เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

05 ก.พ. 2026

เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน

แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom

นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก

การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

        ‘คุณน้ำ (นามสมมติ)’ อายุ 32 ปี สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตนนั้นเป็น Single Mom แต่ถูกปิดโอกาสที่จะให้คนเข้ามารัก

        โดย ‘คุณน้ำ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว บางครั้งก็มีความรู้สึกเหงา อยากจะเปิดใจ อยากมีใครสักคน วันหนึ่งเราไปเจอโพสต์คำถามว่า ‘คิดยังไงกับคนเป็น Single Mom’  เราเองก็เข้าไปดู และได้เห็นคอมเม้นท์ไปในทางเดียวกันทั้งหมด ทุกคนตัดสินไปแล้ว ว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีครอบครัวมานั้นเป็นคนไม่ดี อย่าไปยุ่งเลย มันเลยทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปมที่ติดอยู่ในใจเรา มันทำให้เราไม่มั่นใจ ทำให้เราไม่กล้าที่จะเปิดใจให้กับใคร

        พอลองมองย้อนกลับกัน ผู้ชายที่เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวกลับมีที่ยืนในสังคมมากกว่า สังคมยังให้โอกาสเขา ยังมองว่าเขาเป็นคนดี ทั้งที่เงื่อนไขการเลี้ยงลูกคนเดียว หรือการหาเงินคนเดียวมันก็เหมือน ๆ กัน แต่ผู้หญิงอย่างเรากลับโดนตัดสินว่าเป็นคนไม่ดี เคยผ่านผู้ชายมาก่อน มันทำให้เราไม่กล้า และมักจะตีตัวออกห่างจากใครสักคนก่อนเสมอ

        ปีที่ผ่านมา เราคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เราเองก็เคยเกริ่นถามเขาว่า ถ้าเป็นเป็นผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกมาแล้ว จะรับได้ไหม แต่เขาก็เงียบ และไม่เลือกที่จะตอบคำถามนี้ มันเลยทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อกับความสัมพันธ์นี้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเลือกทางผิดไหม แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะโอเคกับเราหรือเปล่า เราเองก็ได้แต่คิดว่าผู้หญิงที่เป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ”

        เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะเสพสื่อแบบไหน คอมเม้นท์ในแต่ละแพลตฟอร์มมันต่างกันอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าสิ่งที่เราอ่านมาเป็นความคิดของสังคมโดยรวม คนที่มีความคิดว่า Single Mom เป็นคนไม่ดี มันเป็นความคิดที่โบราณมาก สังคมตอนนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว อย่าให้คำพูดของคนเหล่านั้นมาทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยาก ถ้าเอาผู้ชายที่เข้าใจโลกมานั่งคุยกัน คงไม่มีใครมานั่งสนใจว่าใครจะมีลูกมาแล้ว หรือมีสามีมาก่อน อย่าเพิ่งไปคิดว่าโลกใบนี้ต่อต้านเรา ทุกวันนี้สังคมมันไปไกลแล้ว”

        ทางด้านของ ‘ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การที่เราจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราเลือกเขาและเขาเลือกเรา เพราะฉะนั้นเสียงความคิดเห็นของคนที่เหลือทั้งหมด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย การที่เราตรงไปตรงมากับเขา บอกสถานะเราให้เขารู้ไปตรง ๆ ก็เป็นเรื่องที่แฟร์กับทุกฝ่าย มันไม่ใช่ความผิดของเราที่เป็น Single Mom อยู่ที่เขาว่าจะเลือกหรือไม่เลือก อย่าให้เสียงความเห็นของคนอื่นมาทำให้เราปิดกั้นโอกาสของตัวเอง”

        ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อย่าไปใส่ใจ คนที่มีชีวิตที่ดี จะแสดงทัศนคติในเชิงบวก และจะไม่แสดงความเห็นเชิงลบมากดดันใคร สมมติว่าเราเจอใครสักคนในชีวิต ให้ลองรู้จักกันก่อน แล้วใครสักคนที่รู้จักเราดีพอแล้ว ต่างคนต่างมั่นใจกัน ค่อยลองบอกเขา ให้โอกาสเขา และให้โอกาสตัวเองด้วย ไม่ต้องด้อยค่าตัวเอง อาชีพแม่ลาออกไม่ได้ เพราะลูกเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความสุขกับชีวิตและลูกเรา คนที่จะเข้ามาคนนั้น จะต้องมาเติมเต็มกันและกันให้ได้”

 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผิดขนาดนั้นเลยหรอ... สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจ คบกันมา 7 ปี แต่สามีฟ้องหย่า เพราะหนูแค่ถามเขาว่า “มึงจะกลับไม่กลับ!” ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เขาให้เหตุผลว่า เราใช้คำพูดไม่สุภาพ รุนแรง แต่เขาก็เคยต่อยเบ้าตาเราแตก จนต้องเข้าโรงพยาบาล...

12 มิ.ย. 2023

ผิดขนาดนั้นเลยหรอ... สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจ คบกันมา 7 ปี แต่สามีฟ้องหย่า เพราะหนูแค่ถามเขาว่า “มึงจะกลับไม่กลับ!” ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เขาให้เหตุผลว่า เราใช้คำพูดไม่สุภาพ รุนแรง แต่เขาก็เคยต่อยเบ้าตาเราแตก จนต้องเข้าโรงพยาบาล...

ผิดขนาดนั้นเลยหรอ... สาวโทรปรึกษา 3 ดีเจ คบกันมา 7 ปี แต่สามีฟ้องหย่า เพราะหนูแค่ถามเขาว่า “มึงจะกลับไม่กลับ!” ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เขาให้เหตุผลว่า เราใช้คำพูดไม่สุภาพ รุนแรง แต่เขาก็เคยต่อยเบ้าตาเราแตก จนต้องเข้าโรงพยาบาล หนูไม่อยากหย่าเพราะยังรู้สึกผูกพันและรักมาก ทำยังไงดีคะ? “คุณมิว (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [7 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับสามี โดย “คุณมิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับสามีอยู่ด้วยกันมาเข้าปีที่ 7 เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา หนูกับแฟนตกงานกันทั้งคู่ ทีนี้มันมีผู้หญิงคนหนึ่งและสามีของเขาที่รู้จักกับครอบครัวหนูมาประมาณ 10 ปี เขามาชวนหนูไปทำงานที่ร้านอาหารของเขา หนูก็เลยพาแฟนเข้าไปทำด้วยในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ซึ่งแฟนหนูก็เพิ่งรู้จักกับพี่คนนี้จากการที่หนูพาแฟนเข้าไปทำงานด้วย ทำงานตอนแรกๆก็ดี แต่ทำไปได้ประมาณอาทิตย์หนึ่ง หนูก็มีปากเสียงกับแฟน ทะเลาะกันขึ้นมา จากความรู้สึกหนูเรื่องที่ทะเลาะกันมันเป็นเรื่องเล็กๆนิดเดียวเอง มันควรที่จะคุยกันได้ แต่แฟนหนูกลับโมโหใหญ่โตมาก ไม่ยอมคุย วันนั้นที่ทะเลากัน ด้วยความที่ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม พอเลิกงานหนูก็เหนื่อย ล้า แล้วก็เป็นประจำเดือนด้วยเลยมีหลายอารมณ์ พอเลิกงานก็ชวนสามีกลับบ้านแต่เขามัวแต่คุยกับเพื่อนที่ทำงาน หนูก็เลยโมโหแล้วก็มีการตะคอก ขึ้นเสียงใส่เขาไป ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน อาจจะหยาบนิดหนึ่ง คือหนูพูดว่า “มึงจะกลับหรือไม่กลับ” ก็เลยทำให้เขาโมโหและทะเลาะกัน ปกติหนูไม่ค่อยพูดคำหยาบ หรือขึ้นเสียงเลยถ้าไม่รู้สึกว่าอารมณ์มันสุดจริงๆ แต่วันนั้นทั้งเหนื่อย หลายเรื่อง อารมณ์เลยขึ้นไป เหมือนอารมณ์ชั่ววูบ ในระหว่าง 7 ปีก็เคยทะเลาะหนักกว่านี้ แต่มันไม่ถึงกับแยกกันแบบนี้ พอหนูตะคอกใส่เขา เขาก็เดินกลับบ้านไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า แล้วก็ออกมาไปอยู่กับพี่เจ้าของร้านเลย หนูก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พี่เจ้าของร้านเขาอาจจะเอ็นดูแฟนหนูหรือเปล่าหนูก็ไม่แน่ใจ เหมือนพี่เจ้าของร้านเป็นที่พักพิงให้กับแฟนหนู หลังจากที่ทะเลาะกัน หนูกับสามีอยู่คนละที่แต่ก็มาเจอกันที่ทำงาน สามีหนูเขาก็ไม่สนใจ ไม่พูดคุย เห็นหนูเป็นฝุ่น เป็นอากาศ ส่วนตัวพี่เจ้าของร้านก็ยังพูดดีในตอนแรกว่าให้ค่อยๆพูด ค่อยๆเคลียร์กัน แต่หนูก็ไม่รู้ว่าพี่เขาไปคุยอะไรกับแฟนหนู จน 2 - 3 วันถัดมาพี่เขาก็เริ่มเปลี่ยนท่าที เริ่มบอกให้หนูกับสามีหย่ากัน ให้เลิกกันไปเลย อย่ามายุ่งกัน คำพูดเขาแบบ “ก็มันไม่เอาแล้ว จะมาอะไรกับมัน!” หนูรู้สึกได้เลยว่าการพูดของพี่เขาไม่ใช่ไกล่เกลี่ยหรือคนกลาง แต่อยากให้หนูไปเลิกกับสามี แต่หนูก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำไมพี่เขาถึงเป็นแบบนี้ หนูก็ไม่อยากเลิก หนูกับสามีอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 7 ปี พี่คนนั้นก็คอยพูดเรื่อยๆ ทุกวันๆที่ไปทำงานแล้วก็มีบอกว่า ถ้ายังไม่หยุดเร้าหรือกับสามีของหนู เขาจะไล่หนูออกจากงาน พนักงานทุกคนจะได้วันหยุดหนึ่งวัน ซึ่งวันนั้นเป็นวันหยุดพักผ่อนของหนู แต่พี่ผู้หญิงเจ้าของร้านเขาโทรมาว่า “สรุปจะเอายังไง จะเลิก จะหย่าให้ไหม” หนูก็ตอบไปว่า “ยังไงหนูก็ไม่หย่า” สำหรับความรู้สึกหนู หนูอยากให้สามีมากลับมาคุยกันดีๆ เพราะตั้งแต่ที่ทะเลาะกันเขาไม่เคยมาคุยกันสักคำ เขาหายไปเลย เจอกันแค่ที่ทำงาน นอกนั้นก็ติดต่อไม่ได้เลย อยู่ที่ทำงานก็ไม่ยอมคุยกับหนู แล้วพี่เขาก็พูดอีกว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวจะดูแลสามีหนูอย่างดี” พี่เขาพูดถึงขนาดว่าจะเอาชื่อของสามีหนูเข้าทะเบียนบ้านของเขา เขาสงสารสามีเราเพราะเป็นคนต่างจังหวัดแล้วมาอยู่บ้านเดียวกับหนู เห็นว่าตอนนี้สามีหนูตัวคนเดียว สงสารเลยอยากดูแล สามีของพี่เขาก็รู้เรื่องทั้งหมด แต่ทุกคนก็ถามหนูว่า สามีเขาว่ายังไงบ้าง เหมือนสามีพี่เขาก็เชื่อ พี่เขาพูดอะไรก็เชื่อหมด หนูก็ไม่รู้ วันนั้นที่พี่เขาโทรมา เขาก็ยังบอกอีกว่า ถ้าไม่อย่าพี่จะหาทนายมาให้สามีหนูฟ้องหย่า หนูอยู่แบบนี้ไม่ได้ มันเสียสุขภาพจิตหนู หนูต้องกินยานอนหลับ ก็เลยตัดสินใจออกจากงาน เพื่อที่จะเว้นระยะห่างกับสามี เผื่อวันไหนที่เขาเย็นลง หรือโอเคขึ้นเขาจะกลับมาคุยกับเรา หลังจากหนูออกจากงานมาจนประมาณเดือนมีนาคม หนูได้รับหมายศาลการฟ้องหย่า โดยให้สาเหตุคร่าวๆคือ หนูด่าทอด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพ รุนแรงในที่สาธารณะ ทำให้อับอาย หนูก็ได้ไปยื่นเรื่อง ไปไกล่เกลี่ยอะไรเรียบร้อยค่ะ หนูก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาอีกเลย จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพื่อนของหนูไปเห็นเฟซบุ๊กของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่พี่เจ้าของร้าน เขาเป็นลูกของแม่ค้าที่อยู่ในระแวกเดียวกัน ลงภาพซ้อนมอเตอร์ไซค์ให้เห็นต้นคอ ด้านหลังว่าเป็นสามีหนู แล้วบอกว่า “เป็นคนพิเศษ” ทีนี้หนูก็เลยโทรไปเคลียร์กับทางผู้หญิงคนนี้ (อายุประมาณ 17-18ปี) เขาก็บอกกับหนูว่า กำลังคุยๆดูๆกับอยู่ แต่ผู้ใหญ่ยังไม่อนุญาตให้คบกัน เพราะทางผู้ชายบอกว่ากำลังจะหย่ากับเมีย หนูก็คิดในใจว่า อ้าว ถ้าผู้ใหญ่รู้แบบนี้ ทำไมเขาไม่ห้ามหรอ ผู้ชายก็ยังมีเมียมี ทะเบียนสมรส หนูก็เลยโทรไปหาแม่ของน้องผู้หญิงด้วย แม่ของน้องเขาก็รับรู้ว่าผู้ชายที่น้องคุยมีเมียอยู่แต่ก็บอกหนูว่า ก็กำลังจะหย่ากันไม่ใช่หรอ เขาฟ้องเธออยู่ ระหว่างที่หนูกำลังคุยกับแม่เขา หนูได้ยินเสียงคนๆหนึ่งเข้ามาในโทรศัพท์ มันมีคำที่หนูไม่คิดว่าเกิดมาหนูจะได้ยินอะไรแบบนี้ มันทำให้หนูเจ็บใจมากที่สุด เขาพูดมาว่า “มึงจะโทรมาทำไม ทำไมไม่ไปคุยกับผัวมึง มึงเอาผัวมึงไม่อยู่เอง จะมาอะไรกับฝ่ายนี้!” แต่สามีหนูไม่ยอมคุยกับหนูเลย มีแต่ฝากพี่เจ้าของร้านมาคุย หนูอยากจะสู้ให้ถึงที่สุด ส่วนหนึ่งหนูก็อยากได้สามีกลับมา แล้วก็อยากให้มีความยุติธรรมว่าทำไมหนูต้องมาเจออะไรแบบนี้ ถ้าเขาชนะในคดีนี้ หนูจะกลายเป็นคนที่ไม่ได้ผิดขนาดที่จะต้องเป็นคดีหรือขึ้นศาลเพราะเรื่องแค่นี้ ดีเจทั้ง 3 คน ให้คำปรึกษากับ “คุณมิว (นามสมมติ)” ว่า ‘เรื่องฟ้องก็คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลตัดสินว่าผลมันจะเป็นยังไง แต่มันไม่สมเหตุผลกับการฟ้องหย่านี้เลย คนที่ควรจะฟ้องควรเป็นคุณมิวด้วยซ้ำ ในความเป็นจริง เวลาสามีภรรยามีปากเสียงแล้วใช้คำที่ไม่สุภาพเวลาทะเลาะกัน ไม่เห็นมีคู่ไหนที่ต้องขึ้นศาลขนาดนี้เลย “คุณมิว (นามสมมติ)” บอกต่อว่า หนูไม่เคยใช้คำที่ไม่สุภาพกับเขาเลยนะคะ หยาบสุดของหนูคือมึงกับกู มีแต่เขาที่ใช้คำไม่สุภาพกับหนูตลอด 3 ดีเจ จึงบอกว่า ถ้าเป็นอย่างที่คุณมิวบอก แบบนั้นมันก็เห็นชัดอยู่แล้ว เขาใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างในการที่จะเลิกกับคุณมิวหรือเปล่า “คุณมิว (นามสมมติ)” ตอบกลับว่า คนรอบข้างส่วนมากบอกว่า เขาหาจังหวะมานาน แล้วมาเจอเรื่องนี้พอดี เขาเลยใช้จังหวะนี้ที่จะเลิกกับหนู ตอนไปไกล่เกลี่ยหนูก็ถามเขาว่า ฉันทำอะไรให้เธอหนักหนาขนาดนั้นเลยหรอ เขาตอบกลับมาว่า ความรู้สึกมันต่างกัน เรื่องเล็กสำหรับหนูอาจจะใหญ่สำหรับเขาก็ได้ 3 ดีเจ ถาม “คุณมิว (นามสมมติ)” ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่หย่า แล้วผู้ชายคนนี้มีข้อดีอะไร? “คุณมิว (นามสมมติ)” ตอบว่า หนูยังมีหวังอยู่ว่าสักวันเราจะกลับมาเป็นครอบครัวได้ แล้วก็เพราะความผูกพันที่อยู่ด้วยกันมาตลอด 7 ปี ข้อดีนอกจากผูกพันก็คงมีแต่ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันมีช่วงที่เคยทะเลาะกันแล้วเขาชกเบ้าตาหนูแตก เย็บไปหลายเข็ม ต้องนอนโรงพยาบาลอะไรแบบนี้ แต่หนูไม่ได้บอกคนรอบข้างว่าเขาเป็นคนทำ หนูบอกว่าหนูล้มเอง เพราะว่าหนูรักเขา แล้วหนูก็คอยสนับสนุนเขาในหลายๆเรื่องเลยไม่อยากหย่ากับเขา หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่าหนูจะ move on ต่อยังไงดีคะ? “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า คนแบบนี้ควรเอามาเป็นสามีหรอ จากที่ฟังแรกๆก็สงสัยว่าทำไมต้องหย่ากันด้วยเหตุผลแค่นั้น แต่พอคุณมิวเล่าต่อ เขาทั้งทำร้ายร่างกาย ใช้คำหยาบคาย ไม่ให้เกียรติ ตอนทะเลาะกัน แค่นี้ก็ไม่โอเคแล้ว แล้วก็ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเลย พี่ไม่เห็นค่าอะไรที่ควรจะเอาเขากลับมาเลย หย่าไปเลย 7 ปีมันจะมีค่าเฉพาะคนที่ดีกับเรา แต่สำหรับคนนี้ 7 ปีคือเสียเวลาชีวิต คุณมิวควรเอาความรักนี้ไปให้กับคนที่สมควรจะได้รับและดีกับคุณมิวจริงๆ นี่คือเรื่องดีที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณมิวแล้ว ปล่อยเขาไปเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น “ดีเจปุ๊กกี้” แนะนำให้คุณมิวมีคนใหม่ และเจอคนที่ดีกว่า ถ้าเราทำดีให้เขาไปทุกอย่างแล้วเราไม่ได้รับกลับมาจากคนๆนั้น แสดงว่าเขาไม่อยู่ในชีวิตเรา ไปหาคนที่ดีกว่า เปิดใจ อย่าไปยึดติดกับคนเก่า คุณมิวอายุยังน้อยมีโอกาสที่จะได้เจอคนดีๆอีก แล้วก็เลิกถามตัวเองได้แล้วว่าตัวเองผิดอะไร เพราะเรื่องนี้คุณมิวไม่ได้ผิดเลย คำพูดแค่นั้นไม่สามารถฆ่าจิตใจคนได้ ส่วน “ดีเจเผือก” แนะนำให้คุณมิวไปปรึกษาจิตแพทย์เกี่ยวกับความเศร้าที่กำลังพบอยู่ แล้วก็ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดหาเหตุผลว่าเราทำอะไรผิด เอาเวลาไปทำให้ตัวเองดีขึ้น มีความสุขขึ้นดีกว่า ถ้ามองย้อนกลับไป 7 ปีแล้วคุณมิวเห็นว่าตัวเองเปลี่ยนไปขนาดไหน เขาทำให้คุณมิวกลายเป็นคนไม่รักตัวเอง คุณมิวควรเซ็นใบหย่าแบบไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องกลัวเสียศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น ควรรักตัวเองก่อน สุดท้ายดีเจทั้ง 3 ขอส่งกำลังใจให้คุณมิวมีสติ และผ่านพ้นเรื่องนี้ไปให้ได้ รักตัวเองให้เยอะๆเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

13 ก.พ. 2026

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอ แต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะ เราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไป อยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วง

ที่โรงเรียนมีงานเข้าค่าย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ตั้งตารอแต่ลูกชายมีอาการปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะเราเห็นว่าลูกอาการไม่ค่อยดี เลยไม่อยากให้ลูกไปทำให้ลูกชายน้อยใจจนวิ่งหนีออกจากบ้านเรารีบตามไปและพูดคุยทำความเข้าใจจนสุดท้ายลูกชายก็ยอมอยากรู้ว่าเราจะคุยกับลูกยังไงให้เขาเข้าใจว่าเราเป็นห่วงและไม่อยากให้ลูกวิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้อีก ‘คุณแม่ยา’ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องของลูกชายที่อยากไปเข้าค่ายนอนค้างคืนกับเพื่อน แต่ดันมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คนเป็นแม่อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกไป ‘คุณแม่ยา’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่แทบแตกสลาย โดยเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาทางโรงเรียนของลูกได้มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ นอนพักค้างคืนเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ โดยลูกชายคนโตมีอายุ 12 ปี และมีอาการปวดท้องอยู่บ่อยครั้งจากสาเหตุการเป็นโรคกระเพาะ ลูกชายของเธอก็อยากที่จะไปเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือค้างคืนนี้ตามประสาเด็กทั่วไป แต่คุณแม่ยารู้สึกเป็นห่วง จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมลูก เพื่อไม่ให้ลูกชายไปตกระกำลำบาก เพราะหากเธอปล่อยให้ลูกไป แล้วลูกชายเกิดมีอาการปวดท้องขึ้นมา ตรงนั้นก็ไม่มีใครที่พร้อมดูแล แต่ลูกชายก็ยังดื้อและเด็ดขาดว่าจะไปให้ได้ คุณแม่ยาจึงได้ไปปรึกษากับคุณครู ซึ่งคุณครูก็เห็นด้วยกับการที่ไม่อยากให้ลูกชายของคุณแม่ยาไปเข้าร่วมกิจกรรม เพราะหากมีอาการปวดท้องขึ้นมาจริง ๆ อาจจะเกิดความลำบากต่อคุณครูร่วมด้วย เนื่องจากคุณครูนั้นก็ต้องดูแลเด็กคนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก คุณแม่ยาได้พูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นระยะเวลานาน จนลูกเกิดความน้อยใจ และแยกตัวไปนั่งอยู่คนเดียว เมื่อคุณแม่ยารู้ตัวอีกที ลูกชายก็ได้วิ่งหนีออกจากบ้านหายตัวไปแล้ว แม่ยาจึงรีบออกไปตามหาลูกชายทันที ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลาช่วงฟ้ามืดแล้ว เมื่อเธอตามหาลูกชายจนพบ และพาลูกชายกลับมาที่บ้าน ทั้งสองแม่ลูกก็ได้นั่งคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อลูกชายที่ได้เห็นน้ำตาของคนเป็นแม่ ก็ยอมอ่อนลง และไม่ไปเข้าค่ายตามที่แม่ขอ สุดท้ายคุณแม่ยากลัวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีก เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้านไป เจ้าตัวได้บอกกับเหล่าดีเจว่า หรือจะเป็นที่แม่เองที่สอนเขาไม่ดี หรือเธอควรปรับตัวเองอย่างไร ให้ลูกไม่คิดทำแบบนี้อีก หลังจากฟังเรื่องราวของคุณแม่ยาจบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก 'ดีเจเผือก' ที่ได้กล่าวว่า “นี่มันคือสิ่งที่ยากที่สุด และเป็นสิ่งที่ตัวผมเองก็กังวลที่สุด ว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไงในวันที่ลูกโตขึ้น วัย 12 ขวบนี้ จะเรียกว่า Pre-Teen เรามองว่าเขายังไม่ใช่วัยรุ่น เขายังเป็นเด็กในสายตาเรา แต่ตัวเขาเองจะคิดว่าเขาโตแล้ว บางคนอาจจะมีความคิดปฏิเสธพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ บางคนเริ่มมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น ร้อยทั้งร้อยอาจจะบอกว่า ปล่อยให้ไปสิ แล้วพกยาไปให้เรียบร้อย แต่พอเป็นลูกเราเอง เราจะมีความรู้สึกที่ไม่อยากให้เขาไป ผมพยายามบอกตัวเองทุกวัน ว่าผมอยากเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ พ่อแม่ที่เป็นเพื่อนกับลูกได้ ไม่อยากเป็นพ่อแม่ที่หัวโบราณ ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้นผมคงคุยกับลูก ว่าเขาไหวแค่ไหน ถ้าไปแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไง แต่ท้ายที่สุด ถ้าเขาขอร้อง และเขายืนยันว่าเขาไหวจริง ๆ ผมคงปล่อยให้เขาไป แต่ใด ๆ เราต้องประเมินภาพโดยรวมด้วยนะว่าเขาไหวไหม ถ้ามองว่าไหวก็อาจจะปล่อยให้เขาไป สิ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองและภรรยาอยู่เสมอคือ “วันนึงเขาจะไป จะช้าหรือจะเร็ว วันนึงเด็กน้อยคนนี้ก็จะโบยบินออกจากบ้านไป” นี่คือความเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้เรายังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับเขา เราต้องสร้างความอบอุ่นให้เขาตั้งแต่เขายังเด็ก ถ้าคุณแม่ยามีความอบอุ่นมอบให้กับลูก ต่อให้เขาไปเจอปัญหาอะไรในชีวิต ไปตกระกำลำบากที่ไหน เขาจะคิดถึงเรา แล้ววันนึงเขาจะกลับมาเอง อย่าคิดพยายามจะดึงเขาไว้ แต่คิดให้เขาอยากกลับมาหาเราเองมากกว่า” ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้กล่าวว่า “เติ้ลคงไปตัดสินไม่ได้หรอกว่าแม่เลี้ยงเขามาผิดมั้ย แต่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ทั้งเรื่องที่แม่ห่วงลูกที่ปวดท้อง ยิ่งฝั่งครูที่บอกว่า ครูเองอาจจะดูแลได้ไม่ดี ถ้าเป็นตัวเติ้ลเอง เติ้ลก็คงจะขอเขาว่าเติ้ลก็ไม่อยากให้เขาไปเหมือนกัน แต่เติ้ลก็เข้าใจลูกเช่นกัน ว่าเขาเตรียมตัวจะไปอยู่แล้ว มันเหมือนความรู้สึกอกหักสำหรับเด็กแบบเขา สำหรับเติ้ลแม่ทำถูกแล้ว ในตอนที่ลูกวิ่งหนีออกไปแล้วแม่ยาไม่ได้เดินไปด่า แต่ตามไปเพราะความเป็นห่วง จนเขาเห็นว่าแม่ยาร้องไห้แล้วเขายอมไม่ไปเข้าค่ายเอง ถ้าแม่ยาเลี้ยงลูกด้วยเอเนอจี้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อวันนึงที่เขาจะไปจากเราจริง ๆ เติ้ลว่าเขาจะกลับมาหาแม่เองแน่นอน ถ้าเรารักเขา เติ้ลว่าเขาจะสัมผัสได้ว่าเรารักเขา” สุดท้าย 'ดีเจต้นหอม' ได้กล่าวว่า “จากที่เราเคยดุ เราควรเปลี่ยนเป็นทำความเข้าใจกับเขาให้ได้มากที่สุด เช่นแบบ ‘อยากให้แม่เป็นแบบไหน อยากให้แม่ทำอะไรให้ หรือมีอะไรอยากคุย คุยกับแม่ได้นะ’ แล้วถ้าเขาพูดในสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบมา แม่ก็สามารถบอกว่า ‘แม่ขอโทษนะถ้าสิ่งที่แม่ทำตอนนั้นทำให้ลูกไม่สบายใจ แม่จะพยายามทำในสิ่งที่ลูกต้องการ’ แล้วถ้าเขาบอกความจริงกับแม่ แม่ห้ามไปตัดสินว่าสิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขาทำมันผิด แม่อาจจะลองแนะนำแบบอ้อม ๆ ดู หอมว่าเขาคงเข้าใจความรักของแม่ค่ะ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูต่อคิวสั่งส้มตำอยู่ใน food court เห็นผู้ชายต่อคิวอยู่ 2 คน แม่ค้าเขาก็ถามหนูว่า รับอะไรดีคะ? หนูก็สั่งตำไทยไป แต่คนก่อนหน้าถอนหายใจเหมือนไม่พอใจ พอผ่านไปไม่นานก็มีตำไทยมาเสิร์ฟ นึกว่าเป็นของเราแต่จริง ๆ เป็นของพี่ผู้ชายคนแรกของแถว

29 ก.ค. 2025

หนูต่อคิวสั่งส้มตำอยู่ใน food court เห็นผู้ชายต่อคิวอยู่ 2 คน แม่ค้าเขาก็ถามหนูว่า รับอะไรดีคะ? หนูก็สั่งตำไทยไป แต่คนก่อนหน้าถอนหายใจเหมือนไม่พอใจ พอผ่านไปไม่นานก็มีตำไทยมาเสิร์ฟ นึกว่าเป็นของเราแต่จริง ๆ เป็นของพี่ผู้ชายคนแรกของแถว

หนูต่อคิวสั่งส้มตำอยู่ใน food court เห็นผู้ชายต่อคิวอยู่ 2 คน แม่ค้าเขาก็ถามหนูว่า รับอะไรดีคะ?หนูก็สั่งตำไทยไป แต่คนก่อนหน้าถอนหายใจเหมือนไม่พอใจ พอผ่านไปไม่นานก็มีตำไทยมาเสิร์ฟนึกว่าเป็นของเราแต่จริง ๆ เป็นของพี่ผู้ชายคนแรกของแถว พี่ข้างหน้าหนูเขาเลยพูดประชดว่าเอาไปก่อนเลย แล้วกลับไปนั่งที่พร้อมตะโกนเสียงดังว่า “สงสัยไม่เห็นคิวมั้ง” หนูเลยตะโกนบอกพี่เขาว่าหนูเข้าใจว่าสั่งแล้ว ไม่ได้มีเจตนาจะแซงคิวนะคะ เหตุการณ์นี้มันทำให้เรากลัวการสั่งอาหารไปเลยอยากรู้ว่าเราผิดขนาดนั้นเลยหรอ? “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 ก.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเผลอไปแซงคิวสั่งส้มตำโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วโดนเขาตะโกนเสียงดังใส่ โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘วันนั้นไปทานข้าวที่ห้างหนึ่ง จะเป็นเหมือนศูนย์อาหาร เรากำลังจะเดินไปร้านส้มตำ ก็เห็นว่ามีผู้ชาย 2 คนยืนรออยู่ เราก็เดินไปดูเมนูว่าจะกินอะไรดี แม่ค้าก็หันมาสบตาแล้วถามเราว่า รับอะไร สั่งได้น้า ก็เข้าใจว่าเขาถามเราเลยสั่งตำไทยไป เราก็ได้ยินเสียงถอนหายใจจากพี่ข้าง ๆ เรา แป๊บเดียวก็มีตำไทยมาวางให้เรา พี่ผู้ชายคนนั้นเลยหันมาบอกเราเสียงแข็งว่า เอาก่อนเลย พี่เอาก่อนเลย เราก็หันไปมองเขาก็งงว่า นี่คือของเราหรอ เพราะเราเพิ่งสั่งเมื่อกี้เอง ซึ่งที่จริงแล้วเป็นของพี่ผู้ชายอีกคนที่เขาสั่งก่อน มันเป็นของเขา เขาก็เดินมาหยิบ สักพักพี่ผู้ชายคนนั้นก็เดินกลับไปที่โต๊ะเลย แล้วพูดเสียงดังว่า สงสัยพี่คนนั้นไม่เห็นคิวมั้ง เราก็เลยงงมาก ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ สรุปเราแซงเขาหรอ เพราะเราเข้าใจว่าเขาสั่งไปแล้ว แล้วเขาแค่ยืนรออาหาร พอเขาตะโกนมา เราก็เลยตะโกนบอกไปว่า หนูเข้าใจว่าพี่สั่งแล้วค่ะ หนูก็เลยสั่ง เลยบอกพี่พนักงานให้ทำให้พี่คนนั้นก่อน แต่พี่พนักงานเขาบอกว่า ปรุงไปแล้วเลยทำอะไรไม่ได้แล้ว พี่ผู้ชายคนนั้นเขาก็เงียบแต่ก็ทำหน้าไม่พอใจแล้วบ่นให้แฟนเขาฟัง เราก็แอบดูเขาเป็นระยะ เขาก็ดูไม่พอใจเราเหมือนเดิม มันทำให้เรากลัวการสั่งอาหารแล้วเจออะไรแบบนี้ไปเลย อยากถามพี่ๆดีเจว่า เราผิดขนาดนั้นเลยหรอ?’ ทางด้าน “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าจะสั่งอาหารมันมีวิธีนะ ลองถามเขาดูก่อนเพื่อความแน่ใจ ในมุมที่เขาโดนแซงคิว เขาก็จะโมโหแหละ เพราะเขาก็จะคิดว่าทำไมเราถึงได้ก่อน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องแบบนี้มันผิดพลาดกันได้ ไม่ได้คอขาดบาดตาย เป็นการเข้าใจผิด เราบังคับคนอื่นไม่ได้หรอกว่าเขาจะตะโกนด่าเราไหม’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สถานการณ์มันไม่ใช่อยู่ดี ๆ เอ็มถึงเดินเข้ามาสั่ง มันเป็นเพราะป้าเป็นคนถามมา เขาจะมาโกรธเอ็มไม่ได้ ถ้าเขาจะหงุดหงิดต้องหงุดหงิดป้า ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก อย่าไปคิดมาก ทีหลังก็เช็กคิวให้ดี ๆ ก่อน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

31 ม.ค. 2025

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วย

แฟนคือ “เดอะแบก” ของครอบครัว ให้ครอบครัวเขาเป็นที่หนึ่งจนแทบมองไม่เห็นอนาคตของคู่เรา คบกันมา 10 ปี รู้สึกเหมือนยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีภาพอนาคตของเราเลย ซื้อบ้านด้วยกันแต่เขาก็พาพี่สาว คุณแม่ มาอยู่ด้วยเวลามีปัญหาอะไรเขาก็บอกว่าพูดไม่ได้เพราะเป็นคนกลาง “คุณเอ็น (นามสมมติ)” อายุ 35 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาของครอบครัวแฟนที่ส่งผลต่อชีวิตคู่ โดย “คุณเอ็น (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนตั้งแต่อายุ 19 - 20 ปี จนตอนนี้ก็คบกันมา 10 ปีแล้ว เราสองคนไม่ได้มีฐานะที่ดีมาก เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย สร้างทุกอย่างมาด้วยกัน ในระหว่างนั้นก็มีปัญหาจากทางบ้านแฟนมาเรื่อยๆ ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเงินหรือเรื่องปัญหาในบ้านของเขา เรื่องของลูกๆ เขา ทางบ้านแฟนก็จะมีปัญหามาให้แฟนแก้ตลอด ส่วนแฟนก็ใจดี แก้ให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน ภาระทุกอย่าง แฟนหนูเป็นเดอะแบกตลอด ด้วยความที่เราลำบากมาด้วยกัน หนูก็เห็นภาพทุกอย่างทั้งหมด หนูก็เข้าใจเขา เพราะเมื่อก่อนเราก็เสียดายเวลา เลยไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องพวกนี้ แต่หลังๆ ก็จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะตอนนี้เราทั้งคู่ซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน แต่บ้านเป็นชื่อแฟน และในบ้านก็ไม่ได้มีแค่หนูกับแฟน 2 คน แต่ที่อยู่ด้วยกันจะมีครอบครัวแฟนทั้งหมดเลย 5 คน มีแม่แฟน มีพี่-น้องแฟนอีก 2 คน พออยู่ด้วยกันหลายๆ คน ปัญหามันก็จะเกิดขึ้นทุกวัน แต่ในส่วนของหนู หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ค่อนข้างเยอะ ก็มีช่วยแฟนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วย 100% จะช่วยแค่ค่าใช้จ่ายในบ้านที่หนูช่วยได้ แต่เรื่องในบ้าน เรื่องการรับผิดชอบก็จะเป็นหน้าที่แฟนทั้งหมด แม่เขาไม่ได้ทำงาน พี่สาวเขาอายุ 42 ปีก็ไม่ได้ทำงาน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพี่สาวแฟนไม่เคยทำงานเป็นกิจจะลักษณะเลย อยู่บ้านอย่างเดียว ไปทำงานที่ไหนก็โดนไล่ออกตลอด ก่อนหน้านี้พี่สาวเขาก็มีครอบครัว แต่ก็เลิกกันมาหลายปีแล้ว และกลับมาอยู่บ้าน คนที่อยู่บ้านอีกคนคือน้องที่ไปๆ มาๆ แต่ที่อยู่บ้านหลักๆ ก็มีแม่ พี่สาว แฟนและก็หนู แต่ก็ยังเป็นคำถามของหนูอยู่ ว่าเขาอยู่ได้ยังไง? ซึ่งแม่เขาก็ปกป้องเขาในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้เวลาหนูคุยเรื่องอนาคต ด้วยความที่หนูกับแฟนหาเงินกันมาเอง เรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว หนูเลยไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้องแต่งงาน หนูก็ไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลย จนเงินหมดไปกับทางบ้านแฟนเยอะมาก หนูเลยคิดได้ว่ามีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่หนูรู้สึกว่าหนูไม่ไหวแล้ว เมื่อก่อนหนูยอมทางบ้านแฟนค่อนข้างเยอะ แต่พอหลังๆ หนูไม่ค่อยฟังเขา เพราะด้วยหน้าที่การงาน วุฒิภาวะ ทำให้หนูเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างเยอะ เลยทำให้มีปากเสียงกับที่บ้านเขาเหมือนกัน แล้วเราอยู่ในบ้านเขาด้วย หนูก็เริ่มรู้สึกไม่ไหว ไม่รู้จะไปต่อหรือยังไงดี เพราะตลอดระยะเวลาที่คบกัน แฟนหนูเขาไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงหรืออะไรเลย เขาไม่เคยทำอะไรที่ผิดพลาดกับหนูเลย ติดแค่เรื่องครอบครัวเขาอย่างเดียว ช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนหนูคิดว่าจะเอาตัวเองออกมาจากบ้านนั้น อยากจะแยกอยู่แบบสงบๆ แต่หนูยังไม่ได้พูดถึงขั้นจะเลิกกับแฟน แค่จะย้ายออกมาเช่าคอนโดอยู่ เพราะเวลาที่กลับมาบ้านบรรยากาศมันไม่น่าอยู่ แต่แฟนหนูเขาก็ไม่ยอม และบอกว่า ถ้าออกจากบ้านไปก็คือต้องเลิกกับเขา แต่หนูก็ไม่ได้อยากเลิกกับแฟน แค่อยากให้เขาได้ดูแลครอบครัวเขา ซึ่งตอนนี้ที่มีปัญหากัน ต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่ค่อยคุยกันแยกห้องกันไปเลย ส่วนใหญ่หนูจะมีปัญหากับแม่และพี่สาวแฟนมากกว่า เขามองว่าหนูเป็นคนขี้เกียจ เพราะเมื่อก่อนหนูเคยรีดผ้าของทุกคนในบ้าน พอวันหนึ่งไม่ทำ เขาก็บอกว่าหนูขี้เกียจ หนูก็มองว่ามันเป็นน้ำใจ หนูช่วยเพราะเผื่อบางคนไม่ว่าง หนูก็รีดให้ได้ แต่พอครั้งต่อไปมันกลายเป็นว่า ทำไมหนูไม่ทำละ? และก็มีเรื่องเงิน เขาคิดว่าแฟนหนูให้เงินหนูอยู่คนเดียว ไม่ให้ที่บ้านเขาด้วย ซึ่งหนูไม่เคยเอ่ยปากขอแฟนเลย หนูหาเองได้ บางเดือนหนูหาได้มากกว่าแฟนหนูด้วยซ้ำ แต่หนูกับแฟนเหมือนโตมาด้วยกัน เขาไม่มีเงิน หนูก็ให้ พอหนูไม่มี เขาก็ให้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนูไม่เคยไปเล่าให้พวกเขาฟังอยู่แล้ว เขาเลยมองว่าลูกเขาหลงหนูให้แต่หนูคนเดียว ไม่ให้พวกเขาเลย ทั้งๆ บ้านที่เขาอยู่ แฟนหนูก็เป็นคนผ่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ แฟนหนูเป็นคนจ่ายหมด ซึ่งแม่และพี่สาวเขาจะออกแค่ค่ากินของเขา เพราะแม่เขาได้เงินส่วนนี้มาจากการรับซ่อมผ้าเล็กๆ น้อยๆ หนูกับแฟนเคยคุยกันเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเขาเป็นคนกลาง แต่หนูก็เคยชวนแฟนออกมาอยู่ข้างนอกกันสองคน เขาก็ไม่สะดวก ไม่กล้าปล่อยคนที่บ้านไว้ สถานะตอนนี้ของหนูกับแฟน คือไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีลูก อยู่กันมา 10 กว่าปีแล้ว บางช่วงจังหวะของชีวิตหนูจะทำอะไร หนูก็ไม่เห็นภาพในอนาคตว่าหนูจะทำต่อไปได้ยังไง หนูไม่รู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ในใจหนูก็สงสารเขาเพราะเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร หนูอยากถามพี่ๆ ดีเจว่า หนูควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ถ้าหนูเดินออกมา หนูจะเห็นแก่ตัวไหม?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่าหนูไม่ได้เห็นแก่ตัว หนูแค่รักตัวเอง ไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนี้อีกแล้ว แล้วหนูก็มีช้อยส์ให้เขาเลือกแล้ว แต่เขาดันยื่นคำขาดว่าถ้าย้ายออกเท่ากับเลิก สำหรับพี่ถ้าเขาเป็นคนกลางจริงๆ เขาก็ต้องเห็นว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความสุขได้ยังไง การที่เขาเป็นคนกลางถ้าเขาไม่พยายามทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้น เขาก็ต้องมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจากที่ฟังเขาก็ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเราขนาดนั้น และเขาก็ต้องเจอกับผู้หญิงที่รับที่บ้านเขาได้’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัญหาที่น้องกำลังเจอมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นปัญหาเรื้อรังระยะยาว การที่เอาคนในครอบครัวมาอยู่ในบ้าน ร่วมกันเป็นบ้านใหญ่ มันจะปรับเปลี่ยนอะไรยากมาก ถ้าวันหนึ่งคุณแม่แฟนไม่อยู่แล้ว ก็มีโอกาสที่เราจะต้องดูแลพี่สาวเขาด้วยหรือเปล่า ถ้ามองในมุมของเขาก็คงคิดว่าถ้าแฟนแยกไปอยู่ข้างนอกความสัมพันธ์ที่คบกันมา 10 กว่าปี ความสัมพันธ์จะถอยหลังหรือเปล่า ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเขาอาจจะเลือกดูแลเรา แต่ผู้ชายคนนี้เขาก็เลือกครอบครับเขา ซึ่งก็ไม่ผิด และมันก็เป็นสิทธิของเราที่จะต้องเลือกดูแลตัวเอง รักตัวเอง และก็สงสารตัวเอง’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ ไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่ต้องเห็นแก่ครอบครัวใคร ครอบครัวเขายังไม่ช่วยกันเองเลย เรื่องอะไรจะต้องมาเป็นภาระเรา ยกเว้นถ้าน้องรับได้ว่าต้องรับภาระนี้ไปตลอดชีวิตก็อยู่กับคนๆ นี้ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวก็ออกมาเลย เสียเวลา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-