แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

Beauty & Health

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

08 ต.ค. 2026

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางวันเราถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ ทั้งที่ก็นอนพักผ่อนแล้ว? อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และหนึ่งในนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับแร่ธาตุบางชนิดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ แมกนีเซียม (Magnesium) ที่หลายคนอาจมองข้าม

จริง ๆ แล้ว แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เพราะมีส่วนช่วยทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ และกระบวนการสร้างพลังงาน ที่สำคัญยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวที่เรากินกันอยู่ทุกวันอีกด้วย

วันนี้ Chill ON จะพาไปทำความรู้จักว่าแมกนีเซียมคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีอาหารชนิดไหนบ้างที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม เผื่อจะได้ลองปรับเมนูในแต่ละวันให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

แมกนีเซียม (Magnesium) คืออะไร?

แมกนีเซียม คือ แร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งอื่น ๆ ภายนอก โดยแมกนีเซียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงการดูแลสุขภาพกระดูก

แมกนีเซียมในร่างกายประมาณ 50–60% อยู่ในกระดูก ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถึงแม้จะเป็นแร่ธาตุที่เราไม่ได้พูดถึงกันบ่อยเท่าวิตามินซีหรือแคลเซียม แต่บอกเลยว่ามีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน

5 ประโยชน์ของแมกนีเซียม ช่วยอะไรกับร่างกายบ้าง?

1. ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ

แมกนีเซียมมีบทบาทในการทำงานของกล้ามเนื้อ ทั้งการหดตัวและคลายตัว หากร่างกายขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นตะคริวไม่ได้หมายความว่าร่างกายขาดแมกนีเซียมเสมอไป

2. ช่วยดูแลระบบประสาท

แมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้สมองและร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างปกติ

3. ช่วยในการสร้างพลังงาน

ใครที่ทำงานหนักหรือใช้พลังงานระหว่างวันเยอะ ควรรู้ไว้ว่าแมกนีเซียมเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน เพื่อให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินแมกนีเซียมเพิ่มจะช่วยให้มีพลังงานมากขึ้นทันที หากร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว

4. มีส่วนช่วยดูแลหัวใจและความดันโลหิต

แมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ และการทำงานของหลอดเลือด รวมถึงมีส่วนในการควบคุมความดันโลหิตตามปกติ

5. ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

ไม่ใช่แค่แคลเซียมเท่านั้นที่สำคัญต่อกระดูก เพราะแมกนีเซียมก็มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างและรักษาโครงสร้างกระดูกเช่นกัน การได้รับแร่ธาตุอย่างสมดุลจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดูแลสุขภาพกระดูกในระยะยาว

9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง หาซื้อง่าย กินได้ทุกวัน

อยากเพิ่มแมกนีเซียมให้ร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารเสริมเสมอไป เพราะมีอาหารหลายชนิดที่ให้แมกนีเซียมตามธรรมชาติ แถมยังสามารถนำมาจัดเป็นเมนูประจำวันได้ง่าย ๆ

1. เมล็ดฟักทอง

แมกนีเซียมประมาณ 156 มิลลิกรัม / 28 กรัม

หนึ่งในอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงมาก แถมยังอุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี จะกินเป็นของว่าง หรือโรยบนสลัดและโยเกิร์ตก็อร่อย แนะนำให้เลือกแบบไม่เติมเกลือมากเกินไป

2. เมล็ดเจีย

แมกนีเซียมประมาณ 111 มิลลิกรัม / 28 กรัม

สายรักสุขภาพน่าจะคุ้นเคยกับเมล็ดเจียกันดี เพราะนอกจากแมกนีเซียมแล้ว ยังมีไฟเบอร์และไขมันโอเมกา 3 จากพืช จะนำไปแช่ในนม ทำพุดดิ้ง หรือผสมในสมูทตี้ก็ได้

3. อัลมอนด์

แมกนีเซียมประมาณ 80 มิลลิกรัม / 28 กรัม

ของว่างยอดฮิตที่ทั้งสะดวกและมีประโยชน์ อัลมอนด์มีทั้งแมกนีเซียม โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัว เหมาะสำหรับพกไว้กินระหว่างวัน แต่ควรกินในปริมาณพอเหมาะเพราะมีพลังงานค่อนข้างสูง

4. ผักโขม

แมกนีเซียมประมาณ 78 มิลลิกรัม / ผักโขมต้มครึ่งถ้วย

ใครไม่ชอบกินถั่ว ลองหันมาเพิ่มผักใบเขียวในมื้ออาหาร เพราะผักโขมเป็นอีกหนึ่งแหล่งแมกนีเซียมที่น่าสนใจ นำไปทำซุป ผัดกระเทียม หรือใส่ในเมนูพาสตาก็อร่อย

5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์

แมกนีเซียมประมาณ 74 มิลลิกรัม / 28 กรัม

อีกหนึ่งถั่วที่เหมาะกับการกินเป็นของว่าง มีทั้งแมกนีเซียมและไขมันไม่อิ่มตัว จะกินเล่นหรือใส่ในเมนูผัดก็ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้

6. ถั่วลิสง

แมกนีเซียมประมาณ 63 มิลลิกรัม / ถั่วลิสงคั่วน้ำมัน ¼ ถ้วย

อาหารใกล้ตัวที่ราคาเข้าถึงง่าย มีทั้งโปรตีนและแมกนีเซียม จะนำมาใส่สลัดหรือกินคู่กับอาหารมื้อหลักก็ได้ แต่ควรระวังสูตรที่เติมเกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป

7. ถั่วดำ

แมกนีเซียมประมาณ 60 มิลลิกรัม / ถั่วดำสุกครึ่งถ้วย

ถั่วดำไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช แต่ยังเป็นแหล่งแมกนีเซียมอีกด้วย สามารถนำไปทำซุป สลัด หรือเมนูถั่วต่าง ๆ ได้ตามชอบ

8. ข้าวกล้อง

แมกนีเซียมประมาณ 42 มิลลิกรัม / ข้าวกล้องสุกครึ่งถ้วย

ลองเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องในบางมื้อ เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมักเก็บสารอาหารบางชนิดไว้ได้มากกว่า รวมถึงแมกนีเซียมและใยอาหารด้วย

9. กล้วย

แมกนีเซียมประมาณ 32 มิลลิกรัม / กล้วยขนาดกลาง 1 ลูก

ผลไม้ที่หาซื้อง่าย ราคาไม่แรง และกินได้สะดวก กล้วยมีทั้งโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เหมาะสำหรับกินเป็นของว่างหรือคู่กับอาหารเช้า แม้จะมีแมกนีเซียมน้อยกว่าเมล็ดพืชและถั่ว แต่ก็ช่วยเพิ่มปริมาณที่ได้รับในแต่ละวันได้

หมายเหตุ: ปริมาณแมกนีเซียมเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ อาจแตกต่างกันตามชนิดอาหาร ปริมาณ และวิธีการปรุง

แมกนีเซียมควรกินวันละเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอ?

แม้แมกนีเซียมจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งกินเยอะจะยิ่งดี เพราะร่างกายมีความต้องการแตกต่างกันตามอายุและเพศ

ปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ ตามข้อมูลจาก National Institutes of Health (NIH) มีดังนี้

  • ผู้ชายอายุ 19–30 ปี: 400 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ชายอายุ 31 ปีขึ้นไป: 420 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงอายุ 19–30 ปี: 310 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงอายุ 31 ปีขึ้นไป: 320 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หญิงตั้งครรภ์อายุ 19–50 ปี: 350–360 มิลลิกรัมต่อวัน

ปริมาณดังกล่าวหมายถึงแมกนีเซียมรวมที่ควรได้รับจากอาหารและแหล่งอื่น ๆ ในแต่ละวัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกินอาหารเสริมในปริมาณเท่านั้น

ขาดแมกนีเซียม มีอาการอย่างไร?

หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติบางอย่าง เช่น

  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้
  • กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริว
  • รู้สึกชาหรือเสียวซ่าตามร่างกาย

ในกรณีรุนแรง อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาการชัก

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว หากมีอาการบ่อย รุนแรง หรือผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

แมกนีเซียมกินตอนไหนดีที่สุด ต้องกินก่อนนอนหรือไม่?

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือ แมกนีเซียมควรกินตอนไหน? โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องการพักผ่อนและคุณภาพการนอนหลับ

สำหรับแมกนีเซียมที่ได้รับจากอาหาร สามารถกินได้ตามมื้อปกติ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเสริมแมกนีเซียม ควรรับประทานตามคำแนะนำบนฉลากหรือของแพทย์และเภสัชกร

แม้แมกนีเซียมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท แต่ปัจจุบันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการกินแมกนีเซียมก่อนนอนช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้ในทุกคน

สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณแมกนีเซียมจากอาหารเสริมและยาที่มีแมกนีเซียมรวมกันไม่ควรเกิน 350 มิลลิกรัมต่อวัน เว้นแต่แพทย์แนะนำ เนื่องจากการได้รับมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือปวดท้องได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินอาหารเสริม

สรุป แมกนีเซียมสำคัญกว่าที่คิด เริ่มดูแลตัวเองได้จากอาหารใกล้ตัว

เห็นไหมว่าแมกนีเซียมเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก และการสร้างพลังงาน แถมยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวอย่างเมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วดำ ผักโขม ข้าวกล้อง และกล้วย

สำหรับใครที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ลองเพิ่มอาหารที่มีแมกนีเซียมลงในแต่ละมื้อ พร้อมกินอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลาย เพราะสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรยาก ๆ แค่ใส่ใจสิ่งที่เรากินในทุกวันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

Chill ON ขอชวนทุกคนมาเริ่มดูแลสุขภาพจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เพราะการกินดี คืออีกหนึ่งวิธีรักตัวเองที่ง่ายที่สุด

related Beauty & Health

Agnos Health ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!

22 มี.ค. 2024

Agnos Health ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!

Agnos ร่วมมือกับสำนักการแพทย์ กรุงเทพฯ ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!Agnos Health ร่วมมือกับ สำนักการแพทย์ กทม. ให้บริการคัดกรองโรคด้วย AI เพื่อลดความแออัดให้โรงพยาบาล โดยคนไข้สิทธิบัตรทอง ที่มีการการเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับยาได้ฟรี ที่ร้านขายยาที่ร่วมโครงการสำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้งานฟรี ผ่าน LINE OA ของ Agnos ได้ที่ https://bit.ly/49YoUaH หรือผ่าน LINE OA ของโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ รพ.ราชพิพัฒน์ รพ.กลาง และรพ.สิรินธรขั้นตอนการใช้บริการ1.เพิ่มเพื่อนใน Line Official ของ Agnos หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อใช้บริการ- Agnos https://bit.ly/49YoUaH (LINE ID: @agnos)- โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ (LINE ID: @1rpp)- โรงพยาบาลกลาง (LINE ID: @klang)- โรงพยาบาลสิรินธร (LINE ID: @1srt)2.เลือกเมนู เช็กอาการป่วยและนัดหมายแพทย์3.เข้าสู่ระบบ และกรอกข้อมูลส่วนตัว4.ตอบคำถาม AI และดูผลวิเคราะห์ที่หน้าแชท Line5.ได้รับรหัส เพื่อไปรับยาฟรี สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง ผ่านช่องทาง Lineระบบ AI ของ Agnos ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยผ่านการทดสอบมามากกว่า 1 แสนครั้ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 26 สาขาวิชา มีความแม่นยำสูง และมีการใช้งานจริงไปแล้วมากกว่า 2 แสนครั้ง โดย AI จะทำการคัดกรองอาการป่วยออกมาเป็น 3 ระดับ ได้แก่สีเขียว หากผลวิเคราะห์ออกมาเป็นสีเขียว เป็นอาการที่สามารถรับยาที่ร้านยาได้เพื่อดูแลเบื้องต้นได้สิทธิพิเศษ ผู้ที่มีสิทธิบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ตรวจสอบสิทธิ ด้วยตนเองได้ที่ https://eservices.nhso.go.th/eServices/mobile/login.xhtml )สามารถรับยาฟรี! ที่ร้านขายยาใกล้บ้านที่เข้าร่วมในโครงการ (ตรวจสอบได้ผ่านระบบ Agnos)สีเหลือง อาการรุนแรงปานกลาง สามารถรับยาบรรเทาอาการเบื้องต้นที่ร้านยาใกล้บ้าน หรือทำนัดหมายแพทย์ผ่านทาง agnos หากใช้งานบน Line โรงพยาบาลก็สามารถติดต่อนัดหมายแพทย์ต่อกับทางเจ้าหน้าที่บน Line OA ของโรงพยาบาลได้เลยสีแดง หากอาการรุนแรงมากควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ตามคำแนะนำของเรา โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการ ที่ Agnos health พัฒนา ร่วมกับ โรงพยาบาลรัฐเพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้กับคนไทย และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะขยาย ไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นต่อไป เพื่อขยายการเข้าถึงอีกบริการในวงกว้างขึ้นโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการ ที่ Agnos health พัฒนา ร่วมกับ โรงพยาบาลรัฐเพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้กับคนไทย และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะขยาย ไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นต่อไป เพื่อขยายการเข้าถึงอีกบริการในวงกว้างขึ้นวิดีโอตัวอย่างการใช้งานบริการ https://www.youtube.com/watch?v=oTc92uCw3S8สำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้งานฟรี ผ่าน LINE OA ของ Agnos ได้ที่ https://bit.ly/49YoUaHโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Accelerate Impact with Pruksaสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ Agnos business contact form (clickup.com)Email: agnoshealth.sales@gmail.comTel: 098-851-7952

เก้าอี้สุขภาพ (Ergonomic) อุปกรณ์เสริม สร้างการนั่งที่ดี

15 ก.ย. 2025

เก้าอี้สุขภาพ (Ergonomic) อุปกรณ์เสริม สร้างการนั่งที่ดี

Chill on กินเที่ยว วันนี้จะมาพูดถึงการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นต้นเหตุของ “อาการปวดหลัง” ที่สร้างความไม่สบาย และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อใช้อุปกรณ์ที่ไม่รองรับสรีระ เช่น เก้าอี้ทั่วไปที่ไม่ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ปัญหาสุขภาพจากการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ การนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของชาวออฟฟิศจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสายไอที งานบัญชี งานเขียน หรืองานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ ถึงแม้ว่าการนั่งจะดูเหมือนไม่ใช่พฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย แต่ในความเป็นจริง การนั่งที่ผิดท่าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานสามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังโดยเฉพาะ อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดไหล่ จนนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม หากเราไม่ใส่ใจในท่านั่งหรือไม่ใช้เก้าอี้สุขภาพ ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมกับสรีระร่างกาย อาการเหล่านี้อาจพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรง เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อม เส้นประสาทถูกกดทับ หรือกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังได้ ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ส่งเสริมการนั่งอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเก้าอี้ Ergonomic หรือ เก้าอี้ทำงานสุขภาพ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าทางเลือกออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิต Office Syndrome หรือออฟฟิศซินโดรม คือกลุ่มอาการที่เกิดจากพฤติกรรมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีการขยับเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งสาเหตุหลักมักเกิดจากการนั่งในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้อุปกรณ์สำนักงานที่ไม่รองรับสรีระของผู้ใช้งาน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ และหลังปวดศีรษะจากความเครียดของกล้ามเนื้อชาปลายมือหรือแขนจากการกดทับเส้นประสาทการหายใจตื้นเนื่องจากกล้ามเนื้อทรวงอกเกร็ง การใช้เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถลดความเสี่ยงจากออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถูกออกแบบมาให้รองรับการนั่งที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ช่วยกระจายน้ำหนัก ลดแรงกดทับ และปรับท่าทางให้นั่งได้ในระยะเวลานานอย่างปลอดภัยแนะนำเก้าอี้สุขภาพหรือ เก้าอี้ ergonomic สำหรับการนั่งทำงาน เก้าอี้สุขภาพหรือที่เรียกกันว่า เก้าอี้ Ergonomic เป็นเฟอร์นิเจอร์สำนักงานที่ถูกออกแบบมาด้วยหลักการทางสรีรศาสตร์ (Ergonomics) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนท่าทางการนั่งที่เหมาะสม ช่วยลดภาระของกระดูกสันหลัง และป้องกันการบาดเจ็บจากการนั่งนาน ๆ คุณสมบัติสำคัญของเก้าอี้ Ergonomic ที่ควรมองหาพนักพิงหลังที่รองรับกระดูกสันหลัง - ควรมีพนักพิงที่โค้งเว้าตามแนวกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะช่วงเอว เพื่อช่วยพยุงหลังส่วนล่าง ลดอาการปวดหลังเบาะนั่งปรับระดับได้ - สามารถปรับความสูงของเบาะให้เหมาะสมกับโต๊ะทำงาน และความสูงของผู้ใช้งาน เพื่อให้เท้าสัมผัสพื้นได้อย่างเต็มที่พนักพิงศีรษะและที่รองแขน - ช่วยลดแรงตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และต้นแขน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องนั่งประชุมหรือพิมพ์งานต่อเนื่องวัสดุระบายอากาศ - เบาะและพนักพิงควรผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่น และระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการสะสมความร้อนล้อเลื่อนและระบบหมุนรอบตัว - เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว ลดแรงบิดของร่างกายขณะเอื้อมของหรือหันซ้ายขวาข้อดีของเก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ การลงทุนในเก้าอี้ทำงานสุขภาพ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความสบาย แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพระยะยาวอย่างแท้จริง ซึ่งข้อดีหลักของเก้าอี้สุขภาพ มีดังนี้ลดอาการปวดเมื่อยและป้องกันออฟฟิศซินโดรม - เก้าอี้ Ergonomic ถูกออกแบบให้รองรับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงคอ บ่า ไหล่ และกระดูกสันหลัง ช่วยลดแรงกดทับจากการนั่งในท่าเดิมนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อไม่เกร็งหรือเมื่อยล้าเกินไป จึงลดความเสี่ยงในการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอาการยอดฮิตของคนที่ต้องนั่งทำงานตลอดวันเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน - เมื่อร่างกายรู้สึกสบายและไม่ต้องเผชิญกับความปวดเมื่อย สมองก็สามารถจดจ่อกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้น ความเหนื่อยล้าที่สะสมจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสมจะถูกลดทอนลง ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ใช้งานจะมีสมาธินานขึ้น ทำงานได้ต่อเนื่อง และมีพลังงานเหลือเฟือในช่วงท้ายของวันปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้อง - หลายคนไม่รู้ว่าท่านั่งที่ผิดเพียงเล็กน้อย เช่น การนั่งหลังงอ การห่อตัว หรือการนั่งเอียงตัวซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน จะสะสมจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียในระยะยาว เก้าอี้สุขภาพจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบังคับทางอ้อมให้ผู้ใช้งานนั่งในท่าที่ถูกต้อง ลดการโค้งงอผิดธรรมชาติของหลัง และส่งเสริมโครงสร้างร่างกายที่สมดุลมากยิ่งขึ้นปรับระดับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน - ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรูปร่างเล็กหรือใหญ่เก้าอี้ทำงานสุขภาพก็สามารถปรับระดับความสูง ความลึกของเบาะ ที่วางแขน พนักพิงหลัง หรือแม้แต่พนักพิงศีรษะให้เหมาะสมกับสรีระเฉพาะบุคคลได้อย่างลงตัว ความยืดหยุ่นในการปรับใช้นี้ ทำให้เก้าอี้สามารถรองรับผู้ใช้งานทุกประเภท และช่วยให้การนั่งทำงานในแต่ละวันรู้สึกพอดีอย่างแท้จริงช้งานได้นาน คุ้มค่าการลงทุน - แม้ว่าเก้าอี้สุขภาพจะมีราคาสูงกว่าเก้าอี้สำนักงานทั่วไป แต่ด้วยวัสดุคุณภาพสูง ระบบการปรับที่ซับซ้อน และดีไซน์ที่ผ่านการวิจัยด้านสรีรศาสตร์มาอย่างดี ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเก้าอี้ทั่วไปหลายเท่า อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาอาการปวดหลัง ค่ากายภาพบำบัด หรือค่าเวชภัณฑ์อื่น ๆ เมื่อนำมาคำนวณในระยะยาวแล้ว ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่เห็นผลจริงและคุ้มค่าที่สุดสรุป การดูแลสุขภาพจากการทำงาน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายหรือพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้น แต่ “การนั่งให้ถูกวิธี” ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกเก้าอี้สุขภาพ หรือ เก้าอี้ทำงานสุขภาพ ที่ดีสามารถช่วยป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมและบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ได้อย่างเห็นผล อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ยั่งยืน โดยสามารถเลือกซื้อเก้าอี้สุขภาพได้ตามโชว์รูม หรือร้านขายเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำที่สนใจ ด้วยราคาของเก้าอี้เพื่อสุขภาพในยุคนี้ที่เข้าถึงได้ง่ายมากกว่าเดิม ทำให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างง่ายดาย สำหรับใครที่อยากอ่านบทความไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การกินเที่ยว หรือรีวิวอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเข้ามาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Chill on กินเที่ยว บนแพลตฟอร์มเว็บไซต์ Atime มีบทความหลากหลายให้คุณได้ติดตาม รับรองว่าได้ทั้งความรู้และความบันเทิงในเวลาเดียวกันจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ไวรัสฮันตา จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

08 พ.ค. 2026

ไวรัสฮันตา จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร? อาการ การติดต่อ สายพันธุ์ และความเสี่ยงแพร่จากคนสู่คน “ฮันตาไวรัส” (Hantavirus) คือกลุ่มไวรัสที่มีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” เป็นแหล่งรังโรคหลัก สามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้ทั้งระบบทางเดินหายใจและไต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อจากหนู ปัจจุบันไวรัสชนิดนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางร่วมกันบนเรือสำราญ และการจับตาสายพันธุ์ Andes virus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีหลักฐานว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ฮันตาไวรัสทำให้เกิดโรคอะไร?โรคจากฮันตาไวรัสแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่1. Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) หรือ HCPSโรคที่ส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจ พบมากในทวีปอเมริกา อาการรุนแรงอาจทำให้ปอดล้มเหลวและเสียชีวิตได้2. Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS)โรคไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย พบมากในเอเชียและยุโรป ผู้ป่วยอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติและไตทำงานล้มเหลวฮันตาไวรัสติดต่ออย่างไร?ช่องทางการติดเชื้อหลักของฮันตาไวรัส ได้แก่สูดดมฝุ่นหรืออากาศที่ปนเปื้อนปัสสาวะและมูลหนูสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วจับตา จมูก หรือปากถูกหนูกัดรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อการติดเชื้อส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวข้องกับ “สัตว์ฟันแทะ” มากกว่าการแพร่ระหว่างมนุษย์ฮันตาไวรัสแพร่จากคนสู่คนได้ไหม?ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน CDC ระบุว่า ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่ “ไม่แพร่จากคนสู่คน” โดยการติดเชื้อหลักยังมาจากหนูและสัตว์ฟันแทะ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำคัญคือ Andes virus (ANDV) ซึ่งพบในอเมริกาใต้ และเป็นสายพันธุ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้จะพบไม่บ่อยก็ตามการแพร่เชื้อมักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยการอยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกันเป็นเวลานานการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อWHO ยังคงเฝ้าติดตามสายพันธุ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีพฤติกรรมแตกต่างจากฮันตาไวรัสสายพันธุ์อื่นอาการของฮันตาไวรัสอาการช่วงแรกมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่นไข้สูงปวดกล้ามเนื้อปวดศีรษะหนาวสั่นคลื่นไส้อาเจียนหากอาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะต่อไปนี้หายใจลำบากน้ำท่วมปอดความดันโลหิตต่ำไตวายเลือดออกผิดปกติผู้ป่วยบางรายอาการอาจทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วันอัตราการเสียชีวิตของฮันตาไวรัส ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสAndes virus และ Sin Nombre virus มีอัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูงHantaan virus และ Dobrava virus มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 5–15%Seoul virus และ Puumala virus มักมีอาการรุนแรงน้อยกว่าCDC ระบุว่า โรค HPS มีอัตราเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 30–40% หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วปัจจุบันมีวัคซีนฮันตาไวรัสหรือไม่? ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนฮันตาไวรัสที่ใช้แพร่หลายทั่วโลก การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสิ่งคัดหลั่งจากสัตว์ฟันแทะทำไม “เรือสำราญ” จึงถูกจับตาเรื่องฮันตาไวรัส? หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ฮันตาไวรัสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง คือรายงานคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางบนเรือสำราญ ซึ่ง WHO กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดปัจจัยเสี่ยงบนเรือสำราญเป็นพื้นที่ปิดมีผู้โดยสารจำนวนมากใช้พื้นที่ร่วมกันเป็นเวลานานมีการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างผู้โดยสาร แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าฮันตาไวรัสระบาดแบบเดียวกับโควิด-19 แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคลัสเตอร์ที่เกิดในพื้นที่ปิดยังคงต้องเฝ้าระวังฮันตาไวรัสจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม? ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญยังประเมินว่า “โอกาสเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกยังต่ำ” เนื่องจากฮันตาไวรัสไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19การแพร่จากคนสู่คนพบได้จำกัดมากส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม WHO และ CDC ยังคงติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสและพฤติกรรมของสายพันธุ์ Andes virus อย่างต่อเนื่องสรุป ฮันตาไวรัสเป็นไวรัสจากสัตว์ฟันแทะที่อาจก่อโรครุนแรงต่อปอดและไต แม้ส่วนใหญ่จะไม่แพร่จากคนสู่คน แต่สายพันธุ์ Andes virus ยังคงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตา โดยเฉพาะกรณีคลัสเตอร์ในพื้นที่ปิดอย่างเรือสำราญ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนใช้แพร่หลาย การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสิ่งคัดหลั่งที่อาจปนเปื้อนเชื้อ

ทำความรู้จักกับ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก โรคยอดฮิตช่วงหน้าร้อน

21 เม.ย. 2025

ทำความรู้จักกับ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก โรคยอดฮิตช่วงหน้าร้อน

เดือนเมษายน เดือนแห่งความร้อน ทั้งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจนเป็นที่น่าตกใจ ซึ่งภาคเหนือเองได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากมรสุมลมร้อน ทำให้มีอากาศที่ร้อนสูงสุดถึง 42 องศาเซลเซียส นั้นอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้คุณเป็น “โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke)” โรคที่ใหม่ในยุคปัจจุบันแต่อาจคร่าชีวิตของคุณ และคนใกล้เคียงได้โรคลมแดด คือภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส เกิดจากการที่อยู่ในสถานที่ที่อุณหภูมิร้อนมากๆ และร่างกายไม่สามารถปรับตัวลดอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ส่งผลเสียต่อระบบประสาท หัวใจ และไต เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้สาเหตุการเกิดโรคลมแดดเกิดจากการอยู่ในสถานที่ที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะขณะที่อากาศร้อนชื้น หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อออกกำลังกายในสถานที่ที่อากาศร้อน อาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เป็นโรคลมแดดได้ง่ายขึ้น เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาเกินไปจะทำให้เหงื่อระบายได้ยาก การดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ทานน้ำน้อย เป็นต้นกลุ่มคนที่มีโอกาศเป็นโรคลมแดดได้มากกว่ากลุ่มอื่นคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ (อายุเกิน 65 ปี) มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ช้า และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ง่ายหรือทหารที่ต้องฝึกหนัก หรือ นักกีฬาที่ต้องเล่นกีฬาในที่ที่อุณหภูมิร้อนจัด, ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน เช่น ต้องเดินทางไปประเทศที่อุณหภูมิอากาศร้อนกว่า หรือเจอมรสุมพายุฤดูร้อน, ผู้ที่ทานยาบางชนิด ได้แก่ ยาลดความดันโลหิตบางประเภท ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคจิตเวช ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาระบาย ยาบ้า โคเคน และผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน หรือเคยเป็นโรคลมแดดมาก่อนอาการของโรคลมแดดอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียสมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ ลุกลี้ลุกลน พูดช้า สับสน ชัก เพ้อ หมดสติต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติไป เช่น อยู่ในสถานที่ร้อนจัด แต่ไม่มีเหงื่อออกคลื่นไส้ อาเจียนผิวหนังและหน้าเปลี่ยนเป็นสีออกแดงเหนื่อย หายใจเร็ว ใจสั่นชีพจรเต้นเร็วผิดปกติปวดศีรษะไตวาย ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ เอนไซม์ในกล้ามเนื้อสูงผิดปกติวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการควรรีบหลบแดด ย้ายมาอยู่ในที่ร่มถอดเสื้อคลุมที่ไม่จำเป็นออกทำให้ร่างกายเย็นด้วยวิธีต่างๆ เช่น รดตัวด้วยน้ำเย็น เช็ดตัวด้วยน้ำเย็นโดยเฉพาะที่บริเวณหลังคอ ข้อพับ และขาหนีบ เป่าพัดลมที่มีไอน้ำเย็น เปิดแอร์ดื่มน้ำ และน้ำเกลือแร่ให้มากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่อีกทั้งยังมีวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นโรคลมแดดได้ง่ายๆ อาทิ สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายและบาง เพื่อให้ผิวหนังได้มีการถ่ายเทความร้อนออกไปได้ง่ายขึ้น ใช้อุปกรณ์บังแดด เช่น ร่ม หมวกปีกกว้าง แว่นตากันแดด และทาครีมกันแดด ดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ไม่ควรอยู่ในรถที่จอดกลางแดด อุณหภูมิในรถสามารถขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วถึง 50 องศาเซลเซียส ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ห้ามทิ้งเด็กไว้ในรถเด็ดขาด หาเวลาพักมาอยู่ในที่ร่มเป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงที่ร้อนสุดคือช่วงกลางวัน ถ้าต้องการออกกำลังกายควรออกเวลาที่เย็นที่สุดของวัน คือตอนรุ่งเช้า และตอนเย็น ถ้ายังไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน เช่น เพิ่งย้ายมาอยู่ในประเทศที่ร้อนกว่าที่เดิม ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการออกกำลังกายหนักในระยะแรก จนกว่าร่างกายจะชินกับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ถ้าทราบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคลมแดด เช่น มีโรคประจำตัว สูงอายุ ทานยาที่มีความเสี่ยง ควรสังเกตอาการตนเอง ถ้าเริ่มมีอาการที่เข้าได้กับโรคลมแดด ควรรีบปฐมพยาบาลตนเองเบื้องต้น และรีบไปโรงพยาบาลทันทีขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ