ำลึก (Essence / Serum): ลงน้ำตบและตามด้วยเซรั่ม แนะนำให้เลือกใช้เซรั่มวิตามินซี (Vitamin C Serum) ในตอนเช้า เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยต่อสู้กับมลภาวะ และเมื่อใช้คู่กับครีมกันแดด จะยิ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดียิ่งขึ้นบำรุงรอบดวงตา (Eye Cream): ใช้ครีมทารอบดวงตาปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว แตะเบาๆ ด้วยนิ้วนางบริเวณใต้ตาและเปลือกตาล็อคความชุ่มชื้น (Moisturizer): เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา เช่น เนื้อเจล หรือโลชั่น เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นโดยไม่ทำให้หน้ามันเยิ้มระหว่างวันปกป้องผิว (Sunscreen): ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ห้ามข้ามเด็ดขาด ให้ทาครีมกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ หรือเหรียญสิบ สำหรับทาทั่วใบหน้าและลำคอ เพื่อป้องกันริ้วรอย ฝ้า กระ และความหมองคล้ำขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้าหลายคนมักเจอปัญหาเมื่อแต่งหน้าเสร็จแล้วเกิด "คราบขาว" "รองพื้นเป็นขุย" หรือ "หน้าหยาระหว่างวัน" ซึ่งมักเกิดจากการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้าที่หนักเกินไป ขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนแต่งหน้า ที่ถูกต้องจึงต้องเน้นความพอดีลดทอนบางขั้นตอน: ไม่จำเป็นต้องลงสกินแคร์ให้ครบทุกตัวเหมือนรูทีนปกติ ให้ข้ามผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนักหรือมีความมันวาวสูง เน้นแค่น้ำตบ ซีรั่มเนื้อน้ำ และมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นก็เพียงพอหลีกเลี่ยงเนื้อซิลิโคนทับซ้อน: หากไพรเมอร์หรือรองพื้นของคุณมีส่วนผสมของซิลิโคนอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์เนื้อเจลข้นๆ หรือครีมกันแดดที่มีซิลิโคนสูงเกินไป เพราะเมื่อทาทับกันหลายชั้นจะเกิดการปั้นเป็นขุยได้ง่ายให้เวลาสกินแคร์เซ็ตตัว: เคล็ดลับที่ช่างแต่งหน้าแนะนำคือ ควรรอประมาณ 1-2 นาทีระหว่างการทาสกินแคร์แต่ละชั้น และหลังจากทากันแดดเสร็จ ควรรออย่างน้อย 3-5 นาทีให้กันแดดเซ็ตตัวและแนบสนิทไปกับผิวก่อน จึงค่อยเริ่มลงเครื่องสำอางซับความมันก่อนลงรองพื้น: หากคุณรู้สึกว่าผิวหน้ามีความมันส่วนเกินจากสกินแคร์ ให้ใช้กระดาษทิชชู่แผ่นบางๆ ซับเบาๆ ทั่วใบหน้าก่อนลงรองพื้น จะช่วยให้เมคอัพติดทนมากขึ้นขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนนอนเมื่อสิ้นสุดวัน ผิวของเราต้องเผชิญทั้งฝุ่น ควัน แสงแดด และเครื่องสำอาง ขั้นตอนการลงสกินแคร์ก่อนนอน จึงมีความสำคัญในการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก และเน้นใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูซ่อมแซมผิวในขณะที่เราหลับทำความสะอาดเครื่องสำอาง (Makeup Remover): แม้ว่าวันนั้นคุณจะไม่ได้แต่งหน้า แต่ถ้าคุณทาครีมกันแดด ก็จำเป็นต้องใช้ Cleansing Water, Cleansing Oil หรือ Balm เช็ดและนวดทำความสะอาดก่อนเสมอ เพื่อละลายคราบกันแดดที่กันน้ำ ป้องกันปัญหาสิวอุดตันล้างหน้า (Cleanser): ล้างหน้าด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้าอีกครั้งเพื่อขจัดคราบสิ่งสกปรกที่หลงเหลือ (ขั้นตอนที่ 1 และ 2 รวมเรียกว่าการทำ Double Cleansing)ผลัดเซลล์ผิว (Exfoliator / Toner): ใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ BHA เช็ดผิวเบาๆ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดการอุดตันของรูขุมขน (แนะนำให้ทำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์)เตรียมผิว (Essence): ตบน้ำตบเบาๆ ทั่วใบหน้าเพื่อคืนความชุ่มชื้นทันทีหลังล้างหน้าบำรุงเข้มข้น (Serum / Treatment): เวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ส่วนผสมที่ไวต่อแสง หรือสารแอคทีฟที่เน้นการผลัดเซลล์ผิวและการซ่อมแซม เช่น เรตินอล (Retinol) สำหรับลดเลือนริ้วรอย หรือเปปไทด์ (Peptides) เข้มข้นดูแลรอบดวงตา (Eye Cream): ทาครีมรอบดวงตาสูตรเข้มข้น เพื่อลดเลือนรอยคล้ำ ถุงใต้ตา และริ้วรอยล็อคการบำรุง (Moisturizer / Night Cream): ใช้ครีมบำรุงเนื้อเข้มข้นกว่าตอนเช้า เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์ฟื้นฟูขั้นสุด (Sleeping Mask / Face Oil): หากรู้สึกว่าผิวโทรมมากหรือแห้งกร้านเป็นพิเศษ สามารถทา Sleeping Mask เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยไม่ต้องล้างออก หรือใช้ Face Oil 1-2 หยดวอร์มที่ฝ่ามือแล้วประคบลงบนผิวทริคการลงสกินแคร์ตอนเช้า-กลางคืน ให้สกินแคร์ทำงานเต็มประสิทธิภาพทาสกินแคร์ตอนผิวหมาด: ผิวที่หมาดน้ำเล็กน้อยจะเปรียบเสมือนฟองน้ำที่พร้อมดูดซับสารบำรุง ดังนั้นควรเริ่มลงน้ำตบหรือโทนเนอร์ภายใน 3 นาทีหลังล้างหน้าเสร็จ ไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าแห้งสนิทจนรู้สึกตึงวอร์มเนื้อผลิตภัณฑ์: สำหรับมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมหรือออยล์บำรุงผิว ให้นำมาวอร์มโดยการถูวนที่ปลายนิ้วหรือฝ่ามือให้อุ่นขึ้นเล็กน้อยก่อนนำไปทา ความร้อนจากร่างกายจะช่วยให้เนื้อครีมละลายและซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้นกดประคบเบาๆ ดีกว่าถูแรงๆ: การใช้ฝ่ามือลูบไล้สกินแคร์ในทิศทางยกขึ้น แล้วใช้ฝ่ามือกดประคบ (Press and Tap) เบาๆ ทั่วใบหน้า จะช่วยให้ครีมซึมได้ลึกกว่าการถูหรือปาดแรงๆ ซึ่งอาจทำให้ผิวเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ระวังสกินแคร์ตีกัน: ไม่ควรใช้สารออกฤทธิ์รุนแรงพร้อมกันในเวลาเดียว เช่น การใช้เรตินอล (Retinol) พร้อมกับกรดผลัดเซลล์ผิว (AHA/BHA) หรือใช้วิตามินซีเข้มข้นคู่กับ AHA/BHA เพราะจะทำให้ผิวผลัดเซลล์รุนแรงเกินไปจนเกิดอาการแห้ง แดง ลอก ควรแยกใช้รูทีนเช้า-เย็น หรือสลับวันกันใช้ส่วนผสมในสกินแคร์ที่ควรหลีกเลี่ยง มีอะไรบ้าง?การอ่านฉลากส่วนผสม (Ingredients List) เป็นทักษะสำคัญสำหรับคนที่อยากมีผิวสุขภาพดี หากคุณมีสภาพผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย หรือกำลังรักษาสิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมดังต่อไปนี้Simple Alcohol (แอลกอฮอล์ชนิดแห้ง): มักระบุในฉลากว่า SD Alcohol, Isopropyl Alcohol, Ethanol หรือ Alcohol Denat. แอลกอฮอล์กลุ่มนี้จะทำให้ผิวแห้งตึง ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว และทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ (อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์กลุ่ม Fatty Alcohol เช่น Cetyl Alcohol หรือ Stearyl Alcohol ถือเป็นแอลกอฮอล์ที่ดี ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้)Fragrance หรือ Parfum (น้ำหอมสังเคราะห์): เป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง และผื่นแดงในผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย หากต้องการความหอม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้กลิ่นจากสารสกัดธรรมชาติหรือปราศจากน้ำหอม (Fragrance-Free)Parabens (พาราเบน): สารกันเสียที่พบได้บ่อยในเครื่องสำอางและสกินแคร์รุ่นเก่า มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดการระคายเคือง และมีข้อถกเถียงในวงการแพทย์เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบฮอร์โมน ปัจจุบันสกินแคร์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้สารกันเสียชนิดอื่นที่ปลอดภัยกว่าและระบุว่า Paraben-FreeSLS และ SLES: สารทำความสะอาดที่ทำให้เกิดฟอง มักพบในผลิตภัณฑ์โฟมหรือสบู่ล้างหน้า สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ชะล้างที่รุนแรงเกินไป ทำให้หลังล้างหน้าผิวจะรู้สึกแห้งเอี๊ยด ซึ่งเป็นการทำลายน้ำมันตามธรรมชาติของผิว ทำให้ผิวเสียสมดุลและอาจผลิตน้ำมันออกมามากกว่าเดิมSynthetic Colors (สีสังเคราะห์): มักถูกเติมลงไปเพื่อทำให้เนื้อสกินแคร์ดูน่าใช้และสวยงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว สีสังเคราะห์ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการบำรุงผิว และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรือเกิดสิวอุดตันได้โดยไม่จำเป็นการมีผิวหน้าที่สวยกระจ่างใส อิ่มน้ำ และดูสุขภาพดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงที่สุดเสมอไป แต่สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ "ความสม่ำเสมอในการดูแลผิว" และการเรียงลำดับขั้นตอนการลงสกินแคร์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพียงแค่คุณจำหลักการง่ายๆ คือการทำความสะอาดผิวให้หมดจด ทาบำรุงจากเนื้อเหลวไปหาเนื้อข้น เลือกใช้ส่วนผสมที่ตอบโจทย์กับปัญหาผิวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเป็นเจ้าของผิวสวยสุขภาพดีในแบบที่คุณต้องการได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเคล็ดลับการดูแลตัวเองและต้องการอัปเดตเทรนด์ความงาม การรักษาสุขภาพ รวมถึงทริคการดูแลผิวพรรณที่เจาะลึกและนำไปใช้ได้จริง สามารถติดตามอ่านบทความสาระดีๆ ที่จะช่วยยกระดับความสวยและสุขภาพของคุณต่อได้เลยที่ Atime Beauty Health แหล่งรวมแรงบันดาลใจเพื่อการดูแลตัวเองอย่างครบวงจร!