ยิ่งนอน ทำไมยิ่งล้า

HEALTHY LIFESTYLE

ยิ่งนอน ทำไมยิ่งล้า

14 ก.ค. 2026

1.หลังนอนดึก บ้าคลั่งอยากนอนต่อ

คุณคิดว่า : นอนถึงเที่ยง จะทำให้ตื่นมาพักผ่อนเต็มที่ตลอดทั้งสัปดาห์

ความจริง : นาฬิกาชีวภาพถูกรบกวน ยิ่งนอนลึก ยิ่งเพลีย ตื่นมาจะยิ่งรู้สึกอ่อนล้า

ทางเลือกที่ดีกว่า : ตั้งเวลาเข้านอนให้คงที่ทุกวัน ตื่นก่อนเที่ยง 1 – 2 ชั่วโมง จะช่วยรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพให้สมดุลค่ะ

 

2. นอนบนเตียงเล่นมือถือ = ทำให้สมองล้า!

คุณคิดว่า : นอนบนเตียง ก็แค่ผ่อนคลาย เพลินๆ ไม่เห็นเป็นไร

ความจริง : แสงสีฟ้าจากมือถือ กระตุ้นฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้สมองทำงานต่อเนื่อง ตาและคอเมื่อยล้า!

ทางเลือกที่ดีกว่า : ก่อนนอน 1 ชั่วโมง วางมือถือให้ไกลตัว

เปลี่ยนเป็นอ่านหนังสือกระดาษ หรือฟังเพลง

เปิดโหมดเครื่องบิน หรือโหมดห้ามรบกวน

 

3. แช่น้ำนาน  แช่น้ำร้อน นั่งซาวน่า = การผ่อนคลายจริงหรือ?

คุณคิดว่า : ขับเหงื่อ = ขับสารพิษ ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

ความจริง : อุณหภูมิสูง → หลอดเลือดขยายตัว  

ความดันโลหิตลดลง

หากนานเกินไป → เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย และทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานมากขึ้น ทางเลือกที่ดีกว่า : น้ำไม่ควรร้อนเกินไป จำกัดเวลา 15 – 20 นาที

หลังแช่ควรดื่มน้ำ เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ร่างกาย

 

4. ดื่มชานม / ของหวาน "เยียวยา" ตัวเอง จริงหรือ?

คุณคิดว่า : กินของหวาน หรือชานมไข่มุก ช่วยคลายความเครียด

ความจริง : น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง แล้วตกฮวบ ร่างกายยิ่งอ่อนล้า หลังจากกินหนัก ๆ พลังงานขึ้นไว แล้วลงไว ทำให้ง่วง เพลีย และอ้วนง่าย

ทางเลือกที่ดีกว่า :  ดื่มน้ำเปล่าแทน กินผลไม้หรือถั่ว ธัญพืชครั้งละนิดหน่อย

อย่าพึ่งพาน้ำตาลให้เป็นทางออก

 

5. คิดมากเกินไป "วนลูป" ตัวเอง

คุณคิดว่า : นอนแล้วจะสบายใจขึ้น คิดวนไปช่วยให้ จัดระเบียบความคิด

ความจริง : ยิ่งคิด ยิ่งเครียด นอนยาก หลับไม่ลง พรุ่งนี้ตื่นมาสมองล้า วันที่ 2 อารมณ์แย่ลง

ทางเลือกที่ดีกว่า :  เขียนความคิดออกมาบนกระดาษ หรือตั้งเวลา 10 นาที "คิดให้เต็มที่" แล้วบอกตัวเองว่า "พอแล้ว พักได้แล้ว"

หายใจลึก ๆ ผ่อนคลายก่อนนอน ทำกิจกรรมเบา ๆ ผ่อนคลาย

 

6. อยู่บ้านทั้งวัน คุณคิดว่าได้พักผ่อน แต่จริงๆแล้วร่างกายกลับยิ่งเหนื่อย!

คุณคิดว่า : ไม่ออกไปไหน คือการเก็บพลังงาน และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ความจริง : การขาดแสงแดดและการเคลื่อนไหว

การโดนแสงน้อยเกินไป

การนอนดึกและกินของที่ไม่ดี ระดับฮอร์โมนและสารเคมีในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน และพลังงานลดลง

ทางเลือกที่ดีกว่า : ออกไปรับแสงแดดอย่างน้อย 15 นาที

ขยับร่างกาย เดินเร็ว หรือออกกำลังกายเบา ๆ

นอนให้เป็นเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ

ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือทำงานอดิเรก

 

พักผ่อนให้ได้ผล ต้องนอนให้พอ ขยับร่างกาย รับแสงแดด ลดหน้าจอก่อนนอน กินอาหารที่ดี และปล่อยให้สมองได้พักบ้างนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็ม

Collector by รุ่งโนรี ’Girl Music & Travel Lover

related HEALTHY LIFESTYLE

นิ่วในไต อย่าให้เป็นซ้ำๆ

27 พ.ค. 2025

นิ่วในไต อย่าให้เป็นซ้ำๆ

นิ่วในไต (Kidney Stones) คือโรคที่เกิดจากแร่ธาตุแข็งชนิดต่างๆ ที่รวมตัวกันเป็นก้อน โดยมักเกิดขึ้นบริเวณไต แต่พบได้ตลอดระบบทางเดินปัสสาวะ และมีโอกาสเกิดได้สูงหากปัสสาวะมีความเข้มข้นจนตกตะกอนจับตัวเป็นนิ่ว นิ่วในไตอาจสร้างความเจ็บปวดทรมานให้ผู้ป่วยได้อย่างมาก หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่จนเกินไป ปิดกั้นและสร้างแผลบาดเจ็บที่ท่อไต และอาจส่งผลให้ปัสสาวะออกมาเป็นเลือดได้ รู้หรือไม่? การมีนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจร้ายแรงจนถึงเกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำให้ถึงแก่ความตายได้นะคะ อาการจะประกอบด้วย การปวดแบบเฉียบพลันเสมือนถูกมีดบาดในบริเวณช่วงเอวหรือท้องน้อย และมีปัสสาวะเป็นเลือด อาการปวดอาจอยู่นานราว 2 – 3 นาที แล้วหายไป ปวดเป็นๆ หายๆ หรืออาจปวดนานเป็นชั่วโมง หรือกว่านั้นก็ได้ค่ะ มักจะปวดตั้งแต่บริเวณเอวช่วงไตร้าวลงมาท้องน้อยฝั่งเดียวกันลงไปจนถึงท่อปัสสาวะ หรืออวัยวะเพศภายนอกได้ หรือบางรายอาจเลยไปจนถึงต้นขาด้านในก็ได้ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หรืออาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้ค่ะปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อนิ่วในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น เกลือ น้ำตาล และโปรตีนสูง3. ภาวะอ้วน น้ำหนักมากเกิน4. มีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ไตอักเสบ โรคหลอดเลือดในท่อไต ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ โรคลำไส้อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง และโรคเกาต์5. ปัจจัยทางพันธุกรรม คือพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคนิ่วมาก่อนป้องกันยังไงไม่ให้เป็นนิ่วในไตซ้ำ1. ควรดื่มน้ำปริมาณมาก ในแต่ละวันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 8 แก้วต่อวัน หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน2.อาหารจำพวกผักและผลไม้ เป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยให้ปริมาณของซิเทรต โพแทสเซียม และความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ผักผลไม้ยังมีไฟเบอร์ช่วยลดแคลเซียมในปัสสาวะได้ด้วยค่ะ3.ไขมันจากพืชและไขมันจากปลา สามารถลดปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะได้ดีกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆ ลดโอกาสการเกิดนิ่วซ้ำได้ค่ะ4.ลดอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไขมันสัตว์ อาหารหวาน เค็มมาก และอาหารที่มีกรดยูริกสูง ได้แก่ หนังสัตว์ปีก ตับ ไต ปลาซาร์ดีน การบริโภคอาหารโปรตีนสูงจะทำให้เพิ่มสารก่อนิ่วและเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วสูงมาก5.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ งา ผักโขม ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ชอกโกแลต และชา เป็นต้น ในผู้ป่วยชนิดแคลเซียมออกซาเลต หากจำเป็นต้องบริโภคควรรับประทานควบคู่ไปกับแคลเซียมหรือดื่มนมจะช่วยลดปริมาณออกซาเลตในปัสสาวะได้ค่ะ6.เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ปัจจุบันพบว่าการลดอาหารที่มีแคลเซียมในผู้ป่วยโรคนิ่ว นอกจากจะทำให้สมดุลของแคลเซียมเปลี่ยนแปลง ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกในอนาคตและยังทำให้ปริมาณสารออกซาเลตในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแคลเซียมจะไปจับและยับยั้งการดูดซึมออกซาเลตทางลำไส้จึงช่วยลดระดับออกซาเลตในปัสสาวะได้7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นเวลาอย่างน้อย 10-20 นาทีทุกวัน เช่น การเดินจะช่วยทำให้นิ่วขนาดเล็กหลุดได้ การเดินสมาธิ โยคะ ไทเก๊ก ทำให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ลดความเครียด และลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดก้อนนิ่วได้อีกด้วย ศาสตร์การแพทย์แผนจีนพบว่า มีสาเหตุจากการรับประทานอาหารที่มีรสจัด ร้อน หรือมันมากเกินไป หรือดื่มสุรามากเกินไป ก่อให้เกิดความร้อนชื้นไหลลงสู่ไตและกระเพาะปัสสาวะ หรือเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดีของทางเดินปัสสาวะก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อก่อโรค ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในระบบทางเดินปัสสาวะ หากมีการสะสมของความร้อนชื้นเหล่านี้นานจะเปลี่ยนเป็นทราย และก่อให้เกิดก้อนนิ่วขึ้นมาได้ทั้งในไตและกระเพาะปัสสาวะ เกิดการขัดขวางการไหลของปัสสาวะและหน้าที่การขับปัสสาวะตามปกติ รวมถึงขัดขวางการไหลเวียนของชี่ด้วยนะคะนิ่วในไต ป้องกันได้หลายวิธีนะคะ ว่าแล้วแอดไปดื่มน้ำเพิ่มก่อนค่ะขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

ปวดหัว มือชา ปวดไหล่ โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

09 พ.ย. 2022

ปวดหัว มือชา ปวดไหล่ โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

สมัยนี้วัยทำงาน จะนั่งอยู่แต่ออฟฟิศทั้งวัน ทำงานหนัก แล้วก็ได้โรคกลับมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว สุดท้ายก็นำเงินที่เก็บไว้ เสียไปกับค่ารักษาโรค วันนี้เราจะมาแนะนำโรคกระดูกต้นคอทับเส้นประสาท ว่ามีอาการยังไง ต้องรักษาอย่างไร และควรปฏิบัติตัวอย่างไรให้เหมาะสมค่ะ1. ปวดหัว เกิดจากการกดทับเส้นประสาทของกระดูกต้นคอ จะมีการปวดหัวเป็นไมเกรนหนักหัวหรือท้ายทอย หลายคนปวดหัวข้างเดียว ชาที่หัว ยิ่งเวลาที่เครียด จะมีอาการปวดหัวมาก เหมือนจะเอาหัวกระแทกกับผนังบ้าน และมีอาการมึนหัวร่วมอยู่บ่อยๆ ตามหลักแพทย์แผนจีน การอาการปวดหัว หมายถึง พลังเลือดลมขึ้นสู่หัวไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่าชี่ขึ้นหัวไม่ได้ เกิดจากหลอดเลือดที่ต้นคอมีเลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก จะทำให้เกิดอาการมึนหัว หรือปวดหัวได้ โดยเฉพาะเวลาเครียดจัดค่ะ2. มือชา อาการชาจะชาที่แขน หรือปลายนิ้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าหากชา 2 ข้างอาจจะต้องนึกถึงว่าตัวเองมีโรคเบาหวานหรือเปล่า หรือว่าเป็นพังพืดทับเส้นประสาทหรือไม่ อาการชามือหรือชานิ้วมือเป็นผลมาจากการทับของเส้นประสาทที่ต้นคอ อาจจะเป็นกระดูกส่วนไหนทับเส้นประสาทเส้นที่เท่าไร อาจจะต้องตรวจด้วย x-ray ในแผนปัจจุบันอาจจะให้ยารักษาปลายเส้นประสาทกับคนไข้ เช่น วิตามินบี 12 เป็นต้น3.กล้ามเนื้อบริเวณไหล่หรือต้นคอแข็ง การที่เรานั่งนานๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยไม่ขยับเลย อาจจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีอาการเกร็งเป็นระยะเวลานานๆ อาจะเกิดพังผืด หรือเป็นไตที่บ่าได้ สังเกตุเวลาไปนวด หมอนวดจะบอกว่า คอ บ่า ไหล แข็งมาก นี้แหละค่ะผลของการที่เราไม่ยืดกล้ามเนื้อหรือขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้น ในทางแพทย์แผนจีนเกิดมาจากเลือดลมเดินไม่ดี ตรงบริเวณคอบ่าไหล่ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าหรือคอแข็ง และคนไข้จะรู้สึกหนักๆ เหมือนแบกอะไรไว้ และไม่สบายบ่าเอามากๆ คิดแล้วเหมือนหนังผีไทย ที่มีคนนั่งอยู่ที่คอ ยังไงยังงั้น น่ากลัวจริงๆค่ะข้อแนะนำดีๆสำหรับคนที่มีอาการข้างต้น1.การนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือนั่งทำอะไรนานๆ ให้ลุกขึ้นมาขยับเนื้อขยับตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ทำงาน เช่น ทำงาน 40 – 50 นาที ลุกขึ้นมาหมุนบ่า ขยับหัวไหล่ 10 นาที2. เวลาใช้เมาส์ หรือใช้ดินสอเขียนหนังสือนานๆ ให้ขยับมือ และกำมือบ่อยๆ เพราะจะไม่ทำให้เกิดอาการมือชาได้ง่ายๆ3.เวลาอาบน้ำ ให้เปิดน้ำอุ่นๆ ฝักบัวพ่นน้ำไปบริเวณบ่า เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น และขับความเย็นออกจากร่างกายได้อีกด้วยค่ะ4.ไม่ควรนั่งอยู่ใต้แอร์เย็น หรือแอร์เย็นพัดลงหัว อาจจะทำให้ปวดหัวได้นะคะ5.สามารถดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้า เพื่ออุ่นกระเพาะ และไล่ลมเย็นที่พัดเข้ามาในตัวเรา6.การฝังเข็ม และการครอบแก้ว สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอที่ตึงคลายลงได้ค่ะการครอบแก้วจะช่วยดึงพิษเย็นที่อยู่ในร่างกาย สังเกตได้ว่าจุดไหนปวด จุดนั้นจะดำเป็นพิเศษการฝังเข็ม ช่วยกระตุ้นจุดที่ปวดใต้ผิวหนังชั้นลึก ทำให้คลายตัวได้ดี เลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับตัวเอง แต่ถ้าไม่แน่ใจปรึกษากับคุณหมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรานะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

3 สัญญาณบ่งบอกว่า เลือดของคุณกำลังไหลเวียนได้ไม่ดี

10 ส.ค. 2022

3 สัญญาณบ่งบอกว่า เลือดของคุณกำลังไหลเวียนได้ไม่ดี

คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะสาวๆ จะเห็นได้ชัดจากรูปร่างและผิวพรรณที่ดูมีน้ำมีนวล อิ่มเอิบ เพราะมีระบบไหลเวียนเลือดดี แต่ก็ยังมีวิธีสังเกตอาการที่กำลังบอกเราได้ว่า ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ต้องรีบบำรุงเลือดด่วนเลยนะคะ1.ผิวพรรณไม่มีน้ำมีนวล อยู่ดีๆ ผิวพรรณก็ดูหมองคล้ำ ไม่มีน้ำไม่มีนวล เป็นสิว ไม่สดใส อาจมีสาเหตุมาจากระบบหมุนเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งเลือดทำหน้าที่ขนถ่ายสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย และพาเอาของเสียออกจากเซลล์ ถ้าระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดนำพาของเสียออกไปทิ้งไม่ได้ หรือไม่มีประสิทธิภาพ เซลล์ก็จะหมองเพราะมีของเสียตกค้าง อีกทั้งเซลล์ยังไม่ได้รับสารอาหารกับออกซิเจนที่เพียงพอจากระบบไหลเวียนเลือดอีกด้วยค่ะ2.ประจำเดือนมาไม่ปกติ ประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือนานกว่าปกติ เช่น ประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน, ต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 1 แผ่นต่อชั่วโมง หลายชั่วโมงติดต่อกัน, ประจำเดือนปนลิ่มเลือดขนาดใหญ่, รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างการมีประจำเดือน อาการเหล่านี้ล้วนแต่ควรต้องไปปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ แบบมามากเกินไป หรือมีอาการข้างต้นด้วยแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ และอาจทำให้เกิดภาวะซีดจากการเสียเลือดมากกว่าปกติ อันนำไปสู่ภาวะโลหิตจางอีกด้วย ประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ คือ เลือดที่ออกมาในช่วงที่คุณมีประจำเดือน แต่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ หรือมาไม่เกิน 2 วัน โดยอาจจะเป็นเลือดหยดๆ หรือเปื้อนผ้าอนามัยเพียงเล็กน้อย แบบนี้เป็นอาการประจำเดือนมาไม่ปกติที่อาจเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน ความเครียด หรือการขาดสารอาหารบางชนิด ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด3.เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ทำกิจกรรมประจำวันปกติ แต่กลับรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น หายใจลำบากขณะออกแรง มึนงง วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว มือเท้าเย็น ผิวซีดเหลือง เจ็บหน้าอก ใจสั่นไหว ฯลฯ เป็นอาการของผู้ที่มีภาวะโรคโลหิตจาง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ โดยสูญเสียธาตุเหล็กออกไปกับประจำเดือนนั่นเองค่ะ คุณมี 3 สัญญาณนี้อยู่รึเปล่า อย่าลืมสังเกตอาการตัวเองนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจาก Green Wave ค่ะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

น้ำมูกสีนี้. . . ร่างกายกำลังบอกอะไรกับคุณ ?

21 ต.ค. 2025

น้ำมูกสีนี้. . . ร่างกายกำลังบอกอะไรกับคุณ ?

รู้หรือไม่ น้ำมูกประกอบขึ้นมาจาก น้ำ โปรตีน แอนติบอดี้ และเกลือ ซึ่งสีของมันสามารถชี้วัดสุขภาพของเราได้สำหรับสีของน้ำมูกแบ่งออกเป็นตามนี้ค่ะ1. น้ำมูกใสเป็นอาการปกติของคนสุขภาพดี อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่ออากาศหนาวมาก เจอลม คนที่เป็นภูมิแพ้ก็จะเกิดน้ำมูกใสๆไหลตอนเช้าได้ แพทย์แผนจีนแนะนำดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกเช้าค่ะ2. น้ำมูกขาวขุ่นเป็นอาการของคนเริ่มจะมีอาการหวัด น้ำมูกไปคลั่งอยู่ในโพรงไซนัสก่อนจะออก ทำให้สะสมและหนาแน่น มักจะเหนียว หรือแห้งไปแล้ว ก็เลยทำให้เวลาสั่งก็จะออกมาพร้อมกับน้ำมูกใสๆ เริ่มจะไม่สบาย แพทย์แผนจีนแนะนำกินน้ำเก๊กฮวย น้ำใบหม่อน น้ำขิงได้เหมือนกันค่ะ3. น้ำมูกเหลืองบางคนเหลืองมาก เหลืองน้อย บางคนเขียวเลย เป็นก้อนๆ คืออยู่ในขั้นที่ติดเชื้อไวรัสมา และแอนติบอดี้กำลังต่อสู้กับเชื้อโรคไข้หวัด เราอาจจะทานวิตามินซี ยาแก้แพ้ และนอนหลับให้เพียงพอ ถ้าแพทย์แผนจีนจะให้ยาขับปอดร้อน เพราะเชื่อว่าปอดร้อนหรือลมร้อนมากระทบปอด เป็นสาเหตุทำให้น้ำมูกเขียวข้น บางคนนอนไม่พอทำให้ภูมิคุ้มกันถอย ก็อาจจะทำให้เป็นหวัดมีไข้จริงๆได้ แพทย์แผนจีนแนะนำ เก๊กฮวยใบหม่อน ดอกสายน้ำผึ้งช่วยลดปอดร้อนได้นะคะ4. น้ำมูกเขียวเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของเราต่อสู้กับเซลล์เชื้อโรค แต่ในระยะที่น้ำมูกสีเขียวนี้ นอกจากติดเชื้อแล้วสำหรับบางคนอาจมีไข้ไปแล้วก็ได้ เริ่มมึนๆ ร้อนๆ หนาวๆในแพทย์แผนจีนเรียกว่าร้อนลงปอด มีเสมหะขุ่นข้น ความร้อนค้างอยู่ในปอด ทำให้เกิดเสมหะร้อน และปอดชื้น ระยะนี้เราควรลดความร้อนในปอด ขับเสมหะที่อยู่ในปอด และบำรุงปอดให้แข็งแรง แต่หากแข็งแรงมากๆ อาจจะสีนี้อยู่ไม่กี่วัน ล้างจมูกและนอนให้เพียงพอ แพทย์แผนจีนแนะนำ เก๊กฮวย หวีซิงเฉ่า เปลือกส้ม ช่วยลดปอดร้อน ขับปอดชื้น5. น้ำมูกใสมีสีแดงหรือเป็นก้อนแดงๆแสดงว่าภายในจมูกมีแผลอยู่ เนื่องมาจากเส้นเลือกฝอยในโพรงจมูกแตก อาจจะมาจากเราเอานิ้วไปแคะ หรือภายในโพรงจมูกมันแห้งมาก อยู่ประเทศที่มีอากาศหนาวและแห้ง และมีอีกสาเหตุคือถ้าผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดโพรงจมูกในระยะแรกก็อาจจะมีก้อนเลือดที่ยังค้างอยู่ข้างในถูกขับออกมาก็ได้ค่ะ บางคนเป็นภูมิแพ้ก็ทำให้มีเลือดออกได้เหมือนกันนะคะ แพทย์แผนจีนเรียกว่าปอดร้อนแห้งกระทบเส้นเลือด แนะนำกินถั่วเขียว มะระ น้ำแกงต่างๆเป็นประจำ ไม่รับประทานของเผ็ดร้อนอย่างพวกขิง พริก ที่ทำให้ร่างกายร้อนจัด6. น้ำมูกสีน้ำตาลสีนี้ก็ยังคงเป็นเซลล์เม็ดเลือดนะคะ แต่ว่าอาจจะมอยู่นานใกล้จะหมดแล้วค่อยออก ก็เลยเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีน้ำตาล อาจจะมาจากมีน้ำมูกสีแดง และเปลี่ยนเป็นน้ำตาลค่ะ7. น้ำมูกสีดำปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำมูกสีดำมีหลายอย่าง กรณีแรกเป็นผู้ป่วยที่ชอบสูบบุหรี่ มีอาการติดเชื้อของระบบหายใจของร่างกายได้ อีกกรณีคือคุณไปเจอมลภาวะคือ เดินอยู่ข้างถนนมีควันรถท่อไอเสียต่างๆ อากาศในเมือง อีกทั้งแม้แต่นักเคมีหรือวิศวกร ช่างเทคนิคที่ทำงานอยู่ในไซท์งานที่ต้องเจอฝุ่นละออง กลับบ้านพบว่าน้ำมูกมีสีดำๆ เขม่าๆได้เช่นกัน ถ้าเป็นแบบนี้ก็ควรล้างจมูก ไม่ควรเอานิ้วไปแคะแกะเองนะคะ ล้างจมูกเพื่อเอาสิ่งสกปรกออก แพทย์แผนจีนแนะนำ กินเก๊กฮวย แปะฮัก กิกแก้(桔梗) เหล่านี้ช่วยบำรุง ลดปอดร้อน ทำให้ปอดแข็งแรงสีของน้ำมูกสามารถช่วยบอกสัญญาณสุขภาพเบื้องต้นได้นะคะ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น ไข้สูง ปวดหัว หรือไอเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมนะคะ ^^ขอบคุณข้อมูลและความรู้ดีดีจากคุณหมอตี้ค่ะ Facebook : ดร เยาวเกียรติ แพทย์จีน ฝังเข็มCollector by รุ่งโนรี ’Girl Music Travel Lover

album
greenwave
-

-