อาการสมองเมา หลังเกิดแผ่นดินไหว

Beauty & Health

อาการสมองเมา หลังเกิดแผ่นดินไหว

01 เม.ย. 2025

โรคสมองเมาหลังแผ่นดินไหว หรืออาการสมองเมาที่เกิดหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว อาจเกิดจากผลกระทบทางจิตใจและร่างกายจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดและท้าทายแบบฉับพลัน เช่น แผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล ความกลัว และความเครียดสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการสมองเมา

  • ความเครียดและความวิตกกังวล หลังจากแผ่นดินไหว คนจำนวนมากอาจรู้สึกเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้สมองรู้สึกเหมือนถูกคลุมเครือ หรือไม่สามารถคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียดและความวิตกกังวลอาจทำให้คนนอนไม่หลับ หรือมีการนอนหลับที่ไม่ลึก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสมองและทำให้เกิดอาการสมองเมา
  • ผลกระทบทางจิตใจ จากเหตุการณ์ที่กระทบใหญ่ การเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น แผ่นดินไหว สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิตใจที่คล้ายกับอาการ PTSD (โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ) ซึ่งอาจรวมถึงอาการสมองเมา, ความจำแย่ลง, และรู้สึกเหนื่อยล้า
  • การขาดสารอาหาร หรือการดูแลตัวเอง หลังจากแผ่นดินไหว อาจมีการขาดแคลนอาหาร น้ำ และการดูแลสุขภาพที่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพทั่วไปและการทำงานของสมอง

ขอบคุณข้อมูลจาก www.bangkokinternationalhospital.com

related Beauty & Health

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

18 เม.ย. 2026

ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม?

เหตุผลที่เราชอบฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ(Why We Repeat Songs จิตวิทยาของเพลงที่ฟังไม่เบื่อ)ฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน เป็นเรื่องปกติไหม? หลายคนอาจเคยเปิดเพลงเดิมวนซ้ำทั้งวัน ทั้งที่มีเพลงใหม่ออกมาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็ยังเลือกกลับมาฟังเพลงเดิมอยู่ดี จนเริ่มสงสัยว่าพฤติกรรมแบบนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ในมุมของจิตวิทยา การ “ฟังเพลงซ้ำ” ไม่ได้แปลว่าเราน่าเบื่อ แต่เป็นเพราะสมองของเราชอบความคุ้นเคย เมื่อเราได้ยินเพลงเดิมซ้ำ ๆ สมองจะสามารถคาดเดาทำนอง จังหวะ และเนื้อเพลงได้ล่วงหน้า ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เกิดความสบายใจ และลดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ เพลงบางเพลงยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตัวแทนของความรู้สึก” ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีความสุข เสียใจ หรือกำลังคิดถึงใครบางคน การกลับไปฟังเพลงเดิมจึงไม่ใช่แค่การฟังเพลง แต่เป็นการกลับไปสัมผัสความรู้สึกเดิมอีกครั้ง อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ สมองจะหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุข ในช่วงที่เพลงดำเนินไปถึงท่อนที่เราชอบ เช่น ท่อนฮุคหรือท่อนพีค ยิ่งเราฟังซ้ำมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้สัมผัสความรู้สึกดีแบบเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึง “หยุดฟังเพลงเดิมไม่ได้” และในบางครั้ง เพลงก็อาจผูกโยงกับ “ใครบางคน” โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้ทุกครั้งที่เพลงนั้นเล่นขึ้นมา ความทรงจำบางอย่างก็กลับมาพร้อมกันเสมอ สุดท้ายแล้ว การฟังเพลงเดิมซ้ำ ๆ อาจไม่ได้หมายความว่าเราติดเพลง แต่เราแค่กำลังยึดโยงกับความรู้สึกบางอย่างที่เพลงนั้นให้เราเท่านั้นเองจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

15 ไอเดีย เพ้นต์เล็บธีมคริสต์มาส

11 ธ.ค. 2025

15 ไอเดีย เพ้นต์เล็บธีมคริสต์มาส

เทศกาลแห่งความสุขกำลังจะมาถึง! การเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ และ "เล็บ" ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะชอบสไตล์น่ารักขี้เล่น, หรูหราวิบวับ, หรือเรียบง่ายแต่ดูดี เราได้รวบรวม 15 ไอเดียเพ้นท์เล็บธีมคริสต์มาส ที่กำลังอินเทรนด์มาฝาก รับรองว่าทำตามได้ง่าย หรือจะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้ช่างทำเล็บของคุณสไตล์หรูหรา วิงค์วับ และคลาสสิกไอเดียสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหรา และยังคงไว้ซึ่งสีสันคลาสสิกของเทศกาลอย่างสีแดง เขียว และทองคริสต์มาสคลาสสิก แดง-เขียว-ขาว ลายตารางและโฮลลี่การจับคู่สี แดงเบอร์กันดี (Maroon), เขียวเข้ม (Forest Green) และ สีครีม/ขาว ไม่มีวันตกยุค ลองเพิ่มลวดลายคลาสสิกอย่างลาย ตารางสก็อต (Tartan/Plaid) หรือเพ้นท์ลาย ใบฮอลลี่และลูกเบอร์รี (Holly Berries) ลงบนเล็บเพื่อเพิ่มความสวยงามแบบดั้งเดิมต้นคริสต์มาสสีทองอร่ามบนพื้นเข้มสำหรับคนที่ชอบความวิบวับเป็นพิเศษ ลองทาเล็บพื้นสีเขียวเข้มหรือสีน้ำตาลอมแดง แล้วใช้ กลิตเตอร์สีทอง วาดเป็นรูปทรง ต้นคริสต์มาส หรือทำเป็นดีไซน์ สลับกับเล็บกลิตเตอร์สีทองเต็มเล็บ จะช่วยเพิ่มมิติและดูหรูหราขึ้นทันทีเล็บแดงเมทัลลิคและกลิตเตอร์สีแดงเป็นสีหลักของคริสต์มาส! เลือกทาสีแดงสดหรือแดงเข้มในรูปแบบ เงา (Glossy) หรือ ด้าน (Matte) ผสมกับการทาสีแดง กลิตเตอร์ (Glitter) เต็มเล็บ หรือทำเป็นปลายเล็บแบบ เฟรนช์ทิป (French Tip) เพื่อให้ลุคที่ดูแพงและโดดเด่นสะดุดตามินนี่ มิกกี้ เฟรนช์ทิปคริสต์มาสใครที่รักตัวการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่างมิกกี้และมินนี่ ลองดีไซน์ ปลายเล็บสีแดงขาว สลับกับเล็บที่เพ้นท์ลาย หูมิกกี้, โบว์, และใบฮอลลี่ บนพื้นสีนู้ด เป็นการผสมผสานความน่ารักและความหรูหราอย่างลงตัวโบว์ผูกของขวัญหลากสีเล็บสไตล์เรียบหรูที่เน้นการเพ้นท์ลายเส้น ลองใช้สีแดงสด, เขียว, และทอง วาดเป็นรูป โบว์ผูกของขวัญ (Ribbon Bow) บนพื้นเล็บสีนู้ดหรือสีขาว เป็นลุคที่ดูสะอาดตาแต่มีรายละเอียดที่น่ารักมากๆ ค่ะสไตล์ฤดูหนาวและเกล็ดหิมะเน้นสีโทนเย็นอย่างขาว น้ำเงิน และนู้ด พร้อมลวดลายที่สื่อถึงฤดูหนาวอย่างชัดเจนลายถักนิตติ้งและใบฮอลลี่มงกุฎเพิ่มเท็กซ์เจอร์ให้กับเล็บด้วยการเพ้นท์ลาย ถักนิตติ้ง (Sweater Nails) สีขาวนูนๆ สลับกับการเพ้นท์ลาย ใบฮอลลี่ สีแดง-เขียวบนพื้นเล็บสีนู้ด เป็นการจำลองลวดลายของเสื้อกันหนาวคริสต์มาสที่คุณชื่นชอบมาไว้บนเล็บสโนว์เฟล็กสีทองบนพื้นสีขาวสะอาดตาหากต้องการความเรียบง่ายแต่ยังคงธีมคริสต์มาสไว้ ลองทาเล็บด้วย สีขาวครีม (Off-White) แล้วประดับด้วย สติ๊กเกอร์หรือเพ้นท์ลายเกล็ดหิมะสีทอง เล็กๆ และเพิ่มดีไซน์ลายเส้นมินิมอลอื่นๆ ลุคนี้ดูสะอาดตาและเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกสไตล์ขนมปังขิง (Gingerbread Man) และขนมหวานแปลงโฉมเล็บให้กลายเป็นตู้ขนมคริสต์มาส! เพ้นท์ ตุ๊กตาขนมปังขิง, ไม้เท้าลูกกวาด (Candy Cane), พวงหรีด, หรือแม้แต่ลาย HO HO HO สีชมพู-แดงลงบนพื้นเล็บสีนู้ดหรือสีชมพูอ่อน เป็นไอเดียที่น่ารักและขี้เล่นสุดๆเกล็ดหิมะสีขาวบนปลายเล็บออมเบรกลิตเตอร์เป็นหนึ่งในลายที่ได้รับความนิยมที่สุด! ทำเล็บทรงอัลมอนด์หรือโลงศพด้วยเทคนิค ออมเบร (Ombré) สีขาว/กลิตเตอร์ที่ปลายเล็บ และเพ้นท์ เกล็ดหิมะ (Snowflakes) สีขาวขนาดต่างๆ ลงไป เป็นลุคที่ดูอ่อนโยน โรแมนติก และเข้ากับบรรยากาศหิมะตกสุดๆลายกวางเรนเดียร์และคริสต์มาสเฟรนช์ทิปใช้สีนู้ดเป็นพื้นฐาน แล้วเพ้นท์ลายต่างๆ ผสมกัน เช่น ลายกวางเรนเดียร์, เกล็ดหิมะ, ปลายเล็บสีขาวชมพูสลับลายทาง, และเพิ่มความวาวด้วย กลิตเตอร์สีทอง/น้ำตาล ที่เล็บใดเล็บหนึ่ง ลุคนี้ดูซอฟต์และน่ารักมากๆ ค่ะลายเส้นสีเขียวเมทัลลิคกับเกล็ดหิมะสำหรับสายเขียว! ลองใช้สีเขียวเข้มในรูปแบบ เมทัลลิค (Metallic) หรือ Cat Eye สลับกับเล็บพื้นสีนู้ดที่เพ้นท์ ลายเส้นสีเขียว และ เกล็ดหิมะสีขาว ดีไซน์นี้ดูมีความทันสมัยและสวยงามไม่ซ้ำใครสไตล์น่ารักขี้เล่นเน้นลวดลายน่ารักๆ ที่สื่อถึงขนม ของเล่น และความสนุกสนานของเทศกาลสีเขียวและทองกับไฟประดับสำหรับเล็บยาว ลองใช้สีเขียวเข้มและสีทองสลับกัน แล้วเพ้นท์ลาย ต้นคริสต์มาสประดับไฟ (Christmas Tree) เป็นเส้นสายสีทองและจุดเล็กๆ สีแดง เป็นลุคที่ผสมผสานความน่ารักและหรูหราไว้ด้วยกันไม่ว่าคุณจะเลือกดีไซน์ไหน อย่าลืมเตรียมพร้อมและดูแลสุขภาพเล็บให้แข็งแรงก่อนทำสีนะคะเขียนโดย : เบญญาภา แนบเนียน

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ

04 มี.ค. 2025

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ ชาเขียวมีหลายประเภท และแต่ละแบบก็มีความแตกต่างทั้งในเรื่องของรสชาติ วิธีการผลิต และประโยชน์ต่อสุขภาพขอบคุณภาพจาก matchazuki1. ชาเขียวญี่ปุ่น vs. ชาเขียวจีน ชาเขียวจีนและชาเขียวญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของ กระบวนการผลิต, สี, รสชาติ และวิธีการชง ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์การดื่มชาอย่างมาก1. กระบวนการผลิตชาเขียวญี่ปุ่น ใช้วิธี นึ่งด้วยไอน้ำ ทันทีหลังเก็บเกี่ยว เพื่อหยุดกระบวนการออกซิเดชัน ทำให้ใบชาคงความสดและมีสีเขียวเข้มชาเขียวจีน ใช้วิธี คั่วในกระทะหรืออบแห้ง ทำให้เกิดกลิ่นหอมของการคั่ว และสีของใบชาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง2. สีของน้ำชาชาเขียวญี่ปุ่น มักให้สีน้ำชา เขียวสดใส เนื่องจากกระบวนการนึ่งช่วยรักษาสารคลอโรฟิลล์ชาเขียวจีน มักให้สีน้ำชา เขียวอมเหลืองหรือทองอ่อนๆ จากกระบวนการคั่ว3. รสชาติและกลิ่นชาเขียวญี่ปุ่น มีรสชาติ สดชื่น อ่อนนุ่ม หวานนิดๆ และมีกลิ่นหญ้าอ่อนๆชาเขียวจีน มีรสชาติ หอมคั่ว กลมกล่อม ฝาดเล็กน้อย และซับซ้อนกว่าชาเขียวญี่ปุ่น4. วิธีการชงชาเขียวญี่ปุ่น มักใช้ น้ำอุณหภูมิต่ำกว่า (ประมาณ 60-80°C) เพื่อไม่ให้รสขมเกินไปชาเขียวจีน สามารถชงด้วย น้ำร้อนกว่า (ประมาณ 80-90°C) โดยนิยมใช้ถ้วยชาแบบจีน (Gaiwan) หรือกาน้ำชา5. ตัวอย่างชาแต่ละประเภทชาเขียวญี่ปุ่น: เซนฉะ (Sencha), มัทฉะ (Matcha), เกียวคุโระ (Gyokuro), โฮจิฉะ (Hojicha)ชาเขียวจีน: หลงจิ่ง (Longjing), ปิหลัวชุน (Biluochun), จู๋เย่ฉิง (Zhuyeqing)2. ชาเขียวมัทฉะ vs. ชาเขียวทั่วไป ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีหลายประเภท โดยหนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญคือ มัทฉะ (Matcha) และชาเขียวทั่วไป (Loose Leaf Green Tea) ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งใน กระบวนการผลิต, วิธีดื่ม, ปริมาณสารอาหาร และรสชาติ1. กระบวนการผลิตมัทฉะ ทำจากใบชาอ่อนที่ถูกบดเป็นผงละเอียด โดยก่อนเก็บเกี่ยว ต้นชาจะถูกคลุมไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโน ทำให้ชาได้รสชาติหวานกลมกล่อมและสีเขียวสดใสชาเขียวทั่วไป มักใช้ใบชาทั้งใบและผ่านกระบวนการอบแห้ง ไม่ได้นำมาบด ทำให้สารอาหารบางส่วนละลายออกมาในน้ำเมื่อชง แต่ไม่ได้รับประทานใบชาโดยตรง2. วิธีการดื่มมัทฉะ ถูกนำมาผสมกับน้ำและตีให้เข้ากัน ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้นและได้รับสารอาหารจากใบชาเต็มที่ชาเขียวทั่วไป ชงโดยแช่ใบชาลงในน้ำร้อน จากนั้นกรองใบชาออก ทำให้ได้รับสารอาหารเพียงบางส่วนที่ละลายในน้ำ3. ปริมาณสารอาหารและคาเฟอีนมัทฉะ มีคาเฟอีนสูงกว่าชาเขียวทั่วไป เนื่องจากบริโภคทั้งใบชา จึงให้พลังงานและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาเขียวทั่วไป มีคาเฟอีนต่ำกว่า เพราะเพียงแช่ใบชาในน้ำ ไม่ได้รับใบชาโดยตรง4. รสชาติและกลิ่นมัทฉะ มีรสชาติ เข้มข้น ขมนิดๆ แต่กลมกล่อม พร้อมกลิ่นหอมของชาชาเขียวทั่วไป มีรสชาติ เบากว่า สดชื่นกว่า และอาจมีความหวานอ่อนๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของชา3. ชาเขียวร้อน vs. ชาเขียวเย็น (ใส่น้ำแข็ง/ขวดพร้อมดื่ม) ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สามารถดื่มได้ทั้งแบบ ร้อน และ เย็น แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งในแง่ของ รสชาติ, คุณค่าทางสารอาหาร และผลต่อสุขภาพ1. วิธีการชงและอุณหภูมิชาเขียวร้อน ชงโดยใช้ น้ำร้อน (60-80°C) และดื่มในขณะที่ยังอุ่นอยู่ ทำให้รสชาติของชาเข้มข้นและกลิ่นหอมชัดเจนชาเขียวเย็น อาจมาจากการ ชงร้อนแล้วปล่อยให้เย็น หรือ ชงเย็นโดยใช้น้ำเย็นแช่ใบชา (Cold Brew) ซึ่งให้รสชาติที่นุ่มและสดชื่น2. คุณค่าทางสารอาหารชาเขียวร้อน มี สารต้านอนุมูลอิสระ (เช่น EGCG) สูงกว่า เพราะสารเหล่านี้ละลายในน้ำร้อนง่ายกว่าชาเขียวเย็น โดยเฉพาะชาเขียวขวดหรือชาเย็นที่ขายทั่วไป มักมีน้ำตาลสูง หรืออาจผ่านการแปรรูป ทำให้คุณค่าทางสารอาหารลดลง3. รสชาติและกลิ่นชาเขียวร้อน มีรสชาติที่ เข้มข้น, หอมชัด และอาจมีความขมนิดๆชาเขียวเย็น มีรสชาติที่ อ่อนกว่า, สดชื่น และดื่มง่ายกว่า โดยเฉพาะชาเขียวขวดที่มักมีรสหวานจากการเติมน้ำตาล4. ผลต่อสุขภาพชาเขียวร้อน ช่วย กระตุ้นระบบเผาผลาญ, ลดไขมัน และให้ประโยชน์สูงสุดจากชาชาเขียวเย็น โดยเฉพาะชาเขียวขวดหรือใส่น้ำแข็ง อาจมีน้ำตาลสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น น้ำหนักขึ้น หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงสรุป หากคุณต้องการดื่มชาเขียวเพื่อสุขภาพ ชาเขียวร้อนที่ไม่เติมน้ำตาล คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะจะคงคุณค่าสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานและสารอาหารที่เข้มข้นขึ้น มัทฉะ คือตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการบริโภคทั้งใบชา ทำให้ได้รับสารอาหารมากกว่า หากคุณชื่นชอบรสชาติที่หอมคั่วแบบดั้งเดิม ชาเขียวจีน เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยกระบวนการคั่วที่ทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ ชาเขียวเย็น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่นและรสชาติที่อ่อนโยนกว่าผู้เขียน : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

08 ต.ค. 2026

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

แมกนีเซียมคืออะไร? แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ พร้อม 9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางวันเราถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หรือเป็นตะคริวบ่อย ๆ ทั้งที่ก็นอนพักผ่อนแล้ว? อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และหนึ่งในนั้นอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับแร่ธาตุบางชนิดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ แมกนีเซียม (Magnesium) ที่หลายคนอาจมองข้ามจริง ๆ แล้ว แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่คิด เพราะมีส่วนช่วยทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท หัวใจ และกระบวนการสร้างพลังงาน ที่สำคัญยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวที่เรากินกันอยู่ทุกวันอีกด้วยวันนี้ Chill ON จะพาไปทำความรู้จักว่าแมกนีเซียมคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีอาหารชนิดไหนบ้างที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม เผื่อจะได้ลองปรับเมนูในแต่ละวันให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแมกนีเซียม (Magnesium) คืออะไร?แมกนีเซียม คือ แร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งอื่น ๆ ภายนอก โดยแมกนีเซียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงการดูแลสุขภาพกระดูกแมกนีเซียมในร่างกายประมาณ 50–60% อยู่ในกระดูก ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ถึงแม้จะเป็นแร่ธาตุที่เราไม่ได้พูดถึงกันบ่อยเท่าวิตามินซีหรือแคลเซียม แต่บอกเลยว่ามีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กัน5 ประโยชน์ของแมกนีเซียม ช่วยอะไรกับร่างกายบ้าง?1. ช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติแมกนีเซียมมีบทบาทในการทำงานของกล้ามเนื้อ ทั้งการหดตัวและคลายตัว หากร่างกายขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นตะคริวไม่ได้หมายความว่าร่างกายขาดแมกนีเซียมเสมอไป2. ช่วยดูแลระบบประสาทแมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้สมองและร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างปกติ3. ช่วยในการสร้างพลังงานใครที่ทำงานหนักหรือใช้พลังงานระหว่างวันเยอะ ควรรู้ไว้ว่าแมกนีเซียมเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน เพื่อให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินแมกนีเซียมเพิ่มจะช่วยให้มีพลังงานมากขึ้นทันที หากร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว4. มีส่วนช่วยดูแลหัวใจและความดันโลหิตแมกนีเซียมเกี่ยวข้องกับการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ และการทำงานของหลอดเลือด รวมถึงมีส่วนในการควบคุมความดันโลหิตตามปกติ5. ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงไม่ใช่แค่แคลเซียมเท่านั้นที่สำคัญต่อกระดูก เพราะแมกนีเซียมก็มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างและรักษาโครงสร้างกระดูกเช่นกัน การได้รับแร่ธาตุอย่างสมดุลจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดูแลสุขภาพกระดูกในระยะยาว9 อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง หาซื้อง่าย กินได้ทุกวันอยากเพิ่มแมกนีเซียมให้ร่างกาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอาหารเสริมเสมอไป เพราะมีอาหารหลายชนิดที่ให้แมกนีเซียมตามธรรมชาติ แถมยังสามารถนำมาจัดเป็นเมนูประจำวันได้ง่าย ๆ1. เมล็ดฟักทองแมกนีเซียมประมาณ 156 มิลลิกรัม / 28 กรัมหนึ่งในอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงมาก แถมยังอุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี จะกินเป็นของว่าง หรือโรยบนสลัดและโยเกิร์ตก็อร่อย แนะนำให้เลือกแบบไม่เติมเกลือมากเกินไป2. เมล็ดเจียแมกนีเซียมประมาณ 111 มิลลิกรัม / 28 กรัมสายรักสุขภาพน่าจะคุ้นเคยกับเมล็ดเจียกันดี เพราะนอกจากแมกนีเซียมแล้ว ยังมีไฟเบอร์และไขมันโอเมกา 3 จากพืช จะนำไปแช่ในนม ทำพุดดิ้ง หรือผสมในสมูทตี้ก็ได้3. อัลมอนด์แมกนีเซียมประมาณ 80 มิลลิกรัม / 28 กรัมของว่างยอดฮิตที่ทั้งสะดวกและมีประโยชน์ อัลมอนด์มีทั้งแมกนีเซียม โปรตีน และไขมันไม่อิ่มตัว เหมาะสำหรับพกไว้กินระหว่างวัน แต่ควรกินในปริมาณพอเหมาะเพราะมีพลังงานค่อนข้างสูง4. ผักโขมแมกนีเซียมประมาณ 78 มิลลิกรัม / ผักโขมต้มครึ่งถ้วยใครไม่ชอบกินถั่ว ลองหันมาเพิ่มผักใบเขียวในมื้ออาหาร เพราะผักโขมเป็นอีกหนึ่งแหล่งแมกนีเซียมที่น่าสนใจ นำไปทำซุป ผัดกระเทียม หรือใส่ในเมนูพาสตาก็อร่อย5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์แมกนีเซียมประมาณ 74 มิลลิกรัม / 28 กรัมอีกหนึ่งถั่วที่เหมาะกับการกินเป็นของว่าง มีทั้งแมกนีเซียมและไขมันไม่อิ่มตัว จะกินเล่นหรือใส่ในเมนูผัดก็ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการได้6. ถั่วลิสงแมกนีเซียมประมาณ 63 มิลลิกรัม / ถั่วลิสงคั่วน้ำมัน ¼ ถ้วยอาหารใกล้ตัวที่ราคาเข้าถึงง่าย มีทั้งโปรตีนและแมกนีเซียม จะนำมาใส่สลัดหรือกินคู่กับอาหารมื้อหลักก็ได้ แต่ควรระวังสูตรที่เติมเกลือหรือน้ำตาลมากเกินไป7. ถั่วดำแมกนีเซียมประมาณ 60 มิลลิกรัม / ถั่วดำสุกครึ่งถ้วยถั่วดำไม่ได้มีดีแค่ไฟเบอร์และโปรตีนจากพืช แต่ยังเป็นแหล่งแมกนีเซียมอีกด้วย สามารถนำไปทำซุป สลัด หรือเมนูถั่วต่าง ๆ ได้ตามชอบ8. ข้าวกล้องแมกนีเซียมประมาณ 42 มิลลิกรัม / ข้าวกล้องสุกครึ่งถ้วยลองเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้องในบางมื้อ เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมักเก็บสารอาหารบางชนิดไว้ได้มากกว่า รวมถึงแมกนีเซียมและใยอาหารด้วย9. กล้วยแมกนีเซียมประมาณ 32 มิลลิกรัม / กล้วยขนาดกลาง 1 ลูกผลไม้ที่หาซื้อง่าย ราคาไม่แรง และกินได้สะดวก กล้วยมีทั้งโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เหมาะสำหรับกินเป็นของว่างหรือคู่กับอาหารเช้า แม้จะมีแมกนีเซียมน้อยกว่าเมล็ดพืชและถั่ว แต่ก็ช่วยเพิ่มปริมาณที่ได้รับในแต่ละวันได้หมายเหตุ: ปริมาณแมกนีเซียมเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ อาจแตกต่างกันตามชนิดอาหาร ปริมาณ และวิธีการปรุงแมกนีเซียมควรกินวันละเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอ?แม้แมกนีเซียมจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งกินเยอะจะยิ่งดี เพราะร่างกายมีความต้องการแตกต่างกันตามอายุและเพศปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ ตามข้อมูลจาก National Institutes of Health (NIH) มีดังนี้ผู้ชายอายุ 19–30 ปี: 400 มิลลิกรัมต่อวันผู้ชายอายุ 31 ปีขึ้นไป: 420 มิลลิกรัมต่อวันผู้หญิงอายุ 19–30 ปี: 310 มิลลิกรัมต่อวันผู้หญิงอายุ 31 ปีขึ้นไป: 320 มิลลิกรัมต่อวันหญิงตั้งครรภ์อายุ 19–50 ปี: 350–360 มิลลิกรัมต่อวันปริมาณดังกล่าวหมายถึงแมกนีเซียมรวมที่ควรได้รับจากอาหารและแหล่งอื่น ๆ ในแต่ละวัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกินอาหารเสริมในปริมาณเท่านั้นขาดแมกนีเซียม มีอาการอย่างไร?หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติบางอย่าง เช่นรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเบื่ออาหาร คลื่นไส้กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวรู้สึกชาหรือเสียวซ่าตามร่างกายในกรณีรุนแรง อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาการชักอย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว หากมีอาการบ่อย รุนแรง หรือผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงแมกนีเซียมกินตอนไหนดีที่สุด ต้องกินก่อนนอนหรือไม่?อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือ แมกนีเซียมควรกินตอนไหน? โดยเฉพาะคนที่สนใจเรื่องการพักผ่อนและคุณภาพการนอนหลับสำหรับแมกนีเซียมที่ได้รับจากอาหาร สามารถกินได้ตามมื้อปกติ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเสริมแมกนีเซียม ควรรับประทานตามคำแนะนำบนฉลากหรือของแพทย์และเภสัชกรแม้แมกนีเซียมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท แต่ปัจจุบันยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการกินแมกนีเซียมก่อนนอนช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้ในทุกคนสำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณแมกนีเซียมจากอาหารเสริมและยาที่มีแมกนีเซียมรวมกันไม่ควรเกิน 350 มิลลิกรัมต่อวัน เว้นแต่แพทย์แนะนำ เนื่องจากการได้รับมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือปวดท้องได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินอาหารเสริมสรุป แมกนีเซียมสำคัญกว่าที่คิด เริ่มดูแลตัวเองได้จากอาหารใกล้ตัวเห็นไหมว่าแมกนีเซียมเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน ทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก และการสร้างพลังงาน แถมยังหาได้จากอาหารใกล้ตัวอย่างเมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วดำ ผักโขม ข้าวกล้อง และกล้วยสำหรับใครที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ลองเพิ่มอาหารที่มีแมกนีเซียมลงในแต่ละมื้อ พร้อมกินอาหารให้ครบ 5 หมู่และหลากหลาย เพราะสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรยาก ๆ แค่ใส่ใจสิ่งที่เรากินในทุกวันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วChill ON ขอชวนทุกคนมาเริ่มดูแลสุขภาพจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เพราะการกินดี คืออีกหนึ่งวิธีรักตัวเองที่ง่ายที่สุด