หนูมีแพลนเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง แต่ทุกทริปก็มักจะมีคนฝากซื้อของตลอด ทั้งของหนัก ของแพง และต้องเหนื่อยเพราะเดินหาของให้คนอื่น จะปฏิเสธยังไงไม่ให้เสียความสัมพันธ์ดีคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมีแพลนเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง แต่ทุกทริปก็มักจะมีคนฝากซื้อของตลอด ทั้งของหนัก ของแพง และต้องเหนื่อยเพราะเดินหาของให้คนอื่น จะปฏิเสธยังไงไม่ให้เสียความสัมพันธ์ดีคะ

05 ก.พ. 2026

หนูมีแพลนเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง

แต่ทุกทริปก็มักจะมีคนฝากซื้อของตลอด

ทั้งของหนัก ของแพง และต้องเหนื่อยเพราะเดินหาของให้คนอื่น

จะปฏิเสธยังไงไม่ให้เสียความสัมพันธ์ดีคะ

‘คุณแจน (นามสมมติ)’ อายุ 27 ปี เป็นสายสุดท้าย ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาจะไปต่างประเทศ แต่จะปฏิเสธคนฝากซื้อของอย่างไรดี

       ‘คุณแจน (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูมีแพลนไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง ปีที่แล้วหนูไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพอพี่ที่ทำงานและคนรอบตัวทราบว่าหนูจะไป ก็จะมีการฝากซื้อของอยู่ตลอด

       แต่จะมีบางคนที่ชอบฝากซื้อของจำพวกเครื่องประดับและสกินแคร์ ซึ่งสกินแคร์ค่อนข้างมีน้ำหนักมาก ทำให้หนูต้องคอยระวังและรับผิดชอบของเพิ่มขึ้น บางครั้งหนูก็ไม่ได้ซื้อน้ำหนักกระเป๋าเผื่อไว้มาก เพราะแค่เสื้อผ้าสำหรับไปเที่ยวหน้าหนาวก็ค่อนข้างหนักอยู่แล้ว รวมถึงของฝากที่หนูตั้งใจซื้อมาให้ทุกคนอยู่แล้วด้วย

       ซึ่งการรับฝากซื้อของยังค่อนข้างใช้เวลาระหว่างทริปเยอะ ทำให้เวลาท่องเที่ยวของหนูลดลงไปพอสมควรแต่คนที่ฝากซื้อก็เป็นพี่ ๆ ในออฟฟิศที่เคยช่วยเหลือหนูมาตลอด รวมถึงเพื่อนและคนรอบตัวที่สนิทกัน ทำให้หนูค่อนข้างลำบากใจที่จะปฏิเสธ

       ตอนนี้หนูกำลังจะมีทริปใหม่เร็ว ๆ นี้ และกังวลว่าหลายคนอาจคาดหวังว่าจะฝากซื้อของได้เหมือนครั้งก่อน เลยอยากขอคำแนะนำว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี โดยที่ยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนไว้ได้ เพราะหนูกลัวว่าถ้าปฏิเสธ อาจทำให้เขามองว่าหนูไม่มีน้ำใจ”

       เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “จริง ๆ แล้วสกินแคร์สมัยนี้ก็มีนำเข้ามาขายในประเทศไทยค่อนข้างเยอะแล้ว อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ ไม่จำเป็นต้องฝากซื้อจากต่างประเทศเสมอไป แต่ถ้าในมุมที่เราจำเป็นต้องปฏิเสธจริง ๆ อาจใช้วิธีพูดแบบนุ่ม ๆ ได้ เช่น บอกว่า “เดี๋ยวขอดูน้ำหนักกระเป๋าก่อนนะ” หรือ “ถ้ามีเวลาไปและหาเจอ เดี๋ยวจะซื้อมาให้นะ” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่ได้รับปากไว้ก่อน จริง ๆ แล้ว เราสามารถพูดได้หมดเลย”

       ต่อมา ‘ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย’ ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า “พี่มองว่าการที่ครั้งที่แล้วเราซื้อและหิ้วของกลับมาให้ทุกคนได้ ถือเป็นจังหวะที่ดีมากที่เราจะใช้โอกาสนี้อธิบายสถานการณ์ของตัวเอง เช่น อาจเล่าให้เขาฟังว่า ครั้งที่แล้วที่หิ้วของกลับมาให้ น้ำหนักกระเป๋าเกิน ทำให้ค่อนข้างลำบาก ซึ่งถ้าคนที่ฝากซื้อเป็นพี่ ๆ ที่ทำงานที่น่ารักและสนิทกัน พี่ก็มองว่าเราสามารถคุยกับเขาแบบน่ารัก ๆ ได้ อาจจะพูดตรง ๆ ถึงปัญหาที่เราเจอ โดยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธแบบตัดขาดหรือทำให้รู้สึกไม่ดี แต่เป็นการอธิบายให้เขาเข้าใจในข้อจำกัดหรือสถานการณ์ของเรามากกว่า”

       ต่อมา ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า “พี่เองก็เคยเป็นคนที่ปฏิเสธคนไม่ค่อยเก่งเหมือนกัน เลยเลือกใช้วิธีที่ไม่ปฏิเสธตรง ๆ แต่เป็นการพูดแบบกึ่งรับกึ่งสู้มากกว่าหรืออาจใช้วิธีประเมินเองก่อนว่า ของชิ้นไหนพอจะซื้อให้ได้ก็ซื้อให้ แต่ถ้าเป็นการฝากซื้อที่ดูไม่ค่อยเกรงใจ หรือจำนวนเยอะเกินไป ก็อาจเลือกที่จะไม่รับฝากซื้อในส่วนนั้น”

 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

09 ต.ค. 2026

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหว แบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?!

หนุ่มจากแอป ชอบทดสอบสังคม ความคิดสุดเหยียด แถมมั่นหน้าไม่ไหวแบบนี้หนูควรรับมือยังไงดีคะ?! ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม‘ เกี่ยวกับประสบการณ์เดตสุดพีคของเธอ! ‘คุณเกลือ’ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์เดตสุดแปลก หลังได้พูดคุยกับชายวัย 3X ปี ที่ทำเอาเธอต้องตั้งคำถามกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกชอบฝ่ายชายในเชิงชู้สาว เพียงแต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมแปลก ๆ จนอยากรู้ว่า “เห้ย เป็นใครวะ อยากรู้” พร้อมเปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองขำ ๆ ว่าเหมือนวัยรุ่นที่อยากลองอะไรท้าทายสักครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อคุณเกลือได้ปัดแอปหาคู่จนได้เจอผู้ชายคนหนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนขออินสตาแกรมของคุณเกลือไป แต่กลับทักข้อความมาหาโดยไม่ได้กดติดตาม ต่อมาเขาก็กดติดตามและยกเลิกการติดตามซ้ำไปซ้ำมา จนเธอรู้สึกสงสัยกับพฤติกรรมดังกล่าว ต่อมา คุณเกลือเห็นเพื่อนลงสตอรี่อินสตาแกรมเกี่ยวกับการไปออกกำลังกาย และสังเกตเห็นฝ่ายชายอยู่ในสตอรี่ จึงทักไปถามเพื่อนว่า “แกอะรู้จักผู้ชายคนนี้ไหม” ซึ่งเพื่อนตอบว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เป็นเพียงเพื่อนร่วมคลาสกันเท่านั้น หลังจากนั้นฝ่ายชายก็ลงสตอรี่ในลักษณะเดียวกัน (รูปจบคลาสออกกำลังกายที่ถ่ายร่วมกันหลายคน) คุณเกลือจึงกดเข้าไปดู ก่อนที่ฝ่ายชายจะทักมาบอกว่า “เนี่ยเธอดูสนใจเรานะ พี่รู้สึกว่าเธอมีความพยายามจะติดต่อพี่มา พี่ก็เลยจะมาคุยกับเธอ” ทั้งที่ความจริงแล้วเธอเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะมองว่าพฤติกรรมการฟอลโลว์และอันฟอลโลว์ซ้ำไปซ้ำมานั้นแปลกดี ทั้งยังย้ำว่าไม่ได้มีความรู้สึกชอบเชิงชู้สาวแต่อย่างใด คุณเกลืออยากรู้อยากเห็นว่าการคุยกับผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร จึงได้เริ่มพูดคุยสานต่อความสัมพันธ์กัน ฝ่ายชายบอกว่าไม่ชอบพิมพ์แชต แต่ชอบโทรศัพท์คุยมากกว่า คุณเกลือจึงคิดในใจประมาณว่า “อะ ๆ ๆ อยากคุยก็มา!” ระหว่างการพูดคุย ฝ่ายชายมักถามคำถามในลักษณะทดสอบสังคม เช่น “ถ้าเราเป็นแฟนกัน…” ทำให้คุณเกลือรู้สึกว่าอีกฝ่ายรีบร้อนเกินไป เพราะทั้งคู่ยังไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ เธอจึงคิดในใจว่า “เห้ย ใจเย็นพี่ชาย เรายังไม่เคยเจอหน้ากันเลย จะมาแบบถ้าเราเป็นแฟนกันอะไร ยังไม่รู้จักกันเลย” ในช่วงที่ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกัน เป็นช่วงก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม โดยคุณเกลืออยู่บริเวณชานเมืองนนทบุรี ส่วนฝ่ายชายอยู่ย่านสุขุมวิท–ปุณณวิถี โดยฝ่ายชายมักพยายามชวนให้เธอเดินทางไปหา โดยบอกว่า “เธอมาหาเราได้ป่าว พี่น้ำท่วม” แต่ในความเป็นจริง เส้นทางที่คุณเกลือต้องใช้เดินทางเข้าเมือง โดยเฉพาะบริเวณถนนงามวงศ์วาน มีน้ำท่วมขังอย่างหนัก เธอจึงระบายอารมณ์กับตนเองออกมาว่า “หนูไม่ได้ขี่ออฟโรด หนูแบบรถเก๋งชาวบ้าน” แต่ฝ่ายชายยังคงยืนยันว่าต้องการให้เธอมาหาโดยใช้คำพูดว่า “พรุ่งนี้น้ำลดแล้ว” ทั้งที่ระดับน้ำยังคงท่วมสูงเกือบมิดล้อรถ พร้อมเสนอให้เธอนั่ง BTS มาแทน โดยถามว่า “หน้าบ้านเธอมี BTS ปะ เธอก็นั่ง BTS มาดิ” แม้คุณเกลือจะพยายามอธิบายถึงความลำบากในการเดินทาง แต่ฝ่ายชายก็ยังเซ้าซี้ไม่หยุด ตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร ไปจนถึงวันพุธ เมื่อเธอบอกว่าไม่สะดวก เขาก็ถามต่อว่า “เห้ย พฤหัสฯ-ศุกร์อะ มาได้เปล่า" เมื่อคุณเกลือลังเล ฝ่ายชายก็พูดกดดันว่า “ถ้าเธอไม่มา เราจะไม่คุยแล้วนะ เรารู้สึกว่าแบบมันเริ่มนานเกินไปละ” เธอจึงลองขอให้อีกฝ่ายเป็นคนเดินทางมาหาบ้าง แต่ฝ่ายชายอ้างว่าต้องเฝ้าธุรกิจหน้าร้าน ไม่สามารถออกไปไหนไกล ๆ ได้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “พี่ชอบคนที่มาหาพี่ได้” ท้ายที่สุด คุณเกลือตัดสินใจตอบตกลงว่าจะไปพบ เพราะยังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไรกันแน่ โดยฝ่ายชายบอกว่าจะพาไปคาเฟ่บรรยากาศดีแห่งหนึ่ง แต่ย้ำหลายครั้งว่า “แพงมาก!” จนเธอได้แต่คิดในใจว่า “อ๋อ ๆ ค่ะ” ทั้งคู่ตกลงนัดเจอกันในวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงวัน โดยคุณเกลือวางแผนขับรถไปจอดที่หมอชิต แล้วนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี แต่คืนวันพุธก่อนที่จะเจอกัน ฝ่ายชายโทรมาถามว่า “เออเธอ วันนั้นอะ ที่เธอแบบ Reply Story เพื่อนเธอไปถามเรื่องเราหรอ เธอถามว่าอะไร” คุณเกลือตอบกลับไปในเชิงหยอกล้อว่า “ก็ถามว่า รู้จักผู้ชายคนนี้ไหม เจอเขาในแอป แอบแปลก ๆ นะ” แต่ฝ่ายชายกลับระเบิดอารมณ์ใส่ทันที พร้อมต่อว่า “เห้ย เธอพูดอย่างงี้ได้ไงวะ เธอแม่งขี้นินทาว่ะ” ก่อนจะด่าทอเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายคำ คุณเกลือเลือกที่จะไม่เถียงกลับ ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว จนฝ่ายชายสังเกตว่าเธอไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จึงพูดว่า “เออเอาเถอะ เราวางก่อนแล้วนะ” จากนั้นก็วางสายไป แต่ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมกล่าวขอโทษว่า “เนี่ยเธอ เราขอโทษนะ เธอยังอยากเจอเราอยู่ไหม” คุณเกลือตอบกลับไปตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เราไม่อยากเจอแล้วว่ะ” เพราะรู้สึกหมดอารมณ์ที่จะพบกัน หลังถูกด่าทออย่างรุนแรงทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ ฝ่ายชายจึงกล่าวว่า “เฮ้ยเธอ เราขอโทษเว้ย เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ แต่เธอก็ไม่ควรนินทาเราแบบนั้นปะ” คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเกลือไม่พอใจ เธอจึงอธิบายว่า “ไม่ได้นินทา แค่บอกว่าแปลก แล้วที่เธอทำมันแปลกจริงไหม มาอันฟอล-ฟอลอะไรก็ไม่รู้อะ สังคมประเทศนี้ไม่เคยเจอคนแบบเธอ” แม้จะอธิบายเหตุผลไปแล้ว ฝ่ายชายก็ยังพยายามชักชวนให้เธอไปตามนัด โดยเสนอว่าจะเลี้ยงไก่ทอดแฟรนไชส์ชื่อดังชุดใหญ่ให้ รวมถึงบอกว่าจะจัดอาหารคลีนให้รับประทานที่บ้านของตนด้วย คุณเกลือยอมรับว่าในตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะการไปพบคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ตามลำพังอาจเป็นอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากมีเรื่องราวไปเล่าให้เพื่อนฟัง เธอจึงตัดสินใจไปตามนัดในที่สุด วันนัดหมาย คุณเกลือเดินทางจากนนทบุรีไปถึงหมอชิตประมาณ 11.00 น. ก่อนจะนั่ง BTS ต่อไปยังปุณณวิถี ระหว่างนั้นฝ่ายชายโทรมาถามว่าตื่นหรือยัง เมื่อเธอบอกว่ากำลังเดินทาง เขากลับมีน้ำเสียงลนลานว่า “เห้ย ๆ เดี๋ยวพี่อาบน้ำแป๊บนึง” เมื่อคุณเกลือเดินทางถึงปุณณวิถี ฝ่ายชายก็ยังไม่พร้อม และรีบพูดว่า “เห้ย ๆ เร็วมากเลย เดี๋ยวพี่รีบแป๊บนึง” แม้เธอจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมารอทั้งที่นัดเวลากันชัดเจนแล้ว แต่เธอก็ให้อภัยและนั่งรออยู่ที่ห้างบริเวณนั้น ไม่นานฝ่ายชายก็โทรมาอีกครั้ง พร้อมถามว่า “เห้ยเธอ ๆ เธอรีดเสื้อเป็นปะ เสื้อเชิ้ตอะ” คุณเกลือตอบว่ารีดเสื้อไม่เป็น เพราะปกติไม่ค่อยรีดเสื้อผ้า แม้แต่ชุดนักศึกษาก็ไม่เคยรีด แต่ฝ่ายชายกลับขอว่า “เห้ยเธอ มารีดเสื้อให้เราหน่อยได้ไหมอะ คือเราอยากใส่เสื้อเชิ้ตไปเจอเธออะ” จากนั้นเขายังลังเลอีกว่าจะใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อคอกลมไปดี จนคุณเกลือเริ่มหมดความอดทนและตอบกลับว่า “จะใส่อะไรก็ใส่มาเถอะ”สุดท้ายฝ่ายชายเลือกใส่เสื้อเชิ้ตออกมา แต่ก็ยังมาสาย ทำให้คุณเกลือหงุดหงิดอย่างมาก เพราะเธอเดินทางมาจากนนทบุรีและมาถึงก่อนเวลา ขณะที่ฝ่ายชายอยู่ใกล้สถานที่นัดหมายมากกว่า แต่กลับไม่เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อฝ่ายชายมาถึง ทั้งคู่ขึ้นรถของฝ่ายชายเพื่อเดินทางไปหาอะไรกิน ฝ่ายชายเสนอให้แวะคาเฟ่ที่เคยพูดถึง พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เฮ้ย คาเฟ่นั้นที่เราบอกเธอว่าแบบอยากพาเธอไปอะ เฮ้ย แต่มันแพงมากเลยอะ มันแพงมากเลย” คุณเกลือรู้สึกว่าถ้าร้านแพงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพาไป เพราะเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับประทานอาหารหรูหรา ฝ่ายชายจึงเสนอว่า ไปกินข้าวที่บ้านเขา แต่คุณเกลือยืนยันว่าอยากรับประทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้ามากกว่า ทว่าอีกฝ่ายยังชวนให้ไปบ้าน พร้อมบอกว่า “เห้ย ทำไมอะเธอ ไปบ้านเราก็ได้ ถ้าเธอกลัว เธอก็ส่งโลบ้านเราให้เพื่อนเธอดิ เธอกลัวเราจะทำอะไรหรอ” คุณเกลือยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง กว่าเพื่อนจะเดินทางมาถึง เธออาจตกอยู่ในอันตรายไปแล้ว ก่อนที่เธอจะเล่าต่อ 'ดีเจเผือก' ได้อ่านคอมเมนต์จากพุธโทรเรี่ยนที่พิมพ์เข้ามาเพราะสงสัยกันมากว่า 'ผู้ชายคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร' คุณเกลือจึงกล่าวว่า หากดูจากรูปในอินสตาแกรม ฝ่ายชายก็ถือว่าหน้าตาดี แต่เมื่อเจอตัวจริง เธอให้คะแนนเพียง 3 เต็ม 10 เพราะอีกฝ่ายใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋ว(ตาโต)หรือบิ๊กอายมาพบ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบไม่กล้าสบตา เพราะกลัวว่าจะหลุดขำ แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่พอใจมากที่สุด คือคำพูดของฝ่ายชายที่บอกว่า “เฮ้ยเธอ เราอ่ะนับถือมากเลยนะเว้ย ที่เธออ่ะเป็นแค่เด็กต่างจังหวัด แต่เธอได้ไต่เต้าจนได้เป็นหมอ” คุณเกลือรู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการเหยียด เธอจึงตอบกลับไปว่า "แม่เราเป็นคนเอกมัยนะเว้ย" จากนั้นเมื่อฝ่ายชายชวนคุย เธอก็เงียบตลอดการเดินทาง เมื่อเดินทางถึงคาเฟ่ ทั้งคู่พบว่าเมนูอาหารมีราคาตั้งแต่ประมาณ 300–900 บาท ซึ่งคุณเกลือเข้าใจว่าราคาค่อนข้างสูง แต่เธอมองว่าหากฝ่ายชายรู้สึกว่าราคาแพงเกินไปตั้งแต่แรก ก็ควรเลือกร้านอื่นที่เหมาะสมกับงบประมาณมากกว่า เพราะสำหรับเธอ การเดตไม่จำเป็นต้องไปร้านหรูหรือมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายชายเสนอว่าให้สั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น จุดพีกอยู่ตรงนี้ หลังจากสั่งเครื่องดื่มเสร็จ ทั้งคู่ก็เข้าไปนั่งในคาเฟ่ คุณเกลือจึงตัดสินใจพูดตรง ๆ ว่า “เฮ้ยเธอ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดกับเธอแบบนั้น” แต่คำพูดดังกล่าวกลับทำให้ฝ่ายชายโมโหอย่างมาก ก่อนจะต่อว่าเธอว่า “เธอแม่งทำให้เราเสียเวลามากเลย เธอรู้ป่ะ เสียเวลาเราแม่งโคตรเสียเวลาเลย” โดยพูดประโยคนี้ซ้ำประมาณ 5 รอบ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เออ ก็ดี เราก็ไม่ได้ชอบอะไรเธอขนาดนั้นหรอก” คุณเกลือจึงเสนอว่า “หรือเราสองคนจะแยกกันตรงนี้เลยก็ได้” ฝ่ายชายตอบกลับอย่างประชดประชันว่า “เออ ก็ได้” พร้อมกัดฟันและดูดน้ำเสียงดัง ก่อนจะลุกออกจากร้านไป ทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง แล้วขับรถกลับบ้านทันที ก่อนจากไป ฝ่ายชายยังพูดว่า “เธอแม่งขี้นินทา อย่าเอาเราไปนินทากับใครนะเว้ย” คุณเกลือจึงคิดในใจว่า แม้จะไม่ได้นำเรื่องนี้ไปนินทากับเพื่อน แต่เธอจะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาเล่าในรายการพุธทอล์คพุธโทรแทน หลังจากนั้น เธอต้องเรียกรถและนั่ง BTS กลับบ้านด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายชายก็เลิกติดตามอินสตราแกรมของเธอ ขณะที่คุณเกลือตัดสินใจบล็อคอินสตาแกรมและช่องทางการติดต่อทั้งหมด เพื่อยุติเรื่องราวนี้อย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุด คุณเกลือยอมรับว่าประสบการณ์ครั้งนี้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเจอ ทั้งเสียเวลาเดินทางและต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอมองว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตเหมือนได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าบนโลกใบนี้มีคนที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดและคาดเดาได้ยากอยู่จริง สิ่งที่คุณเกลืออยากฝากถึงฝ่ายชายคือ เธอจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของชีวิตเธอ และเธอสามารถไปพบคนที่ยอมรับตัวตนของเธอได้ดีกว่า แต่หากมีเรื่องหนึ่งที่อยากขอจากฝ่ายชายจริง ๆ ก็คือ “เลิกใส่คอนแทคเลนส์ตาแป๋วได้ป่ะ” ตลอดการเล่าเรื่อง ดีเจทั้งสามต่างเอ็นดูคุณเกลือและร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์สุดพีกที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่าเราควรฟังความจากคุณตาแป๋วด้วย(ฝ่ายชาย) เพราะบางทีเรื่องนี้อาจมีหลายมุมมองก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

13 มิ.ย. 2025

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทยไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้ลำดับชีวิตตัวเองไม่ถูกเลย จะบินไปทำงานหาเงิน ส่งมารักษาแม่หรือ จะอยู่กับแม่ที่ไทยเลยดี ใครที่มีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วยเล่าประสบการณ์ให้หนูฟังทีนะคะ “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาชีวิต และคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มขายของ ส่วนคุณแม่เห็นว่าจริงจัง คุณแม่เลยคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง คือหนูอยากทำเอง ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินหรืออะไร แค่เป็นคนชอบขายของ หนูทำจนแม่เห็นว่าได้เยอะ เลยช่วยเปิดร้านให้ หลังจากเรียนจบ หนูได้เข้ามาเปิดร้านในกรุงเทพ ตอนแรกคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยู่ด้วยกันตามปกติ แต่พอหนูมาเปิดร้านที่กรุงเทพ แม่เขาก็ยอมเสียสละเวลาตรงนั้น เพื่อที่จะเข้ามาช่วยหนูทำงาน ปัจจุบันนี้หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ไทยอยู่ ปกติหนูมีคุณแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตเลย คือเวลาอยู่ต่างประเทศเวลามันจะไม่ตรงกันกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไทย หนูก็จะเกรงใจ หนูเลยโทรหาแม่ ทุกเรื่องเลย แม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อย แม่ก็จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนทุก ๆ อย่างเลย ทีนี้ก่อนที่หนูจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ หนูเปิดร้าน 2 ที่ แต่ต้องเลิกกิจการ เพราะตลาดที่นั่นมันได้ปิดตัวลงกระทันหัน และทางตลาดเขาไม่ได้แจ้งอะไร แล้วทีนี้ของที่เปิดร้าน มันเลยไปอยู่ที่บ้านคุณแม่ จนตอนนี้บ้านโทรมมาก หนูก็เลยท้อ หลังจากนั้นหนูได้บอกเลิกแฟนที่คบกันมา 6 ปี ว่า “เราคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ เพราะว่าเดี๋ยวไปอยู่ต่างประเทศครั้งนี้ เราจะไม่กลับมาแล้ว” ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนจะไปอยู่ต่างประเทศเลย ตั้งใจไปตั้งตัวใหม่ที่นู้น จริง ๆ ตอนแรกแค่ไปเรียนก่อน มันช่วงที่ติดโควิดพอดี เลยมีโอกาสในเรื่องของวีซ่า เพราะว่ามันกลับไม่ได้ ซึ่งตอนที่ไป คือตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินให้ได้ไวที่สุด เพื่อที่จะแก้ไขที่เอาของไปไว้ที่บ้านคุณแม่ ทำให้บ้านคุณแม่โทรม วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเคลียร์ของออกจากบ้านและทำให้เร็วที่สุด ทุกครั้งเวลาหนูโทรหาคุณแม่ หนูจะคุยแต่เรื่องคนอื่น เช่น เรื่องคุณยายที่อายุเยอะขึ้นแล้ว หรือคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนึง คุณแม่จะป่วย จนกระทั่งหลังจากหนูย้ายไปต่างประเทศ คุณแม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่พึ่งสร้างเสร็จ ซึ่งจริง ๆ พวกหนูไม่เคยมีบ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน อาศัยอยู่ในโรงงาน เหตุเพราะมันมีปัญหาเรื่องในครอบครัวนิดหน่อย แต่ในที่สุดคุณแม่ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่ หลังจากที่หนูแยกเขาออกมาจากพ่อตัวเองนานแล้ว เขาไม่ได้เลิกกันหรืออะไร มาวันหนึ่งอยู่ ๆ คุณแม่ก็เริ่มป่วย เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาหมอประมาณ 6 เดือน ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอบอกว่าแต่ว่า “คุณแม่เป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ กรดไหลย้อน” และพอไป x-ray ปอด จึงเจอก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร แต่หมอบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง พอเวลาผ่านไปแม่ก็ไอหนักขึ้น จึงได้ถามหมอไปว่า “ต้องมารักษาอีกไหม” หมอบอกว่า “หายแล้ว แค่ต้องกินน้ำอุ่น กินอะไรก็หายแล้ว” แต่คุณแม่ก็ยังไอไม่หยุด คุณพ่อเลยพาไปตรวจที่โรงบาลเอกชนและได้ฉีดสีที่ CT Scan จนเจอว่าก้อนเนื้อ 2 เซนติเมตรนั้นกลายเป็น 8 เซนติเมตร มันโตเร็วมาก ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนได้ตรวจกับหมอคนที่ 4 เขาแจ้งว่า “ก้อนเนื้อนี้ เป็นมะเร็งแน่นอน” ซึ่งตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ และคุณแม่เป็นคนโทรมาบอก หนูจึงต้องบินกลับมา แต่แล้วปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลามไปที่คอ หนูเพิ่งรู้มาประมาณเดือนครึ่งเอง ตอนนี้หนูทำใจไม่ได้ หนูไม่แน่ใจว่าหนูควรจะวางแผนในชีวิตยังไงดี เพราะว่าใจนึงหนูก็อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะหาเงินได้เยอะ ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ และรีบกลับมาทำบ้านให้คุณแม่ตามคำสัญญา แต่เงินนั้นก็ต้องไปสู่การรักษาด้วย การรักษาตอนนี้ใช้สิทธิของรัฐบาลอยู่ แต่จะมียาบางตัวที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษา ซึ่งแค่เฉพาะยาเดือน ๆ นึง ตกประมาณ 200,000 – 400,000 บาทเลย ทางบ้านทุกคนก็ต้องช่วยกันหาเงินมารักษาคุณแม่อยู่ดี ถ้ามันถึงจุดนั้นขึ้นมา หนูไม่รู้จะโฟกัสกับอนาคตตัวเองเพื่อที่จะมารักษาคุณแม่ และทำบ้านให้แม่ตามคำสัญญาก่อนที่จะไปอยู่แล้วดี หนูไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เพราะปกติหนูมีปัญหาอะไรที่นู้น หนูจะโทรหาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอตอนนี้คุณแม่เขาอยู่โรงพยาบาลใช้เครื่องช่วยหายใจมา 40 กว่าวัน แค่คิดว่าหลังจากนี้จะโทรหาเขาไม่ได้ตลอดไป หนูยิ่งไม่มี passion ในการใช้ชีวิต แบบคุณแม่เป็นคนที่เริ่มก้าวมาด้วยกันกับเรา หนูอยากให้เขาอยู่ในวันที่หนูประสบความสำเร็จแบบที่คิดไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้มันกะทันหันค่อนข้างมาก เพราะไม่ได้คิดไว้เลย คุณแม่ไม่ได้มีอาการหรืออะไรที่ดูเป็นไปได้ตั้งแต่แรกเลย’ หนูเลยอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า “ตอนนี้หนูควรทำยังไง ควรจะกลับไปเมืองนอกหรืออยู่กับคุณแม่ ?” และ “ถ้าวันหนึ่งหนูต้องเสียคุณแม่ไปจริง ๆ หนูจะอยู่ยังไง ?” คือหนูมีกำลังใจและใช้ชีวิตได้ เพราะว่ามีความฝันที่อยากจะทำบ้านให้คุณแม่ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่เคยรู้สึกท้อ ไม่เคยเศร้า หรืออะไรเลย แม่เปรียบเหมือนกำลังใจสำคัญ ถ้ามีเขาอยู่ ก็จะทำให้มีความสำเร็จ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘การจากกันเป็นสัจธรรมของชีวิต มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้ายังมีหลายคนในครอบครัวที่ช่วยหาเงิน การตัดสินใจอยู่ที่ไทยในช่วงนี้ก็อาจจะไหว อย่างน้อยก็เป็นระยะสั้น ๆ เพื่อดูทิศทางการรักษาว่าจะเป็นไปทางด้านไหน ส่วนในเรื่องที่กังวลว่าจะอยู่ได้ไหม พี่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เพราะพี่ก็เคยเสียคุณแม่ไปกะทันหันจากโรคนี้เช่นกัน แต่อยากให้หนูค่อย ๆ ใช้เวลานี้ในการทำให้ตัวเองได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยังไงวันนึงคนเราก็ต้องจากกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า อาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเราต้องจากกันเร็ว” ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ การที่เรามานั่งหาคำตอบในเรื่องนี้ มัวแต่นั่งสมมติ ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้ พี่ว่ามันไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์อะไร พี่มองว่าใช้ช่วงเวลาที่เรายังอยู่ด้วยตรงนี้ให้ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขที่บ้านเรามี ในชีวิตเราก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาเห็นอยู่ และเขาก็ภูมิใจในสิ่งนั้น ไม่แพ้คุณแม่ ยังมีใครอีกหลายคนที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่า “เราทำได้นี่หน่า” แม้ว่าต่อให้ทุกวันนี้นึกย้อนกลับไปมันอาจจะมีเสียดายไปบ้าง แต่แล้วไง มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ชีวิตมันก็ดำเนินแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นค่อย ๆ ทำใจและค่อย ๆ เรียนรู้ ใช้ช่วงเวลานี้ให้มันมีคุณค่าดีกว่า ช่วงเวลานี้ที่เรายังพออยู่ใกล้ ๆ ได้ ก็อยู่กับท่านไปก่อน ถ้าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้น ถึงค่อยบินกลับไปหาเงินส่งกลับมาก็ได้ สุดท้ายชีวิตมันยังมีปลายทางที่เราจะต้องค่อย ๆ เดินไป เราอาจจะไม่ได้เดินเร็วขนาดนั้น เราอาจจะเดินขั้น ๆ ให้มันช้าลง แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ หาสิ่งใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล “จงทำเพื่อสร้างความภูมิใจให้ตัวเองเป็นหลัก” มันน่าจะดีกับชีวิตของหนู’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘คุณหนูต้องอยู่ในแบบที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าวันนี้แม่ของคุณหนูไม่ได้อยู่อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายถึง อะไรที่คุณหนูคิดว่าทำแล้วตัวเองรู้สึกไม่ติดค้าง พี่แนะนำให้ทำ เช่น การที่คุณหนูลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ จนคุณแม่รักษาหาย หรือจะกลับไปหาความฝันตัวเอง บางเรื่องเราเป็นมนุษย์เราไม่สามารถที่จะมีทุกอย่างหรือสำเร็จทุกอย่างได้ดั่งใจตัวเอง การที่คุณหนูกังวลว่าจะไม่มีแม่อยู่ ฉันไม่มีความฝันแล้ว อะไรที่เคยตั้งใจคือมีแม่อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่พี่อยากจะถามคุณหนูว่า “แล้วตัวคุณหนูหล่ะ มันยังไม่มีอยู่หรอ ?” ถึงคุณแม่จะไม่อยู่แต่คุณหนูยังอยู่และยังคงมีความฝัน ทำไมถึงไม่เอาสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันว่า “ถึงในวันที่แม่ไม่อยู่ แต่ฉันยังมีความฝันนะ และวันนึงฉันจะทำให้มันสำเร็จ” และพี่เชื่อว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ การที่คุณหนูทำบ้านนั้นสำเร็จและเอารูปคุณแม่ไปตั้งอยู่ในบ้านหลังนั้น และบอกกับแม่ว่า “แม่ หนูทำสำเร็จแล้ว ถึงแม่จะไม่ได้อยู่กับหนูแล้ว แต่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ที่หนูตั้งใจทำมัน” ความรู้สึก ความรัก ทุกอย่างมันยังคงอยู่ตรงนั้น และถ้าวันนี้หนูรู้สึกว่าหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่หวัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณหนูก็จะภูมิใจในตัวเองว่าเคยทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้าปัญหาเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหลัก ให้เลือกอยู่กับคุณแม่ เพราะเวลาเงินซื้อไม่ได้ ตอนนี้เวลาของคุณแม่เคาท์ดาวน์แล้ว แต่ถ้าเงินเป็นปัญหาหลัก แปลว่าทางเลือกของหนูก็ไม่ได้มีมากนัก ให้ตัดเรื่องการซ่อมบ้านไปเลย มันกดดันตัวหนู ไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยทำให้เรากดดัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่แม่ต้องการเห็นหรือต้องการจากหนู ไม่ใช่การซ่อมบ้าน เพราะตอนนี้แม่อยู่ในจุดที่เขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับหนูมันมีค่า และในมุมที่พี่เป็นแม่ ความห่วงลูก คือสิ่งที่แม่กังวลที่สุด ฉะนั้นถ้าอยากให้คุณแม่หมดห่วง ให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำยังไงให้แม่รู้สึกว่า หนูจะอยู่ได้อย่างสบาย ถึงแม้ในวันนั้นอาจจะไม่มีแม่ และถ้าวันนึงไม่มีคุณแม่ อยากให้รู้ไว้ว่า “โลกเราเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เราต้องเจอคือเส้นทางของสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว” ท้ายที่สุดแล้วหากยังรู้สึกนอยด์ตัวเอง ‘การนั่งสมาธิ’ จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายของเรา’ สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากมาก ๆ เป็นใครก็ทำใจได้ยาก แต่หวังว่าคุณหนูจะแข็งแรงโดยเร็วนะ เพราะตัวเราเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญมาก ๆ ของคุณแม่เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเพิ่งสูญเสียน้องแมว ที่เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวไป เลี้ยงน้องมา 17 ปี น้องจากไปด้วยโรคเบาหวาน และอายุที่มากแล้ว ตอนนี้หนูทั้งรู้สึกผิดกับตัวเอง โทษตัวเองอยู่ตลอด ไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกน้องไว้กอดทุกคืน เก็บเสื้อผ้าน้องไว้ เพราะคิดถึง

20 ต.ค. 2025

หนูเพิ่งสูญเสียน้องแมว ที่เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวไป เลี้ยงน้องมา 17 ปี น้องจากไปด้วยโรคเบาหวาน และอายุที่มากแล้ว ตอนนี้หนูทั้งรู้สึกผิดกับตัวเอง โทษตัวเองอยู่ตลอด ไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกน้องไว้กอดทุกคืน เก็บเสื้อผ้าน้องไว้ เพราะคิดถึง

หนูเพิ่งสูญเสียน้องแมว ที่เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัวไป เลี้ยงน้องมา 17 ปี น้องจากไปด้วยโรคเบาหวานและอายุที่มากแล้ว ตอนนี้หนูทั้งรู้สึกผิดกับตัวเอง โทษตัวเองอยู่ตลอด ไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกน้องไว้กอดทุกคืนเก็บเสื้อผ้าน้องไว้ เพราะคิดถึง ตอนนี้ทุกคนในบ้าน หนู คุณแม่ และ น้องสาว เศร้ากันหมด เพราะน้องแมวตัวนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในบ้านเลย... “คุณหลุยส์ (นามสมมติ)” อายุ 28 สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [15 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ” เกี่ยวกับปัญหาการจัดการความรู้สึกของการสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป โดย “คุณหลุยส์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเพิ่งเสียน้องแมวไปเมื่อ 3 วันที่แล้ว น้องแมวตัวนี้หนูรับเลี้ยงมาตั้งแต่ป.6 ซึ่งเขาจากไปด้วยอายุ 17 ปี เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัว เป็นทั้งศูนย์กลาง จุดรวมใจ เป็นกำลังใจ ซึ่งเขาเองป่วยด้วยโรคเบาหวานอยู่แล้ว แม่ต้องคอยตื่นมาให้อาหารเป็นเวลา หนูกับน้องต้องคอยผลัดกันฉีดอินซูลินให้เขาเช้าเย็น หลายครั้งเขามีอาการป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนกระทั่งคืนที่เขาเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย เป็นช่วงเวลาประมาณ ตี 2-3 อาการเขาเริ่มแย่มาก แล้วหนูดันไปว่าเขาว่า ‘ทำไมต้องเป็นแบบนี้ตลอดเลย ตอนกลางคืนเนี่ยมันลำบากนะ 1.ไม่มีรถ 2.ต้องเสียค่าเกินเวลา’ หนูเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องเงิน เพราะไม่ได้มีรายได้มากนัก แต่ก็พยายามเต็มที่ในการรักษาเขา ซึ่งเราก็อยากเอาค่าเกินเวลาส่วนนี้ไปใช้ในส่วนอื่น ๆ มากกว่า ช่วงที่เขารักษาอยู่โรงพยาบาล หนูทำงานเข้า 10 โมง เลิก 1 ทุ่มกว่า ๆ ทำให้เวลาเข้าเยี่ยมมันมีไม่มาก แต่หนูก็พยายามรีบให้มากที่สุด เพื่อไปเยี่ยมเขากับแม่ ได้กอดเขา นั่งคุยกับเขา จริง ๆ มีหลายครั้งที่เขาเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแบบนี้ แต่ก็จะรอดกลับมาได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อาการแย่ที่สุดด้วยอายุและโรคเบาหวานที่เป็นมา 5 - 6 ปี ครั้งนี้เขาลอยแล้ว เหมือนไม่รับรู้ ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าเขารับรู้ไหมว่าหนูกับแม่ไปหานะ ไม่ได้ทิ้งเขาไว้ ในวันที่น้องเสีย หัวใจเขาหยุดเต้นครั้งหนึ่ง แต่หมอกู้กลับมาได้ ทุกครั้งที่เขาเหมือนจะไม่ไหวแล้วเขาจะสู้จนกลับมาได้ แต่ครั้งนี้อาการหนักมาก เลยคุยกับแม่ว่าจะเอายังไงกันดี ไม่ได้อยากยื้อให้เขาทรมานด้วย ได้ปรึกษาหมอ หมอก็บอกว่ามี 3 ทางคือ 1.ถ้าเอากลับมาได้แต่ก็ต้องรักษาไปตลอด 2.เป็นผักไปเลย 3.อาจจะดีขึ้นก็ได้ แต่สุดท้ายหมอก็บอกว่าโอกาสต่ำกว่า 50 เลยตัดสินใจว่าไม่อยากยื้อให้เขาทรมานต่อไป แล้วเขาก็จากไปแบบนิ่ง ๆ วันแรก ๆ ที่เราเสียเขาไป ทั้งบ้านทำใจไม่ได้ ร้องไห้ตลอด เพราะทุกส่วนของบ้านเขาจะอยู่ด้วยเสมอ อย่างตรงนี้คือที่ที่เขานอน กินข้าว หวีที่เขาชอบให้หวีขนให้ ไม่ว่าจะมองไปส่วนไหน เขาอยู่ตลอด หนูไม่สามารถทำใจได้ หนูเก็บกระดูกเขาไว้เอง กอดกระดูก กอดเสื้อเขาตลอดเวลา มันมีหลายความรู้สึกซ้อนกันอยู่ อย่างแรกคือหนูไม่รู้ว่าเขาจะรู้ไหมว่าหนูกับแม่ไปหา ไม่ได้ทิ้งให้เขาโดดเดี่ยว หรือเขาจะจำได้แค่ตอนที่หนูว่าเขา หรือจริง ๆ เราควรยื้อเขาไว้ แล้วก็รู้สึกผิดว่าเพราะหนูหรือเปล่าที่ทำให้เขาต้องจากไป ถ้าหนูตัดสินใจได้เร็วกว่านี้ เขาจะรอดใช่ไหม ความรู้สึกมันวนเวียนอยู่ซ้ำ ๆ ตลอด หนูไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี…?’ ซึ่ง “ดีเจเกลือ” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมเชื่อว่ามันเป็นความเสียใจอย่างมาก ถ้าเราผูกพันกับอะไรสักอย่าง แล้วต้องสูญเสียไป โดยสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจคือความรู้สึกผิดว่าถ้าวันนั้นเราดูแลเขาดีกว่านี้ ถ้าวันนั้นไม่ทำแบบนี้ สิ่งนี้คงไม่เกิดขึ้น สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นตลอดเวลาเราสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา แต่ก็อยากจะบอกว่าการที่เลี้ยงแมวตัวหนึ่งมา 17 ปี ไม่ใช่เวลาน้อย ๆ เลย เป็นอายุขัยของแมวที่มากแล้วด้วย คุณทำทุกอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้แล้ว อย่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่ไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น น้องไปแล้วก็ขอให้คิดว่าเขาไปสบาย อย่าได้เอาสิ่งนี้มาติดค้างในใจ เพราะผมก็เชื่อว่าสัตว์เขาก็มีความรู้สึกแหละว่าเจ้านายรู้สึกอย่างไรกับเขา แล้วก็คิดว่าถ้าเขารู้ว่าคุณมานั่งเสียใจแบบนี้ เขาก็คงไม่อยากให้คุณเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเป็นกำลังใจให้นะ และเชื่อว่ามันจะผ่านพ้นไปได้ ขอให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่เติ้ล พี่ว่าน้องเขาเป็นแมวที่โชคดีมาก ๆ จากที่พี่ฟังว่าหนูและครอบครัวรักเขาขนาดไหน พี่ว่าเขาคือแมวที่มีบุญและโชคดีมาก ๆ เลยนะที่เขามีหนูเป็นครอบครัว อย่ามองแค่เหตุการณ์ในวันนั้น มันเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ปกติมาก เราเป็นครอบครัว มันก็ต้องมีวันที่เรากระทบกระทั่ง หงุดหงิดกันบ้าง แต่เรารู้อยู่แล้วว่าเราและครอบครัวรักเขาขนาดไหน และก้อนพลังความรักนี้พี่ว่าเขาก็รับรู้อยู่แล้ว เขาไม่มีทางมาตัดสินใจหรอกว่าวันนั้นเราไปว่าเขา เราต้องพยายามบอกกับตัวเองให้ได้ว่าเราทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ แต่เข้าใจว่าเรื่องเพิ่งเกิดขึ้น และไม่ง่ายเลยที่จะไม่คิดถึงเขา มันต้องใช้เวลาที่จะบอกกับตัวเองให้ได้ว่าวันนี้เขาไม่อยู่แล้ว สำหรับพี่ คนที่เพิ่งสูญเสียคุณพ่อไปเหมือนกัน พี่รู้สึกว่าเราต้องไม่ทำให้การสูญเสียของใครหรืออะไรบางอย่าง มาทำให้เราสูญเสียไปด้วย ถ้าเราจากกันด้วยความรัก การไม่อยู่ของเขา มันจะไม่อยู่แค่ร่าง แต่ความรักมันจะยังอยู่กับเรา และมันจะทำให้เราไปต่ออย่างมีความสุข’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ขอแสดงความเสียใจอีกครั้ง และเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นกระบวนการหนึ่งของการเผชิญกับการสูญเสียคนที่เรารัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ กิจวัตรที่ทำมาหลายปี ภาพที่เห็น จริง ๆ ถ้าผ่านกระบวนการนี้ไป หนูและครอบครัวจะเชื่อมั่นได้อยู่แล้วว่าตลอดเวลาที่เราปฏิบัติต่อเขามันดีแค่ไหน เดี๋ยวเวลาจะช่วยให้หนูหายรู้สึกผิดได้ และเวลาก็จะช่วยให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ส่วนเขาเองก็มีเวลาของเขาที่อยู่และจากไป พี่เป็นกำลังใจให้ เพราะทุกการสูญเสียมันยากสำหรับทุกคน’ “ดีเจเกลือ” ได้เสริมสุดท้ายว่า ‘ด้วยความห่วงใย ถ้าเกิดว่าเราไม่สามารถออกจากความทุกข์นี้ได้เลยในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขอแนะนำให้พบนักจิตวิทยา หรือทำแบบประเมินซึมเศร้าไว้ด้วยนะครับ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติ เค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลย พี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้

28 ต.ค. 2024

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติ เค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลย พี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้

ทำงานขายของฝาก เฝ้าร้านกันอยู่สองคน หนูกับพี่ที่อายุ 30 แล้ว แต่พอเค้าเจอลูกค้าต่างชาติเค้าวิ่งหนีมาหาหนู ให้หนูพูดอยู่คนเดียว เค้าเคยหาคอร์สภาษาบอกให้หนูไปเรียน แต่เค้าไม่กระตือรือร้นเลยพี่เจ้าของร้านก็ยังเก็บเขาไว้ เพราะเขาขายคนไทยได้ ใกล้ high season แล้วทำไงดีคะ? “คุณนก (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [23 ต.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาพี่ที่ทำงานไม่ยอมใช้ภาษาอังกฤษ โดย “คุณนก (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘งานที่หนูทำคือเป็นงานค้าขาย/ขายของโซนทะเล ภาคตะวันออก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ แล้วช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ฝรั่งเข้ามาเยอะมาก เวลาที่ลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามา พี่ที่ทำงานอายุ 30 กว่าๆ เขาไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ เพราะเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ซึ่งเขาจะเลี่ยงให้หนูไปขายของ ไปคุยกับฝรั่งแทน แต่พอลูกค้าคนไทยเข้ามาซื้อ เขาก็ขายปกติ แต่เขาก็ไม่ได้ดูเป็นคนขี้เกียจ หนูก็เคยแนะนำให้เขาใช้มือถือ ใช้ Google หรือไปซื้อหนังสือมาอ่าน เขาก็ไม่เอา ส่วนเจ้านายก็เคยแนะนำเขาแล้วเหมือนกัน เลยทำให้หนูรับภาระมากขึ้นประมาณนึง และก็มีฝรั่งบางคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ต้องแปลเป็นภาษาอื่น เคยมีเหตุการณ์นึงมีฝรั่งมาซื้อของแล้วถามว่าชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่? เขาก็เดินมาตามหนู และบอกให้หนูแปลให้หน่อย เขาฟังไม่ออก แต่ก็มีครั้งนึง เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนพี่เขาแนะนำแอปพลิเคชันเรียนภาษาอังกฤษให้หนู เขาบอกว่าไปเจอมาจากใน Facebook / Tiktok มันเป็นแบบทดลองเรียนฟรี หนูก็เลยลองไปทดลองเรียนตามที่เขาบอก แล้วหนูก็ไปบอกเขาว่าหนูเรียนมาแล้วนะ มันเป็นแบบนี้ มันดีมากเลยนะ ได้คุยกับฝรั่งด้วย เขาบอกเขาไม่เอา เขาไม่กล้าลอง สำหรับหนู ถามว่าคุยกับฝรั่งได้ไหม? ก็พอคุยได้ แบบเบสิคๆ สามารถสื่อสารในการขายของได้ แต่ถ้าเป็นคำถามที่ยากเกินไปหนูไม่เข้าใจ หนูก็ยังพยายามเปิด Translate แต่ทำไมพี่คนนี้เขาไม่เอาภาษาเลย ส่วนเงินเดือนเราก็เท่ากัน หนูทำงานก่อนเขา ได้ทำงานด้วยกันประมาณปีนึง เลยอยากจะถามพี่ๆดีเจว่าหนูอยากให้เขาไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเบสิค ง่ายๆ เพื่อเอาไว้ใช้ขายของ หนูจะทำยังไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-