เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

05 ก.พ. 2026

เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน

แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom

นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก

การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

        ‘คุณน้ำ (นามสมมติ)’ อายุ 32 ปี สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตนนั้นเป็น Single Mom แต่ถูกปิดโอกาสที่จะให้คนเข้ามารัก

        โดย ‘คุณน้ำ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว บางครั้งก็มีความรู้สึกเหงา อยากจะเปิดใจ อยากมีใครสักคน วันหนึ่งเราไปเจอโพสต์คำถามว่า ‘คิดยังไงกับคนเป็น Single Mom’  เราเองก็เข้าไปดู และได้เห็นคอมเม้นท์ไปในทางเดียวกันทั้งหมด ทุกคนตัดสินไปแล้ว ว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีครอบครัวมานั้นเป็นคนไม่ดี อย่าไปยุ่งเลย มันเลยทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปมที่ติดอยู่ในใจเรา มันทำให้เราไม่มั่นใจ ทำให้เราไม่กล้าที่จะเปิดใจให้กับใคร

        พอลองมองย้อนกลับกัน ผู้ชายที่เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวกลับมีที่ยืนในสังคมมากกว่า สังคมยังให้โอกาสเขา ยังมองว่าเขาเป็นคนดี ทั้งที่เงื่อนไขการเลี้ยงลูกคนเดียว หรือการหาเงินคนเดียวมันก็เหมือน ๆ กัน แต่ผู้หญิงอย่างเรากลับโดนตัดสินว่าเป็นคนไม่ดี เคยผ่านผู้ชายมาก่อน มันทำให้เราไม่กล้า และมักจะตีตัวออกห่างจากใครสักคนก่อนเสมอ

        ปีที่ผ่านมา เราคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เราเองก็เคยเกริ่นถามเขาว่า ถ้าเป็นเป็นผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกมาแล้ว จะรับได้ไหม แต่เขาก็เงียบ และไม่เลือกที่จะตอบคำถามนี้ มันเลยทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อกับความสัมพันธ์นี้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเลือกทางผิดไหม แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะโอเคกับเราหรือเปล่า เราเองก็ได้แต่คิดว่าผู้หญิงที่เป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ”

        เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะเสพสื่อแบบไหน คอมเม้นท์ในแต่ละแพลตฟอร์มมันต่างกันอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าสิ่งที่เราอ่านมาเป็นความคิดของสังคมโดยรวม คนที่มีความคิดว่า Single Mom เป็นคนไม่ดี มันเป็นความคิดที่โบราณมาก สังคมตอนนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว อย่าให้คำพูดของคนเหล่านั้นมาทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยาก ถ้าเอาผู้ชายที่เข้าใจโลกมานั่งคุยกัน คงไม่มีใครมานั่งสนใจว่าใครจะมีลูกมาแล้ว หรือมีสามีมาก่อน อย่าเพิ่งไปคิดว่าโลกใบนี้ต่อต้านเรา ทุกวันนี้สังคมมันไปไกลแล้ว”

        ทางด้านของ ‘ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การที่เราจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราเลือกเขาและเขาเลือกเรา เพราะฉะนั้นเสียงความคิดเห็นของคนที่เหลือทั้งหมด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย การที่เราตรงไปตรงมากับเขา บอกสถานะเราให้เขารู้ไปตรง ๆ ก็เป็นเรื่องที่แฟร์กับทุกฝ่าย มันไม่ใช่ความผิดของเราที่เป็น Single Mom อยู่ที่เขาว่าจะเลือกหรือไม่เลือก อย่าให้เสียงความเห็นของคนอื่นมาทำให้เราปิดกั้นโอกาสของตัวเอง”

        ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อย่าไปใส่ใจ คนที่มีชีวิตที่ดี จะแสดงทัศนคติในเชิงบวก และจะไม่แสดงความเห็นเชิงลบมากดดันใคร สมมติว่าเราเจอใครสักคนในชีวิต ให้ลองรู้จักกันก่อน แล้วใครสักคนที่รู้จักเราดีพอแล้ว ต่างคนต่างมั่นใจกัน ค่อยลองบอกเขา ให้โอกาสเขา และให้โอกาสตัวเองด้วย ไม่ต้องด้อยค่าตัวเอง อาชีพแม่ลาออกไม่ได้ เพราะลูกเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความสุขกับชีวิตและลูกเรา คนที่จะเข้ามาคนนั้น จะต้องมาเติมเต็มกันและกันให้ได้”

 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเป็นคนค่อนข้าง Introvert เวลาคุยงานกัน ไม่กล้า Eye contact กับใคร แต่หนูจะมองต่ำ แล้วจะไปโฟกัสที่เป้าของเขาแทน จะเตือนตัวเองยังไงดี แล้วอยากรู้ว่าผู้ชายจะรู้ตัวไหม ว่าโดนมองเป้าอยู่?

14 พ.ย. 2025

หนูเป็นคนค่อนข้าง Introvert เวลาคุยงานกัน ไม่กล้า Eye contact กับใคร แต่หนูจะมองต่ำ แล้วจะไปโฟกัสที่เป้าของเขาแทน จะเตือนตัวเองยังไงดี แล้วอยากรู้ว่าผู้ชายจะรู้ตัวไหม ว่าโดนมองเป้าอยู่?

ไม่กล้าสบตาผู้ชาย แต่หนูเผลอไปโฟกัสเป้าเขาแทน...พี่คะ หนูเป็นคนค่อนข้าง Introvert แล้วเป็นผู้หญิงที่ได้ทำงานร่วมกับผู้ชายหลายคนเลยในที่ทำงานเวลาประชุม คุยงานกัน หนูไม่กล้า Eye contact กับใครแต่หนูจะมองต่ำ แล้วตาจะไปโฟกัสที่เป้าของเขาแทนแบบไม่รู้ตัวจะเตือนตัวเองยังไงดีคะไม่ให้มองเป้าเขาแล้วอยากรู้ว่าผู้ชายจะรู้ตัวไหม ว่าโดนมองเป้าอยู่?อยากเลิกนิสัยนี้ อยากกล้าสบตาคนอื่นตอนคุยกัน ทำยังไงดีคะ “คุณฟ่า” (นามสมมติ) อายุ 20 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่แฟนทำงานมา 10 เดือนแล้ว แต่เขายังไม่ผ่านโปร โดย “คุณฟ่า” (นามสมมติ) ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟน เขาอายุ 24 ปี เขาได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งตัดต่อ ซึ่งระยะเวลา 3 เดือนเป็นระยะเวลาที่ทดลองงาน แต่ตอนนี้ ผ่านมา 10 เดือนแล้ว แฟนหนูยังไม่ผ่านโปรเลย ทางบริษัทแจ้งว่ายังไม่ได้รับงานจากภาครัฐ เลยยังไม่สามารถให้ผ่านได้ ซึ่งเขาไม่ได้ให้เหตุผลอะไรไปมากกว่านี้มันทำให้แฟนของหนู ทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนที่มากขึ้น สวัสดิการสังคมที่ควรจะได้ในตอนที่ผ่านโปรก็ยังไม่ได้รับ บริษัทนี้ไม่มีตัวสัญญา เป็นการพูดด้วยปากเปล่า และในช่วงวันหยุด แฟนหนูก็ต้องเตรียมตัว คอยรอตัดงานให้เขา ถ้าเขาสั่ง ในช่วงตีสองตีสาม ก็ยังทักมาตามงานอยู่เลย หนูเลยอยากปรึกษาพวกพี่ว่า มันเป็นเรื่องปกติมั้ย หรือความคิดหนูแปลกเอง’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็ก ระบบหรือระเบียบ จะไม่ค่อยมี อันนี้พี่ไม่ได้เหมารวมทั้งหมดนะ ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ปกติ และมันไม่ใช่เรื่องของผลการทำงานว่าดีหรือไม่ดี เพราะแฟนหนูทำงานมา 10 เดือนแล้ว คนทั้งบริษัทก็ยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำ ถ้าเป็นที่แฟนน้องคนเดียวอันนี้ยังพอคิดไปทางอื่นได้พี่ว่าเขายังไม่มีกำลังพอที่จะจ้างประจำหรือพร้อมที่จะให้สวัสดิการ เขาคงรอโปรเจ็คใหญ่มา ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับแฟนของฟ่า ลองคิดถึงข้อดี-ข้อเสียดู แต่อย่าคิดว่ามันไม่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้พอร์ต จากการตัดคลิปต่าง ๆ ถ้าแฟนฟ่ามีทางเลือกอื่น ยื่นพอร์ตไปที่ต่าง ๆได้ ถ้ามีโอกาสคงจะได้ขยับขยายย้ายที่ได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อีกหนึ่งกรณี เขาอาจจะโกง พูดไปเฉย ๆ แต่จริง ๆ ตั้งใจที่จะให้เงินเดือนเท่านี้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับแฟนเรา ไปคุยเรื่องสัญญา ไปคุยเรื่องลิมิต ขีดเส้นให้มันชัดเจน แฟนเรารู้สึกว่าไปที่อื่นได้มั้ย การทำงานโดยไม่มีสัญญาต้องยอมรับความเสี่ยงนะ เพราะเลือกที่จะทำงานไม่มีสัญญาเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถึงจะไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่กฎหมายคุ้มครองตามกฎหมายทุกประการ ตอนนี้คือเหมือนเขาเอาเปรียบ หล่อเลี้ยงเราไว้เฉย ๆ บริษัทจะได้งานหรือไม่ได้งาน ก็ต้องจ่ายตามข้อตกลงอยู่ดี ถ้าแฟนคุณเก่งจริงๆ ยื่นพอร์ตไปเลย เพราะตอนนี้ตัดต่อเป็นที่ต้องการมาก’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFungFin

สามีเสียชีวิตไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อน จู่ ๆ น้องสาวสามีทักมาขอรหัสผ่าน Account Social Media โดยให้เหตุผลว่าจะเอาไปเล่นต่อ แต่เรารู้สึกไม่สบายใจ

13 มี.ค. 2026

สามีเสียชีวิตไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อน จู่ ๆ น้องสาวสามีทักมาขอรหัสผ่าน Account Social Media โดยให้เหตุผลว่าจะเอาไปเล่นต่อ แต่เรารู้สึกไม่สบายใจ

สามีเสียชีวิตไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อนจู่ ๆ น้องสาวสามีทักมาขอรหัสผ่าน Account Social Mediaโดยให้เหตุผลว่าจะเอาไปเล่นต่อ แต่เรารู้สึกไม่สบายใจ ‘คุณจอย’ (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวที่สร้างความไม่สบายใจให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' ได้ฟัง เกี่ยวกับการที่น้องสาวของสามีขอรหัสผ่าน Social Media ของสามี โดยให้เหตุผลว่าจะนำไปเล่นต่อเอง! ‘คุณจอย’ เล่าว่า สามีของเธอเสียชีวิตไปเมื่อครึ่งปีที่แล้ว จู่ ๆ น้องสาวสามีก็ได้ทักมาขอรหัสผ่าน Social Media ของสามี โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนบอกเพียงแค่ว่าจะขอเข้าไปเก็บรูปของพี่ชายเพื่อที่จะนำไปทำเป็นอัลบั้มให้กับพ่อแม่ และจะนำ Account นี้ไปเล่นต่อ ซึ่งตัวคุณจอยนั้นก็ไม่เคยรู้รหัสผ่านของสามีเช่นกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของสามี เธออยากให้การจากไปของสามีนั้นไม่คงเหลือการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก ต้องการให้จบไปอย่างเงียบ ๆ จึงได้ปฏิเสธน้องสาวของสามีไป คุณจอยเล่าเพิ่มเติมว่า ที่เธอนั้นสามารถใช้ Social Media ของสามีได้ เพราะเข้าจากโทรศัพท์สามีโดยตรง ในบางทีเธอก็จะเข้าไปเช็กข้อความที่มีคนทักเข้ามา และเธอก็จะคอยแจ้งกลับไปว่าสามีนั้นเสียแล้ว แต่มาวันหนึ่ง เธอก็ได้พบว่ารหัสผ่านนั้นเปลี่ยนไป และเปลี่ยนจากการต้องขออนุญาตแท็กก่อนที่จะแท็กได้ เป็นเปิดให้สามารถแท็กและโพสต์ลงได้โดยไม่ต้องขออนุญาตอีกต่อไป ทั้งหมดนี้ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าน้องสาวของสามีสามารถเข้า Log in เข้าได้แล้ว นอกจากนี้น้องสาวของสามียังชอบโพสต์ลงถึงสามีในโพสต์ของตัวเอง และแท็กสามีอยู่บ่อย ๆ จนทำให้เธอที่มาเห็นก็รู้สึกไม่สบายใจ และอีกเหตุผลที่ทำให้คุณจอยรู้สึกไม่ดีนั่นก็เพราะย้อนกลับไปตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ เขาป่วยเป็นมะเร็งนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เธอเล่าว่าไม่เห็นว่าจะมีญาติพี่น้องคนไหนที่จะมาช่วยเธอดูแลสามีสักคน แม้จะมีผ่านเข้ามาเยี่ยมบ้างก็ตาม สิ่งนี้ทำให้คุณจอยเกิดความสงสัยว่า แล้วทำไมถึงเพิ่งมาคิดถึงในตอนที่สามีได้จากไปแล้ว คุณจอยยังเล่าอีกว่า เคยได้ยินจากสามีมาว่า น้องสาวชอบพูดถึงเธอในทางที่ไม่ดี ในตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่และป่วยเป็นมะเร็ง น้องสาวสามีก็จะชอบพูดว่ากับสามีว่า “ไปคบกับคนใหม่ เขาได้มาช่วยจ่ายเงินบ้างไหม?” แต่สามีของคุณจอยก็ไม่อยากรบกวน หรือมาพูดอะไรกับคุณจอยในเรื่องนี้ต่อ เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนตัวของตัวเขา เขาจึงอยากที่จะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองมากกว่า หลังจากที่ได้เล่าจบ คุณจอยก็ได้ปรึกษากับเหล่าดีเจว่า เธอนั้นควรจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ดีควรพูดตรง ๆ กับน้องสาวสามีหรือควรปล่อยไป แล้วหันมาจัดการความรู้สึกของตนเองดี หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เหล่าดีเจจึงได้เริ่มให้คำปรึกษาตามความคิดเห็นของแต่ละคน เริ่มต้นจาก ‘ดีเจต้นหอม’ โดยให้ความเห็นว่า “ให้เราโพสต์ใน Facebook ใน Account ของสามีเลยว่า ‘เราเป็นภรรยา และเพิ่งได้รหัสผ่านของสามีมา การจากไปครั้งนี้ก็อยากสร้างความทรงจำที่ดี วันนี้เราขอทำการปิด Account นี้ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำระหว่างเราสองคนนะคะ’ แล้วเราก็ปิดการอนุญาตให้แท็ก เปลี่ยนรหัสไปเลย แล้วถ้าน้องเขาจะขอรหัสออีก ก็บอกไปเลยว่า อย่าเลย ให้อยู่แบบนี้ดีกว่า ถ้าอยากได้รูปอะไรก็ไปแคปเอา หรือให้เราไปแคปให้เขาเองก็ได้ ถ้าอยากได้อะไรก็ให้บอกมา เพราะเรารู้สึกว่า ไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ แล้ว ส่วนตัวพี่รู้สึกว่า เรายังไม่ควรไปพูดเปิด ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรเยอะเกินไป รู้สึกว่าเราแค่แจ้งก็เป็นอันรับทราบกันแล้วก็พอ แต่ถ้าเขายังมาวุ่นวายกับเราอยู่ เราก็สามารถพูดตรง ๆ ได้เลย” ต่อมาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้ความเห็นว่า “พี่ว่าคุณจอยก็มีสิทธิ์ทำและดูแลทุกอย่างใน Account ของสามีนะ เพราะเป็นของสามีเราที่จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแล้ว แต่ถ้าคุณจอยทำแล้วมันมีปัญหา คุณจอยก็ต้องใจแข็งนะ คือพี่รู้สึกว่า สิ่งเกิดขึ้นนี้มันแปลกตรงที่เหมือนไม่ใช่พี่น้องที่สนิทกัน เพราะตอนสามีของคุณจอยป่วย เขาก็ไม่ได้มาดูแล ถ้าคุณจอยไม่ได้มีปัญหากับเขา แล้วเขาไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตเรา ลองทำแบบที่พี่หอมบอก พี่ว่าก็เป็นทางเลือกที่ดี” สุดท้าย ‘ดีเจเผือก’ ก็ได้ออกความเห็นว่า “เท่าที่ฟังมาก็รู้สึกว่าก็เป็นไปได้ที่พอหลังจากสามีเสียไปแล้ว เขาจะคิดถึงพี่ชาย หรือเขาจะรู้สึกอะไรขึ้นมา แล้วการที่เขาโพสต์อะไรบางอย่าง แล้วมันขึ้นอยู่ในฟีดของพี่ชายเขา พยายามคิดแบบใส ๆ โลกสวยเลย คือเขาอาจจะคิดว่า นี่คือหนึ่งช่องทางในการเชื่อมโยงตัวเขากับพี่ชายที่เสียไปแล้ว คิดว่าเป็นไปได้ที่เขาจะคิดแบบนี้ ส่วนเรื่องราวก่อนที่สามีจะเสีย พี่รู้สึกว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันอาจจะเยอะมาก แต่วันนั้นก็ส่วนของวันนั้น ถามว่าแล้วมันสร้างผลเสียอะไรอีกมั้ย นอกจากความรำคาญใจ ถ้าเขามาโพสต์แทนใน Account ของสามีเลย สำหรับพี่ พี่ไม่เห็นด้วย แต่นี่คือแค่การแท็ก เขาไม่ได้เข้ามาเล่น Account ของสามี พี่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่ได้หนักหนามากขนาดที่จะทำให้เราต้องไปนั่งคุยกัน ก็เลี่ยงที่เราอาจจะเบากว่า ถ้าเรารำคาญ เรากดซ่อนได้ โดยไม่ต้องบล็อก หรือเสียความสัมพันธ์ ถ้าเรายังไม่พร้อมก็ไม่ต้องไปเห็นมัน ลองพิจารณาดูก่อนว่ามันเป็นเพราะความบาดหมางตั้งแต่เรื่องก่อนหน้านี้หรือป่าว ที่ทำให้เรามองเขาไม่ดีไปแล้ว สุดท้ายแล้วถ้าเราจะไม่เอาคนนี้ไว้ในชีวิตแล้วก็ไม่ผิด เพราะเขาไม่ได้มีผลอะไรในชีวิตเราแล้ว แค่ลองแยกปัญหาให้ถูก ว่าจริง ๆ แล้วเราคิดยังไงอยู่กันแน่”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูโดนกาหัวข้อสอบ รอบสัมภาษณ์ ตอนสอบเข้าโรงเรียนเพื่อเตรียมเป็นทหาร “ไม่ผ่านเพราะเป็น LGBTQ+” หลังจากที่เขารู้ว่าหนูเป็น คำถามที่โดนถาม ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการเป็นทหารเลย หนูโดนถามว่า “เป็นตุ๊ดหรอ เป็นรุกหรือรับ? มีแฟนเป็นผู้ชายใช่ไหม?”

06 มิ.ย. 2025

หนูโดนกาหัวข้อสอบ รอบสัมภาษณ์ ตอนสอบเข้าโรงเรียนเพื่อเตรียมเป็นทหาร “ไม่ผ่านเพราะเป็น LGBTQ+” หลังจากที่เขารู้ว่าหนูเป็น คำถามที่โดนถาม ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการเป็นทหารเลย หนูโดนถามว่า “เป็นตุ๊ดหรอ เป็นรุกหรือรับ? มีแฟนเป็นผู้ชายใช่ไหม?”

หนูโดนกาหัวข้อสอบ รอบสัมภาษณ์ ตอนสอบเข้าโรงเรียนเพื่อเตรียมเป็นทหาร “ไม่ผ่านเพราะเป็น LGBTQ+”หลังจากที่เขารู้ว่าหนูเป็น คำถามที่โดนถาม ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการเป็นทหารเลย หนูโดนถามว่า “เป็นตุ๊ดหรอ เป็นรุกหรือรับ?มีแฟนเป็นผู้ชายใช่ไหม?” พอหนูตอบทุกอย่างตามจริง ผลออกมา ไม่ผ่าน ทั้งๆที่ หนูสอบปฏิบัติ ทดสอบร่างกายหนูทำได้ดีทุกอย่าง คะแนน 200 ได้ 170 คะแนน เหมือนความพยายามทั้งหมดที่หนูฝึกฝนมา 7-8 เดือน สูญเปล่าไปเลยแต่เพื่อนผู้ชายแท้ว่ายน้ำไม่ได้ ทำคะแนนไม่ดี กลับสอบติดตัวจริง ปีหน้าคงหมดหวังแล้วเพราะอายุหนูเกิน “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [4 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการสอบทหาร ซึ่งทำได้ดีในทุกรอบ แต่ตกรอบสัมภาษณ์เพราะเป็น LGBTQIA+ โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูอยากเป็นทหาร เลยเตรียมตัวฝึกฝนจนสอบผ่าน แต่มาตกเอารอบสัมภาษณ์ เพราะหนูเป็น LGBTQIA+ หนูเคยผ่านการเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน รู้สึกว่าระบบการทำงานมันตอบโจทย์กับหนู ถึงจะเป็นแบบนี้ก็จริง แต่หนูไม่ชอบทำงานนั่งสวย ๆ ในออฟฟิศเท่าไหร่ หนูชอบงานท้าทาย ตอนไปสอบก็พยายามแอ๊บแมน และในวันที่สอบสัมภาษณ์ ปกติแล้วคำถามในการสัมภาษณ์มันควรจะถามเกี่ยวกับองค์กรที่เราจะเข้าไปทำงานใช่ไหม? แต่อันนี้เขาไม่ถามเลย เขาถามแค่ว่า เป็นตุ๊ดใช่ไหม มีแฟนเป็นผู้ชายใช่ไหม เป็นรุกหรือเป็นรับ? เขาถามแค่เรื่องเพศสภาพของหนู เขาไม่ถามเกี่ยวกับทหารเลย หนูคิดว่าเขาคงไม่อคติขนาดนั้น เพราะในส่วนต่าง ๆ หนูทำได้ดีมาก ตอนเทสร่างกายเขาให้ว่ายน้ำ วิ่ง ดันพื้น และดึงข้อ หนูทำได้ดีเกือบทุกสนามจนหนูยังตกใจตัวเอง ขนาดกรรมการยังถามว่า ไปกินอะไรมา แต่คนที่เขาเลือกให้ผ่านเข้าไป กลับเป็นคนที่ได้คะแนนน้อยกว่าหนู ที่หนูรู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับหนู คือ เพื่อนที่ไปสอบด้วยกัน เขาเป็นชายแท้ แต่เขาว่ายน้ำไม่ได้ ทำคะแนนได้ไม่ดี ซึ่งคะแนนเต็มทั้งหมด 200 คะแนน หนูทำได้ทั้งหมด 170 คะแนน ตอนนั้นหนูเลยไม่มีความคิดว่าจะไม่ติด เพราะเราเตรียมตัวมาดี ทำให้หนูคิดว่า พอเราเป็นแบบนี้แล้วทำไมไม่ให้โอกาสเราเลย ถ้าคุณบอกว่าการเป็นทหารต้องแข็งแรง หนูก็ทำให้เห็นแล้วว่าหนูทำได้ แล้วทำไมถึงไม่เอาหนูเข้าไป หนูน้อยใจในจุดนี้ หนูใช้เวลาทั้งหมด 8 เดือน ทั้งอ่านหนังสือ ฝึกฝน เตรียมร่างกาย หนูทำไปเพื่ออะไร? หนูออกไปวิ่งทุกเช้าทุกเย็น จริง ๆ หนูเคยไปสอบอีกสนาม หนูก็ไม่ผ่าน ซึ่งสนามนั้นหนูรู้ว่าหนูพลาดอะไร หนูเลยไม่ได้อะไรมาก แล้วในกฏเขาก็ไม่ได้มีเขียนบัญญัติไว้ว่าห้ามรับ LGBTQIA+ แถมตอนสัมภาษณ์หนูยังโดนย้ายไปห้องสอบสัมภาษณ์พิเศษ แต่ก็โดนถามแค่คำถามเดิม ๆ ที่เกี่ยวกับเพศสภาพ หนูแค่สงสัยว่า ทำไมถึงไม่เปิดโอกาสให้หนูตอบคำถามที่หนูควรจะได้ตอบเหมือนคนอื่น ๆ เพื่อที่หนูจะได้โชว์ว่าหนูทำได้ หนูเสียใจเพราะมันเป็นปีสุดท้ายที่หนูจะสมัครได้ เพราะเขารับอายุไม่เกิน 24 ปี แล้วปีนี้หนูกำลังจะครบอายุ 24 ปี เรื่องนี้ผ่านมา 3 เดือนแล้ว แต่หนูไม่สามารถปล่อยวางได้เลย หนูเลยอยากได้คำปลอบใจจากพี่ ๆ ดีเจว่า หนูควรทำยังไงดี?’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็เคยเจอแบบหนูเหมือนกัน เคยโดนกีดกันไม่ให้เป็นพิธีกรโรงเรียน แต่พี่ก็ไม่ได้สนใจ พี่แค่อยากจะบอกเอว่ามันก็ไม่แฟร์จริง ๆ แต่เรื่องแบบนี้มันก็สามารถเกิดขึ้นได้แหละในชีวิตจริง เข้าใจแหละว่าเสียใจ แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และไม่มองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพสุดท้ายที่เอจะทำได้ ถ้าเอเปิดใจมันยังมีทางอื่นให้เอได้ลองทำอีกนะ ไม่อยากให้เอาสิ่งที่เกิดขึ้นไปตัดสินคุณค่าในตัวเอง’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เข้าใจในสิ่งที่เอเจอนะ ไม่อยากให้เอคิดว่ามันเป็นความผิดของเอ เราไม่รู้หรอกว่าเหตุผลจริง ๆ คืออะไร มันยังมีหลายที่ ๆ เขาโอเคกับความเป็นตัวเรา เราเป็นคนมีความสามารถและความตั้งใจ พี่เชื่อว่ามันจะทำให้เอสามารถไปยังอาชีพอื่น ๆ อีกมากมาย’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้คำคำปรึกษาว่า ‘เอดีเกินไปที่จะเข้าไปอยู่ในระบบราชการไทย หนูสามารถไปทำอะไรได้เยอะกว่านี้ ถ้าหนูเข้าไปหนูก็อาจจะโดนกลืนกิน เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ และเขาก็ไม่เชื่อว่าหนูจะทำมันได้อยู่แล้ว คนที่มุ่งมั่นขนาดนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ได้แน่นอน แค่ที่นั่นไม่ได้เหมาะกับเรา’ และสุดท้าย ดีเจทั้ง 3 คน ได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ‘อย่าด้อยค่าตัวเองและอย่าหยุดพยายาม ปล่อยให้ตัวเองไปเจอสิ่งที่ดีกว่าแล้วเราจะใช้ชีวิตแบบมีความสุข’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอายุ 26 ตั้งใจทำงาน ลงทุนเก็บเงินไปเรื่อยๆ แพลนใช้เงินตอนอายุ 30 กว่าๆ แบบสบาย แต่เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ตอนกลับคู่อื่นเขามีรถใช้กันหมดแล้ว คู่ผมนั่ง Taxi จนรู้สึกกดดันตัวเองที่ยังไม่มีอะไรแบบคนอื่นเลยนอกจากเงินในบัญชี 7 หลัก

29 เม.ย. 2024

ผมอายุ 26 ตั้งใจทำงาน ลงทุนเก็บเงินไปเรื่อยๆ แพลนใช้เงินตอนอายุ 30 กว่าๆ แบบสบาย แต่เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ตอนกลับคู่อื่นเขามีรถใช้กันหมดแล้ว คู่ผมนั่ง Taxi จนรู้สึกกดดันตัวเองที่ยังไม่มีอะไรแบบคนอื่นเลยนอกจากเงินในบัญชี 7 หลัก

“คุณที (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 เม.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจพี่อ้อย - ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาอยากจะมีเงินเก็บเยอะๆ แต่เห็นคนอื่นมีรถ เลยรู้สึกกดดันว่าต้องมีบ้าง... โดย ​“คุณที (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ต้องขอท้าวความก่อนว่า ผมมาจากครอบครัวที่ฐานะทางการเงินไม่ดีเท่าไหร่ จะพูดว่าไม่ดีเลยก็ได้ พอได้เริ่มมีงานทำ ฐานะทางการเงินก็ค่อยๆดีขึ้น แต่ว่าผมก็ยังฝังใจกับความจนที่เจอมาอยู่ พอทำงานหาเงินได้ ก็ตั้งตาตั้งหน้าเก็บเงิน มีเอาไปลงทุนบ้าง เพราะหวังว่าสักวันนึงจะได้มีความมั่นคงทางการเงิน ทำยังไงก็ได้ให้ตัวผมออกห่างจากความจนให้ได้มากที่สุด ซึ่งผมคบกันแฟนคนนึง มาได้ประมาณ 2 - 3 ปี แฟนคนนี้เป็นแฟนที่ผมรู้สึกว่าดีที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยคบใครมาเลย แต่ก็จะมีบางเรื่องที่ทำให้เราสองคนเถียงกันได้ตลอด คือ เรื่องการใช้เงิน ผมกับแฟนมีรายได้จากการทำงานใกล้เคียงกัน เวลาใช้เงินผมจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างตึงนิดนึง ส่วนแฟนก็จะใช้เงินแบบหย่อนกว่าผมหน่อย พูดง่ายๆเลยก็คือ เรายังหาตรงกลางที่ลงตัวไม่ค่อยเจอ แต่ผมกับแฟนก็พยายามปรับตัวเข้าหากันตลอด ผมจะเป็นคนที่วางแผนเรื่องการใช้เงินให้เขา เช่น เดือนนี้เก็บเท่านี้ดีมั้ย ช็อปปิ้งประมาณนี้นะ จะได้มีเงินเก็บบ้าง จนมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆ โดยที่เพื่อนๆก็พาแฟนไป ตัวผมเองก็พาแฟนไปด้วยเหมือนกัน ทีนี้ตอนกลับบ้าน เพื่อนๆ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเอง มีแค่ผมกับแฟนที่เดินออกไปปากซอยเพื่อเรียกรถแท็กซี่ ตอนนั้นผมก็รู้สึกเขินๆอยู่นิดนึง เพื่อนๆ 4 - 5 คู่ เขามีรถส่วนตัวกันหมด แต่ผมไม่มี แฟนผมก็พูดประมาณว่า ทำไมเราไม่มีเหมือนคนอื่นบ้าง คนอื่นเขามีรถกันหมดเลย ผมก็พยายามอธิบายให้เขาฟังว่า ช่วงนี้อยากสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน ถ้ามีเงินแล้ว รถจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เข้าใจความรู้สึกเขา เพราะตอนนั้นผมก็เขินเหมือนกัน เวลาที่เรามีเป้าหมายชีวิตแบบนี้ มันอาจจะไม่ได้เหมือนกับคนอื่น ผมอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ผมควรจะมีความคิดแบบไหนที่จะไม่ให้โดนสังคมภายนอกกดดันว่า ต้องมีแบบนู้น มีแบบนี้ในเวลาอายุเท่านี้ อาจจะแนะนำความคิดทั้งตัวผมเองแล้วก็แฟนผมด้วยก็ได้ ทำยังไงให้ไม่รู้สึกว่าโดนสังคมภายนอกกดดัน? โดย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ส่วนใหญ่ความกดดันนั้น เราก็เป็นคนเอามาใส่ตัวเราเองทั้งนั้น เพื่อนก็ไม่ได้ถามคุณทีว่า ทำไมไม่มีรถล่ะ ซื้อรถสิ ก็ไม่มีใครบอกรึป่าว แต่คนที่มองรถที่ขับออกไป แล้วก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ก็เป็นตัวเราเอง ที่คุณทีรู้สึกเป็นส่วนน้อยเพราะว่า มันทำยากเพราะคนสมัยนี้ก็วัตถุนิยม มีนู่นมีนี่ แต่คนที่คิดได้อย่างคุณที มีวิธีการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน คุณทีอาจจะรู้สึกว่าน้อย แต่มันไม่ได้แปลว่าดีหรือไม่ดี ถ้าเรามีวิธีคิดแล้วมันพิสูจน์ได้จริง ณ ตอนนี้เราไม่ได้มีรถแต่เราก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ แล้วเงินเก็บเราก็เพิ่มพูนมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจะทำยังไง มีวิธีคิดยังไง เพื่อให้ปัจจัยอื่นๆในสังคมไม่มากดดันเรา เราก็ต้องไม่ไปเอามันมากดดันตัวเอง ในเคสของคุณที คือ การเอาสิ่งนั้นๆ มากดดันตัวเอง โดยที่ปัจจัยภายนอกมันไม่ได้มากดดันคุณทีเท่าไหร่ คุณทีต้องคิดว่ารถคันหนึ่ง กับ เป้าหมายที่คุณวางไว้อันไหนสำคัญกว่า โลกยุคนี้ถูกดำเนินด้วยสื่อโซเชียล มันทำให้ชีวิตของคนอื่น มามีผลต่อชีวิตของเรามากมาย ซึ่งมันเป็นกันทั้งโลก แล้วถ้าคุณทีจะเป็นหนึ่งในคนที่ไม่เป็นแบบนั้น ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ แล้วก็ให้เวลามันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งต่างๆที่เราตั้งใจอดออมเก็บเงิน สุดท้ายแล้วมันออกดอกออกผลในอนาคต’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณทีพึ่งอายุ 26 เอง การที่ยังไม่มีรถในวัยนี้ พวกพี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่พี่เผือกพูดก็ถูก ตอนนี้โลกมันมีการแข่งขันกันมาก เปิดโซเชียลมาก็เจอคนโชว์ไลฟสไตล์ชีวิตที่มีความสุข ซึ่งบางทีเราก็เคยได้ยินที่เขาพูดกันว่า ไม่มีใครโชว์ความทุกข์ของตัวเองให้คนอื่นเห็นหรอก เขาเลือกด้านที่ดีให้คนอื่นเห็นอยู่แล้ว ซึ่งมันก็อาจจะมีผลที่ทำให้คนต้องแข่งขันกัน แต่ทุกวันนี้พี่ว่าคนเขาเคารพความเป็นแบบปัจเจกของคนมากกว่า มันไม่ได้มาตัดสินว่า คุณมีอายุเท่านี้ คุณจะต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดแบบนี้มันเคยมีในสมัยพวกพี่ ต้องทำงานมีเงิน มีบ้าน รับราชการ เหมือนโลกทุกวันนี้มันหลากหลายมาก แล้วคนก็เคารพกันมากขึ้นด้วย คุณจะทำอะไรมันคือสิทธิ์ของคุณ ถึงคุณจะไม่ได้ทำงานสำเร็จ และถึงคุณจะมีอาชีพเล็กๆ แต่คุณมีความสุข นั่นก็คือสิทธิ์ของคุณ หรือคุณจะเป็นนักธุรกิจยิ่งใหญ่ มันก็คือสิทธิ์ของคุณทั้งหมด เพียงแต่คุณมีความสุขรึป่าวกับสิ่งที่คุณเป็น แค่นั้นเอง และที่คุณทีบอกว่า ผมเขินที่จะต้องไปเรียกรถแท็กซี่ พี่จะให้ดูพี่เป็นตัวอย่าง พี่ต้องบอกยามให้เรียกรถแท็กซี่ให้ในทุกวันที่พี่มาจัดรายการ เพื่อนพี่ทุกคน ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม มีรถกันหมด ส่วนพี่เดินข้ามถนนไปเรียกรถหน้าตึกแกรมมี่กลับบ้าน แต่พี่ก็รู้สึกว่าพี่ไม่ได้จะเขินอะไรนะ เพราะนั่นมันคือวิถีที่เราเลือกแล้ว พี่ก็มีความสุขกับสิ่งที่พี่เลือกแบบนี้ เพราะงั้นถ้าคุณทีเลือกที่จะเก็บเงิน ซึ่งมันก็เป็นวิธีที่ดีต่อชีวิตคุณทีด้วย คุณทีต้องไม่ทำให้อะไรเหล่านี้มาทำให้เราแบบไขว้เขว เพราะสิ่งที่คุณทีคิดและทำมาตลอด เรื่องที่เลือกจะเก็บเงิน ต้องภูมิใจในตัวเองมากๆเลยนะ ตอนที่พี่อายุเท่าคุณทีเงินในบัญชีพี่ติดลบ แต่คุณทีมีเงินเยอะขนาดนี้ แล้วทำไมปล่อยให้เรื่องแค่ว่า เราไม่มีรถ เราต้องไปเรียกรถแท็กซี่มากวนใจ พี่ว่าคุณทีต้องแข็งแกร่งกว่านี้ และพี่ไม่อยากให้คุณทีคิดแบบนั้น ให้เลือกว่าเรามีความสุขแบบไหนดีกว่า’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ความสุขไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีอะไร มันอยู่ที่ว่าเรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามีมากกว่า ทุกคนมีสไตล์ และมีความสุขเป็นของตัวเอง คนอื่นถือแบรนด์เนม ถ้าคุณไม่ได้ถือแบรด์เนม ก็ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ คนมีเงินเยอะแยะมากมาย ที่ไม่ได้เอาเงินไปซื้อแบรนด์เนม แต่เขาอาจจะเอาเงินของเขาลงกับการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นความสุขของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน พี่ว่ามันหมดยุคแห่งการที่บอกว่า มีรถ ถือว่าคือมีชีวิตที่ดี หรือแสดงให้เห็นว่าเพราะสถานะทางการเงินดีถึงมีรถได้ แต่พี่ไม่รู้สึกแบบนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ การที่คุณทีบอกว่า โดนสังคมกดดัน พี่ว่าไม่ใช่ คุณทีต่างหากที่กดดันตัวเองและเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสังคม ทุกคนมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง และบางทีชีวิตคนอื่นมองอยู่ไกลๆยังไงก็สวย พออยู่ด้วยอาจจะเป็นอีกแบบ พี่รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นคือ เราต่างหากที่กำลังด้อยค่าชีวิตของเราเองอยู่ สมมติว่าคุณทีไปไหนกับแฟน แล้วแฟนถามว่า เมื่อไหร่เราจะมีรถเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างนะ บางคนเขามองชีวิตของคุณทีคือ ดูสิเขาได้เดินกลับบ้านกับแฟนอ่ะ เห็นมั้ยทุกคนมีมุมน่าอิจฉา และมุมที่น่าสงสารของตัวเองที่แตกต่างกันไป เรามัวแต่ไปมองมุมน่าอิจฉาของคนอื่นใหญ่โต แล้วเห็นน่าสงสารของตัวเองใหญ่กว่า ทั้งหมดอยู่ที่วิธีคิด และสังคมที่คุณทีบอกก็ไม่ใช่สังคมทั้งหมดด้วยนะ คุณทีไปเห็นในกลุ่มเพื่อนเท่านั้น แล้วก็คิดว่านี่คือสังคมในกลุ่มใหญ่ พี่คิดว่าชีวิตของคนเรามันง่ายแค่ว่า คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงให้พอเถอะ คุณจะได้มีแรงในการหาเงิน แต่ถ้าวันนี้สุขภาพไม่แข็งแรง มีเงินแต่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาโรงพยาบาล ก็ไม่คุ้มกับชีวิตที่ต้องเหนื่อยมาก่อนหน้านี้ พี่ว่าความสุขของเรามันง่ายแค่นี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-