15 ไอเดีย เพ้นต์เล็บธีมคริสต์มาส

Beauty & Health

15 ไอเดีย เพ้นต์เล็บธีมคริสต์มาส

11 ธ.ค. 2025

เทศกาลแห่งความสุขกำลังจะมาถึง! การเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ และ "เล็บ" ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะชอบสไตล์น่ารักขี้เล่น, หรูหราวิบวับ, หรือเรียบง่ายแต่ดูดี เราได้รวบรวม 15 ไอเดียเพ้นท์เล็บธีมคริสต์มาส ที่กำลังอินเทรนด์มาฝาก รับรองว่าทำตามได้ง่าย หรือจะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้ช่างทำเล็บของคุณ

สไตล์หรูหรา วิงค์วับ และคลาสสิก

ไอเดียสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหรา และยังคงไว้ซึ่งสีสันคลาสสิกของเทศกาลอย่างสีแดง เขียว และทอง

  • คริสต์มาสคลาสสิก แดง-เขียว-ขาว ลายตารางและโฮลลี่

การจับคู่สี แดงเบอร์กันดี (Maroon), เขียวเข้ม (Forest Green) และ สีครีม/ขาว ไม่มีวันตกยุค ลองเพิ่มลวดลายคลาสสิกอย่างลาย ตารางสก็อต (Tartan/Plaid) หรือเพ้นท์ลาย ใบฮอลลี่และลูกเบอร์รี (Holly Berries) ลงบนเล็บเพื่อเพิ่มความสวยงามแบบดั้งเดิม

  • ต้นคริสต์มาสสีทองอร่ามบนพื้นเข้ม

สำหรับคนที่ชอบความวิบวับเป็นพิเศษ ลองทาเล็บพื้นสีเขียวเข้มหรือสีน้ำตาลอมแดง แล้วใช้ กลิตเตอร์สีทอง วาดเป็นรูปทรง ต้นคริสต์มาส หรือทำเป็นดีไซน์ สลับกับเล็บกลิตเตอร์สีทองเต็มเล็บ จะช่วยเพิ่มมิติและดูหรูหราขึ้นทันที

  • เล็บแดงเมทัลลิคและกลิตเตอร์

สีแดงเป็นสีหลักของคริสต์มาส! เลือกทาสีแดงสดหรือแดงเข้มในรูปแบบ เงา (Glossy) หรือ ด้าน (Matte) ผสมกับการทาสีแดง กลิตเตอร์ (Glitter) เต็มเล็บ หรือทำเป็นปลายเล็บแบบ เฟรนช์ทิป (French Tip) เพื่อให้ลุคที่ดูแพงและโดดเด่นสะดุดตา

  • มินนี่ & มิกกี้ เฟรนช์ทิปคริสต์มาส

ใครที่รักตัวการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่างมิกกี้และมินนี่ ลองดีไซน์ ปลายเล็บสีแดงขาว สลับกับเล็บที่เพ้นท์ลาย หูมิกกี้, โบว์, และใบฮอลลี่ บนพื้นสีนู้ด เป็นการผสมผสานความน่ารักและความหรูหราอย่างลงตัว

  • โบว์ผูกของขวัญหลากสี

เล็บสไตล์เรียบหรูที่เน้นการเพ้นท์ลายเส้น ลองใช้สีแดงสด, เขียว, และทอง วาดเป็นรูป โบว์ผูกของขวัญ (Ribbon Bow) บนพื้นเล็บสีนู้ดหรือสีขาว เป็นลุคที่ดูสะอาดตาแต่มีรายละเอียดที่น่ารักมากๆ ค่ะ

 

สไตล์ฤดูหนาวและเกล็ดหิมะ

เน้นสีโทนเย็นอย่างขาว น้ำเงิน และนู้ด พร้อมลวดลายที่สื่อถึงฤดูหนาวอย่างชัดเจน

  • ลายถักนิตติ้งและใบฮอลลี่มงกุฎ

เพิ่มเท็กซ์เจอร์ให้กับเล็บด้วยการเพ้นท์ลาย ถักนิตติ้ง (Sweater Nails) สีขาวนูนๆ สลับกับการเพ้นท์ลาย ใบฮอลลี่ สีแดง-เขียวบนพื้นเล็บสีนู้ด เป็นการจำลองลวดลายของเสื้อกันหนาวคริสต์มาสที่คุณชื่นชอบมาไว้บนเล็บ

  • สโนว์เฟล็กสีทองบนพื้นสีขาวสะอาดตา

หากต้องการความเรียบง่ายแต่ยังคงธีมคริสต์มาสไว้ ลองทาเล็บด้วย สีขาวครีม (Off-White) แล้วประดับด้วย สติ๊กเกอร์หรือเพ้นท์ลายเกล็ดหิมะสีทอง เล็กๆ และเพิ่มดีไซน์ลายเส้นมินิมอลอื่นๆ ลุคนี้ดูสะอาดตาและเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกสไตล์

  • ขนมปังขิง (Gingerbread Man) และขนมหวาน

แปลงโฉมเล็บให้กลายเป็นตู้ขนมคริสต์มาส! เพ้นท์ ตุ๊กตาขนมปังขิง, ไม้เท้าลูกกวาด (Candy Cane), พวงหรีด, หรือแม้แต่ลาย HO HO HO สีชมพู-แดงลงบนพื้นเล็บสีนู้ดหรือสีชมพูอ่อน เป็นไอเดียที่น่ารักและขี้เล่นสุดๆ

  • เกล็ดหิมะสีขาวบนปลายเล็บออมเบรกลิตเตอร์

เป็นหนึ่งในลายที่ได้รับความนิยมที่สุด! ทำเล็บทรงอัลมอนด์หรือโลงศพด้วยเทคนิค ออมเบร (Ombré) สีขาว/กลิตเตอร์ที่ปลายเล็บ และเพ้นท์ เกล็ดหิมะ (Snowflakes) สีขาวขนาดต่างๆ ลงไป เป็นลุคที่ดูอ่อนโยน โรแมนติก และเข้ากับบรรยากาศหิมะตกสุดๆ

  • ลายกวางเรนเดียร์และคริสต์มาสเฟรนช์ทิป

ใช้สีนู้ดเป็นพื้นฐาน แล้วเพ้นท์ลายต่างๆ ผสมกัน เช่น ลายกวางเรนเดียร์, เกล็ดหิมะ, ปลายเล็บสีขาวชมพูสลับลายทาง, และเพิ่มความวาวด้วย กลิตเตอร์สีทอง/น้ำตาล ที่เล็บใดเล็บหนึ่ง ลุคนี้ดูซอฟต์และน่ารักมากๆ ค่ะ

  • ลายเส้นสีเขียวเมทัลลิคกับเกล็ดหิมะ

สำหรับสายเขียว! ลองใช้สีเขียวเข้มในรูปแบบ เมทัลลิค (Metallic) หรือ Cat Eye สลับกับเล็บพื้นสีนู้ดที่เพ้นท์ ลายเส้นสีเขียว และ เกล็ดหิมะสีขาว ดีไซน์นี้ดูมีความทันสมัยและสวยงามไม่ซ้ำใคร

 

สไตล์น่ารักขี้เล่น

เน้นลวดลายน่ารักๆ ที่สื่อถึงขนม ของเล่น และความสนุกสนานของเทศกาล

  • สีเขียวและทองกับไฟประดับ

สำหรับเล็บยาว ลองใช้สีเขียวเข้มและสีทองสลับกัน แล้วเพ้นท์ลาย ต้นคริสต์มาสประดับไฟ (Christmas Tree) เป็นเส้นสายสีทองและจุดเล็กๆ สีแดง เป็นลุคที่ผสมผสานความน่ารักและหรูหราไว้ด้วยกัน

 

ไม่ว่าคุณจะเลือกดีไซน์ไหน อย่าลืมเตรียมพร้อมและดูแลสุขภาพเล็บให้แข็งแรงก่อนทำสีนะคะ

 

 

 

 

เขียนโดย  : เบญญาภา แนบเนียน

related Beauty & Health

ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง เพิ่มกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบเผาผลาญ

02 ก.ย. 2025

ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง เพิ่มกล้ามเนื้อ กระตุ้นระบบเผาผลาญ

หากพูดถึงการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง มีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับการออกกำลังกายประเภทนี้ ด้วยคำนิยามที่เป็นการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่หลายคนมักจะพูดด้วยคำว่าออกกำลังกายเพิ่มกล้าม ทำให้ตัวใหญ่ ตัวบวม หรือกล้ามใหญ่ จนผู้หญิงหลายคนอาจกลัวการออกกำลังกายประเภทนี้ แต่ความจริงแล้วการออกกำลังการเวทเทรนนิ่ง หากเลือกออกอย่างถูกต้องและพอดี ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไปพร้อม ๆ กับรูปร่างที่สวยงามมากขึ้น วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายประเภทนี้ให้ละเอียดมากขึ้น และไขข้อเข้าใจผิดที่หลายคนยังไม่รู้ให้ถูกต้องการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง คืออะไร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คอนเทนต์หรือเทรนด์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและรูปร่างได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตง่าย ๆ ได้จากโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้หญิงและผู้ชายทุกช่วงวัยก็คือ การเวทเทรนนิ่ง”หรือการฝึกกล้ามเนื้อด้วยแรงต้าน ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้อยู่บ่อย ๆ แต่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเวทเทรนนิ่ง คือ อะไร และมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย เวทเทรนนิ่ง (Weight Training) คือ การออกกำลังกายที่เน้นการใช้น้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวหรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น ดัมเบล บาร์เบล หรือเครื่องออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มแรงต้านให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น การออกแรงซ้ำ ๆ และสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากรูปร่างที่ดูดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วยเวทเทรนนิ่ง ช่วยเรื่องอะไรบ้าง การออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง ไม่ได้มีข้อดีแค่การทำให้รูปร่างผอมเพรียวหรือทำให้เห็นกล้ามเนื้อได้ชัดเจนเพียงเท่านั้น แต่การเวทเทรนนิ่งยังมีประโยชน์อีกหลายประการ ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต เช่นเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ: เมื่อเราอายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลง การทำเวทเทรนนิ่งเป็นประจำจะช่วยชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อ และยังสามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ นอกจากนี้การไม่มีกล้ามเนื้อยังส่งผลเสียต่อความแข็งแรงของกระดูก เมื่อแก่ตัวขึ้นอาจทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าที่ควรกระตุ้นระบบเผาผลาญ: กล้ามเนื้อมีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญพลังงาน การมีกล้ามเนื้อที่มากขึ้นจะทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ออกกำลังกายก็ตาม สำหรับใครที่มีปัญหาด้านการเผาผลาญหรือกินน้อยแต่ยังอ้วน สามารถเลือกใช้วิธีออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก: การฝึกเวทเป็นประจำจะช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อกระดูก ลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ควรฝึกการออกกำลังกายให้เป็นนิสัยตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อลดปัญหาสุขภาพเมื่ออายุมากขึ้นช่วยควบคุมน้ำหนัก: การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อช่วยให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง: เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯเพิ่มความมั่นใจในรูปร่าง: เมื่อรูปร่างกระชับ ดูดีขึ้น ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองและภาพลักษณ์ในสังคมเวทเทรนนิ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสมอไปหรือไม่ คำถามยอดฮิตของคนที่เริ่มต้นออกกำลังกายแรก ๆ คือ การออกกำลังกายจำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือไม่, เวทเทรนนิ่งไม่มีอุปกรณ์สามารถทำได้ เพราะการออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งไม่ได้หมายถึงการใช้อุปกรณ์เป็นตัวช่วยเสมอไป การออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งไม่มีอุปกรณ์ เรียกกันว่า Bodyweight คือการเอาน้ำหนักตัวมาเป็นแรงต้าน ตัวอย่างของ Bodyweight เช่นSquat เพื่อฝึกต้นขาและก้นPush-up เพื่อฝึกกล้ามเนื้ออก แขน และไหล่Plank สำหรับเสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัวLunges สำหรับเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของขาแนะนำตารางการออกกำลังกายให้ Balance ระหว่าง Cardio and Weight Trainingข้อควรระวังในการออกกำลังกาย แม้ว่าการเวทเทรนนิ่งจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากทำผิดวิธี ก็อาจก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ จึงควรระมัดระวังดังนี้อย่าฝืนมากเกินไป: สำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังในช่วงแรก ควรเริ่มใช้ดัมเบลน้ำหนักเบา หรือเลือกจำนวนครั้งที่พอเหมาะแล้วค่อย ๆ ไต่ระดับเพิ่มขึ้นทีละน้อย อย่าหักโหมเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบหรือเกิดการบาดเจ็บวอร์มอัพก่อนและหลังเสมอ: การอุ่นร่างกายช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อเตรียมพร้อม ลดโอกาสการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายศึกษาท่าทางที่ถูกต้อง: ท่าทางที่ผิดอาจทำให้เกิดแรงกดที่ไม่เหมาะสม เช่น อาการปวดหลังจากการ Squat ผิดวิธีฟังร่างกายตัวเอง: หากรู้สึกเจ็บ หรือไม่สบาย ควรหยุดทันที ไม่ควรอย่าฝืนออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บเรื้อรังพักผ่อนและรับประทานอาหารให้เหมาะสม: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องการโปรตีนและการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อการฟื้นตัวและเจริญเติบโตสรุป เวทเทรนนิ่ง ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายสำหรับนักเพาะกาย แต่เป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะต้องการรูปร่างที่ดี เสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระตุ้นระบบเผาผลาญ การออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง คือทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อผสมผสานกับคาร์ดิโออย่างสมดุล จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ฟิต และดูดีจากภายในสู่ภายนอก ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสมอไป ผู้เริ่มต้นสามารถเริ่มจากการเวทเทรนนิ่งไม่มีอุปกรณ์ได้เลย และเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ค่อยขยับไปใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมตามความเหมาะสม การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็สามารถมีสุขภาพดี และรูปร่างที่แข็งแรงได้ไม่ยากเลย ติดตามอ่านบทความดี ๆ เพิ่มเติมหรืออ่านบทความเกี่ยวกับการคาร์ดิโอได้ที่ Chill on กินเที่ยวจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

สายตุนห้ามพลาดกับ EVEANDBOY สวยเบิ้ลx2 รวมไอเทมเด็ด ซื้อ 1 แถม 1

07 มี.ค. 2024

สายตุนห้ามพลาดกับ EVEANDBOY สวยเบิ้ลx2 รวมไอเทมเด็ด ซื้อ 1 แถม 1

เบิ้ลให้สุด จ่ายหนึ่งได้ถึงสอง ทีมสายตุนห้ามพลาดยกไอเทมเด็ดจัดหนัก 1 แถม 1 เพียบทั้งเคาน์เตอร์แบรนด์ดัง เมคอัพ สกินแคร์บอกเลยต้องจัดห้ามพลาดเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. 67 - 24 มี.ค. 67รีบช้อปด่วน ! ทั้งหน้าร้านทุกสาขา ทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ Website https://bit.ly/42T5HVv Lazada https://bit.ly/49Lbe2D Shopee https://bit.ly/3wtsvz0สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ U Chat I Shop คุณแชทเราช้อปให้! แอด line @eveandboy หรือสั่งสินค้า https://bit.ly/3bn9KO7DOWNLOAD Application : IOS Android http://onelink.to/eveandboyสามารถหาซื้อได้ที่ EVEANDBOY 26 สาขา1.The Underground Siam Square One ชั้น LG (Flagship)2.Zpell @ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น13.Mega Bangna ชั้น14.Terminal21 Asok ชั้น 3 โซน Istanbul5.Fashion Island ชั้น2 ฝั่ง Big C6.The Mall Lifestore Bangkapi ชั้น G7.The Mall Lifestore Bangkae ชั้น G8.The Mall Lifestore Ngamwongwan ชั้น 29.Terminal21 Pattaya ชั้นG โซน Paris10.MAYA เชียงใหม่ ชั้น 211.Terminal21 โคราช ชั้นG12.กังสดาล มข. จ.ขอนแก่น13.SAMYAN MITRTOWN ชั้น 114.สาขา Siam Premium Outlets Bangkok15.The Mall Lifestore Thapra ชั้น 116. MBK Center ชั้น G17.Seacon Square Srinakarin ชั้น 218.Terminal21 Rama3 ชั้น G.19.THE PLATINUM FASHION MALL​ ชั้น 120.Passione Shopping Destination (RAYONG) ชั้น 121.ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ซอย1 จ.อุดรธานี22. EMSPHERE ชั้น 123.THE IMPERIAL SAMRONG ชั้น 124.Gaysorn Amarin ชั้น 225.Big C Rajdamri ชั้น 126.Ayutthaya City Park ชั้น 2 (พร้อมเปิดให้ช้อปตั้งแต่ 1 มี.ค. 67)

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

29 ส.ค. 2025

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพร่างกาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายลดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “คาร์ดิโอ” บ่อยครั้งในวงการออกกำลังกาย แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของการออกกำลังกายประเภทนี้ วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาคุณไปรู้จักกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้มากขึ้น รวมถึงประเภทต่าง ๆ ของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการของร่างกายปัญหาเหนื่อยง่าย จากการออกกำลังกายน้อย หลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มักจะพบปัญหาการเหนื่อยง่าย หรือหายใจถี่เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง เช่น การเดินเร็ว หรือการขึ้นบันได หากไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายอาจจะไม่สามารถปรับตัวกับความต้องการของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการที่หัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่เต็มที่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและเพิ่มความทนทานให้กับร่างกายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดไขมันในร่างกายการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคาร์ดิโอ มีกี่ประเภท การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีหลายประเภท ซึ่งสามารถเลือกทำได้ตามความชอบและความเหมาะสมของร่างกาย โดยแต่ละประเภทจะมีการใช้ความหนักเบาของการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ประเภทของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ มีดังนี้ 1. คาร์ดิโอประเภท LISS (Low Intensity Steady State) LISS เป็นการคาร์ดิโอที่ใช้การออกแรงในระดับต่ำ ไม่มีการกระแทกมากนัก โดยจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีต่อครั้ง หรือ 200-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับคงที่ประมาณ 50-65% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การคาร์ดิโอแบบ LISS เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และไม่ชอบการออกกำลังกายหนักๆ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบา ๆ หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและปอด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บจากการออกกำลัง 2. กายคาร์ดิโอประเภท MISS (Moderate Intensity Steady State) MISS คือการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นปานกลาง โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่มีโรคประจำตัว เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง การเต้นแอโรบิก หรือการปั่นจักรยานด้วยความเร็วปานกลาง ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้มักจะออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง หรือประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคาร์ดิโอประเภท MISS ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้ดี 3. คาร์ดิโอประเภท HIIT (High Intensity Interval Training) HIIT คือการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงในระดับสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะทำการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงเวลา 20-30 วินาที ตามด้วยการพักผ่อนหรือการออกกำลังกายที่มีความหนักเบาต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับไปออกกำลังกายอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบ HIIT จะทำให้การเต้นของหัวใจสูงถึง 90% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคาร์ดิโอดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด และหัวใจอย่างไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราออกกำลังกายคาร์ดิโอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอยังช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายคาร์ดิโอจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือไม่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานข้อควรระวังในการออกกำลังกายคาร์ดิโอ แม้ว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายคาร์ดิโอไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป – สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการออกกำลังกายคาร์ดิโอ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ – ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างวัน เพราะการออกกำลังกายหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ – หากออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การปั่นจักรยานหรือการวิ่ง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และมั่นใจว่าอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราสรุป การออกกำลังกายคาร์ดิโอเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มความทนทานของร่างกาย คุณสามารถเลือกทำการออกกำลังกายคาร์ดิโอในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และคำนึงถึงการพักผ่อนให้เพียงพอหากคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Atime ที่มีบทความดี ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะหน้า Chill On กินเที่ยว ที่รวบรวมเรื่องกินเที่ยวและสุขภาพไว้ให้คุณได้อ่านและค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

โรคติดเชื้อไวรัส “นิปาห์” ระบาดในอินเดีย ยังไม่มีวัคซีนรักษา | อ่านรับพอยท์

29 ม.ค. 2026

โรคติดเชื้อไวรัส “นิปาห์” ระบาดในอินเดีย ยังไม่มีวัคซีนรักษา | อ่านรับพอยท์

โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ หรือสุกร ม้า แมว แพะ แกะ ที่รับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้อีกต่อหนึ่งโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ หรือสุกร ม้า แมว แพะ แกะ ที่รับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้อีกต่อหนึ่งสามารถติดเชื้อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น เลือด หรือน้ำลายโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เคยแพร่ระบาดครั้งแรกในช่วงปี 2541-2542 ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ และอินเดียอินเดียประกาศให้ประชาชนระวังการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah) หลังมีรายงานว่าเมืองโคษิโฆษ (Kozhikode) เมืองทางใต้ของอินเดียมีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตแล้ว 10 รายอินเดียประกาศให้ประชาชนระวังการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah) หลังมีรายงานว่าเมืองโคษิโฆษ (Kozhikode) เมืองทางใต้ของอินเดียมีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตแล้ว 10 รายไวรัสนิปาห์ (Nipah henipavirus, Nipah virus, NiV) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 ในประเทศมาเลเซีย แต่มีการรายงานว่าระบาดสู่มนุษย์ที่ประเทศบังกลาเทศในปี ค.ศ. 2004 และพบว่าระบาดจากคนสู่คนครั้งแรกในประเทศอินเดียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (22 พ.ค. 2018)องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าไวรัสนิปาห์ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสิบของเชื้อโรคในโลกสมัยใหม่ ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงได้ จากรายงานในอดีตพบว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนจากผู้ติดเชื้อประมาณ 300 คน และได้พบการแพร่ระบาดในสุกรที่มาจากประเทศมาเลเซีย และต้องกระทำการการุณยฆาตสุกรอย่างน้อยหนึ่งล้านตัว ระยะการแสดงอาการของไวรัสนิปาห์คล้ายกับไข้หวัดทั่วไป ในหนึ่งถึงสองวันแรกมีไข้สูง วิงเวียนศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก แต่จะรุนแรงขึ้นเมื่อมีอาการไอเสียงดัง ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา จะทำให้เป็นโรคสมองอักเสบ (Encephalitis) และเสียชีวิตยังไม่มีการระบุว่าพบผู้ป่วยในประเทศไทย แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าเล็กน้อยที่ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการรักษาทั้งในคนและสัตว์ และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 70การรักษาปัจจุบันยังไม่มียาตัวไหนที่สามารถต้านทานไวรัสนิปาห์ได้โดยตรง รวมไปถึงยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัสนิปาห์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ โดยอาจใช้ยาต้านไวรัส Ribavirin ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ สามารถลดความรุนแรงของโรคได้จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย แต่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแพร่ระบาดของโรคนี้ ยังคงติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ตรวจสอบผู้ที่เดินทางกลับมาจากแหล่งที่เชื้อโรคระบาด รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อจากผู้ที่เสี่ยงได้รับเชื้อที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขตลอดเวลาราชการ