เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

05 ก.พ. 2026

เรากำลังจะเปิดใจให้ใครสักคน

แต่ติดที่บางคนไม่โอเคกับการที่เราเป็น Single Mom

นั่นเลยทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก

การเป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ

        ‘คุณน้ำ (นามสมมติ)’ อายุ 32 ปี สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตนนั้นเป็น Single Mom แต่ถูกปิดโอกาสที่จะให้คนเข้ามารัก

        โดย ‘คุณน้ำ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว บางครั้งก็มีความรู้สึกเหงา อยากจะเปิดใจ อยากมีใครสักคน วันหนึ่งเราไปเจอโพสต์คำถามว่า ‘คิดยังไงกับคนเป็น Single Mom’  เราเองก็เข้าไปดู และได้เห็นคอมเม้นท์ไปในทางเดียวกันทั้งหมด ทุกคนตัดสินไปแล้ว ว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีครอบครัวมานั้นเป็นคนไม่ดี อย่าไปยุ่งเลย มันเลยทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปมที่ติดอยู่ในใจเรา มันทำให้เราไม่มั่นใจ ทำให้เราไม่กล้าที่จะเปิดใจให้กับใคร

        พอลองมองย้อนกลับกัน ผู้ชายที่เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวกลับมีที่ยืนในสังคมมากกว่า สังคมยังให้โอกาสเขา ยังมองว่าเขาเป็นคนดี ทั้งที่เงื่อนไขการเลี้ยงลูกคนเดียว หรือการหาเงินคนเดียวมันก็เหมือน ๆ กัน แต่ผู้หญิงอย่างเรากลับโดนตัดสินว่าเป็นคนไม่ดี เคยผ่านผู้ชายมาก่อน มันทำให้เราไม่กล้า และมักจะตีตัวออกห่างจากใครสักคนก่อนเสมอ

        ปีที่ผ่านมา เราคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง เราเองก็เคยเกริ่นถามเขาว่า ถ้าเป็นเป็นผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกมาแล้ว จะรับได้ไหม แต่เขาก็เงียบ และไม่เลือกที่จะตอบคำถามนี้ มันเลยทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อกับความสัมพันธ์นี้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเลือกทางผิดไหม แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะโอเคกับเราหรือเปล่า เราเองก็ได้แต่คิดว่าผู้หญิงที่เป็น Single Mom จะไม่มีโอกาสที่จะมีรักครั้งใหม่เลยหรอคะ”

        เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะเสพสื่อแบบไหน คอมเม้นท์ในแต่ละแพลตฟอร์มมันต่างกันอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าสิ่งที่เราอ่านมาเป็นความคิดของสังคมโดยรวม คนที่มีความคิดว่า Single Mom เป็นคนไม่ดี มันเป็นความคิดที่โบราณมาก สังคมตอนนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว อย่าให้คำพูดของคนเหล่านั้นมาทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยาก ถ้าเอาผู้ชายที่เข้าใจโลกมานั่งคุยกัน คงไม่มีใครมานั่งสนใจว่าใครจะมีลูกมาแล้ว หรือมีสามีมาก่อน อย่าเพิ่งไปคิดว่าโลกใบนี้ต่อต้านเรา ทุกวันนี้สังคมมันไปไกลแล้ว”

        ทางด้านของ ‘ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การที่เราจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราเลือกเขาและเขาเลือกเรา เพราะฉะนั้นเสียงความคิดเห็นของคนที่เหลือทั้งหมด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย การที่เราตรงไปตรงมากับเขา บอกสถานะเราให้เขารู้ไปตรง ๆ ก็เป็นเรื่องที่แฟร์กับทุกฝ่าย มันไม่ใช่ความผิดของเราที่เป็น Single Mom อยู่ที่เขาว่าจะเลือกหรือไม่เลือก อย่าให้เสียงความเห็นของคนอื่นมาทำให้เราปิดกั้นโอกาสของตัวเอง”

        ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อย่าไปใส่ใจ คนที่มีชีวิตที่ดี จะแสดงทัศนคติในเชิงบวก และจะไม่แสดงความเห็นเชิงลบมากดดันใคร สมมติว่าเราเจอใครสักคนในชีวิต ให้ลองรู้จักกันก่อน แล้วใครสักคนที่รู้จักเราดีพอแล้ว ต่างคนต่างมั่นใจกัน ค่อยลองบอกเขา ให้โอกาสเขา และให้โอกาสตัวเองด้วย ไม่ต้องด้อยค่าตัวเอง อาชีพแม่ลาออกไม่ได้ เพราะลูกเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความสุขกับชีวิตและลูกเรา คนที่จะเข้ามาคนนั้น จะต้องมาเติมเต็มกันและกันให้ได้”

 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ

30 มิ.ย. 2025

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่าคู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออกเขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ หนูเฮิร์ทมากตอนนี้ ต้องทนเห็นเขาไปกินข้าวกันทุกวันมีความสุขกันต่อหน้าหนู ล่าสุดหนูบอกกับผู้ชายคนนี้ไปว่า “หลังจากนี้ชีวิตนี้ไม่ต้องมาเจอกันอีก”เขาก็เหมือนจะรับรู้แล้ว หนูจะวางตัวยังไงต่อไปดีหลังจากนี้... “คุณแพร (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาแอบชอบรุ่นพี่ในที่ทำงาน โดนเล่นกับใจสุดท้ายเปิดตัวกับคนอื่น โดย “คุณแพร (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหนูได้งานใหม่ เป็นงานในห้างสรรพสินค้า หนูเพิ่งขึ้นมาอยู่กรุงเทพได้ไม่นาน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แล้วได้มาเจอกับพี่คนนึง เขาสุภาพมาก ตรงสเปคเรา คำพูดคำจาจะเรียกเราว่าหนู ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรแต่อยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มสนิทกัน ดูแลกันมากขึ้น ถึงขั้นที่สามารถคุยกันเรื่องเซ็กซ์ หรือเรื่องแฟนเก่าได้ คุยกันได้ยิ่งกว่าเพื่อนผู้หญิงอีก มีการเล่นถึงเนื้อถึงตัวกัน เช่น วิ่งไปกอด เกาะแขนในบริบทที่อ้อน ๆ ได้ บางครั้งเหมือนจะปัดป้องแต่ก็ยังเล่นด้วยได้ วันนึงหนูก็ลองแกล้งเขาโดยการบอกว่า ‘สงกรานต์นี้เดี๋ยวไปเล่นน้ำกับผู้ชายดีกว่า นัดผู้ชายเอาไว้’ เขาก็นิ่งไปเลย หนูเลยคิดว่าเขาก็คงชอบเราเหมือนกันมั้ง พี่ผู้จัดการเขาก็ดูออก ทุกคนคิดแบบนี้กันหมดเลยว่าหนูกับพี่เขาต้องชอบกันแน่ ๆ ต้องเป็นแฟนกันแน่ เราก็เล่นกันปกติ หลังจากนั้นหนูก็เฉลยว่าที่พูดไปหนูแกล้งเล่น พี่เขาก็ดูดีใจ แล้ววันนั้นเราเจอลูกค้าแล้วรู้สึกนอย พี่เขาก็ชวนไปกินข้าวเลย เหมือนปลอบใจ จนกระทั่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาก็บอกกับหนูว่าเขาชอบน้องร้านข้าง ๆ นะ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยบอกว่าเขาชอบสาวหมวย ตัวเล็ก ซึ่งก็ตรงกับหนูเหมือนกัน สรุปแล้วเมื่อสองวันก่อนเขาชวนน้องร้านข้าง ๆ เข้ามาในร้านของเราและขอคอนแทคกันต่อหน้า ต่อตาหนูเลย หนูยืนอึ้งว่าที่ผ่านมาหนูคิดไปเองหรอ ? ทั้ง ๆ ที่หนูเคยเกริ่นไปแล้วว่าชอบเขานะ หนูก็พยายามทำใจ เขาอาจจะเทสระบบเรา จากที่เล่นกันถึงเนื้อถึงตัว พูดคุยเรื่องเซ็กซ์กัน ก็ไม่ทำอีกเลยเพราะหนูมองว่าเขากำลังจะสานสัมพันธ์กับคนอื่นแล้ว แต่ในใจก็เจ็บ วันนี้หนูบอกกับพี่หัวหน้างานว่าปวดท้อง จะขอลาไปหาหมอ กลับมาเขาก็ดูเป็นห่วงเรา หนูนั่งพักอยู่ในห้องก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพที่เขาชวนกันไปกินข้าวอีก จริง ๆ หนูยอมตั้งแต่เขาขอไลน์แล้ว แต่พี่เขาก็ยังพยายามทำตัวเหมือนเดิม แตะเนื้อต้องตัวพูดคุยเหมือนเดิม แต่เราคือทำไม่ได้แล้ว เราไม่โอเค ตอนเย็นหนูก็ถามว่า ‘วันนี้พี่กลับยังไง’ เขาก็ชี้ไปที่ร้านข้าง ๆ แต่หนูเห็นว่าไฟปิดแล้วเลยงง สรุปคือเขาเดินกลับไปรับน้องร้านข้าง ๆ มาต่อหน้าต่อตาหนูอีกแล้ว หนูก็พยายามเก็บอารมณ์ไม่ให้เสียใจ หนูก็พลั้งปากพูดไปว่า ‘พี่ หลังจากนี้เราไม่ต้องมาเจอกันอีกนะ เราตัดขาดกันไปเลย แพรไม่อยากเจอพี่’ พี่เขาก็ตอบกลับแบบติดตลก แซว ๆ อีก หนูเลยอยากขอคำปรึกษาว่าหนูต้องทำงานที่นี่อีก 5 วันต้องเห็นเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน จะต้องจัดการความรู้สึกยังไง กับวันที่ 29 นี้จะมีงานเลี้ยงส่งหนู หนูควรบอกเขาอีกรอบมั๊ยว่าชอบ” ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่คือบทเรียนของการทำที่อะไรตามใจและตามอารมณ์ พูดออกไปด้วยอารมณ์โดยไม่มีการวางแผนคิดหน้าคิดหลังให้ดี “เราไม่ต้องมาเจอกันอีก” เป็นประโยคที่แรงมากทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เขาคงคิดว่าแพรเป็นอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่พลาดมาก ๆ แค่คุยกับเขาน้อยลงพี่ว่าก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ารู้สึกยังไง แพรก็ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เพราะเดี๋ยวก็แยกกันใช้ชีวิตอยู่แล้ว ส่วนวันงานเลี้ยงส่งก็วางตัวดี ๆ เพราะอย่างน้อยเขาก็แสดงให้เราเห็นผ่านการกระทำของเขาแล้วว่าไม่ได้คิดอะไร ขั้นสุดท้ายของการเป็นเพื่อนสนิทแล้วมีคนนึงอยากข้ามขั้นไป เขาก็คงพยายามบอกว่าเราเป็นเพื่อนกันเถอะ ในเมื่อทั้งคู่ชัดเจนกันอยู่แล้ว ก็เป็นเพื่อนกันให้ได้อย่างที่พูดไว้ เด็ดขาดเลยก็ดี ถ้าเขาชวนคุย อยากคุยกับตอบไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุย ขอให้โชคดีกับวันเลี้ยงส่ง และอย่าถือสากับคำพูดของคนเมา’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ทำตัวปกติได้เลยถ้าลาไม่ได้ แต่ถ้าลาได้ก็แนะนำให้ลาแล้วเก็บของไปตั้งตัวที่บริษัทใหม่เลย กับเขาก็ไม่ต้องไปยุ่งอีกแล้ว วันเลี้ยงส่งถ้าเขาไม่ไปก็ไม่ต้องเสียใจด้วย เพราะเราลั่นไปแล้วว่าอย่าเจอกันอีก ต้องทำตามที่พูดไว้ให้ได้ 5 วันที่เหลืออยู่ไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าไปที่ใหม่ก็อย่าทำแบบนี้อีก ให้มันจบแค่ตรงนี้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนอยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ก็สนุกสนาน แพรเป็นคนสนุก เขาอยู่ด้วยแล้วสบายใจแต่เขาให้สถานะเราได้แค่ “เพื่อน” และเขาวางสถานะนี้มีนานแล้ว เท่าที่พี่ฟังผู้ชายไม่ได้มีใจเลย แพรคิดไปเองแล้วก็สร้างโมเมนต์เองโดยการทำให้เค้าหึง เขาเงียบก็บอกว่าเขาหึง แถมมีเพื่อนยุยงอีก เรื่องราวเลยไปไกลจนเขาสนิทใจกับแพรและพร้อมที่จะเปิดใจเล่าว่าชอบน้องร้านข้าง ๆ เพราะเขามองว่าแพรคือเพื่อนที่สนิทที่สุด หารู้ไม่ว่าแพรหึง งอน ไปแล้ว แถมแพรก็ทำอะไรที่เป็นผีบ้าออกไป โดยการพูดใส่อารมณ์อีก แพรสำคัญตัวผิดสถานะ อย่าทำอะไรแบบนี้อีก สำหรับพี่ถ้าเขามางานเลี้ยงส่งก็ทำตัวปกติเลยแบบเพื่อนกัน พี่มีให้ 3 ทางเลือก 1.งอนให้ถึงที่สุด ไม่คุยด้วยเลย 2.ทำตัวเหมือนเดิม เหมือนวันนั้นโดนของมาแล้วไม่ได้พูดอะไร 3.บอกตรง ๆ ว่าที่พูดว่าไม่ต้องมาเจอกันแล้ว ยอมรับว่าหึง หนูชอบพี่ แต่จำไว้ว่าการสารภาพว่าชอบเขาอย่าคาดหวังว่าชอบเขากลับ พูดติดตลกไปได้เลย ให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน ของบางอย่างต้องรอเมคชัวร์ก่อนจะได้ไม่เจ็บหัวใจ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

22 ส.ค. 2026

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งจนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำแถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่นหนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่คบกับแฟนมานาน แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน ก่อนแฟนตัดสินใจไปใช้บริการทางเพศ จนเกิดเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ หลังจากคบหากับแฟนหนุ่มมานาน 3 ปี และตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันนานกว่า 1 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน ทั้งคู่กลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ ทั้งคู่คบหากันตามปกติเหมือนคู่รักทั่วไป โดยครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมถึงคนรอบตัว ต่างรับรู้ว่าทั้งคู่คบหากัน แม้จะมีข้อสังเกตอยู่บ้างว่า ทั้งสองไม่ได้แอดเฟรนด์หรือเป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดีย และไม่มีการลงรูปคู่ในอินสตาแกรม โดยช่องทางหลักที่ใช้ติดต่อกันคือไลน์ หากมีเรื่องเร่งด่วนก็จะโทรศัพท์หากันโดยตรง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่า เรื่องการไม่ได้เป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดียไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ครอบครัวและคนใกล้ตัวรับรู้อยู่แล้ว ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาคบกันประมาณ 3 ปี คือ ทั้งคู่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเลย โดยคุณเฮลท์ตี้เองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศกับใครมาก่อนเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเป็นการแสดงความรักในระดับพื้นฐาน เช่น การกอด การหอม หรือการจุ๊บกัน แต่ไม่ได้พัฒนาไปถึงความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้ง ในช่วงแรก คุณเฮลท์ตี้ไม่ได้รู้สึกว่าความสัมพันธ์มีปัญหา และไม่ได้ระแวงว่าแฟนหนุ่มจะมีคนอื่น เพราะแฟนเคยพูดกับเธอว่า “เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้นะ เรารอให้เธอพร้อมก่อนได้” ด้วยเหตุนี้ คุณเฮลท์ตี้จึงเข้าใจว่าแฟนหนุ่มให้เกียรติและพร้อมรอจนกว่าเธอจะมีความพร้อม แต่หลังจากพูดคุยกันในครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกันอีกเลย นอกจากนี้ แฟนหนุ่มยังเคยพูดกับเธออีกว่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหากทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เขาจะรู้สึกเบื่อเธอหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้ยิ่งไม่ได้ถูกหยิบมาพูดคุยอย่างจริงจัง คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ตัวเธอเองไม่เคยมีความรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน ไม่เคยช่วยตัวเอง และไม่เคยรับชมสื่อสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ จึงไม่ได้รู้สึกว่าการไม่มีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับแฟนเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องพูดคุยในเวลานั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณเฮลท์ตี้ตั้งข้อสังเกตภายหลัง คือในอดีตเธอเคยมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์เคยสอบถามว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่าไม่เคย เธอจึงคาดเดาว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แฟนหนุ่มไม่กล้าที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งประมาณช่วงกลางเดือนพฤษภาคม คุณเฮลท์ตี้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของแฟนหนุ่มที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่แฟนหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำประมาณไม่เกิน 10 นาที กลับเริ่มใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น บางครั้งมากกว่า 20 นาที อีกทั้งยังเริ่มติดโทรศัพท์ กลับบ้านดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากขึ้น ก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มมักจะถามว่าเธอเลิกงานกี่โมง จะให้ไปรับหรือไม่ หรือมีการพูดคุยถามไถ่กันระหว่างวัน แต่ช่วงหลังกลับเหลือเพียงข้อความลักษณะว่า “ถ้าเธอกลับก่อน เธอก็อยู่บ้านไปก่อนนะเราติดงาน” แม้จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ในตอนแรกคุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้คิดว่าแฟนหนุ่มกำลังนอกใจหรือมีคนอื่น เธอเพียงรู้สึกสงสัยและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์อย่างไร เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ความรู้สึกอึดอัดของคุณเฮลท์ตี้เริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะเธอรู้สึกว่าการสื่อสารระหว่างทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม แฟนหนุ่มไม่ค่อยรับฟังสิ่งที่เธอพูด และปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองกลับบ้านดึกและใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าเดิม ในที่สุดเธอจึงตัดสินใจพูดกับแฟนตรง ๆ ว่า “มันเป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้” รวมถึงถามถึงสาเหตุที่กิจวัตรต่าง ๆ ซึ่งทั้งคู่เคยปฏิบัติต่อกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แฟนหนุ่มให้เหตุผลว่า ช่วงนั้นเขารู้สึกเหนื่อยและมีงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเตรียมงานสำหรับโปรเจกต์ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่คำตอบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำให้คุณเฮลท์ตี้รู้สึกสบายใจหรือคลายความสงสัยได้ทั้งหมด ต่อมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความสงสัยของคุณเฮลท์ตี้เพิ่มมากขึ้น โดยปกติในวันเสาร์ ทั้งคู่มักจะออกกำลังกายด้วยกัน แต่วันนั้นคุณเฮลท์ตี้ไม่ได้ไปด้วย แฟนหนุ่มจึงออกไปคนเดียว และส่งข้อความมาบอกว่าเขาอาจกลับดึก เพราะรถของเพื่อนเสีย และเพื่อนต้องการให้เขาไปช่วยดูรถที่บ้านเนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวเป็นคนที่แฟนหนุ่มรู้จักและไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ คุณเฮลท์ตี้จึงไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร เวลาประมาณ 22.00 น. คุณเฮลท์ตี้ส่งข้อความไปถามว่าแฟนจะกลับดึกหรือไม่ เพราะเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารและตั้งใจจะรอรับประทานอาหารพร้อมกัน แฟนหนุ่มตอบกลับมาว่าอาจกลับดึก แต่คงอยู่อีกไม่นาน คุณเฮลท์ตี้จึงรออยู่ที่ห้อง กระทั่งเผลอหลับไป และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแฟนหนุ่มกำลังอาบน้ำ เมื่อเธอก้มดูเวลา ปรากฏว่าเป็นเวลาประมาณ 01.30 น. แฟนหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด และยังแสดงความรักกับเธอตามปกติ ทั้งการกอดและหอม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันนอน เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเฮลท์ตี้จึงถามแฟนหนุ่มว่า “เมื่อคืนเธอกลับมากี่ทุ่ม” แฟนหนุ่มตอบว่าเขากลับมาถึงประมาณ 23.00 น. แต่คุณเฮลท์ตี้รู้ความจริงว่าเขากลับมาถึงห้องประมาณ 01.30 น. เพราะเธอเป็นคนได้ยินเสียงเขาอาบน้ำ เธอจึงถามย้ำอีกครั้งว่า มีอะไรที่ต้องการบอกเธอหรือไม่ แต่แฟนหนุ่มยังคงยืนยันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่นั่งพูดคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปอีก 2-3 วัน คุณเฮลท์ตี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลับเข้าสู่รูปแบบเดิม แฟนหนุ่มออกไปทำงาน กลับถึงห้องดึก และแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการเรียกร้องความสนใจจากแฟน คุณเฮลท์ตี้จึงบอกว่า “เดี๋ยววันนี้เราไปนอนข้างนอกนะ เราคงไม่รอเธอกลับบ้านอะ เราไปกินข้าวคนเดียวแล้วเราก็ไม่กลับเข้ามา” แต่แฟนหนุ่มไม่ได้ทักหรือตามเธอกลับมาเหมือนที่เคยทำเวลาทั้งคู่มีปัญหากัน แม้ภายหลังเขาจะส่งรูปมาให้ดูว่าอยู่ที่ทำงานจริง และอธิบายว่าเหตุผลที่ไม่ได้ตาม เพราะกำลังติดงานและไม่รู้ว่าจะตามเธออย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณเฮลท์ตี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกละเลย เช้าวันถัดมา เธอจึงตัดสินใจขอเลิกกับแฟน และบอกว่าจะกลับไปเก็บของที่ห้อง พร้อมพูดว่า “เราห่างกันสักพักดีกว่า” แฟนหนุ่มพยายามขอให้เธอกลับมาพูดคุยกันดี ๆ ก่อน แต่เธอปฏิเสธไปเนื่องจากเธอเองรู้สึกว่าหากคุยแล้วเป็นเหมือนเดิมสู้เธอไม่คุยเลยจะดีกว่าระหว่างนั้น ขณะที่คุณเฮลท์ตี้กำลังจอดรถอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านใกล้ป้ายรถเมล์ เธอสังเกตเห็นแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไป โดยในตอนแรกเธอไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าแฟนอาจกำลังออกไปซื้ออาหารแต่ด้วยความสงสัยที่สะสมมา เธอจึงตัดสินใจขับรถติดตามไป กระทั่งพบว่าแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณอาบอบนวดแห่งหนึ่งย่านรัชดา-สุทธิสาร ขณะที่แฟนหนุ่มกำลังถอดหมวกกันน็อก คุณเฮลท์ตี้จึงโทรศัพท์ไปถามว่า “อยู่ไหน” แฟนหนุ่มกลับตอบว่าอยู่บ้านเพื่อนคนเดิมเมื่อได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้จึงถามกลับไปว่า “เธอโกหกเราทำไม” แฟนหนุ่มมีอาการเลิ่กลั่กและหันมองซ้ายมองขวา ในที่สุด คุณเฮลท์ตี้จึงบอกเขาว่า เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และให้เวลา 15 นาทีเพื่อกลับมาเคลียร์ปัญหากันที่บ้าน เมื่อทั้งคู่กลับมาพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันที่เขาอ้างว่าไปหาเพื่อน แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปซื้อบริการที่อาบอบนวด และในวันที่เกิดเหตุล่าสุด เขาก็กำลังตั้งใจจะไปใช้บริการอีกครั้ง แต่ถูกคุณเฮลท์ตี้โทรตามเสียก่อน เมื่อกลับมาพูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา แฟนหนุ่มจึงเปิดเผยเรื่องที่คุณเฮลท์ตี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขามักใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานขึ้น เพราะเข้าไปช่วยตัวเอง คำสารภาพดังกล่าวทำให้คุณเฮลท์ตี้ย้อนกลับมาคิดถึงพฤติกรรมที่เธอสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และเริ่มเข้าใจว่าการใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานอาจมีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญหลังจากนั้น ไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องการไปซื้อบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับความต้องการทางเพศและความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งตลอดระยะเวลาที่คบกัน คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่าแฟนหนุ่มไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการมีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอ ขณะเดียวกันตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการเช่นกัน ทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่เคยจับเข่าพูดคุยกันอย่างจริงจัง คุณเฮลท์ตี้จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือแท้จริงแล้วเธออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนหนุ่มขาดในเรื่องนี้ เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่เคยรู้สึกต้องการ และไม่เคยสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไป เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า การที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหาค่อย ๆ สะสมและบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลิกรากับแฟนหนุ่ม ทั้งคู่ยังคงอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เธอยอมรับว่าการกระทำของแฟนทำให้เกิดแผลในใจและทำให้เธอกลับมารู้สึกระแวงทุกครั้งที่แฟนหายไปนาน ๆ ในทางกลับกัน แฟนหนุ่มเองก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเฮลท์ตี้กลับมาเชื่อใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยังคงมีความรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะในด้านหนึ่งเธอมองว่าแฟนหนุ่มเป็นคนดีสำหรับเธอในหลาย ๆ เรื่อง และหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็พยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง เธอยังไม่สามารถยอมรับการที่แฟนหนุ่มไปซื้อบริการทางเพศได้ เพราะสำหรับเธอ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติและเป็นการนอกใจรูปแบบหนึ่ง หลังจากพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงบอกกับเธอว่า “เขาไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะเขาเป็นคนผิด” และให้คุณเฮลท์ตี้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อหรือยุติลง คุณเฮลท์ตี้จึงเลือกขอแยกห้องนอนก่อน เพราะในขณะนั้นเธอยังไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายออกจากที่พักทันที ต่อมาแฟนหนุ่มถามเธอตรง ๆ ว่า “งั้นต่อจากนี้ขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอได้ไหม” แต่คุณเฮลท์ตี้ปฏิเสธ เนื่องจากเธอยังไม่รู้สึกสบายใจและยังไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแฟนหนุ่มได้ ขณะเดียวกัน เดือนถัดไปแฟนหนุ่มกำลังจะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ทำให้คุณเฮลท์ตี้ยิ่งกังวลว่า หากทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน ทั้งที่ความเชื่อใจของเธอยังไม่กลับมาเต็มร้อย เธอจะสามารถรับมือกับความระแวงและความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ได้อย่างไร แม้แฟนหนุ่มจะพยายามทำให้เธอเห็นว่าเขาต้องการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บาดแผลจากการโกหกและการไปซื้อบริการทางเพศยังคงทำให้เธอไม่สามารถกลับไปเชื่อใจได้เหมือนเดิมท้ายที่สุดทั้งสองตัดสินใจนัดพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ขณะเดียวกัน เธอยังต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการให้โอกาสคนรักที่กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับการยุติความสัมพันธ์เพราะความเชื่อใจที่ถูกทำลายไปแล้ว ทางเลือกใดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอในระยะยาว ด้วยเหตุนี้คุณเฮลท์ตี้จึงนำเรื่องราวทั้งหมดมาปรึกษากับพี่ ๆ ดีเจเพื่อขอความคิดเห็นและมุมมองจากบุคคลภายนอก ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญกับการแยกกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือนจากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของแฟนหนุ่ม ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “เราว่ามันขาดการคุยกันแค่นั้นแหละ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่เฮลท์ตี้มันแปลก มันมีส่วนที่แปลกไปจากความสัมพันธ์อื่น ๆ ในแบบที่เราฟังเรายังเอ๊ะการไม่ได้มีโซเชียลมีเดียกันทั้งที่คบกันมา 3 ปี หรือการที่เราอยู่ใกล้ชิดกันแล้วมันไม่ได้พัฒนาไปลึกซึ้งต่อ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากหรือความพยายามที่จะสานต่อให้มันลึกซึ้ง มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแล้วก็ซับซ้อนแปลก ๆ พอนั่งฟังกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันไม่ได้มีการสื่อสารกันเลยหรอในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งที่เราอยู่บ้านเดียวกันมาปีกว่า มันก็คือการทดลองการใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็เหมือนการอยู่ก่อนแต่ง ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับสามีภรรยาเท่าไหร่ ถ้าเราอยู่ในบ้านเดียวกันมาปีกว่าแล้วเนี่ย กลับมีอะไรบางอย่างที่กั้นเฮลท์ตี้กับเขาอยู่ให้มันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องคุยกันให้เคลียร์ แล้วเราต้องรู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบไปในเรื่องนี้ หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ว่าคู่เรามันไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ซึ่งมันแปลกมาก ๆ กับคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันในระยะเวลาปีกว่า ถ้าจะถามจริง ๆ ถึงสาเหตุไม่ต้องไปมองว่าเป็นเพราะใคร แต่อยากให้มองว่าเป็นเพราะเรา ที่ไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ทีนี้พอมาตอบคำถามว่าแล้วที่ว่าเลิกไม่เลิกเอายังไงดี เฮลท์ตี้คงต้องถามตัวเองว่าถ้าอยู่กันต่อไป เราจะไว้ใจคนนี้ได้อีกครั้งไหม ทั้งหลายทั้งมวล ในความผิดของเขา ก็คือ ต่อให้จะไม่ได้คุยกันแล้วทำไมเขาไม่มาแสดงความต้องการแล้วเลือกที่จะไปซื้อบริการเลยอ่ะ มันก็แปลก เฮลท์ตี้คงต้องไปตัดสินใจเอาเองว่า มีเขากับไม่มีเขาอะไรดีกว่า คงแค่นี้ จริงๆ อ่ะ เราเลือกเอาเอง” ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้ายังรู้สึกอยากอยู่ ในมุมหอม หอมอยากให้ลองปรับแล้วไปต่อก่อนจนมันไม่ได้จริง ๆ ถ้าในใจลึก ๆ เฮลท์ตี้ยังรู้สึกว่าก็ไม่อยากเสียคนคนนี้ไป อ่ะ โอเค เปิดโอกาส ลองปรับจูนกันเข้ามาหน่อยแล้วเรามาถามตัวเองอีกครั้งนึงว่า เฮ้ย พอมันมีอะไรกันแล้วเนี่ย เรารู้สึกว่าแฮปปี้กับสิ่งนี้ไหม หรือรู้สึกทรมานจะเป็นจะตาย แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าเราอาจจะเป็น asexual จริง ๆ คือพี่หอมก็ไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าเรา asexual จริง ๆ ไหม เพราะว่ามันยังไม่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกเนาะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการมีเซ็กส์นะ มันเป็นเรื่องปกติของแฟน มันไม่ใช่สิ่งผิดบาป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องไม่ฝืนตัวเอง ค่อย ๆ เป็นทีละสเต็ป ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ เราขจัดความรู้สึกระแวงไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทน แต่เราค่อย ๆ ให้โอกาสซึ่งกันและกันก่อน แต่อยู่ที่เฮลท์ตี้เลย ความสุขเราก็เป็นหลักเหมือนกัน แล้วหนูเป็นเคสปกตินะ ที่ผู้หญิงกลัวการมีเพศสัมพันธ์ เราเคยมีผู้ชายกับผู้หญิงที่เขาโทรมาในรายการเหมือนกัน เพราะเขามีครั้งแรกแล้วผู้หญิงเจ็บ มีเลือดออก แล้วเขาก็ไม่กล้ามีอีกเลย แต่เขาบอกว่าแฮปปี้กับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีอะไร อันนั้นคู่เขาคือลงตัวไง เราแค่ไปหาตรงกลาง หาตรงด้วยกัน” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ว่าเฮลท์ตี้ อาจจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคุย เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองก่อนจริงๆ ไปหาหมอทั้งคู่ได้นะ หรืออาจจะหนูก่อนก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองว่าตกลงแล้วสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนเนี่ยมัน ลักษณะไหนกันแน่ เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเอง สมมุติว่าหมอไฟนอลมาว่า คุณคือ asexual แน่ ๆ เลย อย่างเงี้ย ถ้าวันนั้นเฮลท์ตี้ยังให้โอกาสแฟนคนนี้อยู่ ก็จะได้สื่อสารและคุยกับเขาต่อว่าสรุปว่า อ๋อ โอเค ฉันเข้าใจตัวฉันแล้วว่า ฉันเป็นคนไม่ได้ต้องการเรื่องเพศ ซึ่งอันนี้คนที่อยู่กับเฮลท์ตี้เขาจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าสองคนเนี่ยจะได้รู้ว่าจะยังไงกันต่อ ถ้าอย่างงั้นมันไปกันต่อ โอเค ฉันอยู่กับเธอแบบอย่างเงี้ย ฉันก็มีความสุข แต่ฉันขอไปลงอ่างด้วยเพื่อที่ฉันจะไม่ต้องรบกวนเรื่องนี้ เพราะเขามีความต้องการทางนี้อยู่ เหมือนกับว่าคนสองคนมันมีความต้องการไม่เหมือนกัน มันหาวิธีตรงกลางที่มันจะอยู่ด้วยกันได้ หรือถ้าเฮลท์ตี้บอกว่าการลงอ่างคือการนอกใจ แม้ว่าเธอจะมีอะไรกับฉันไม่ได้ เธอต้องไม่ไปลงอ่าง เธอช่วยตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็ต้องหาคนที่เป็น asexual เหมือนกัน ถ้าเฮลท์ตี้รับได้ เขาก็รับได้ แสดงว่าเขายอมข้อเสนอนี้ เมื่อใดก็ตามลงอ่างมันผิด เขารับไม่ได้ เขาก็จะบอกเฮลท์ตี้ว่า เอองั้นเราไม่ไหวว่ะเราจะรักกับเฮลท์ตี้อย่างเดียวโดยที่เราไม่ปลดปล่อยทางเพศสัมพันธ์จริง ๆได้เขาไม่เอาอย่างเงี้ย ก็จะได้แยกกัน อย่างที่พี่เผือกได้พูดไปตอนแรกก็คือ ทั้งคู่ไม่คุยกัน ตอนนี้เป็นประเด็นหลักๆ เลยคือไม่พูดไม่คุยกัน แล้วคิดเองเออเอง แล้วตกลงทำไปเอง มันก็เลยมีผลลัพธ์ทำให้เรารู้สึกแบบระแวง ไม่สบายใจ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

บริษัทแฟนจัดสัมมนา แต่แฟนเรามาบอกว่า หัวหน้าเขาขอเก็บเงินน้องๆผู้ชายในทีมหลักหมื่น เราเลยถามว่าบริษัทจัด ทำไมเธอต้องจ่าย? แฟนบอก "หัวหน้าเขาเตรียมเด็ก N รอไว้ที่นู่นแล้ว" จะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะเพิ่งเลื่อนตำแหน่ง ตอนนี้หนูควรทำยังไงดี?

02 ก.ค. 2024

บริษัทแฟนจัดสัมมนา แต่แฟนเรามาบอกว่า หัวหน้าเขาขอเก็บเงินน้องๆผู้ชายในทีมหลักหมื่น เราเลยถามว่าบริษัทจัด ทำไมเธอต้องจ่าย? แฟนบอก "หัวหน้าเขาเตรียมเด็ก N รอไว้ที่นู่นแล้ว" จะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะเพิ่งเลื่อนตำแหน่ง ตอนนี้หนูควรทำยังไงดี?

“คุณข้าว (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 มิ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับแฟนไปสัมนาต่างประเทศ แต่โดนเก็บเงินจ้างเด็กเอ็น “คุณข้าว (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘แฟนต้องไปสัมนาไปดูงานกับทางบริษัทที่ต่างประเทศ แล้วแฟนมาบอกว่าต้องไปที่ที่นึง (ขอไม่เอ่ยชื่อ) แล้วเหมือนผู้จัดการจะเรียกเก็บเงินพนักงานในแผนกทุกคน เพื่อไปซื้อบริการ หรือจ้างเด็กเอ็นมาเอ็นเตอร์เทรน หนูงงว่า ทำแบบนี้กันได้ด้วยหรอ? เพราะผู้จัดการก็มีภรรยาแล้ว แล้วทำไมถึงจะจ้างเด็กเอ็น หนูไม่ค่อยสบายใจเลย ไม่ใช่หนูไม่ไว้ใจแฟนนะ แต่บางทีหนูไม่ไว้ใจเพื่อนร่วมงานเขา สมมติว่าแฟนหนูไม่ได้ทำก็จริง แต่ถ้าเกิดว่าโดนยั่วยุ พี่คุิดว่ามันจะอยู่เฉยๆได้ใช่มั้ยคะ ซึ่งหนูไม่โอเคเลยถ้าแฟนจะซื้อบริการ หนูถามเขาแล้วว่าอยากไปไหม เขาก็บอกว่า “ไม่อยากไป แต่ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง เพราะเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมา” หนูเพิ่งคบกันมาไม่นานมากเกือบครึ่งปี เวลามีอะไรก็จะเล่าให้ฟัง เขาเคยเล่าให้หนูฟังว่าเคยไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนั้นมีเพื่อนไปด้วย เลยไม่ได้อยู่ร่วมวงเพราะแอบหนีกันมา แต่ครั้งนี้เพื่อนเขาไม่อยู่ด้วย หนูอยากถามว่า “ถ้าแฟนหนูไปหนูจะไว้ใจเขาได้ไหม หรือจะเอายังไงดี’ โดย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าพี่รับไม่ได้เรื่องเด็กเอ็น แฟนก็ไม่มีสิทธิ์ไปปาร์ตี้เด็กเอ็นอยู่แล้ว และพี่ก็เชื่อว่าไม่มีใครบังคับให้ใครใช้บริการนี้ได้ถ้าเจ้าตัวไม่เต็มใจ เป็นไปไม่ได้ เพราะนี้คือสิ่งที่ไม่ปกติ มันอาจจะเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ชาย แต่ก็เป็นแค่คนเฉพาะกลุ่มที่ชอบแบบนี้ แล้วคนเหล่านี้ก็จะไม่บังคับคนที่ซื่อสัตย์ หรือรักแฟนให้ร่วมทำกิจกรรมนี้แน่นอน และด้วยประสบการณ์ของพี่ที่เขาเล่าว่า ”ปีที่เลยเคยเจอแบบนี้แล้วหนีออกมา“ มันคือการเล่าเกริ่นไปก่อนว่าเขาเป็นคนแบบไหน ถ้าหนีออกมาได้ มันไม่ได้ตั้งแต่แรก แล้วที่พี่ถามว่า ”ข้าวรับได้ไหมเรื่องเด็กเอ็น“ ถ้ารับไม่ได้ นั่นแปลว่ากิจกรรมนี้ต้องไม่เกิดขึ้นกับเธอ ต้องปฏิเสธ เพราะถ้าข้าวรับไม่ได้แล้วข้าวจะแคร์ผู้ชายคนนี้ทำไมที่เขาเป็นผู้ชายสายปาร์ตี้เด็กเอ็น ของแบบนี้ไม่มีใครบังคับให้ใครทำ มันไม่เหมือนการประกวดแต่งแฟนซีของงานเลี้ยงบริษัท อันนั้นมันเป็นกฎบริษัท แต่การใช้บริการเด็กเอ็นโดยการจ่ายเงิน ต้องมาจากความสัมครใจทั้งนั้น พี่จะไม่ตัดสินว่าแฟนข้าวเป็นแบบนั้นหรือป่าว แต่ถ้าข้าวรับไม่ได้ ไม่ผิดเลยที่จะยืนคำขาดว่า ไปสัมนากับบริษัทได้ แต่ไปกิจกรรมนี้ไม่ได้ แล้วในบริษัทไม่มีใครหน้าไหนบังคับเธอได้ด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธแล้วมันไม่น่าเกลียด แล้วพี่อยากให้ข้าวสังเกตุแฟน ไปเช็คเลยว่าเขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ ระวังจะเจอตัวพ่อ ลองเผื่อใจไว้หน่อย เพราะผู้ชายดีๆปฏิเสธแน่นอน’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่ามันไม่ใช่กิจกรรมหลักแน่ๆ ลองคิดดูนะว่ามีบริษัทจัดงานสัมนา แล้วปาร์ตี้เด็กเอ็นอยู่ในตารางกิจกรรม มันประหลาดนะ มันเหมือนกับแค่ไปเที่ยวกันแล้วพอกลางคืนก็ออกไปปาร์ตี้เตรียมเด็กเอ็นไว้ เพราะฉนั้น Main Event ควเป็นการไปเที่ยวไปทัวร์ แต่คงมีสักคืนหนึ่งที่แก๊งนี้จะแยกตัวออกไปเที่ยว เพราะฉนั้นไม่ใช่เรื่องเลยที่จะบอกว่าโดนบังคับ ไม่มีทางเลย ยิ่งกลุ่มหนึ่งแยกออกไป แล้วแฟนของข้าวบอกว่า “ตัวเองเค้าโดยบังคับ” ไม่เลยมึงอะอยากไปเองค่ะ ยิ่งบริษัทใหญ่ยิ่งไม่มีทางเลย พี่ยังไม่ได้ตัดสินแฟนหนูนะ ถ้าเกิดแฟนไม่อยากไปจริงๆ ลองให้เขาปฏิเสธ ลองไม่ไปดู แค่ไปเที่ยวปกติ ไปทัวร์ พอตกกลางคืนก็กลับเข้าห้อง’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เห็นด้วยกับทุกคนเลย พี่ว่าถ้าข้าวไม่ชอบ ก็บอกเขาไปเลย แล้วมาดูว่าเขาจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง เขาจะไป เขาจะไม่ไป หรือถ้าแบบขี้เหล่สุดคือเขาจ่ายเงินแต่ไม่ไป และมันก็มีวิธีที่ทำให้ข้าวสบายใจว่าเขาไม่ได้ไปจริงๆ วิดีโอคอลก็ยังได้ พี่ว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องพิสูจน์ ว่าเขาไม่ไปที่นั้น ถ้าเขาพูดออกมาว่าไม่ชอบ ม่อยากไปที่นั้น พี่ว่าข้าวก็มีสิทธิ์ขอให้เขาทำในสิ่งที่เขาพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ได้ไปจริงๆ และยิ่งข้าวบอกว่า เขาได้เลื่อนขั้น เขายิ่งมีสิทธิ์เลือกว่าเขาจะทำอะไรไม่ทำอะไรนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบแฟนมา 2 ปี ต่างคนต่างไม่เปิดตัวกัน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอ เพราะแฟนบอกว่า พ่อแม่หัวโบราณ จะเห็นรอยสักที่แขนขา เจาะจมูก เจาะหู ไม่ได้ แล้วแฟนก็บอกว่าเราไม่ใช่สเปคแฟนเลย เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ ขาวใส แต่ก็ยังคบกับเรา ตอนนี้เราสับสน

13 ส.ค. 2024

คบแฟนมา 2 ปี ต่างคนต่างไม่เปิดตัวกัน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอ เพราะแฟนบอกว่า พ่อแม่หัวโบราณ จะเห็นรอยสักที่แขนขา เจาะจมูก เจาะหู ไม่ได้ แล้วแฟนก็บอกว่าเราไม่ใช่สเปคแฟนเลย เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ ขาวใส แต่ก็ยังคบกับเรา ตอนนี้เราสับสน

คบแฟนมา 2 ปี ต่างคนต่างไม่เปิดตัวกัน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอเพราะแฟนบอกว่า พ่อแม่หัวโบราณ จะเห็นรอยสักที่แขนขา เจาะจมูก เจาะหู ไม่ได้แล้วแฟนก็บอกว่าเราไม่ใช่สเปคแฟนเลย เขาชอบผู้หญิงน่ารักๆ ขาวใสแต่ก็ยังคบกับเรา ตอนนี้เราสับสนว่า จะอยู่กันแบบนี้ต่อไปหรือ เดินออกมา “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ส.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาเราสักลายที่แขน และมีลูกติด ทำให้แฟนไม่อยากเปิดตัวเรากับที่บ้าน! “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูคบกับผู้ชายอายุ 39 เข้า 40 ปี เขาก็เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปเหมือนกับหนู คบกันประมาณ 4 ปี เขาค่อนข้างที่จะดูแลเราดีในระดับนึง เรื่องไปรับ ไปส่ง เรื่องชีวิตประจำวัน เขาเคยพูดถึงเรื่องในอนาคตว่าหลังเขาทำงานเกษียณ ก็มีหนูอยู่ด้วยกันตรงนั้น ส่วนเรื่องแต่งานเราเห็นตรงกันว่า เราจะไม่แต่งกัน และเรื่องลูกก็ยังไม่อยากมีเพิ่ม แต่ว่ามีอยู่ปัญหาหนึ่งคือ หนูไม่เคยไปเจอคนในครอบครัวเขา และไม่เคยเปิดตัวหนูเลยแม้กระทั่งคนที่บ้าน ในโซเชียล หรือกลุ่มเพื่อนๆ ก็ไม่เคยพาไปเจอเลย เวลาเจอคนอื่นถาม เขาก็จะบอกว่าหนูเป็นน้อง แต่จะมีกลุ่มเพื่อนอีกกลุ่มที่หนูรู้จักกันมาก่อน เขาให้เหตุผลว่า 1. หนูมีลูกแล้ว เขาค่อนข้างเอ็นดู และดูเแลลูกหนู 2. หนูมีรอยสักนอกร่มผ้า จึงทำให้เขาเปิดตัวหนูยากมาก ซึ่งหนูก็ไม่เปิดตัวเขาเหมือนกันเพราะเขาไม่เปิดตัวหนู แต่ครอบครัวกับเพื่อนสนิทหนูรู้หมดทุกคน ด้วยความที่เราไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน แล้วมันอาจจะเป็นประเด็นที่ทำให้เรา 2 คนทะเลาะกัน หนูจึงไม่เคยถาม เขาเคยพูดว่าสเปคของเขาคือ สูง ขาว สวย หุ่นดี หน้าตาดี มันตรงกันข้ามกับหนูเลย แต่เขาก็เป็นคนมาจีบหนู หนูสงสัยว่าทำไมเขาไม่เปิดตัวหนูสักที หนูไม่รู้ว่าเขาอายหรือไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีหนูอยู่ในชีวิตเขา จริงๆหนูก็รักเขา แต่ถ้าเป็นแบบนั้น หนูคงต้องไป หนูก็อยากมีตัวตน โดยที่ไม่ต้องปกปิด อยากให้ภูมิใจที่มีเรา หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรถามเขาไปตรงๆ หรือปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปดี? ซึ่งทางด้าน “ดีเจอ้อม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากให้ถามนะ ถ้าเอ็มรักตัวเองพอ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าไหว ก็ประคองตัวเองไปก่อน เราอย่าปล่อยให้คนคนนึงทำให้เราไม่เป็นตัวเอง เวลาเราจะถามใครก็แล้วแต่ เราต้องถามตัวเองก่อนว่ารับได้แค่ไหน ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ต้องถาม รอให้เราพร้อมที่จะล้มได้ ตอนนั้นแหล่ะ ให้ถามเลย และต้องปรับทัศนคติตัวเราเองให้เชื่อว่าการคุยและมีปัญหาไม่ได้เท่ากับการมีปัญหา การมีปัญหาระหว่างความสัมพันธ์มันอาจจะเป็นเรื่องการสื่อสาร การเข้าใจ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหา ถ้าเราพูดคุยกันได้ มันอาจจะเข้าใจกันได้ดีขึ้น น้องเอมต้องเชื่อมั่นในความเท่ของตัวเอง’ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘ถ้าเป็นพี่ พี่จะถาม เพราะเหตุผลของเขาคือคำตอบที่พี่ไม่ซื้อ เพราะทั้งหมดทั้งมวลคือคุณเลือกเรานะ ถ้าไม่อยากเปิดตัวเพราะเหตุผลนี้คุณจะเลือกเราทำไมตั้งแต่แรก แล้วยิ่งเป็นประเด็นที่เขาไม่ชอบอีก มันไม่ใช่ว่าคุณชอบฉันเพราะฉันเป็นแบบนี่หรอ พี่ว่ามันควรจะมีเหตุผลที่ดีกว่านี้ พี่อยากให้ถามเพราะเอ็มบอกว่า ไม่กล้าถามเขาเพราะกลัวเป็นประเด็นให้ทะเลาะกัน แล้วมันยังไง ทำไมคนรักกันจะถามอะไรที่จะทะเลาะกัน เพื่อความเข้าใจกันไม่ได้หรอ มันกลายเป็นว่าเราจะรักก้นดีๆโดยที่ไม่มีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันเลยหรอ ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไใ่พอใจ ไม่สมเหตุสมผล เราไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกเขาเลยหรอ พี่รู้สึกว่าความรักแบบนี้ไม่น่าจะดีนะ มัสต้องคุยกันได้ เพราะสิ่งนี้มันคือสิ่งที่มีเหตุผลพอที่จะถาม ไม่ใช่เรื่องงี่เง่า พี่ว่ามันคือสิ่งที่ควรคุยกัน’ และ “ดีเจอั๋น” ให้คำปรึกษาว่า ‘คนส่วนใหญ่คิดว่า ทุกความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่แฟนกัน เราควรคุยกันได้ เพราะการสื่อสารสำคัญที่สุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ใดๆก็มีสุขภาพดี คือ Healthy Relationship ถ้าเราอยู่ในความรักที่เรารู้สึกว่ามันดี แต่เราไม่กล้าที่จะพูดหรือบอกความรู้สึก พี่ไม่คิดว่าความรักหรือความสัมพันธ์นั้นมันดี และในทุกๆความรัก ทั้งเขาและเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือไม่เลือก อย่าลืมสิทธิ์นี้ของตัวเองแล้วกกลัวว่าอยู่ดีๆเขาจะเปลี่ยนใจไม่เลือกเรา เราต้องเห็นค่าของตัวเองมากกว่านี้ เราอย่าลืมรักตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลเราบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี พี่ก็เคยอยู่ในภาวะไร้ตัวตน ถ้าเรารู้สึกว่าเขารักเรา เราถมเขาเลย ถามด้วยความรู้สึกว่าอยากเข้าใจ รักกันไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ แต่ก็ไม่ควรซ่อนฉันจนไร้ตัวตน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-