เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

20 มี.ค. 2026

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น

แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ

ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง

ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

       ‘คุณมิกิ (นามสมมุติ)’ สายที่ 4  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นเห็นเด็กเอาที่คีบขนมปังจากร้านค้าไปเล่น จนอาจทำให้ที่คีบนั้นไม่สะอาดได้ 

       ‘คุณมิกิ (นามสมมุติ)’ อายุ 27 ปี ได้เล่าว่า คุณมิกิได้ไปซื้อขนมในร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่ง ที่จะนำขนมมาวางขาย ส่วนลูกค้าจะต้องหยิบถาดกับที่คีบเพื่อคีบขนมเอง  ระหว่างที่คุณมิกิกำลังยืนต่อแถวรอจ่ายเงิน เธอสังเกตเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังเลือกขนมอยู่ คนเป็นแม่ได้หยิบที่คีบให้กับลูก แต่พฤติกรรมของเด็กวัยกำลังซน ก็เอาที่คีบขนมนั้นไปคีบเล่น ทั้งคีบตัว คีบก้นแม่ คีบเสื้อแม่ และยังเอาไปคีบขาพ่อ คีบขนหน้าแข้งของพ่ออีกด้วย คุณมิกิเห็นแบบนั้นแล้ว เธอรู้สึกว่าไม่สมควรอย่างมาก เพราะที่คีบขนมนี้จะต้องมีคนอื่นนำไปใช้คีบขนมต่ออย่างแน่นอน ขณะนั้นพนักงานเองก็ไม่เห็น ไม่มีใครสังเกต และคิดว่าถ้าปล่อยไปพนักงานก็คงไม่รู้ด้วยว่าว่าที่คีบนี้โดนเอาไม่ใช้แบบไม่สมควรแล้ว เพราะปกติแล้วถาดและที่คีบจะถูกวนเอากลับไปวางที่เดิมหลังจากจ่ายเงินเสร็จ

       เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจเดินไปถามพนักงานว่า “ขอโทษนะคะ ปกติที่คีบขนม ก่อนที่จะเอามาวนใช้ ได้ล้างก่อนมั้ยคะ” หลังพนักงานได้ฟังคำถามจากคุณมิกิ พนักงานก็ทำท่ามึนงง แต่ยังไม่ได้ตอบอะไร คุณมิกิจึงอธิบายเพิ่มว่า “พอดีเห็นว่ามีเด็กเอาไปคีบเล่นค่ะ” พนักงานก็ตอบกลับมาว่า “อ๋อ ล้างค่ะ” แต่รีแอคชั่นในการตอบกลับดูนิ่ง ๆ คุณมิกิกลัวว่า พนักงานอาจคิดว่าเธอเรื่องเยอะ แต่อย่างไรเธอก็ต้องถาม เพราะมันคาใจจริง ๆ ร้านนี้เป็นร้านโปรด และมาซื้อบ่อยมาก เธอแค่อยากถามให้ชัวร์ เพื่อความสบายใจของตัวเองจึงอยากฟังความคิดเห็นจากพี่ ๆ ดีเจว่าสิ่งที่เธอทำมันดูมากและดูซีเรียสเกินไปมั้ยคะ?

       ‘ดีเจทั้งสาม’ มีความคิดเห็นตรงกันว่า สิ่งที่คุณมิกิทำคือถูกต้องแล้ว แต่ที่รีแอคชั่นของพนักงานดูนิ่ง ๆ อาจจะเพราะว่าเขายังไม่เข้าใจคำถามและสถานการณ์ทั้งหมด ถ้าคุณมิกิสื่อสารให้ครบ เล่าสถานการณ์ก่อนถามคำถาม เช่น บอกไปว่า “พอดีมีเด็กเอาที่คีบไปคีบขา ช่วยล้างหน่อยนะคะ” เขาจะเข้าใจกว่า 

       นอกจากนี้คุณมิกิยังฝากถึงผู้ปกครองที่มีลูกเล็กอีกว่า “อยากให้ดูแลลูกมากกว่านี้ เข้าใจว่าเด็กซนเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับอาหารมันก็ต้องซีเรียสเรื่องความสะอาด”

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ส่งกำลังใจให้ทั้งรายการ... หนุ่มวัย 28 โทรปรึกษาในรายการ ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง คุณพ่อเสียไปตั้งแต่ผมอายุ 4 ขวบ อยู่กับคุณแม่แค่สองคน แล้วคุณแม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย หมอบอกอยู่ได้อีกแค่ 1 ปี...

30 มิ.ย. 2023

ส่งกำลังใจให้ทั้งรายการ... หนุ่มวัย 28 โทรปรึกษาในรายการ ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง คุณพ่อเสียไปตั้งแต่ผมอายุ 4 ขวบ อยู่กับคุณแม่แค่สองคน แล้วคุณแม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย หมอบอกอยู่ได้อีกแค่ 1 ปี...

ส่งกำลังใจให้ทั้งรายการ... หนุ่มวัย 28 โทรปรึกษาในรายการ ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง คุณพ่อเสียไปตั้งแต่ผมอายุ 4 ขวบ อยู่กับคุณแม่แค่สองคน แล้วคุณแม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย หมอบอกอยู่ได้อีกแค่ 1 ปี ตอนนี้คุณแม่ติดเตียงมา 9 เดือนแล้ว ผมกลัวว่าอนาคต ชีวิตของผมจะไม่เหลือใครเลยสักคน... “คุณเจ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [28 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับปัญหาชีวิตที่กำลังจะไม่เหลือใคร อยากได้กำลังใจในการใช้ชีวิต “คุณเจ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้เหตุการณ์ชีวิตของผมกำลังจะไม่เหลือใคร ขอท้าวความก่อนว่าชีวิตนี้ผมอยู่กับแม่แค่ 2 คน เพราะพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่ผมอายุ 4 ขวบ ผมไม่มีพี่น้อง แล้วก็ไม่ได้สนิทหรือผูกพันกับญาติ แม่เลยเป็นคนที่ดูแลทุกอย่าง ส่งผมเรียนจนจบปริญญาตรีด้วยตัวคนเดียว แม่ทำงานค่อนข้างหนัก ผมอยากให้เขาได้พักผ่อน ผมเริ่มทำงานได้ประมาณ 2-3 ปี เหมือนชีวิตของพวกเรา 2 คนกำลังจะดีขึ้น แต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อยู่ดีๆแขนกับขาด้านซ้ายของแม่เริ่มอ่อนแรง ผมพาแม่ไปโรงพยาบาลเพราะคิดว่าคงเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ อาจมีโอกาสที่จะแตกได้ แต่พอหมอตรวจ ปรากฏว่าเจอก้อนเนื้อในสมองขนาดประมาณ 3 เซนติเมตร ซึ่งค่อนข้างใหญ่ วันนั้นผมรู้สึกว่าโลกของผมมันพังทลาย ทำอะไรไม่ถูก ตัวชาไปหมด ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่บอกแม่ว่าเขาเป็นอะไร แต่ยังไงก็ปิดเขาไม่ได้อยู่ดี หลังจากนั้นผมก็พาแม่ไปรักษา คุณหมอได้ทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลออกมาว่าเป็นเนื้อร้าย คุณหมอวินิจฉัยว่าแม่ผมเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีนวัตกรรมหรือยาที่สามารถรักษามะเร็งชนิดนี้ได้ ทำได้แค่ประคับประคองตามอาการ ต่อให้มีโรงพยาบาลดีๆในต่างประเทศก็ยื้อไว้ได้แค่ 1 ปี จนช่วงวันลอยกระทงที่ผ่านมา คุณแม่ยังสามารถเดินได้ปกติ แต่หลังจากนั้น 2 วัน คุณแม่ก็เดินไม่ได้แล้ว เพราะระยะเวลาการลุกลามของมะเร็งมันเร็วมาก คุณหมอเลยจำเป็นต้องผ่าชิ้นเนื้อออก หลังจากการผ่าตัด แม่ผมทำกายภาพจนกลับมาเดินได้ จนกระทั่งแม่เกิดอาการชัก ทำให้ตอนนี้แม่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เนื่องจากเซลล์สมองส่วนดีถูกทำลายจากการฉายแสงขณะรักษา ผมต้องเป็นคนดูแลผู้ป่วยติดเตียง (Caregiver) คอยดูแลคุณแม่ ตอนนี้เข้าเดือนที่ 9 แล้ว ผมเลยอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ผมควรจะปรับความคิดตัวเองยังไง ถ้าวันหนึ่งคุณแม่ผมไม่อยู่แล้ว ผมจะอยู่ไปทำไม ผมจะต้องอยู่ยังไง? “ดีเจเผือก” ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้ามีเหตุการณ์ที่เรากำลังจะเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป แน่นอนอยู่แล้วว่าจะต้องมีความกลัว ไม่รู้ว่าชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดในเรื่องของสัจธรรม ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เรื่องแบบนี้ก็ต้องเกิดขึ้น ต่อให้ไม่มีเหตุการณ์การป่วยของคุณแม่ ยังไงสักวันคุณเจก็ต้องอยู่คนเดียว แต่ถ้าคิดในแง่ดี การจากลาแบบนี้ เรายังมีเวลาให้เตรียมใจ ยังมีโอกาสทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ในความเลวร้ายยังมีมุมที่พอจะปลอบใจเราได้ คุณเจควรคิดและเผื่อใจไว้บ้างจะได้รับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้’ “ดีเจเติ้ล” เสริมว่า ‘จริงๆแล้วมะเร็งระยะที่ 4 มันไม่มียาที่สามารถรักษาได้ แต่ในบางครั้งมันมักจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าคนไข้มีกำลังใจที่จะสู้ ยังไม่อยากให้คุณเจหมดหวัง แต่คุณเจต้องยอมรับเรื่องกฎของธรรมชาติว่าทุกคนล้วนมีการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย ยังไงก็หนีไม่พ้น แต่ชีวิตเราที่เหลืออยู่เราจะต้องใช้ให้มีความสุขที่สุด ให้คุณแม่ของคุณเจที่อยู่บนฟ้ามองลงมาแล้วดีใจ ภูมิใจที่เห็นคุณเจมีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างสวยงาม’ ส่วน “ดีเจอ้อย” แนะนำว่า ‘วินาทีต่อจากนี้คุณเจต้องทำทุกวินาทีให้มีคุณค่ามากที่สุด และรู้ไว้ว่าคุณแม่ของคุณเจจะภูมิใจมากที่ลูกคนนี้ดูแลและได้ส่งคุณแม่จนวินาทีสุดท้าย ในโลกนี้ไม่มีใครไม่พรากจากคนที่เรารัก ยิ่งโตขึ้นคุณเจจะเริ่มเห็นการสูญเสียและการจากลาเพิ่มขึ้น และคนที่เหลืออยู่ทุกชีวิตสามารถใช้ชีวิตต่อได้ ในวันที่คุณแม่จากไป คุณเจต้องทำให้ท่านภูมิใจ เพราะเลือดของคุณแม่จะอยู่ในตัวของคุณเจไปตลอดชีวิต แต่อย่าละเลยวินาทีที่ยังมีคุณแม่อยู่ จงทำในสิ่งที่อยากทำ พูดในสิ่งที่อยากพูด และส่งพลังดีๆให้กันและกัน’ พี่ๆดีเจทุกคนเป็นกำลังใจให้คุณเจที่พบเจอเรื่องแบบนี้ และขอให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้ สุดท้ายนี้คุณเจอยากเป็นกำลังใจและแนะนำคนที่เป็นคนดูแลผู้ป่วยติดเตียง (Caregiver) มือใหม่ว่าให้หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้าง อย่าทุ่มให้ผู้ป่วยอย่างเดียว เพราะมันจะทำให้เครียดสะสมได้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไปทำงานพาร์ทไทม์ที่นึง เจอรุ่นพี่ อายุ 37 แล้ว ขอแอดไลน์กัน เขาถ่ายรูปคู่กับเด็ก 7 ขวบ ถามเขา เขาบอกน้อง คุยไปคุยมา เริ่มคิดถึงเค้า เค้าโทรมาขอเงิน 100 พอเราจะโอนให้ เขาบอก ขอ 200 เลยแล้วกัน

13 ก.ย. 2024

หนูไปทำงานพาร์ทไทม์ที่นึง เจอรุ่นพี่ อายุ 37 แล้ว ขอแอดไลน์กัน เขาถ่ายรูปคู่กับเด็ก 7 ขวบ ถามเขา เขาบอกน้อง คุยไปคุยมา เริ่มคิดถึงเค้า เค้าโทรมาขอเงิน 100 พอเราจะโอนให้ เขาบอก ขอ 200 เลยแล้วกัน

หนูไปทำงานพาร์ทไทม์ที่นึง เจอรุ่นพี่ อายุ 37 แล้ว ขอแอดไลน์กัน เขาถ่ายรูปคู่กับเด็ก 7 ขวบถามเขา เขาบอกน้อง คุยไปคุยมา เริ่มคิดถึงเค้า เค้าโทรมาขอเงิน 100 พอเราจะโอนให้เขาบอก ขอ 200 เลยแล้วกัน โอนเสร็จ เพิ่งรู้ว่าบัญชีเมียเขา และ เขาก็หายไปเลยไม่เจอที่ทำงานแล้ว “คุณเบสท์ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [11 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาโอนเงินให้ผู้ชายที่มาจีบ 200 มารู้ทีหลังว่าเขามีลูกมีเมียแล้ว จากนั้นเขาก็หายไป เงินก็ไม่คืน โดย “คุณเบสท์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ขอเกริ่นก่อน พอดีหนูมีเพื่อนสนิทคนนึง เขาทำงานพาร์ทไทม์ในห้างสรรพสินค้าที่นึง เขาก็มาชวนหนูไปทำงาน หนูก็เลยตอบตกลงเพราะค่าตอบแทนค่อนข้างสูง ทีนี้เขารับเด็กพาร์ทไทม์เยอะ หนูเลยได้ไปเจอกับคนๆนึง เขาหล่อ ดูทรงแบดบอย เขาทำงานโซนเดียวกับหนู แล้วเขาก็สนิทกับเพื่อนหนูมาก่อน ต่อมาเขาก็เหมือนจะมาเต๊าะๆ จีบๆหนู ตอนแรกหนูก็ไม่ค่อยชอบ พราะเขาอายุค่อนข้างห่างกับหนูเยอะเลย เขาอายุ 37 ปี ด้วยความที่หนูโสดนาน ไม่มีคนคุยด้วย และเป็นคนใจง่ายนิดๆ พอเขาเต๊าะเข้ามากๆหนูก็ไปชอบเขาแล้ว หลังจบงานเขามาขอไลน์หนู หนูก็ให้ไป พอเขาแอดมา รูปโปรไฟล์ของเขาที่หนูเห็นคือเขากำลังจูงเด็กผู้ชายคนนึงอายุประมาณ 6 – 7 ขวบ หนูก็เลยถามเขาว่าลูกหรอ? เขาบอกว่าเป็นน้อง ด้วยความที่หนูซื่อบื้อก็ไม่ได้คิดอะไร น้องก็น้อง พอเลิกงานเขาก็ทักมาคุยว่า “คิดถึงนะ ฝันดีนะ เจอกันนะ พรุ่งนี้บ่ายสองเดี๋ยวพี่พักงานแล้วจะโทรหานะ” หนูก็รอโทรศัพท์จากเขา จนวันนั้นทั้งวันเขาก็ไม่โทรมา หนูก็เลยตัดใจ ไม่เอาแล้ว ไม่ชอบแล้ว พอเช้าวันถัดมาเขาโทรมาหาหนูช่วง 10 โมง หนูก็เลยกลับมาชอบเขา เขาก็บอกหนูว่า “คิดถึงจังเลย เดี๋ยววันจันทร์ไปกินหมูกระทะกันนะ วันนี้มีแพลนจะไปไหนมั้ย ไปไหนก็อย่าให้ไลน์ผู้ชายนะ อย่าให้ไลน์ใครนะ” เหมือนเขาหวง เป็นห่วงเรา หนูก็เลยคิดกับตัวเองว่า เอาล่ะ ดูทรงเหมือนจะมีแฟนแล้วแหละ ทีนี้เขาก็บอกหนูว่าน้องติดต่อเพื่อนคนนี้ได้มั้ย? บอกเขาว่าโอนตังให้พี่หน่อยร้อยนึง หนูก็งงๆ สะลึมสะลือ เลยให้เขาพูดใหม่อีกรอบ เขาก็บอกว่า “ยืมตังคนนี้ให้หน่อยนะ ให้เขาโอนให้หน่อย” สักพักนึงหนูก็บอกโอเคค่ะ เขาก็วกกลับมาที่หนูว่า “หรือน้องมีก่อนมั้ยตอนนี้?” หนูก็โอนไวด้วย เปย์ ตอนแรกหนูก็ถือสายรอให้เขาส่งคิวอาร์โค้ดมาให้ แล้วเขาก็บอกว่า “เออ...น้องเป็นสองร้อยได้มั้ย?” เดี๋ยวบ่ายสองวันนี้พี่โอนคืนให้ แล้วหนูก็โอนให้เขา ตอนแรกหนูก็สงสัยว่าทำไมบัญชีปลายทางเป็นของผู้หญิง ใช้นางสาว แต่หนูก็เข้าใจว่าคงจะโอนค่าอื่นๆหรือเปล่า? หลังจากนั้นเขาก็ไม่คืน บ่ายสองแล้วก็ไม่คืน วันถัดไปก็ไม่คืน หนูไลน์ไปหาก็ไม่อ่าน ไม่ตอบ คือเขาหายไปเลย ตอนแรกหนูก็ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าพี่คนนี้มาขอตัง เพราะกลัวเพื่อนจะว่าเราเป็นสายเปย์ไปเปย์ผู้ชาย จน 4 ทุ่มวันนั้นหนูไลน์ไปบอกเพื่อน เพื่อนหนูก็เลยมาบอกว่า “มึง กูขอโทษนะ รู้หรือเปล่าว่าเขามีลูก มีเมียอยู่แล้ว ขอโทษที่ไม่ได้บอก ไม่ได้คิดว่ามึงจะจริงจัง” ตอนนั้นพอหนูรู้ หนูนอยเลย คือไม่ได้ติดเรื่องเงินเลย แต่หนูนอยมันไม่ใช่อ่ะ ทีนี้เพื่อนก็ถามว่าโอนเข้าบัญชีใครนะ หนูก็เอาชื่อบัญชีให้ดู มันพีคตรงที่บัญชีนั้นเป็นบัญชีเมียเขา เพื่อนหนูก็รู้จักกับเมียเขา เพราะเคยทำงานด้วยกัน เพื่อนเลยเล่าให้ฟังว่าเมียเขาค่อนข้างที่จะโอ้อวดว่าที่บ้านซื้อรองเท้าแบรนด์ดังให้ลูกเลยนะ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมต่างๆ เวลาที่หนูให้ใครยืมเงิน หนูไม่เคยทวงเงิน เพราะอยากให้เขาคืนด้วยจิตสำนึกของตัวเอง แต่พอหนูมารู้ว่าคนนี้มีลูก มีเมียแล้ว หนูก็เลยไม่โอเค หนูเป็นคนที่ทวงสุภาพมากเลยนะแบบทักไปบอกว่าทิ้งเลขบัญชีไว้ให้ก่อนนะคะ ไม่ได้ไปจี้ทวง ซึ่งคนนี้เขาก็หายไปเลย หนูทักไปเขาก็ไม่อ่าน ไม่ตอบ เขาเคยบอกว่าเขาทำงานประจำที่นี้ๆ เพื่อนหนูรู้จักกับคนที่ทำงานที่เดียวกับเขา พอไปถามถึงเขา คนที่ทำงานที่เดียวบอกว่า พี่คนนี้เขาลาออกไปเดือนนึงแล้ว เพื่อนหนูทักไปทั้งทางเมียและผัวเลยแต่ไม่มีใครตอบเลยสักคน หนูอยากได้วิธีทวงตังหรือไม่ก็อยากให้พี่ๆดีเจพูดอะไรให้เขาคืนตังหนูหน่อย?’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

26 มี.ค. 2026

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เราแต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน!แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ อายุ 39 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน โดย ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ผมทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ในทีมจะมีประมาณ 5 - 6 คน ย้อนกับไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา หัวหน้าได้พูดกับผมว่า จะ Promote (เลื่อนขั้น)ให้ผมได้ขึ้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีม ซึ่งหัวหน้าเขาได้มีการพูดกับผมหลายครั้ง จนทำให้ผมคิดว่า สิ่งที่เขาพูดกับผมนั้นมันคือเรื่องจริง ช่วงเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ ผมก็เฝ้ารอวันที่หัวหน้าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นรับตำแหน่ง ระหว่างทางได้มีหลายบริษัทติดต่อมาเพื่อให้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมได้ปฏิเสธพวกเขาไป เพราะผมเชื่อใจในสิ่งหัวหน้าที่เคยพูดกับผมว่า จะเลื่อนขั้นให้ผมได้ขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง ล่าสุดเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้นั่งประชุมงานกับหัวหน้าและน้อง ๆ ในทีม แต่จู่ ๆ หัวหน้าก็พูดกับรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าผมประมาณ 5 ปี หัวหน้าได้ถามรุ่นน้องคนนั้นว่า ‘คุณอยากเป็นหัวหน้าไหม ถ้าคุณอยากเป็น ผมให้คุณเป็นคนแรกเลย’ ประโยคนั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า แล้วสิ่งที่เขาคุยกับผมมาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? เรื่องนี้มันทำให้ผมกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต มันเหมือนไปสะกิดปมในใจของผม ในสมัยมัธยมต้น ผมได้เล่นดนตรีกับเพื่อน ซึ่งผมได้เล่นกีตาร์ประจำวงให้กับงานโรงเรียนในทุก ๆ ปี จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีการซ้อมวงดนตรี และผมก็ได้มารู้ความจริง ในตอนที่มือกลองของวงเขาก็โทรมาหาผม และถามกับผมว่าทำไมผมถึงไม่ไปซ้อม แต่เมื่อผมไปถึงห้องซ้อมดนตรี กลับพบว่ามีมือกีตาร์คนใหม่มาเล่นแทนที่ผมไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กลับไปเล่นกีตาร์อีกเลย ผมรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และคิดว่าถ้าพวกเขาพูดกับผมตรง ๆ มันก็คงจะดีกว่า หลังจากนั้นช่วงมัธยมปลาย ผมไปเล่นระนาดเอกในวงดนตรีไทยของโรงเรียน ซึ่งผมได้เล่นอยู่ในวงหลัก และเล่นเป็นตัวหลักในงานโรงเรียนมาตลอด แต่เมื่อถึงงานประกวด คุณครูกลับให้ผมไปเล่นในวงดนตรีรองของโรงเรียน ผมเลยรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเรื่องเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่เสมอ ผมได้แต่ถามตัวเอง ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับผม กลับมาที่พาร์ทปัจจุบัน หลังจากเรื่องราวที่เกิดนขึ้นนั้น ผมก็ได้ถามเหตุผลกับหัวหน้าไปตรง ๆ ว่าสิ่งที่หัวหน้าเคยพูดกับผมว่าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง มันหมายความว่าอย่างไร เขาก็ให้เหตุผลมาว่า ผมมีอายุที่ใกล้เคียงกันกับหัวหน้าคนอื่น ๆ มากเกินไป เหตุผลนี้ มันทำให้ผมตั้งคำถามว่า การเป็นหัวหน้า เขาไม่ได้วัดกันที่ความสามารถหรอ ถ้าเขาบอกเหตุผลกับผมตรง ๆ ว่าผมมีความสามารถไม่มากพอ ผมคงจะรู้สึกดีกว่านี้ เรื่องราวเหล่านี้มันยังคงวนเวียน และติดอยู่ในใจของผมเสมอ ทุก ๆ คืนผมได้แต่นอนคิดเรื่องนี้ และคอยถามกับตัวเองว่าผมไม่มีค่ามากพอ หรือว่าผมไม่มีความสามารถกันแน่ ผมกลัวว่าเรื่องพวกนี้ มันจะทำให้การทำงานของผมมีประสิทธิภาพลดลง เพราะเรื่องราวที่ผ่านมามันทำให้ผมรู้สึกผิดหวังไปจนถึงขั้นเลิกทำในสิ่งที่เคยชอบ ความรู้สึกของผมตอนนี้ เหมือนเราไม่ดีพอในทุก ๆ อย่าง ผมรู้สึกหมดไฟ ผมอยากกลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้งหนึ่ง ผมควรจะต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดีครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ที่ผ่านมาบริษัทอาจเป็นฝ่ายเลือกเรา แต่ทุกวันนี้เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่าไปคิดว่าชีวิตของเราจะต้องถูกกำหนดโดยองค์กรหรือหัวหน้า ชีวิตเป็นของเรา เรามีสิทธิ์กำหนดเอง ไม่ว่าเราจะรวบรวมเอาความผิดหวังในชีวิต เก็บมันมาคิดมากแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า เราไม่ควรปล่อยให้คนอื่น มาทำให้เราไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เพราะคนที่จะรู้ดีที่สุด ว่าเราเป็นคนที่มีค่าหรือเปล่า คือตัวเราเอง ทุกวันนี้คุณค่าของคนมักจะวัดกันที่ผลลัพธ์ แต่เรากลับลืมมองชีวิตระหว่างทาง ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมามากแค่ไหน ถ้ามันมากพอแล้ว นั่นคือชัยชนะของเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับมันให้ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถจริง ๆ คงไม่มีบริษัทอื่น ๆ ติดต่อเรามาให้ไปร่วมงานกับเขา อย่าเพิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมมันได้ อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกเป็นของเราเอง อย่าปิดกั้นโอกาสของตัวเอง ความผิดหวังบางอย่างในชีวิต ไม่สามารถมาตัดสินคนคนหนึ่งได้ว่าคุณคือคนที่ไม่มีคุณค่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ชีวิตคนเรามักมีช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง ถ้าใครสักคนต้องหยุดพัฒนา เพียงเพราะว่าเจอกับเรื่องผิดหวัง มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าเราสู้ต่อในวันนี้ เราอาจเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ในวันข้างหน้า อย่าตัดสินตัวเองเร็วเกินไป” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ ชีวิตของคนเรา การที่ต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ก็มักเจอกับความผิดหวัง มันเป็นความปกติที่เราจะรู้สึกแย่ไม่อยากให้เรานำความผิดหวังนั้น มาโทษตัวเองโดยการเลิกทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าเรามัวแต่กลับไปนึกถึงอดีตซ้ำ ๆ มันก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมแผลในใจของเราอยู่เรื่อยมา เราควรที่จะให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าเอาความรู้สึกแย่เหล่านั้นมาทำร้ายตัวเราเอง สำหรับเรื่องงาน ลองคุยกับที่ทำงานปัจจุบัน ว่านอกจากตำแหน่งหัวหน้าแล้ว ยังพอมีทางอื่นที่ทำให้เราเติบโตหรือไม่ หรือถ้ามันไม่มี ก็ลองเปิดโอกาสให้เราไปเติบโตในสถานที่ใหม่ ๆ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้ หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย

08 ส.ค. 2025

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้ หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย รับผิดชอบงานหนัก กว่าคนอื่นในทีม หัวหน้าบอกจะโปรโมทให้แต่ผ่านมาปีกว่าแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม รายได้น้อยลงด้วยซ้ำ ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ออกบ้านแต่เช้ากลับมาดึกดื่น ผมควรลาออกตามที่ภรรยาแนะนำดีไหม? “คุณที (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหากำลังสนุกกับการทำงาน แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับภรรยาและลูก ภรรยาจึงยื่นคำขาดให้ลาออกไปหางานใหม่ โดย “คุณที (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมทำงานที่นี่มาได้ 6 ปีแล้ว กำลังจะได้เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน ทำงานมาสักระยะหนึ่งหัวหน้าเล็งเห็นศักยภาพจึงเรามอบหมายงานให้ผม แล้วเขาก็ถามผมว่า อยากไปต่อกับพวกพี่มั๊ย ? พี่จะโปรโมทให้ แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเชื่อก่อน ต้องเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง ระหว่างนั้นผมก็มีงานเพิ่มขึ้น บางครั้งก็มีประชุมดึก บางครั้งก็มีออกพื้นที่ตั้งแต่เช้า ทำให้มีเวลากับครอบครัวก็น้อยด้วย ซึ่งลูกผมอายุแค่ 8 เดือน ผมรู้ว่าไม่ควรละเลย ตอนนี้ภรรยาของผมเลี้ยงลูกคนเดียวพร้อมกับทำงานบ้านด้วย ผมก็เห็นใจเขาเพราะเขาก็เหนื่อยพอผมเริ่มทำงานไปสักพักก็เริ่มมีปากเสียงกัน ด้วยความที่แฟนผมเป็นคนเด็ดเดี่ยวก็ยื่นคำขาดมาว่าให้ไปลาออกภายในสิ้นปีนี้ ได้โบนัสแล้วให้ออกเลย แล้วไปหางานอื่นที่มีเวลาให้กับครอบครัวมากกว่านี้ ปกติผมทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ เวลา 09.00 - 17.00 น. บางครั้งถ้าออกพื้นที่ก็จะออกเช้ากลับดึก เวลาเล่นกับลูกก็จะน้อยลงไปด้วย ซึ่งภรรยาอยากให้ผมทำน้อยกว่านี้ สัก 5 วันก็พอหรือไม่ก็ทำธุรกิจส่วนตัวไปเลย แต่ผมยังสนุกกับการทำงานมาก ยังอยากทำตรงนี้ไม่ได้อยากออก ตอนนี้หัวหน้ามองผมเป็นเซ็นเตอร์ ถ้ามีการออกงาน 20 สาขาอย่างน้อยต้องมีผมไปแล้ว 10 สาขา เพราะพี่คนอื่น ๆ เขาอยากทำแค่สาขาของตัวเอง แต่การทำงานนี้หัวหน้าก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้เลื่อนขั้นตอนไหนเป็นแค่การพูดเฉย ๆ ซึ่งภรรยาผมก็พูดว่าโดนเขาหลอกใช้หรือเปล่า ผมทำงานหนักแบบนี้มาปีกว่า ๆ แล้ว เบื้องต้นรายรับของผมเกิน KPI อยู่แล้ว ถ้าทำอีกก็ได้เพิ่มอีก แต่ผมต้องแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำแทน เพราะหัวหน้าบอกว่าเหมือนเป็นการซื้อใจน้อง ๆ เพื่อเสริมสร้างบารมีในการทำงาน แต่ถ้าเทียบรายได้ตอนเป็นพนักงานปกติกับตอนที่พิสูจน์การเป็นหัวหน้า รายได้ผมลดลงมาประมาณ 10% ด้วย แต่ผมก็อยากทำต่ออยู่ดีเพราะก็อยากพิสูจน์กับตัวเองว่าผมจะทำได้มั๊ย จะได้ตำแหน่งนี้มาหรือเปล่า เงินที่ลดลงผมมองว่าแลกกับการที่ผมได้รู้จักคนมากขึ้นและได้สังคมกลับมา ผมเลยอยากถามพวกพี่ว่าพวกพี่เห็นด้วยกับภรรยาของผมหรือเปล่าหรือถ้าไม่เห็นด้วย พอจะมีคำพูดไหนที่พูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจไหม?’ โดยดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘จากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดค่อนข้างจะเห็นด้วยกับภรรยา เพราะการที่เราอยู่ร่วมชีวิตกันแล้ว แต่คนที่เรารักกลับเหนื่อยขึ้น ทำงานเยอะขึ้น แถมมีจิตอาสากับคนอื่น กลายเป็นภรรยาต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ทำงานบ้านคนเดียว ทำธุระคนเดียว และสามีก็ไม่อยู่ช่วยอีก ภรรยาจะเกิดความน้อยใจได้ พวกพี่มองว่างานที่ทีทำอยู่มันไม่สมเหตุสมผล เหมือนโดนหลอกใช้ ถ้าทำงานเหนื่อยขึ้นก็ต้องได้อะไรกลับมาสักอย่างหนึ่งให้เรารู้สึกดี ไม่ใช่ทุกอย่างได้ลดลง หากเขาบอกว่าเรามีศักยภาพแล้ว 1 ปีที่ทำมาเขาจะดูอะไรอีก ในมุมคนนอกงานนี้ไม่คุ้มเลย ถ้าเราเก่งจริง สู้ลาออกไปหางานอื่นทำแล้วรับเงินเต็ม ๆ ดีกว่า เรากำลังจะเสียโอกาสที่จะได้เห็นการเจริญเติบโตของลูกไป ลองชั่งน้ำหนักดูว่าจะเลือกอะไร ถ้าภรรยายื่นคำขาดกับเรา เราลองไปยื่นคำขาดกับบริษัทมั๊ย ไม่แน่ว่าในระยะเวลาที่เหลือนี้อาจจะได้เลื่อนขั้นเลยก็ได้’ และ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ให้ถามภรรยาให้ดีว่าไม่โอเคในเรื่องไหน ชีวิตการทำงานหรือชีวิตในครอบครัว ถ้าเป็นเรื่องงานพี่มองว่าถ้าทำขนาดนี้แล้วได้เงินเพิ่มขึ้น ก็นับเป็นการพิสูจน์ตัวเองได้อยู่ แต่นี่ไม่ ส่วนเรื่องครอบครัวทีมีเวลาพอให้ภรรยาและลูกหรือเปล่า ถ้ามีเวลาน้อยแล้วได้คุณภาพ สามารถแบ่งเบาภาระภรรยาได้ บางครั้งการทำงานหนักนอกบ้านก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นที่ต้องยื่นคำขาด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-