ไวรัสฮันตา จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

Beauty & Health

ไวรัสฮันตา จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

08 พ.ค. 2026

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร? อาการ การติดต่อ สายพันธุ์ และความเสี่ยงแพร่จากคนสู่คน

     “ฮันตาไวรัส” (Hantavirus) คือกลุ่มไวรัสที่มีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” เป็นแหล่งรังโรคหลัก สามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้ทั้งระบบทางเดินหายใจและไต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อจากหนู

     ปัจจุบันไวรัสชนิดนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางร่วมกันบนเรือสำราญ และการจับตาสายพันธุ์ Andes virus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีหลักฐานว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้

ฮันตาไวรัสทำให้เกิดโรคอะไร?

โรคจากฮันตาไวรัสแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) หรือ HCPS

โรคที่ส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจ พบมากในทวีปอเมริกา อาการรุนแรงอาจทำให้ปอดล้มเหลวและเสียชีวิตได้

2. Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS)

โรคไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย พบมากในเอเชียและยุโรป ผู้ป่วยอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติและไตทำงานล้มเหลว

ฮันตาไวรัสติดต่ออย่างไร?

ช่องทางการติดเชื้อหลักของฮันตาไวรัส ได้แก่

  • สูดดมฝุ่นหรืออากาศที่ปนเปื้อนปัสสาวะและมูลหนู
  • สัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วจับตา จมูก หรือปาก
  • ถูกหนูกัด
  • รับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ

การติดเชื้อส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวข้องกับ “สัตว์ฟันแทะ” มากกว่าการแพร่ระหว่างมนุษย์

ฮันตาไวรัสแพร่จากคนสู่คนได้ไหม?

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน

     CDC ระบุว่า ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่ “ไม่แพร่จากคนสู่คน” โดยการติดเชื้อหลักยังมาจากหนูและสัตว์ฟันแทะ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำคัญคือ Andes virus (ANDV) ซึ่งพบในอเมริกาใต้ และเป็นสายพันธุ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้จะพบไม่บ่อยก็ตาม

การแพร่เชื้อมักเกี่ยวข้องกับ

  • การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • การอยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกันเป็นเวลานาน
  • การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

WHO ยังคงเฝ้าติดตามสายพันธุ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีพฤติกรรมแตกต่างจากฮันตาไวรัสสายพันธุ์อื่น

อาการของฮันตาไวรัส

อาการช่วงแรกมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น

  • ไข้สูง
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • หนาวสั่น
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน

หากอาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะต่อไปนี้

  • หายใจลำบาก
  • น้ำท่วมปอด
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • ไตวาย
  • เลือดออกผิดปกติ

ผู้ป่วยบางรายอาการอาจทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน

อัตราการเสียชีวิตของฮันตาไวรัส

     ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส

  • Andes virus และ Sin Nombre virus มีอัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูง
  • Hantaan virus และ Dobrava virus มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 5–15%
  • Seoul virus และ Puumala virus มักมีอาการรุนแรงน้อยกว่า

CDC ระบุว่า โรค HPS มีอัตราเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 30–40% หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันมีวัคซีนฮันตาไวรัสหรือไม่?

     ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนฮันตาไวรัสที่ใช้แพร่หลายทั่วโลก การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสิ่งคัดหลั่งจากสัตว์ฟันแทะ

ทำไม “เรือสำราญ” จึงถูกจับตาเรื่องฮันตาไวรัส?

     หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ฮันตาไวรัสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง คือรายงานคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางบนเรือสำราญ ซึ่ง WHO กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยเสี่ยงบนเรือสำราญ

  • เป็นพื้นที่ปิด
  • มีผู้โดยสารจำนวนมาก
  • ใช้พื้นที่ร่วมกันเป็นเวลานาน
  • มีการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างผู้โดยสาร

     แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าฮันตาไวรัสระบาดแบบเดียวกับโควิด-19 แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคลัสเตอร์ที่เกิดในพื้นที่ปิดยังคงต้องเฝ้าระวัง

ฮันตาไวรัสจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

     ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญยังประเมินว่า “โอกาสเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกยังต่ำ” เนื่องจาก

  • ฮันตาไวรัสไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19
  • การแพร่จากคนสู่คนพบได้จำกัดมาก
  • ส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด

     อย่างไรก็ตาม WHO และ CDC ยังคงติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสและพฤติกรรมของสายพันธุ์ Andes virus อย่างต่อเนื่อง

สรุป

     ฮันตาไวรัสเป็นไวรัสจากสัตว์ฟันแทะที่อาจก่อโรครุนแรงต่อปอดและไต แม้ส่วนใหญ่จะไม่แพร่จากคนสู่คน แต่สายพันธุ์ Andes virus ยังคงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตา โดยเฉพาะกรณีคลัสเตอร์ในพื้นที่ปิดอย่างเรือสำราญ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนใช้แพร่หลาย การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสิ่งคัดหลั่งที่อาจปนเปื้อนเชื้อ

related Beauty & Health

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

19 เม.ย. 2026

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ

ทำไมบางคนถึง Move On ช้า ทั้งที่รู้ว่าควรไปต่อ Move on ช้า ผิดไหม? หรือจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องปกติ หลังจากความสัมพันธ์จบลง หลายคนมักจะบอกตัวเองว่า “ควรไปต่อได้แล้ว” แต่ในความเป็นจริง กลับยังรู้สึกเหมือนเดิม ยังคิดถึง ยังวนอยู่กับความทรงจำเดิม ๆ จนเกิดคำถามว่า ทำไมเราถึง move on ช้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันจบไปแล้ว ในทางจิตวิทยา การ move on ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลเพียงอย่างเดียว เพราะความรักไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เป็นเรื่องของ “ความผูกพันในสมอง” ด้วย ในระหว่างที่เราคบกับใครบางคน สมองจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและมีความสุข เช่น โดพามีนและออกซิโทซินเมื่อความสัมพันธ์จบลง สมองจึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว เหมือนการขาดบางสิ่งบางอย่างไปอย่างกะทันหัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกเหมือน “ถอนตัวไม่ขึ้น” แม้จะเข้าใจเหตุผลทุกอย่างแล้วก็ตาม นอกจากนี้ หลายครั้งที่เราคิดถึง ไม่ใช่เพราะตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเราคิดถึง “ช่วงเวลาที่เคยมีความสุข” รวมถึงภาพอนาคตที่เราเคยวางไว้ร่วมกัน การสูญเสียจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนคนหนึ่ง แต่รวมถึงความฝันบางอย่างที่หายไปพร้อมกันด้วย อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ move on ช้าคือ “คำถามที่ไม่มีคำตอบ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่จบแบบไม่ชัดเจน สมองจะพยายามหาคำอธิบายซ้ำ ๆ ทำให้เรายังคงติดอยู่ในความรู้สึกเดิม ดังนั้น หากคุณกำลังรู้สึกว่า move on ได้ช้า อาจไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ แต่เป็นเพราะคุณเป็นมนุษย์ที่เคยรู้สึกกับบางอย่างอย่างจริงจัง การ move on ไม่ใช่การลืมทั้งหมดในทันที แต่คือการค่อย ๆ ยอมรับ และปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเบาลงตามเวลาจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร? เหมาะกับใคร มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

19 ก.พ. 2026

ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร? เหมาะกับใคร มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ปากกาลดน้ำหนัก” กลายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วแต่น้ำหนักยังไม่ลดตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาประเภทนี้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพราะเป็น “ยา” ไม่ใช่อาหารเสริมทั่วไป บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าปากกาลดน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร ต้องศึกษาข้อมูลอย่างไร และมีผลข้างเคียงอะไรที่ควรรู้บ้างปากกาลดน้ำหนักคืออะไร? ปากกาลดน้ำหนักส่วนใหญ่เป็นยาฉีดในกลุ่มที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายที่ชื่อว่า GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และส่งสัญญาณไปยังสมองให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น อิ่มนานขึ้น ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ยาประเภทนี้ถูกพัฒนามาเพื่อใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และภายหลังได้รับการรับรองในบางชนิดสำหรับใช้รักษาภาวะโรคอ้วนโดยเฉพาะปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับใคร?โดยทั่วไป แพทย์มักพิจารณาให้ใช้ในกรณีต่อไปนี้ผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป (โรคอ้วน)ผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป และมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูงผู้ที่พยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วไม่เห็นผลผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในระยะยาวทั้งนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยเพื่อความสวยงาม และไม่ควรซื้อมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ ควรศึกษาข้อมูลอะไรบ้าง?ตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์เพื่อประเมิน BMI โรคประจำตัว ประวัติครอบครัว และความเหมาะสมในการใช้ยาศึกษากลไกการออกฤทธิ์เข้าใจว่ายาไม่ได้ “เผาผลาญไขมัน” โดยตรง แต่ช่วยควบคุมความอยากอาหารทำความเข้าใจเรื่องระยะเวลาใช้ยายานี้มักต้องใช้ต่อเนื่อง หากหยุดใช้โดยไม่ปรับพฤติกรรม น้ำหนักอาจกลับมาเพิ่มได้ตรวจสอบแหล่งที่มาของยาควรเป็นยาที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอยู่ภายใต้การดูแลของสถานพยาบาลโทษและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แม้จะช่วยลดน้ำหนักได้จริงในหลายกรณี แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ควรทราบ เช่นผลข้างเคียงที่พบบ่อยคลื่นไส้ อาเจียนท้องเสีย หรือท้องผูกท้องอืด แน่นท้องเบื่ออาหารมากผิดปกติ อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงเริ่มต้นและอาจดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่ควรระวังตับอ่อนอักเสบปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาร่วมกัน)อาการแพ้รุนแรง นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามใช้ในบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์บางชนิด หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคทางระบบทางเดินอาหารรุนแรงสิ่งสำคัญที่ควรรู้: ไม่ใช่ทางลัดตลอดไป ปากกาลดน้ำหนักอาจเป็น “เครื่องมือช่วย” ในช่วงหนึ่งของการลดน้ำหนัก แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาวหากไม่มีการปรับพฤติกรรมควบคู่ไปด้วย เพราะเมื่อหยุดยา ความอยากอาหารอาจกลับมา และน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นอีกการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนควรประกอบด้วยการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสมการเลือกทานอาหารครบ 5 หมู่ในปริมาณพอดีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาทีการพักผ่อนให้เพียงพอการจัดการความเครียดสรุป ปากกาลดน้ำหนักเป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือมีโรคร่วม และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน เข้าใจทั้งข้อดีและความเสี่ยง และไม่มองว่าเป็นวิธีลัดในการลดน้ำหนัก ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลสุขภาพด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีในระยะยาวจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

Overnight oat อาหารยอดฮิตสำหรับคนคุมอาหาร มีสูตรการทำอย่างไร

10 ก.ย. 2025

Overnight oat อาหารยอดฮิตสำหรับคนคุมอาหาร มีสูตรการทำอย่างไร

วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะมาพูดถึงเทรนด์รักสุขภาพมาแรงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน อาหารแนวคลีน หรืออาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน กำลังกลายเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ของผู้คนทุกเพศทุกวัย และหนึ่งในเมนูที่ติดเทรนด์มากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือ Overnight Oat อาหารเช้าสุดเฮลธ์ตี้ที่กลายเป็นขวัญใจของสายคลีน คนลดน้ำหนัก และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพไปพร้อมกับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันด้วยความที่สามารถเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องใช้ไฟ ไม่ต้องเสียเวลาปรุงตอนเช้า และยังดัดแปลงรสชาติได้หลากหลายตามใจชอบ ทำให้ Overnight Oat กลายเป็น “อาหารเช้ายุคใหม่” สำหรับคนยุคใหม่ที่อยากเริ่มต้นวันดี ๆ ด้วยอาหารที่ทั้งอร่อยและมีคุณประโยชน์ครบถ้วนOvernight Oat คืออะไร Overnight Oat คือเมนูข้าวโอ๊ตที่ไม่ต้องต้ม แต่ใช้วิธีแช่ในของเหลว เช่น นมสด นมพืช หรือน้ำเปล่าผสมโยเกิร์ต ทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืน โดยข้าวโอ๊ตจะค่อย ๆ ซึมซับของเหลวจนกลายเป็นเนื้อเนียนนุ่มพร้อมรับประทานในตอนเช้า รูปแบบของ Overnight Oat แตกต่างจากโจ๊กหรือโอ๊ตต้มทั่วไป เพราะไม่ผ่านความร้อน ทำให้คงคุณค่าสารอาหารไว้ได้เต็มที่ อีกทั้งยังสามารถเติมผลไม้สด ถั่ว เมล็ดเจีย น้ำผึ้ง หรือเครื่องเทศต่าง ๆ เพื่อเสริมรสชาติและประโยชน์เพิ่มเติม จุดเด่นอีกประการคือความพกพาสะดวก และเหมาะสำหรับคนยุคเร่งรีบ เพียงแค่เตรียมไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด แล้วแช่ไว้ในตู้เย็น เมื่อเช้าถึงก็สามารถหยิบขึ้นมากินได้ทันที ไม่ว่าจะทานบนรถหรือพกไปทานที่ทำงานก็สามารถทำได้ ที่สำคัญคือไม่มีกลิ่นรบกวนคนรอบข้าง เนื่องจากส่วนผสมมีเพียงแค่ข้าวโอ๊ต นม โยเกิร์ต ผลไม้ และเมล็ดเจียเท่านั้นส่วนประกอบและวิธีการทำ Overnight Oat แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของ Overnight Oat จะดูเหมือนซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วเมนูนี้ทำได้ง่ายมาก และดัดแปลงได้ตามวัตถุดิบในตู้เย็นของคุณ เราสามารถเริ่มต้นจาก Overnight Oats สูตรพื้นฐาน ดังนี้ 1. ส่วนประกอบหลัก (สูตรมาตรฐาน)ข้าวโอ๊ตชนิด Rolled Oats (ไม่ใช่ quick oats) ½ ถ้วย หรือตามความต้องการนม (นมสด, นมอัลมอนด์, นมถั่วเหลือง ฯลฯ) ½ - 1 ถ้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2-3 ช้อนโต๊ะ (ไม่ใส่ก็ได้ หรือเลือกใช้เป็นกรีกโยเกิร์ต)เมล็ดเจีย / เมล็ดแฟลกซ์ 1 ช้อนชาน้ำผึ้ง / อินทผลัมบด / กล้วยสุกบด (ใช้เพิ่มความหวานจากธรรมชาติ) 2. วิธีทําเมนู Overnight Oatเทข้าวโอ๊ตลงในภาชนะ เช่น ขวดแก้วหรือกล่องมีฝาปิดเติมนมและโยเกิร์ต คนให้เข้ากันใส่เมล็ดเจียและส่วนผสมที่ให้รสหวานตามชอบปิดฝาแล้วนำไปแช่เย็นข้ามคืน (อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง)ตอนเช้าสามารถใส่ผลไม้สด ถั่ว หรือ topping อื่น ๆ ก่อนเสิร์ฟได้* หากต้องการเปลี่ยนรสชาติ ให้เติมผงโกโก้ ผงอบเชย กลิ่นวานิลลา หรือผลไม้แช่แข็งลงไปก่อนแช่เย็น เพื่อให้อาหารมีรสชาติที่น่าสนใจมากขึ้นประโยชน์ของการทาน Overnight Oat นอกจากความอร่อยและสะดวกสบายแล้ว Overnight Oat ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่เหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ และคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น - ข้าวโอ๊ตมีใยอาหารสูง โดยเฉพาะ “เบต้ากลูแคน” ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้นควบคุมน้ำหนักและคอเลสเตอรอล - ใยอาหารที่อยู่ในข้าวโอ๊ตช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ลดการกินจุกจิกในระหว่างวัน และช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง - หลายการศึกษาระบุว่าการบริโภคข้าวโอ๊ตเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงเป็นมิตรกับผู้แพ้แลคโตส - สามารถปรับเปลี่ยนสูตรโดยใช้ “นมพืช” แทนได้ เช่น นมอัลมอนด์ หรือนมข้าวโอ๊ต ซึ่งยังคงให้รสชาติเข้มข้นเหมือนเดิมประหยัดเวลาและพลังงาน - เหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ เพราะไม่ต้องปรุง ไม่ต้องล้างหม้อ และไม่ต้องรอร้อน ทานได้ทันทีที่ตื่น หากพูดถึง Overnight Oats ประโยชน์นั้นมีมากมาย นี่คือเมนูที่ไม่เพียงแต่อร่อยและอยู่ท้อง แต่ยังสนับสนุนให้เรารักษาสุขภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาวแนะนำเมนูอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากข้าวโอ๊ต แม้ว่า Overnight Oat จะเป็นเมนูยอดฮิต แต่จริง ๆ แล้วข้าวโอ๊ตยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นเมนูอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ทั้งคาวและหวาน เช่นOatmeal ต้มร้อน - เมนูนี้เป็นอาหารเช้าแบบคลาสสิกที่เราคุ้นเคยกันดี เพียงแค่นำข้าวโอ๊ตไปต้มกับน้ำหรือนมจนได้ความข้นและเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล ก็สามารถเติมความอร่อยเพิ่มเติมด้วยผลไม้สดอย่างกล้วยหอมหั่นบาง เบอร์รี หรือผลไม้แห้ง และหากต้องการรับประทานในแบบคาว ก็อาจเพิ่มไข่ต้ม ไข่ดาว หรือแม้แต่เนื้อไก่ฉีกเล็กน้อย พร้อมโรยพริกไทยดำเพื่อตัดรสก็อร่อยได้ในอีกสไตล์คุกกี้ข้าวโอ๊ต - เมนูนี้ใช้ข้าวโอ๊ตแทนแป้งขัดขาว ทำให้ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวได้ดี พร้อมทั้งเพิ่มใยอาหารที่ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ส่วนผสมหลักที่นิยมใช้มีทั้งกล้วยสุกบดที่ช่วยให้เนื้อคุกกี้นุ่มและให้ความหวานจากธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาล ลูกเกดหรือดาร์กช็อกโกแลตชิ้นเล็กที่ช่วยเติมรสสัมผัส และกลิ่นหอมของผงอบเชยที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแพนเค้กข้าวโอ๊ต - แพนเค้กข้าวโอ๊ตก็เป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะสามารถใช้ข้าวโอ๊ตบดละเอียดแทนแป้ง ทำให้ได้แพนเค้กที่ไฟเบอร์แน่น โปรตีนสูง และมีรสสัมผัสที่เหนียวนุ่มไม่แพ้แป้งธรรมดา สูตรพื้นฐานเพียงแค่ผสมไข่ไก่และกล้วยหอมบดเข้ากับข้าวโอ๊ต เติมผงฟูเล็กน้อยให้แพนเค้กฟูสวย เมื่อสุกก็สามารถทานได้ทันทีข้าวโอ๊ตปั่น (Oat Smoothie) - เหมาะมากกับเช้าที่เร่งรีบหรือวันที่ไม่มีเวลาทำอาหาร เพียงแค่ใส่ข้าวโอ๊ตลงในเครื่องปั่นร่วมกับนมหรือโยเกิร์ต และผลไม้ที่ชอบ เช่น กล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี่ หรือเบอร์รีรวม เติมน้ำแข็งเล็กน้อย แล้วปั่นให้เข้ากัน ก็จะได้สมูทตี้ที่เนื้อข้นและนุ่มลื่นจากข้าวโอ๊ต แถมยังอยู่ท้องได้นานโดยไม่ต้องเพิ่มแป้งหรือน้ำตาลสรุป Overnight Oat คือเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ลงตัวที่สุดสำหรับคนยุคใหม่ ที่ต้องการเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างมีคุณภาพและไม่ยุ่งยาก ด้วยคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน ความสะดวกสบายในการเตรียม และรสชาติที่ปรับได้ตามใจ ทำให้เมนูนี้กลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่คนลดน้ำหนักและผู้รักสุขภาพ หากคุณสนใจบทความด้านอาหารคลีนไลฟ์สไตล์ หรือท่องเที่ยวผสมสุขภาพ สามารถเลือกอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ Chill on กินเที่ยว บนเว็บไซต์ Atime ที่รวบรวมเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแนวในแบบที่อ่านง่ายและได้แรงบันดาลใจในทุกบทความจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

29 ส.ค. 2025

แนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ลดไขมันกระตุ้นหัวใจ

การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพร่างกาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายลดไขมันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดไขมันและกระตุ้นการทำงานของหัวใจ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดไขมันสะสมในร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า “คาร์ดิโอ” บ่อยครั้งในวงการออกกำลังกาย แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบถึงความหมายและประโยชน์ที่แท้จริงของการออกกำลังกายประเภทนี้ วันนี้ Chill on กินเที่ยว จะพาคุณไปรู้จักกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้มากขึ้น รวมถึงประเภทต่าง ๆ ของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ตามความต้องการของร่างกายปัญหาเหนื่อยง่าย จากการออกกำลังกายน้อย หลายคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มักจะพบปัญหาการเหนื่อยง่าย หรือหายใจถี่เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง เช่น การเดินเร็ว หรือการขึ้นบันได หากไม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายอาจจะไม่สามารถปรับตัวกับความต้องการของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสัญญาณของการที่หัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่เต็มที่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) สามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและเพิ่มความทนทานให้กับร่างกายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คืออะไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) คือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดไขมันในร่างกายการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะช่วยให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคาร์ดิโอ มีกี่ประเภท การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีหลายประเภท ซึ่งสามารถเลือกทำได้ตามความชอบและความเหมาะสมของร่างกาย โดยแต่ละประเภทจะมีการใช้ความหนักเบาของการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ประเภทของคาร์ดิโอที่คุณสามารถเลือกทำได้ มีดังนี้ 1. คาร์ดิโอประเภท LISS (Low Intensity Steady State) LISS เป็นการคาร์ดิโอที่ใช้การออกแรงในระดับต่ำ ไม่มีการกระแทกมากนัก โดยจะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีต่อครั้ง หรือ 200-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในระดับคงที่ประมาณ 50-65% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การคาร์ดิโอแบบ LISS เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และไม่ชอบการออกกำลังกายหนักๆ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานเบา ๆ หรือการว่ายน้ำ เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของระบบหัวใจและปอด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บจากการออกกำลัง 2. กายคาร์ดิโอประเภท MISS (Moderate Intensity Steady State) MISS คือการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นปานกลาง โดยรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด การออกกำลังกายประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่มีโรคประจำตัว เช่น การวิ่งจ็อกกิ้ง การเต้นแอโรบิก หรือการปั่นจักรยานด้วยความเร็วปานกลาง ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้มักจะออกกำลังกายเป็นระยะเวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อครั้ง หรือประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ การคาร์ดิโอประเภท MISS ช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความทนทานของร่างกาย และช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายได้ดี 3. คาร์ดิโอประเภท HIIT (High Intensity Interval Training) HIIT คือการออกกำลังกายที่มีการใช้แรงในระดับสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะทำการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงเวลา 20-30 วินาที ตามด้วยการพักผ่อนหรือการออกกำลังกายที่มีความหนักเบาต่ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะกลับไปออกกำลังกายอย่างหนักอีกครั้ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบ HIIT จะทำให้การเต้นของหัวใจสูงถึง 90% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคาร์ดิโอดีต่อระบบการไหลเวียนเลือด และหัวใจอย่างไร การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราออกกำลังกายคาร์ดิโอ ร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การออกกำลังกายคาร์ดิโอยังช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดได้ การออกกำลังกายคาร์ดิโอจึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังที่อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหวหรือไม่ออกกำลังกายเป็นระยะเวลานานข้อควรระวังในการออกกำลังกายคาร์ดิโอ แม้ว่าการออกกำลังกายคาร์ดิโอจะเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายคาร์ดิโอไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไป – สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการออกกำลังกายคาร์ดิโอ ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นของการออกกำลังกายเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวให้ร่างกายพักผ่อนเพียงพอ – ควรให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอระหว่างวัน เพราะการออกกำลังกายหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ระมัดระวังเรื่องอุปกรณ์ – หากออกกำลังกายคาร์ดิโอที่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การปั่นจักรยานหรือการวิ่ง ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน และมั่นใจว่าอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราสรุป การออกกำลังกายคาร์ดิโอเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ลดไขมันในร่างกาย และเพิ่มความทนทานของร่างกาย คุณสามารถเลือกทำการออกกำลังกายคาร์ดิโอในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้ เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว หรือการปั่นจักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้การออกกำลังกายคาร์ดิโอมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรทำอย่างสม่ำเสมอ และคำนึงถึงการพักผ่อนให้เพียงพอหากคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย และเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ Atime ที่มีบทความดี ๆ และข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะหน้า Chill On กินเที่ยว ที่รวบรวมเรื่องกินเที่ยวและสุขภาพไว้ให้คุณได้อ่านและค้นพบความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี