ผมโดนภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันมา 7 ปี ทักแชทมาบอกเลิก เพราะผมเปิดประตูคอนโดให้ผู้หญิงคนอื่น ถึงตอนนี้จะดีกันแล้ว แต่ผมก็ระแวงและทำตัวไม่ถูกเลย ทำยังไงดีครับ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมโดนภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันมา 7 ปี ทักแชทมาบอกเลิก เพราะผมเปิดประตูคอนโดให้ผู้หญิงคนอื่น ถึงตอนนี้จะดีกันแล้ว แต่ผมก็ระแวงและทำตัวไม่ถูกเลย ทำยังไงดีครับ?

11 ก.ย. 2026

ผมโดนภรรยาที่แต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกันมา 7 ปี

ทักแชทมาบอกเลิก เพราะผมเปิดประตูคอนโดให้ผู้หญิงคนอื่น

ถึงตอนนี้จะดีกันแล้ว แต่ผมก็ระแวงและทำตัวไม่ถูกเลย ทำยังไงดีครับ?

        ‘คุณหมูยอ’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย’ เกี่ยวกับเรื่องที่เขาโดนภรรยาบอกเลิกเพราะเรื่องที่เขาเองดันไปเปิดประตูให้ผู้หญิงคนอื่น

        ‘คุณหมูยอ’ อายุ 37 ปี ได้เล่าว่าคบกับแฟนมา 3 ปี และแต่งงานกันมาเกือบ 7 ปี มีลูกวัย 3 ขวบกว่าด้วยกันหนึ่งคน ปัจจุบันคุณหมูยอทำงานอยู่ต่างจังหวัด ส่วนภรรยาเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ดูแลลูกอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้จะได้เจอกันแค่ช่วงวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์จนถึงเช้าวันจันทร์เท่านั้น

        พอมีลูก คุณหมูยอก็ไปโฟกัสที่ลูกเยอะจนบกพร่องเรื่องความเอาใจใส่ภรรยา ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็มีบ้างที่ภรรยางอน แต่คุณหมูยอก็เล่าว่าพยายามรับฟัง และคอยปรับตัวมาตลอด

        จนกระทั่งวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระหว่างที่คุณหมูยอกำลังวุ่นวายกับการหอบกระเป๋า และจูงมือลูกเพื่อไปโรงเรียน ในตอนนั้นเองที่ยืนรอลิฟต์อยู่ ก็ได้เอื้อมไปแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินตามมาพอดี ตอนนั้นคุณหมูยอก็ยังไม่ทันสังเกตว่าภรรยาไม่พอใจ จนช่วงเย็นที่คุณหมูยอกำลังเดินทางกลับต่างจังหวัด ภรรยาก็แชทมาบอกว่าไม่โอเคที่ไปเปิดประตูให้ผู้หญิงคนอื่น มันเหมือนกับว่าไปเทคแคร์ผู้หญิงคนอื่น เพราะกับตัวเธอเองคุณหมูยอยังไม่เทคแคร์ขนาดนั้นเลย และยังพิมพ์ต่อว่า ‘งั้นเลิกกันเถอะ’ คำนี้ทำให้คุณหมูยอรู้สึกเสียใจมาก ๆ จึงได้แต่พิมพ์ขอโทษซ้ำ ๆ โดยไม่เถียงกลับไปเพื่อให้ภรรยารับรู้ว่าเขาเสียใจจริง ๆ แต่คุณหมูยอก็ยอมรับว่าอาจจะผิดที่โฟกัสแต่ลูกจนลืมเทคแคร์ภรรยาไปตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เช่น เดินนำหน้าโดยไม่ช่วยถือของ หรือไม่ได้จับมือกันเวลาเดินไปไหนมาไหนเหมือนเมื่อก่อน เพราะต้องคอยอุ้มและวิ่งตามจับลูก

        ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณหมูยอและภรรยาจะกลับมาคุยกันเป็นปกติแล้ว แต่ความสัมพันธ์และความรู้สึกของคุณหมูยอก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะกลายเป็นคอยระแวง กังวล และกลัวว่าจะทำอะไรพลาดจนภรรยาไม่โอเคและขอเลิกอีก จึงอยากปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่าจะจัดการกับความรู้สึกระแวงนี้อย่างไรดี

        เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า “สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาฟิวส์ขาด เพราะการเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ดูแลลูกวัย 3 ขวบที่กำลังปั่นป่วน มันเป็นภาระที่หนักมาก ประกอบกับพฤติกรรมความเอาใจใส่ของคุณหมูยอที่เคยมีให้กันมันหายไป พอมาเจอเรื่องเปิดประตูก็เลยทำให้เขาระเบิดออกมา

        ภรรยาต้องเสียสละร่างกายตั้งแต่ตอนตั้งท้อง ดังนั้นคุณหมูยอต้องทำให้เขารู้สึกว่ายังได้รับความรักอยู่เสมอ ต้องสื่อสารให้เขาฟังบ่อย ๆ ว่าต่อให้มีลูกก็จะยังแบ่งความรักให้ภรรยาเท่าเดิม ให้เขาเป็นเบอร์หนึ่งทั้งกับลูกและกับสามี เพื่อให้เขามีแรงใจในการเป็นแม่ และรับมือกับลูกต่อไป แม้ในทางปฏิบัติเราอาจจะดูแลได้ไม่เท่าเดิม เพราะต้องคอยช่วยดูแลลูกที่ยังเล็ก แต่ถ้าเราสื่อสารให้มากขึ้น ปัญหาแบบนี้ก็จะไม่เกิด พยายามปรับความเข้าใจกันและเตือนตัวเองว่าอย่าลืมเอาใจภรรยาบ้าง”

        ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “ในมุมของภรรยา เขาไม่ได้มองแค่เรื่องเปิดประตูให้คนอื่น แต่เขามองว่าการที่คุณหมูยอทำแบบนี้คือไม่ได้คิดถึงและไม่ได้แคร์เขาเลย ความรู้สึกมันคงสะสมมาเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกทนไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจบอกเลิก ซึ่งก็ยังดีที่เขาเลือกวิธีนี้ดีกว่าการไปมีคนอื่น เพราะเขาแค่อยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้คุณหมูยอรู้ตัวสักที สิ่งที่คุณหมูยอต้องทำคือทำให้เขาเห็นว่าเรารู้สึกอย่างไร และให้เขารู้ว่าในโฟกัสของเรายังมีเขาอยู่ด้วย พยายามบาลานซ์ความรักให้ทั้งคู่เท่า ๆ กันเหมือนกับที่พี่เผือกพูดไปก่อนหน้านั้น พร้อมทั้งรับฟังและถามภรรยาตรง ๆ ว่าเขาต้องการอะไร”

        ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจพี่อ้อย’ ว่า “ด้วยความที่ความรักนี้เป็นรักทางไกล มันอาจจะทำให้มีความหวั่นไหวและเปราะบางมากกว่าปกติ ผู้หญิงเองบางทีก็ไม่ได้ชอบความงี่เง่าของตัวเองหรอก แต่ความเหนื่อยล้ามันทำให้รู้สึกไปแบบนั้น ยังดีที่คุณหมูยอเป็นคนที่พยายามจะใส่ใจเขา แต่อยากให้พยายามทำให้ออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ เขาไม่ใช่แค่คนเลี้ยงลูก แต่เขาคือภรรยา อยากให้กลับมาเติมเต็มภาษาทางกาย เช่น กอดกัน จุ๊บกัน หรือบอกคิดถึงกันให้มากขึ้น รวมถึงคำว่าขอบคุณก็สำคัญมาก ลองขอบคุณที่เขาดูแลลูกอย่างดีจนเราไม่ต้องกังวล การที่ภรรยาคอยเป็นลมใต้ปีกให้แบบนี้ อย่างน้อยก็ควรทำให้วันธรรมดาที่เจอกันกลายเป็นวันพิเศษ เติมพลังใจให้เขารู้สึกว่าเขายังเป็นคนสำคัญในใจเราเสมอ ไม่ใช่แค่ลูก”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชอบเจอคนบังคับให้ดื่ม แล้วพูดว่า "ดื่มหน่อยน้อง บรรยากาศจะได้สนุก" แต่เราโดนบังคับแบบนี้ไม่สนุกเลย บางทีไม่เมาก็จอยได้ ทำไงดีไม่ชอบคนแบบนี้เลย

10 พ.ย. 2023

ชอบเจอคนบังคับให้ดื่ม แล้วพูดว่า "ดื่มหน่อยน้อง บรรยากาศจะได้สนุก" แต่เราโดนบังคับแบบนี้ไม่สนุกเลย บางทีไม่เมาก็จอยได้ ทำไงดีไม่ชอบคนแบบนี้เลย

“คุณมิน (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนที่ชอบชวนให้ออกไปดื่ม แต่ด้วยส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื่มเลย กลายเป็นว่าอึดอัดเวลามีคนชวนไปสังสรรค์ โดย “คุณมิน (นามสมมติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘ส่วนตัวเราเป็นคนที่ไม่ชอบสังสรรค์ และไม่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ด้วยหน้าที่การงานที่เราทำ ก็มักจะมีรุ่นพี่ในบริษัทชวนออกไปสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง หรือมีบางโอกาสที่ต้องไปร่วมเพราะบริษัทมีจัดเลี้ยงสังสรรค์ ด้วยความที่เราเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดในงาน จึงมักจะเป็นจุดสนใจของทุกคน เพราะทุกครั้งที่เราปฎิเสธก็จะเป็นการไม่รักษาน้ำใจ เพราะเขาก็ชงมาให้เราแล้ว ถ้าไม่ดื่มแล้วใครจะดื่ม หลังจากที่เราทำงานอยู่ที่เก่าได้ประมาณปีกว่า ๆ ก็ย้ายบริษัทออกมาทำงานอีกที่หนึ่งแทน แต่ปัจจุบันก็ยังเจอเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่รู้จัก เวลาชวนออกไปสังสรรค์ก็รู้ว่าไม่ชอบดื่ม แต่ทุกครั้งที่ไปก็มักจะบังคับให้ดื่มทุกครั้ง มันทำให้เรารู้สึกอึดอัดมาก และไม่อยากทำให้บรรยากาศเสีย เราจึงต้องยอมดื่ม ปัญหานี้มันเกิดขึ้นกับเรามาเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานที่ชอบชวนดื่มอย่างเดียว สังคมรอบข้างที่สนิทก็มักจะบังคับให้ดื่มอยู่บ่อยเหมือนกัน วันนี้เลยอยากปรึกษาว่า ดีเจทั้งสามคน มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคนประเภทนี้ ที่ชอบมักจะชวนดื่มอยู่ตลอด พวกเขาต้องการอะไร? เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่กับแค่คนในริษัทอย่างเดียว แต่สังคมรอบข้างที่รู้จักก็มักจะบังคับให้ดื่มเหมือนกัน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ส่วนตัวพี่เอง ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ไม่สามารถปฎิเสธได้ เพราะก็มักจะปฎิเสธตลอด ตัวเองมีอาการแพ้เหล้า ดื่มไม่ได้ ร่างกายมันต่อต้าน และก็จะบอกไปเลยว่าไม่ชอบดื่ม และตั้งแต่ทำงานเป็นดีเจหรืองานในบริษัท ก็ไม่เห็นมีใครมาบังคับให้ดื่ม แต่ถ้ามีโอกาสไปร่วมงานสังสรรค์ เราก็สามารถเมาดิบได้ สามารถสนุกได้โดยที่ไม่ต้องดื่ม เพราะส่วนตัวพี่ไม่ได้เป็นคนที่ชอบสังสรรค์ เวลาที่ไปก็จะกลับเร็ว จึงแนะนำว่าถ้าจะให้อ้างเหตุผล ก็ควรจะอ้างเรื่องของสุภาพว่า แพ้แอลกอฮอล์ โรคตับ หมอบอกห้ามดื่ม วันก่อนที่ไปค่าตับขึ้น เดี๋ยวเต้นให้แล้วกัน อะไรก็ได้อ้างไป หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือไม่ต้องไปเลย ถ้าจะตกงานเพียงเพราะไม่ได้ดื่มก็หางานใหม่ เพราะในว่ารูปแบบงานบางงาน มันก็มีวัฒนธรรม หรือต้องไปดื่มจริง ๆ คนหมู่มากที่เขาทำงานก็ชอบสังสรรค์เป็นเรื่องปกติ ถามว่าคนหมู่น้อยอยู่ได้มั๊ย มันก็อยู่ได้แหละ แค่เรากล้าปฎิเสธหรือเปล่า หลักแน่นมากพอหรือเปล่า แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ก็หางานใหม่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็อย่าไปยุ่งชีวิตเขา เขาจะเอาอะไรเข้าร่างของเขามันเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะส่วนตัวพี่เองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบดื่มเหมือนกัน ถึงแม้ในวงการบันเทิงมักจะมีการสังสรรค์อยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะปฎิเสธตลอด จึงแนะนำว่าให้กล้าปฎิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ดื่ม สัญญากับแม่ว่าจะไม่ดื่ม พี่ชายเคยเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำตาย เราไปอยู่ในงานนั้นก็พอแล้ว เราสนุกกับงานได้โดยไม่ต้องกินเหล้า หรือว่าเลี่ยงการไปงานสังสรรค์ไปเลย ปิดจบกันที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เสนอไปเลย 3 ทางเลือกคือ 1. บอกไปว่าเป็นโรคตับ วันนั้นไปตรวจมา ปรากฏว่าตับอักเสบ ดื่มไม่ได้จริง ๆ ให้ยืนยันเสียงแข็งว่าดื่มไม่ได้ สักวันหนึ่งเขาคงรู้แหละว่าเราไม่ดื่ม 2. ถ้าไม่อยากอยากให้มันเสียบรรยากาศเราก็จิบ ๆ ได้ นั่งสักพักพอทุกคนเริ่มได้ที่แล้ว เราก็แอบหนีกลับบ้านไปเลย 3. ถ้าเราอยากอยู่ทั้งคืน ก็เนียน ๆ ไป เราก็ผสมโคล่าเพิ่มเข้าไป แก้วแรกอาจจะเป็นเหล้าปกติ แก้วต่อไปก็เป็นโคล่าไปอย่างเดียว จะได้ไม่เสียบรรยากาศ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

06 ต.ค. 2025

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรมสนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆงานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ หนูจะปรับมายเซ็ตตัวเองยังไงดีคะ?ใครที่เป็น First Jobber แบบหนู แล้วเจอปัญหานี้... มาเล่าให้ฟังทีค่ะ ขอบคุณนะคะ “คุณฟ้า (นามสมมติ)” อายุ 23 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [1 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการทำงานในมุมของ First Jobber ที่เทียบกับตอนเรียนแล้วแทบจะไม่เหมือนกันเลย โดย “คุณฟ้า (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูพึ่งเรียนจบ แล้วมีความเครียดว่าทำไมชีวิตทำงานกับชีวิตวัยเรียนมันต่างกันขนาดนี้ เข้าใจว่ามันต้องต่างเพราะชีวิตมันต้องจริงจังมากขึ้น แต่เรามีความรู้สึกว่าเราเครียดแล้วก็แพนิก จนกระทบกับสุขภาพ เวลาเครียดแล้วปวดท้อง คือหนูพึ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว ได้งานมาเรื่อย ๆ ย้ายงานบ้างเพราะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง เรื่องสังคมด้วย เรื่องการเดินทางไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องสังคม มันทำให้เราเครียด ลดทอนความเป็นตัวเองไป ตอนฝึกงาน หนูฝึกสายที่ไม่ชอบ แต่คิดในแง่ดีว่าเราจะได้รู้ว่าเราไม่ชอบอะไร จะได้ไปต่อถูก พอจบมาระหว่างที่เรียนและหางาน หนูได้ทำงานพิเศษบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีไฟจะเลือกบริษัทที่เราอยากทำงาน รู้สึกว่าถ้าทำในสายที่เราทำตอนฝึกงาน มันยังไม่ใช่ตัวเอง แล้วก็เครียดมาก พอมาเจอที่นึงสังคมดีมาก ทุกอย่างดี แต่ด้วยความที่หนูต้องทำงาน 6 วัน บางทีก็ 7 วัน เพราะระบบยังไม่คงที่เท่าไหร่ อีกอย่างไกลบ้านมาก ๆ ถ้าหนูเอารถที่บ้านไปใช้ ที่บ้านก็จะไม่มีรถใช้ เดินทางลำบากด้วย สุดท้ายหนูก็ได้ที่ทำงานใหม่ ส่วนงานที่ 2 กับงานที่ 3 เป็นงานปัจจุบัน ลักษณะงานมันคล้ายกับตอนฝึกงานมากเลย แต่หนูก็คิดว่า ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราทำ 5 วัน เป็นการฝึกตัวเองด้วย ปรับตัวเอา ปรากฎว่าเราทำงานกับคนที่อายุเยอะ เป็นคนพูดจาเสียงดัง ไม่สอนงาน บ่น ซึ่งงานมันเป็นเรื่องวิชาการที่ละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบมาก ๆ มีความกดดัน งานก็ไม่เป็นเวลา จนเราเกิดความเครียด แพนิก ไม่มั่นใจในตัวเอง ไมเกรนขึ้น ปวดท้อง เลยจะถามว่า หนูควรจะทำยังไงดี? ไปทำงานอื่นดีไหม หรือว่าจะทนทำสายเดิม แล้วพี่ ๆ เคยประสบปัญหาเหมือนหนูไหม พี่ ๆ จัดการกันยังไงคะ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ฟังตอนแรกรู้สึกว่ามันหนัก ดูมีผลกระทบต่อชีวิตฟ้าค่อนข้างรุนแรง แต่ถ้าจัดกรุ๊ปให้ดี มันมีแพทเทิร์นบางอย่างอยู่ คือ 2 งานหลังมันประเภทเดียวกันกับตอนฝึกงาน แล้วฟ้าท็อกซิกหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดกรุ๊ปให้ดี ฟ้าจะรู้อย่างชัดเจนเลยว่าฟ้าอาจจะไม่เหมาะกับสายวิชาการ แต่งานที่ 1 ถ้าไม่นับเรื่องไกลบ้าน เราทำแล้วมีความสุข ภูมิใจในตัวเอง เรารู้สึกว่าเราทำมันได้ดี เราแค่เจองานที่มันไกลบ้าน เพราะฉะนั้นพี่เชื่อเหลือเกินว่าจะมีงานในรูปแบบนี้ แต่เป็นบริษัทอื่น หรือใกล้เคียง ที่ทำให้ฟ้ายังได้ใช้สกิลวิทยาศาสตร์อยู่ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน ลองดูใต้โต๊ะทำงาน แล้วก็เข้าสปอนของรายการนั้นก็ได้เป็น Application หางาน มีแน่นอนสายเบจวิทยาศาสตร์ที่หนูทำงาน เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งคิดว่าฉันจะไม่มีทางไป มันมีทางหนึ่งอยู่ที่ฟ้าเคยไปแล้วมันดีด้วย แต่แค่ว่าเราเจอปัญหาหนึ่งอยู่ แต่เรารู้แล้วแหละว่าเรามีความสุข ลองค้นหาทางนั้นเพิ่ม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จากที่พี่ฟังนะ หนูจะไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องการหางานหรอก เพราะหนูเป็นคนเก่ง มีความพยายามด้วย แค่ตอนนี้ยังไม่ลงตัว ซึ่งมันต้องใช้เวลา อย่างที่พี่เผือกบอกว่ามันชัดเจนว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับงานวิชาการ ถ้าเทียบกับงานแรกเรามีความสุขกว่า แค่เราเจองานที่ไกลบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้มีงานลักษณะนี้แค่บริษัทเดียวหนิ สำหรับพี่ เราทำงานเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นนะ การทำงานแล้วสุขภาพเราแย่ลง ก็คือชีวิตเราแย่ลงนะ ซึ่งพี่จะไม่เลือกแบบนั้น สุดท้ายจะฝากไว้ว่าชีวิตทำงานมันไม่ได้สนุกเหมือนตอนวัยเรียนนั่นแหละ อันนี้ต้องทำใจ นี่แหละโลกความเป็นจริง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่เคยเสียดายในสิ่งตัวเองเรียนมาเลย ส่วนงานที่พี่เลือกทำ พี่เลือกทำในสิ่งที่พี่ชอบ แล้วมันก็ทำให้พี่มีความสุขกับการทำงานมาก ๆ สำหรับฟ้า พี่คิดว่าการทำงานมันควรจะมีความสุข แต่พอฟ้ามีเรื่องเงินเข้ามา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ งานนี้ที่ทำมันยังออกไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังไม่มีงานใหม่ แต่ถ้าได้งานใหม่ที่เรารู้สึกว่าตรงกับความสุขตัวเอง ไม่ต้องไปเสียดายเลยที่เรียนมา 4 ปีอะ เอาความสุขเป็นที่ตั้ง เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็เจอ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เรามีเพื่อน 2 คนที่คบกันมา 10 กว่าปี แล้วก็มีแฟนที่คบกันมา 7-8 ปี หลังๆพอเพื่อนนัด เราเทเพื่อนไป 2-3 ครั้งแล้ว เพราะต้องไปเจอ ไปอยู่กับแฟน จนตอนนี้เพื่อนสนิท ค่อยๆเฟดหายไปจากเรา เราอยากได้วิธีบาลานซ์ความสัมพันธ์ ระหว่าง เพื่อน กับ แฟน จังเลยค่ะ

09 ธ.ค. 2024

เรามีเพื่อน 2 คนที่คบกันมา 10 กว่าปี แล้วก็มีแฟนที่คบกันมา 7-8 ปี หลังๆพอเพื่อนนัด เราเทเพื่อนไป 2-3 ครั้งแล้ว เพราะต้องไปเจอ ไปอยู่กับแฟน จนตอนนี้เพื่อนสนิท ค่อยๆเฟดหายไปจากเรา เราอยากได้วิธีบาลานซ์ความสัมพันธ์ ระหว่าง เพื่อน กับ แฟน จังเลยค่ะ

“คุณหวาน (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ [4 ธ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแฟน โดย “คุณหวาน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทกับแฟน หวานมีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้หญิง ในกลุ่มจะมีอยู่สามคน เราอะคบกับเพื่อนกลุ่มนี้มาตั้งแต่มัธยม เลยสนิทกันมาก คุยกันทุกอย่าง คุยกันแทบทุกวัน จากตอนนั้นถึงตอนนี้ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว และจะมีช่วงขึ้นมหาวิทยาลัย แต่ละคนก็เรียนมหาลัยคน จึงใช้วิธีการคอลคุยกัน ถ้าวันว่างก็จะมาเจอกัน เราจะปรึกษาปัญหาชีวิตกันทุกอย่าง แต่ปัญหามันเริ่มจากที่หวานมีแฟน และหวานก็คบกับแฟนคนนี้มาตลอดระหว่างที่มีเพื่อนกลุ่มนี้ จนตอนนี้คบกันมาเข้าปีที่ 7-8 แล้ว ก็คือไม่ได้มีปัญหาอะไรกับแฟนเลย คบกับแฟนปกติดีทุกอย่าง แต่ว่ามันจะมีช่วงเวลาที่เรานัดเพื่อน แล้วทีนี้บางครั้งมันมีเหตุให้ต้องยกเลิกนัดของเพื่อน แล้วไปกับแฟน มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง จนครั้งล่าสุดเรานัดกัน แต่หวานยกเลิก เพราะว่าแฟนหวานไปทำงานต่างจังหวัด ไม่ได้กลับมานาน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากลับมากรุงเทพฯพอดี ถ้าได้ไปเจอ ก็จะไม่ได้เจอแฟนอีกเป็นอาทิตย์ หวานก็เลยขอยกเลิกนัดเพื่อน จริงๆก็คือขอเลื่อนเป็นวันอื่น แต่เพื่อนไม่ว่าง เพื่อนก็เลยไปกันสองคน หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หวานก็รู้สึกว่าในกลุ่ม หวานจะมีกลุ่มไว้คุยกันสามคนกับเพื่อน ในกลุ่มจะคุยกันในเรื่องต่างๆ เรื่องนู้น เรื่องนี้อยู่ตลอด แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น ในกลุ่มคือเงียบมาก ไม่มีการเคลื่อนไหว หรือพูดคุยอะไรกันเลย เลยรู้สึกว่ามันแปลกๆ หวานก็ได้ทักเพื่อนคนหนึ่งไปก่อน สมมติว่าชื่อ ‘เอ’ หวานก็ทักเอไปว่า ‘บีเป็นอะไรหรือเปล่ามันเงียบๆไปนะ’ เอก็ตอบว่า ‘มึงอะชอบเทนัด พวกกูนัดมึงก็ไม่อยากจะมา ถ้ากูคุยแล้วกูนัดมึง มึงก็เทกูอีก’ หวานก็เลยอธิบายไปว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นเพราะอะไร เพื่อนก็ได้บอกกลับมาว่าเข้าใจ หลังจากนั้น หวานก็ทักไปหาบี เพื่อที่จะให้บีเข้าใจตรงกัน บีก็บอกว่าบีอะไม่ได้โกรธนะ แต่บีพูดมาประโยคหนึ่งว่า ‘ชีวิตของหวานตอนนี้ ไม่ได้ต้องการออกมาเจอพวกเขาเหมือนเดิมแล้ว’ ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้คือเราไปไหนไปกัน ดึกขนาดไหน ตีหนึ่งตีสองไปหมด แต่ด้วยความที่หวานมีแฟน ก็เลยต้องแบ่งเวลา การจะไปข้างนอกแล้วกลับดึกๆมันก็เลยทำไม่ได้แล้ว เพราะมันมีคนที่รอหวานกลับบ้านเหมือนกัน และก็อยากจะมีเวลากับแฟนด้วย คือหวานไม่ได้อยู่กับแฟนทุกวัน หวานต้องแบ่งให้เวลากับที่บ้านด้วย แฟนด้วย เพื่อนด้วย หวานเลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเป็นพี่ๆจะมีวิธีการจัดการปัญหา เกี่ยวกับการบาลานซ์เวลาระหว่างเพื่อนสนิทกับแฟนยังไง? แล้วหวานควรจะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้? คือหวานพยายามทักไปบอกเพื่อนแล้ว เพื่อนบอกว่าไม่ได้โกรธ แต่ตอนนี้ทุกอย่างคือไม่เหมือนเดิมเลย ความสัมพันธ์ตอนนี้คือไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนนี้หวาน 28 เดี๋ยวซัก 30 กว่าหวานจะชิว แล้วหวานก็จะอยู่กับแฟน พี่เคยมีเพื่อนเป็นชะนีล้วนจากมหาวิทยาลัย สนิทกันมาก เจอกันทุกวัน ไปนอนค้างด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันเกือบทุกอาทิตย์ แต่พอเพื่อนมีแฟน พี่ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้ได้ เคยผ่านช่วงงอนมาแล้ว เคยด่ากันจนถึงขนาดออกกลุ่มมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพื่อนกันจนถึงทุกวันนี้ และยังไปกินข้าวกัน แต่ว่าเหลือแค่สามเดือนครั้งแล้วตอนนี้ จากกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เจอกันได้ทุกอาทิตย์ แต่เราก็ไม่ได้โกรธอะไรกันแล้ว ทุกวันนี้ตอนอายุ 43 ความสัมพันธ์ ความรัก มันยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เข้มข้นแบบเมื่อก่อนแล้ว เมื่อต่างคนต่างมีคู่ชีวิต เขาจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น พี่ว่ามันเกิดขึ้นได้และเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ เราก็ต้องเข้าใจเพื่อนว่าเขามีสิทธิที่จะรู้สึกแบบนั้น มันต้องยอมเป็นไปตามเงื่อนไขของชีวิตตัวเอง ความสำคัญมันไม่เหมือนกันอีกต่อไปแล้ว’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ามันเป็นไปตามวัย อย่างตอนอายุ 15 มีแฟนแล้วเพื่อนบอกให้เลือกกับแฟน พี่ก็เลิกเลยนะ กับแฟนคนแรกโดยที่ไม่ได้ทะเลาะกัน คือเพื่อนต้องมาก่อนตอนนั้น พอเราโตมาเลยรู้ว่ามันก็ไม่ใช่เพื่อนที่ดี แต่เราเสียผู้ชายที่ดีไปแล้ว หลังจากโตมากขึ้น เพื่อนก็ต้องรู้ว่าผู้ชายสำคัญ เพราะเวลาที่มึงมีแฟน กูก็จะไม่ห้ามมีสักคำ ต่อให้มึงนัดกับกูว่าจะออกมา แต่อยู่ ๆ ผู้ชายโทรตาม กูก็จะบอกว่าโอเคไปหาผู้ชายก่อน เพื่อนมาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจเปลี่ยนเพื่อน พี่รู้สึกว่าอายุ 28 แล้วมันไม่ใช่เด็กแล้ว มันต้องรู้ว่าผู้ชายสำคัญมากแค่ไหน เวลาเรามีแฟนเราอยากอยู่กับแฟนอยู่แล้ว เพื่อนมีหน้าที่ซัพพอร์ตเรา สมมติว่า อะวันนี้ฉันมีผู้ชายนะ ต้องคุยกับเพื่อนให้เข้าใจเลยว่า เธอฉันมีผู้ชาย ฉันอยู่กับผู้ชายก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับมาหาเธอ เธอโอเคไหม ถ้าเขาไม่โอเคเปลี่ยนเพื่อนเลย หาเพื่อนผู้หญิงที่มันแมน ๆ มันจะเข้าใจเรื่องนี้ เดี๋ยวกูกลับมาเองวันที่ผู้ชายเลิกกับกู มึงมีหน้าที่ซัพพอร์ต มีหน้าที่ฉีดยากู ต่อให้วันนี้กูทะเลาะกับแฟน แล้ววันหน้ากูไปดีกัน มึงก็ต้องกินอาหารหมาเพื่อกู นี่คือเพื่อน! ความรักให้ไปแล้วมันไม่ต้องมีเงื่อนไข แค่เห็นกูมีความสุข มึงก็มีความสุข หาเพื่อนแบบนี้’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เราไม่ได้จะสร้างครอบครัวกับเพื่อน อันนี้คือสิ่งที่จะบอก ในตอนอายุ 28 วงเพื่อนมันยังสำคัญแหละ แต่นี้แหละคือช่วงเริ่มต้นของการออกไปสร้างครอบครัว แล้วก็ค่อยๆ ห่างจากวงเพื่อน แค่อยู่ในระยะปรับตัวกันเท่านั้นเอง เพื่อนก็ยังไม่เคยเจอสถานการณ์นี้ เราก็ยังไม่เคยเจอสถานการณ์นี้ เมื่อก่อนบ้านพี่คือที่รวมตัวของแก๊งเพื่อนเลย แล้วพอการเข้ามาของลูกจ๋า(ภรรยาดีเจเผือก) ตัวแปรสำคัญที่สุด เขาจะนอนไม่ได้ถ้ามีเสียงคุยกันอยู่หน้าห้อง เพื่อนก็ค่อย ๆ หาย แต่ข้อดีของฝั่งผู้ชายคือมันไม่งอนกัน มันเข้าใจ กำลังจะบอกว่าถ้ากลุ่มสามคนนี้ไม่เข้าใจ แล้วมันต้องเลิกคบกัน อย่าไปคิดมาก ก็แปลว่ามันหมดเวลาที่จะเป็นเพื่อนกันแค่นั้นเอง ชีวิตมันก็ไหลไปตามขั้นตอนของมัน ถ้ามันจะงอนกันในวันนี้ เดี๋ยวมันก็จะกลับมาเจอกัน ในวันที่แต่ละคนมีครอบครัว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเลิกกับแฟนมาแล้ว 3 ปี แต่ 3 ปีที่ผ่านมา เขาตามหนูไปแทบทุกที่ หนูจะไปไหน ทำอะไร ก็จะเจอเขา ไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็จะมาตามที่ร้าน เดินหนีไปห้องน้ำ เขาก็จะเดินตามไปดักรอหน้าห้องน้ำ บางวันมายืนรอหน้าหอ เขามาบ้านหนูจนเป็นเรื่องปกติ มาทักทายแม่

25 ก.ค. 2025

หนูเลิกกับแฟนมาแล้ว 3 ปี แต่ 3 ปีที่ผ่านมา เขาตามหนูไปแทบทุกที่ หนูจะไปไหน ทำอะไร ก็จะเจอเขา ไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็จะมาตามที่ร้าน เดินหนีไปห้องน้ำ เขาก็จะเดินตามไปดักรอหน้าห้องน้ำ บางวันมายืนรอหน้าหอ เขามาบ้านหนูจนเป็นเรื่องปกติ มาทักทายแม่

หนูเลิกกับแฟนมาแล้ว 3 ปี แต่ 3 ปีที่ผ่านมา เขาตามหนูไปแทบทุกที่ หนูจะไปไหน ทำอะไร ก็จะเจอเขาไปเที่ยวกับเพื่อน เขาก็จะมาตามที่ร้าน เดินหนีไปห้องน้ำ เขาก็จะเดินตามไปดักรอหน้าห้องน้ำบางวันมายืนรอหน้าหอ เขามาบ้านหนูจนเป็นเรื่องปกติ มาทักทายแม่ ทำเป็นซื้อของมาฝากอ้างว่ามาเพราะมีแมวที่เลี้ยงด้วยกัน มาหาแมวด้วย ตอนที่เรามีแฟนใหม่ แฟนใหม่เราก็เป็นคนใจเย็นไม่ได้ว่าอะไรแฟนเก่าเราคนนี้ ตอนนี้เรากลับมาโสดอีกครั้ง แฟนเก่าเราคนนี้ยิ่งเข้ามาวนเวียนในชีวิตบ่อยเกินรู้สึกไม่โอเคเลย หนูควรจะทำยังไงดีคะ? “คุณนิว (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเผือก” เกี่ยวกับปัญหาแฟนเก่าที่ตามง้อไม่เลิกแถมยังมาคุกคามถึงบ้าน อยากรู้ว่าเราควรจะรับมือกับเขายังไงดี? โดย “คุณนิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนเก่ายังตามง้อไม่เลิกและไม่ให้เกียรติเราเลย เราเลิกกันได้ 3 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่เลิกกันเขาก็จะตามมาหาเราที่หอบ้าง ที่บ้านบ้าง โดยอ้างว่าซื้อของมาให้คุณแม่ คือเราคบกันแบบเปิดเผย ตอนเลิกกันก็บอกแม่ว่าเลิกกัน แต่แม่เอ็นดูเขา ช่วงเทศกาลเขาก็มาหาคุณแม่ เราก็เคยเลี้ยงแมวด้วยกัน เขาอ้างว่ามาหาแมว และก่อนหน้าที่เราจะกลับมาอยู่บ้าน ตอนนั้นเขาก็มายืนรอหน้าหอพักหลังเลิกงาน แล้วก็บอกว่า ขอเข้าไปในห้องด้วยได้ไหม เขาขอร้องเราแต่เราก็ปฏิเสธไป เหตุผลที่เราเลิกกันเพราะความ TOXIC มีปัญหาทะเลาะกัน แล้วเขาก็ขู่จะทำร้ายเราด้วย ปีแรกที่เลิกกันไป เราก็มีแฟนใหม่ แต่เขาก็ยังตามเราอยู่ แฟนใหม่เราก็ไม่โอเค แต่แฟนใหม่เราเป็นคนใจเย็น เวลาเราออกไปดื่มก็เจอแฟนเก่า ออกกี่รอบก็เจอตลอด ไม่ว่าจะกี่ร้าน บางทีเราไม่ได้เจอกับเขาโดยตรง แต่เราดันไปเจอคนรู้จักของเขา คนนั้นก็เขาก็เอาไปบอกแฟนเก่าว่าหนูอยู่ที่นี่ ในโซเชียลเขาก็จะชอบแชร์เหมือนเรายังคบกันอยู่ ทำตัวเป็นเจ้าของ หนูเลยมองว่าเขาไม่ให้เกียรติเรา แม่เราก็ไม่กล้าบอกให้เขาออกไปจากเรา เพราะเขาดีต่อกันและไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ตอนไปเที่ยวสงกรานต์เจอคนรู้จักของเขาก็ถามถึงแฟนเก่าหนู เหมือนเขาไม่รู้ว่าเราเลิกกันแล้ว เราเจอแฟนเก่าที่ร้านเหล้าประมาณอาทิตย์ละครั้ง พอเจอกันเขาก็เดินเข้ามาในร้าน แล้วมานั่งจ้อง เพื่อนในกลุ่มก็ไม่รู้จะทำยังไงกัน เพราะเขาก็เป็นรุ่นพี่ เคยลงสตอรี่ว่าเราจบกันไปแล้วด้วย แต่เขาก็ยังชอบลงอะไรเกี่ยวกับหนู พฤติกรรมก็แปลกขึ้นเรื่อย ๆ เหตุการณ์ล่าสุด คือ ตอนเราไปดื่มกับเพื่อน เขาก็มาช่วงร้านจะปิด เขามานั่งข้างเราแล้วพยายามจะจับมือ จับแขนเรา เราก็แสดงอาการขัดขืนแต่ไม่อยากพูดหักหน้าเขา เราเลยลุกหนีแล้วเข้าห้องน้ำ ซึ่งเวลาหนูเข้าห้องน้ำ เขาก็จะตามไปยืนรอหน้าห้องน้ำ แล้วบอกว่าให้เคลียร์กันก่อน แรก ๆ เขาเคยขู่ว่าจะทำร้ายตัวเองด้วยถ้าเราไม่คืนดี เพื่อน ๆ ก็แนะนำว่าให้ลองไปบอกที่บ้านของแฟนเก่าดู เราอยากขอวิธีรับมือจากพี่ๆดีเจว่า เราควรทำยังไงอีกดี?’ โดย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าลองคุยกับที่บ้านเขาก่อนได้ ถ้าที่บ้านเขารับฟังเขาก็จะรู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ถ้าที่บ้านเขาบอกว่าจะไม่ยุ่ง สิ่งที่ต้องทำคือต้องเก็บหลักฐานการตามของเขาให้ตำรวจไว้ก่อน หรือบอกกับที่บ้านเลยว่าไม่ต้องให้เขามาแล้ว ถ้ายังเข้ามาในบ้านเราอีกก็แจ้งความ แต่ต้องเป็นช่วงที่มีคนในบ้านเยอะหน่อย เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรเราบ้าง’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘อยากจะบอกน้องผู้ชายว่ามันไม่ใช่ที่ของเราอีกแล้ว จงเป็นผู้แพ้ที่และจงเป็นอดีตที่ดีของใครสักคน ดีกว่าเราฝืนทำอะไรไม่รู้ที่ไปทำลายช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยคบกันทำไมถึงดิ้นรนที่จะทำลายช่วงเวลาดี ๆ เหล่านั้น แล้วเราจะกลายเป็นใครสักคนที่นิวไม่อยากจะจำ บางครั้งการรออยู่เงียบ ๆ มันดีกว่า และถ้าชีวิตมันจะพัดพาให้มาเจอกันอีกก็ค่อยว่ากัน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘คำว่าตื้อเท่านั้นที่ครองโลก ใช้ไม่ได้กับทุกคนนะ ถ้าคนที่มันเลิกแล้วผู้หญิงจะไม่ชอบผู้ชายที่ทำอะไรแบบนี้ เหมือนเป็นแม่เหล็กขั้วเดียวกันแล้วผู้หญิงจะรู้สึกว่าอยากผลักผู้ชายออกไป ถ้านิวไม่รู้จะทำยังไงให้หาใครสักคนมาเป็นแฟนใหม่ แล้วลงรูปให้รู้ว่าเรามีแฟนแล้ว ถ้าเขายังตามอีกก็แจ้งความเลย เก็บหลักฐานให้เยอะพอที่ตำรวจจะเห็นว่าเราโดนคุกคาม ไม่งั้นเขาจะไม่ตามเรื่องให้เรา หรือลองคุยกับเขาตรง ๆ เลยว่าถ้ายังไม่หยุดจะแจ้งความแล้วนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin#พุธทอล์คพุธโทร #พุธทอล์คพุธโทรRECAP #ดีเจเผือก #ดีเจเติ้ล #ดีเจต้นหอม #EFM94

album
efm
-

-