หนูรู้สึก เกลียดน้าสาว และ ลูก 1 เดือนของน้า ทำไมต้องมาแย่งความรัก ไปจากยายของหนูด้วย? ตอนนี้หนูรู้สึกว่า หนูต้องทำงานหาเงินอยู่คนเดียวในบ้าน แต่น้านอนสบายไม่ทำอะไรเลย หนูเกลียดทั้งน้า ทั้งลูก จะทำยังไงดี?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูรู้สึก เกลียดน้าสาว และ ลูก 1 เดือนของน้า ทำไมต้องมาแย่งความรัก ไปจากยายของหนูด้วย? ตอนนี้หนูรู้สึกว่า หนูต้องทำงานหาเงินอยู่คนเดียวในบ้าน แต่น้านอนสบายไม่ทำอะไรเลย หนูเกลียดทั้งน้า ทั้งลูก จะทำยังไงดี?

21 พ.ย. 2025

หนูรู้สึก เกลียดน้าสาว และ ลูก 1 เดือนของน้า 
ทำไมต้องมาแย่งความรัก ไปจากยายของหนูด้วย? 
ตอนนี้หนูอายุ 21 อยู่กับตา และ ยายที่บ้าน ตั้งแต่ที่น้าสาวย้ายมาในบ้าน
น้าไม่ทำงานอะไรเลย ยายหนูจากที่เคยให้เงินหนูกับน้อง 4-500 
ก็จะเหลือ 200 300 บาท เพราะต้องแบ่งไปให้น้ากับหลาน 
หนูเคยเกลียดน้าถึงขั้นว่า ตอนที่น้าท้องแล้วทะเลาะกัน
หนูถีบท้องน้า เพราะอยากให้แท้งลูก แต่ลูกน้าก็คลอดมา แข็งแรงปกติ
ตอนนี้หนูรู้สึกว่า หนูต้องทำงานหาเงินอยู่คนเดียวในบ้าน
แต่น้านอนสบายไม่ทำอะไรเลย หนูเกลียดทั้งน้า ทั้งลูก จะทำยังไงดี?

      “คุณสปาย (นามสมมติ)” อายุ 21 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องรู้สึกเกลียดน้าและลูกของน้าเพราะว่าเขาเข้ามาแย่งความรักของยายกับเรา

      “คุณสปาย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เราอยู่บ้านกับตายายและก็น้องชาย น้าและลูกของน้าย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเราตั้งแต่เขาตั้งท้อง รวม ๆ ระยะเวลาก็ประมาณ 2 ปีแล้ว เขาจะชอบพูดถึงเราในด้านลบ แขวะเราตลอดเวลา เช่น ตอนทำอาหารก็จะมาพูดใส่เราว่า กินไม่ได้เลย หมาไม่แxก หรือเวลาเราใส่เสื้อผ้าเขาก็จะมาพูดว่า เธอใส่แล้วอ้วนนะ ดูไม่ได้เลย เราไม่เคยได้รับคำพูดเชิงบวกเลยตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ พ่อกับแม่เราก็เคยบอกไปแล้วว่าเราไม่โอเค แต่เขาก็ยังพูดเหมือนเดิม แต่กับน้องชายเราก็ไม่เคยได้ยินเขาพูดจาแบบนั้น เราก็สงสัยว่าทำไมถึงเป็นแค่เราที่โดน เรากับน้าทะเลาะกันบ่อย มีปากเสียงกัน จนครั้งหนึ่งเราเคยเตะท้องน้าตอนเขาตั้งท้อง

      คือเราก็รู้ว่าลูกของน้าไม่ได้ผิดอะไร แต่ที่บ้านก็จะพูดว่า บ้านเราต้องจนลงนะ เพราะมีอีก 2 คนเข้ามาอยู่ เราต้องประหยัดขึ้นนะ ความรู้สึกเหมือนเราไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะมีใครคนใหม่เข้ามาในบ้าน เงินจากยายที่ปกติได้วันละ 400-500 บาท ก็ต้องเหลือ 200 บาท แล้วก็รู้สึกว่าทำไมเราต้องได้ลดลงเพราะให้เด็กคนนั้นด้วย

      พ่อกับแม่เราก็ส่งเงินให้แค่บางครั้ง ครั้งละเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ไม่ได้ส่งมาให้เป็นรายเดือน ตอนที่น้องเกิดมาเราก็ไม่ได้ไปเรียนมหาลัยฯ เพราะถ้าเราไปเรียนก็จะมีค่าใช้จ่ายเยอะ ซึ่งที่บ้านมีหลายคน มันก็เลยกลายเป็นปมของเราที่เราไม่ได้ไปเรียน หรืออย่างเวลาเราไปทำงานได้เงินมา ยายก็จะขอเงินในส่วนนั้นครั้งละ 500-1,000 บาท มาช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่ตัวของน้าเขาไม่ทำงานอะไรเลย ทุกวันนี้กิจวัตรของเขาคืออยู่กับลูก ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ ถ้าน้าเขาคิดอยากจะมีรายได้ อยากทำงาน ไปขายของออนไลน์หรือทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาอยากเอาเงินมาจุนเจือลูกของเขาบ้าง เราคงไม่ได้รู้สึกเกลียดเขา แต่เราก็สงสัยว่าทำไมเราถึงเกลียดน้าได้ขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่พอไปเปรียบเทียบกับสมัยมัธยมที่เราโดน Bully จนถึงขั้นต้องกินยา เรากลับไม่ได้เกลียดเด็กพวกนั้นเท่าที่เราเกลียดน้าเลย มันเลยเป็นปัญหาที่ทำให้เราไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากเจอหน้าทั้งสองคน’

      เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็จะเรียกคนที่บ้านทั้งหมดมาคุยกันว่า โดยฐานะบ้านเราแล้วไม่ได้มีเงินขนาดนั้น น้าก็สามารถทำงานได้ ถ้าจะให้หนูมาช่วยที่บ้านแต่น้ายังไม่ทำงาน หนูก็รู้สึกว่าเหนื่อย งั้นน้าลองมาช่วยอีกคนหนึ่งไหม ช่วยกันหาเงิน บ้านเราจะได้มีเงิน ยายก็จะได้เหนื่อยน้อยลงเพราะอย่างน้อยยายก็เป็นแม่เขา เราเรียกเขามาคุยไม่ได้มาชวนทะเลาะ คุยกันเรื่องการวางแผนชีวิต เราจะได้ช่วยกัน

      ถ้าเกิดเขาไม่ได้มีการวางแผนอะไรเลย หนูก็บอกยายเลยว่าวันหนึ่งที่หนูมีเงิน หนูอาจจะแยกไปอยู่ด้านนอกนะ เพราะว่าเราก็ไม่อยากรับภาระที่บ้านทั้งหมด หนูแค่ส่งเงินให้ยายเท่าที่หนูทำได้

      ส่วนเรื่องของน้า มันเป็นหน้าที่ของยาย เพราะยายเป็นแม่เขาก็ให้เขาจัดการเอง แต่ถ้าเรายังรักยายอยู่ เราอาจจะหยิบเรื่องนี้เข้ามาคุยกับคนในบ้าน มาวางแผนการเงินกันดู เผื่อเป็นการกระตุ้นน้าได้ แต่เด็กเขาไม่รู้เรื่อง น้องไม่มีความผิด ถ้าเป็นไปได้น้องก็คือลูกพี่ลูกน้องของเรา พี่อยากให้สปายใส่คำว่าเมตตาลงไปในจิตใจหน่อย เพราะอย่างน้อยเราก็อยู่บ้านเดียวกัน’

      ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘มันยังทำอะไรมากไม่ได้ เพราะสุดท้ายเรายังอาศัยบ้านยายอยู่ ยายจะให้ลูกบ้านคนไหนมาอยู่ก็ได้ และน้าเขาก็เป็นลูกยาย ณ เวลานี้มันก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนในสิ่งที่เราไม่ชอบ

      ส่วนเรื่องน้า มันเป็นธรรมชาติมนุษย์นะ รัก โลภ โกรธ หลง พี่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้ามีสติและเรารู้ว่าเหตุผลมันคืออะไร แต่พี่ก็ใจชื้นที่สปายก็ยังเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น สปายยังถ่ายทอดออกมาได้ว่าหนูเกลียดเขา และก็ยังสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงเกลียดน้ามากกว่าพวกคนที่เคยมา Bully หนูอีก แสดงว่าหนูยังสังเกตเห็นถึงอาการนี้ของตัวเอง หนูก็รู้ว่าทำไมหนูถึงต้องไปเกลียดลูกของเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่เด็กก็ไม่ได้ผิดอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สปายยังเป็นคนที่มีตรรกะในชีวิตที่มันไม่ได้ผิดเพี้ยนอะไร เพราะฉะนั้นจงเข้าใจสิ่งที่ตัวเองรู้สึกก็แล้วกัน เราไม่ชอบก็คือไม่ชอบ แค่นี้ และก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่จะเลี้ยงดูตัวเองให้ได้โดยเร็ว เมื่อไหร่ก็ตามที่สปายรับผิดชอบตัวเองได้ มีงาน มีรายได้ สามารถจะออกไปอยู่ข้างนอกได้ เมื่อนั้นแหละสปายจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

      ส่วนเรื่องแบ่งเงิน พี่ยังรู้สึกเข้าข้างสปายอย่างหนึ่งว่านี่คือเงินที่เราหามานะ ถ้ายายจะเอาไปให้คนอื่น สปายก็มีสิทธิ์ที่จะบอก ใช่ว่าเราจะต้องฝืนทนยอมอยู่ฝ่ายเดียว เราก็มีสิทธิ์เลือกว่าเงินของเราจะเอาไปดูแลใคร ก็ลองเอาความคับข้องใจนี้ไปบอกยายดูสักตั้ง ความเกลียดเรามันมีเหตุผล มันมีถูกมีผิดอยู่ในนั้น มันไม่ได้ไร้เหตุผล เพราะฉะนั้นก็ลองบอกดู’

      สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘เพราะมันไม่ได้มีผลกับชีวิตสปายแหละมั้ง มันไม่ได้ถึงขั้นทำให้สปายไม่ได้เรียนมหาลัยฯที่สปายติด เหมือนสปายถูกแย่งพื้นที่ที่เคยเป็นของตัวเอง พี่ว่าวิธีคุยกันแบบสันติวิธีอย่างที่พี่หอมบอกก็ดี มันก็ควรจะทำ แต่ดูแล้วน้าก็ไม่น่าจะยอมหางานทำง่าย ๆ พี่ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าสุดท้ายแล้วการพูดกันมันไม่ได้ทำให้เขาเข้าใจเราและก็ยังคงที่จะหาเรื่องเรา พี่ว่าสปายก็มีสิทธิ์พูดได้นะว่าให้เขาหยุด เพราะพี่รู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถเอามาเป็นข้ออ้างได้ว่า เงินทุกวันนี้ที่น้าได้ ส่วนหนึ่งคือเงินที่สปายทำงาน ละถ้าน้ายังไม่หยุดทำอย่างนี้ สปายจะไม่ให้เงินยายนะ ซึ่งแน่นอนมันก็จะกระทบกับเงินที่ยายจะให้น้าด้วยนะ ลองเอาเรื่องนี้ทำให้เขาตาสว่าง พี่ว่ามันเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักพอ

      กับอีกอย่างหนึ่งพี่ว่าสปายก็ต้องพูดกับยาย ถ้ายายเลี้ยงลูกอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ดีกับทุกคน หรือยายจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและเขาก็พูดจาไม่ดีกับหนูด้วย

      แต่สุดท้ายแล้วถ้าเงินมันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง ก็คิดซะว่ามันก็คือค่าที่ยายเลี้ยงดูเรามา มันก็เหมือนตอบแทนยาย สุดท้ายสปายต้องเข้าใจว่าตอนนี้มันคือเงื่อนไขของชีวิตที่สปายเลี่ยงไม่ได้ ต้องยอมรับและพยายามอยู่กับมันให้ได้ เอาที่สปายมีความสุขที่สุดเท่าที่จะมีได้ และมันก็จะมีวันที่สปายพร้อม ออกไปทำงาน ไปใช้ชีวิตของตัวเอง หรือถ้าในอนาคตมันไม่เปลี่ยนไปแต่ก็อย่าไปทำร้ายเด็กเพราะเขาไม่รู้เรื่อง’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูอายุ 17 คบกับแฟนรุ่นน้อง เป็นนักบอล อายุ 15 เราคบกันแต่พ่อผู้ชายไม่อยากให้คบ เพราะเขาอยากให้ลูกเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลูกเขาเตะบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ กลัวว่าฝีมือจะตกเพราะมาคบหนู ตอนนี้เลิกกันแล้วแต่กลับมาคบกัน พ่อยื่นคำขาด

20 พ.ค. 2025

หนูอายุ 17 คบกับแฟนรุ่นน้อง เป็นนักบอล อายุ 15 เราคบกันแต่พ่อผู้ชายไม่อยากให้คบ เพราะเขาอยากให้ลูกเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลูกเขาเตะบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ กลัวว่าฝีมือจะตกเพราะมาคบหนู ตอนนี้เลิกกันแล้วแต่กลับมาคบกัน พ่อยื่นคำขาด

หนูอายุ 17 คบกับแฟนรุ่นน้อง เป็นนักบอล อายุ 15 เราคบกันแต่พ่อผู้ชายไม่อยากให้คบเพราะเขาอยากให้ลูกเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลูกเขาเตะบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ กลัวว่าฝีมือจะตกเพราะมาคบหนูตอนนี้เลิกกันแล้วแต่กลับมาคบกัน พ่อยื่นคำขาด คบได้แต่ฝีมือฟุตบอลห้ามตก แฟนหนูกดดันมาก “คุณซี” (นามสมมติ)” อายุ 17 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหาการมีแฟนเป็นนักฟุตบอล แต่ถูกคุณพ่อของแฟนกีดกัน เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้ลูกชายเสียสมาธิในการเดินตามเส้นทางสู่นักฟุตบอลอาชีพ โดย “คุณซี” (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟนอายุ 15 ปี เขาเป็นนักกีฬา นักบอล แล้วเขาอาศัยอยู่กับคุณพ่อ เพราะพ่อแม่เขาแยกทางกัน บ้านเขาค่อนข้างมีฐานะ แต่เหมือนคุณพ่อเขาไม่ค่อยโอเคที่เขามีแฟน และพ่อเขาค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณ เพราะด้วยความที่เขาคาดหวังกับลูกเขาว่าต้องเป็นนักบอลมืออาชีพ คบกันช่วงแรกๆยังไม่มีอะไร แค่พ่อเขาไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้พูดถึง แต่พอช่วงหลังๆเขากับพ่อทะเลาะกันทุกวันเพราะพ่ออยากให้เลิกกับหนู ช่วงนี้แฟนหนูเขาขึ้นมอสาม แต่มอปลายเขาวางแผนไว้แล้วว่าจะไปสายฟุตบอลเลย ก็เลยกลายเป็นว่าเขาต้องเข้มงวดและแข่งเยอะมากขึ้น พ่อเขาก็พูดว่าอยากให้แฟนหนูห่วงอนาคตตัวเอง หนูไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน เพราะแฟนไม่ได้พูดให้ฟัง จนมีวันนึงหนูทะเลาะกับแฟน เขาก็ได้บอกเลิกหนู ที่ผ่านมาเขาไม่เคยบอกเลิกหนูเลย มากสุดคือการประชดกันเฉยๆ ตอนแรกหนูคิดว่าเขาก็คงเหนื่อยกับหนูแล้วก็คงไม่อยากไปต่อ แต่หนูก็ยังคาใจ ก็เลยทักไปถามว่าเหตุผลคืออะไร ขอชัดๆเลย เขาเลยบอกว่าก่อนที่เขากับหนูจะทะเลาะกันประมาณ 2 – 3 วัน พ่อเขามาพูดกับเขาจริงๆจังๆ ว่าให้เขาห่วงอนาคตตัวเองก่อน เรื่องนี้ยังไม่ต้องมีก็ได้ เขาเลยไม่มีทางเลือก ที่ผ่านมาหนูเข้าใจเขาว่าเขาต้องยอมพ่อตลอด เพราะพ่อเขาค่อนข้างเข้มงวดและกดดันมากๆ ตอนแรกหนูก็ต้องยอมรับสภาพ แต่หลังจากที่เลิกกัน 2 – 3 วันเราก็ยังคุยกัน เลยให้เขาลองไปเปิดใจคุยกับพ่อ แต่พ่อเขาก็ยังยืนคำเดิม จนเขาโทรไปปรึกษาแม่ เขาขอร้องแม่ให้ไปคุยกับพ่อให้หน่อย เพราะตัวหนูกับตัวเขาเองไม่ได้อยากเลิกกัน และค่อนข้างยอมรับได้ยาก เพราะการเลิกกันครั้งนี้มันไม่ใช่การตัดสินใจของเราสองคน เมื่อวานที่ผ่านมาพ่อเขาก็บอกว่า ให้มีได้ แต่ถ้าไม่รู้หน้าที่ตัวเองก็ให้เลิก ซึ่งก่อนหน้านั้นหนูพยายามที่จะให้เขาพิสูจน์ตัวเอง เพราะหนูไม่ทำให้เขาเสียอนาคตแน่นอน เวลาเขาไปซ้อม ไปแข่งหนูก็ไม่เคยไปขัดเขาเลย และหนูก็บอกฝั่งทางบ้านหนูด้วยว่าหนูคบอยู่กับน้องคนนี้ๆ หนูก็มีการชวนให้น้องมากินข้าวกับที่บ้านหนู แต่พ่อเขาก็ยังไม่ยอม ถึงจะมีแม่หนูด้วย เขาก็ไม่ไว้ใจ ทุกวันนี้พ่อเขายังยอมรับไม่ได้ว่าแฟนหนูมีหนู เหมือนแค่ยอมจำนน เพราะแม่ของแฟนไปพูดให้ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูพอจะแก้อะไรได้บ้าง หรือ พอจะช่วยอะไรแฟนได้บ้าง? เพราะเขาไม่พูดเรื่องนี้กับหนูเลย เขาบอกว่าเขากลัวหนูไม่สบายใจเวลาพูดเรื่องพ่อเขา และอยากช่วยเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับพ่อเขาให้ดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องเลิกกับหนู’ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ต้องทำตามพันธะสัญญาที่หนูให้ไว้กับพ่อเขาว่าหนูจะทำให้แฟนหนูไปเป็นนักบอลตามที่พ่อเขาฝัน จะไม่หือ ไม่อือ ไม่ขัด หรือทำทุกอย่างเพื่อรั้งอนาคตเขาเลย เพราะพ่อเขาคิดว่าหนูคืออุปสรรคในการเป็นนักบอลของลูกเขา เพราะฉะนั้นที่เขายังยอมให้มีหนูได้ เป็นแฟนได้ หนูต้องทำทุกอย่างให้เขาเห็นว่าหนูไม่ทำให้เขาเสียอนาคต’ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ซีต้องเข้าใจเส้นทางนักกีฬาอาชีพ ชีวิตมันต้องสูญเสียอะไรไปเยอะเหมือนกัน ทั้งชีวิตส่วนตัว เวลาว่าง หรือแม้กระทั่งชีวิตวัยเด็ก จะไม่ค่อยได้ไปมีแฟน หรือไปดูหนัง และไม่ใช่แค่พ่อเขาที่กดดัน แต่เป็นตัวเขาด้วยที่กดดันตัวเอง ส่วนเรื่องการจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกเขาดี ระหว่างมีเราอยู่ ซีก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าเพื่อนต่างเพศที่สนิทที่สุด การมีซี ดีกว่าไม่มี เช่น เราต้องไม่ทำตัวมีปัญหา’ “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในวันที่เขายังอายุ 15 เขาอยู่ใต้หลังคาบ้านของพ่อเขา เขาต้องทำตามกฎของพ่อ อันนี้คือเรื่องธรรมชาติที่สุด พ่อเขาเลี้ยงลูก ถึงเราจะไม่ชอบ แต่นั่นก็คือกฎของบ้านเขา เพราะฉะนั้นหนูสามารถเป็นเชียร์หลีดเดอร์ให้เขาได้ คือ หนูจะต้องไม่ทำให้คนกลางอึดอัด ไม่บั่นทอนให้จิตใจเขาระส่ำ พร้อมจะเผชิญกับทุกสถานการณ์’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ... หนูไปเจอกับเพื่อนของเพื่อนมา ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พอเขาได้ยินว่าหนูคุยกับเพื่อน หนูเรียกมอเตอร์เวย์ว่า ทางด่วน เค้ารีบพูดแทรกขึ้นมาว่า ไม่ถูกต้องมอเตอร์เวย์ไม่ใช่ทางด่วน หนูเลยตอบกลับว่า...

26 ก.ค. 2024

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ... หนูไปเจอกับเพื่อนของเพื่อนมา ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พอเขาได้ยินว่าหนูคุยกับเพื่อน หนูเรียกมอเตอร์เวย์ว่า ทางด่วน เค้ารีบพูดแทรกขึ้นมาว่า ไม่ถูกต้องมอเตอร์เวย์ไม่ใช่ทางด่วน หนูเลยตอบกลับว่า...

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ... หนูไปเจอกับเพื่อนของเพื่อนมา ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนพอเขาได้ยินว่าหนูคุยกับเพื่อน หนูเรียกมอเตอร์เวย์ว่า ทางด่วน เค้ารีบพูดแทรกขึ้นมาว่าไม่ถูกต้องมอเตอร์เวย์ไม่ใช่ทางด่วน หนูเลยตอบกลับว่า เราน่าจะมาจากคนละถิ่นกันเขาโกรธจนตัวสั่น เสียงดังใส่ หนูผิด? “คุณอัย (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 ก.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาทะเลาะกับเพื่อนของเพื่อนเรื่องที่เราเรียกมอเตอร์เวย์ว่าทางด่วน โดย “คุณอัย (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘ก่อนหน้านี้เราขับรถไปงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อน ก่อนที่จะถึงร้านอาหารเราก็ขึ้นทางด่วน แล้วเราก็คุยกับเพื่อนเราแต่ด้วยความที่งานวันเกิดเพื่อนไม่ได้มีแค่เรา มีเพื่อนของเพื่อนที่เราไม่ได้รู้จัก ชื่อเปรี้ยว (นามสมมติ) น่าจะโตกว่าเรา เราคุยกับเพื่อนว่าตอนขับรถมาเปิด Google map มา มันให้ขึ้นมางด่วน เปรี้ยวก็โพร่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แบบว่าทำไมเราไม่รู้ “ไอที่เรียกว่าทางด่วน มันไม่ใช่” เราคิดว่า ไม่ใช่ได้ไง เราเรียกว่าทางด่วนมาตลอด เลยตอบว่า “ไม่ค่ะ เราก็เรียกทางด่วนมาตลอดนะคะ” เขาก็ยังยืนยันด้วยน้ำเสียงโกรธว่า “ไม่ใช่ ไอที่เราเรียกอยู่มันคือ มอเตอร์เวย์ ทางด่วนคืออันที่ลอยฟ้า” เราเลยตอบว่า “ก็เราไม่ได้เรียกแบบนี้ เราเรียกของเรามาแบบนี้” แล้วเขาก็บอกว่า “สมัยก่อนมันใช้บัตรคนละใบกันด้วยนะ ทางด่วนกับมอเตอร์เวย์” เราก็บอกว่า “แต่สมัยนี้ใช่ Easy Pass ได้ทั่วราชอาณาจักรนะ” เขาก็ยังไม่ยอม เราก็เลยบอกว่า “งั้นไม่เป็นไร พี่จะเรียกแบบนั้นก็เรียกของพี่ หนูก็เรียกแบบนี้ เราอาจจะมาจากคนละจังหวัด ถิ่นหนูอาจจะเรียกแบบนี้ ถิ่นพี่อาจจะเรียกอีกแบบ” เหมือนเขาโกรธมากที่เราพูดแบบนั้น แล้วเขาก็เงียบไปประมาณ 1 นาที ตอนนี้ใจเราก็เริ่มอยากกลับบ้านละ เลยหันไปคุยกับเพื่อนว่าเราจะกลับทางไหนดี ระหว่างมอเตอร์เวย์ กับบูรพาวิถี ซึ่ง 2 เส้นนี้เราเรียกว่าทางด่วน แต่รอบนี้เราต้องพูดชื่อ เพราะถ้าไม่พูดชื่อแล้วเรียกแค่ทางด่วน เพื่อนก็จะไม่รู้ว่าทางด่วนไหน แล้วเราก็ดูใน Google map มันให้เราขึ้นมอเตอร์เวย์ แต่เราอยากไปทางบูรพาวิถี เราเลยพูดว่า “Google map มันให้เราไปมอเตอร์เวย์” ทีนี้เปรี้ยวก็หันมาโวย “ทำไมรอบนี้เรียกมอเตอร์เวย์ เมื่อกี้เรียกว่าทางด่วนไม่ใช่หรอ” เราก็บอกว่า “ก็รอบนี้มันมี 2 ทางเราเลยต้องเรียกชื่อทางด่วน จะได้รู้ว่าไปทางไหน” แต่คือเขาเหมือนไม่ฟังเรา แล้วเขาโกรธ โวยวายขึ้นมา “มึงเรียกแบบนี้ทำไมๆ ทำไมมึงไม่เรียกทางด่วน มึงเรียกไม่ได้” เขาเสียงดังมาก แต่ในร้านคือบรรยากาศร้านเหล้า เราก็เสียงดังเหมือนกัน เราก็ไม่พอใจ ทำไมเขามาพูดกับเราแบบนี้ ตอนแรกก็นึกว่าเขาเป็นคนห้าวๆ แล้วเขาก็จับแขนเรา ส่วนแฟนเขาก็ไม่ห้ามนั่งเล่นเกม เพื่อนก็นั่งอึ้งอยู่ แล้วเขาก็พูดว่า “มึงต้องเรียกทางด่วน เรียกมอเตอร์เวย์ไม่ได้ เมื่อกี้มึงเรียกทางด่วน มึงต้องเรียกแบบนี้” คือเขาโกรธมากๆ เราก็เลยสบัดแขนออก คือไม่โอเคเเล้วเราก็จะกลับ พอเราลุกจะกลับ แล้วเราก็ดันเก้าอี้กลับแต่มันดันเสียงดัง เปรี้ยวก็เลยเข้าใจว่า ประชดเขา เขาก็เลยดันเก้าอี้ว่างข้างๆเขาเสียงดังบ้าง แล้วเราก็หนีกลับบ้านเลย แล้วมารู้จากเพื่อนว่า คนที่เป็นเพื่อนของเพื่อนเรา คือแฟนเปรี้ยว ไม่ใช่เปรี้ยว อยากถามพี่ๆดีเจว่า การเรียกทางด่วนคือเราเรียกผิดหรอ กับ จริงๆแล้วเราทำอะไรไม่ดีรึป่าวเขาถึงได้โกรธ หรือเป็นเพราะพูดว่า “เราอาจจะมาจากคนละจังหวัด ถิ่นหนูอาจจะเรียกแบบนี้ ถิ่นพี่อาจจะเรียกอีกแบบ” เขาเลยโกรธ’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ทางมอเตอร์เวย์สำหรับผมคือเรามาจากพระราม 9 ข้ามศรีนครินทร์พอลงแตะพื้นปุ้ป ผมนับว่าเป็น มอเตอร์เวย์ยาวไปสุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยาเลย แต่ทางยกระดับที่ไปชลบุรี คือ บูรพาวิถี ส่วนประโยคจุดระเบิดเนี่ย บางทีมันอยู่ที่คนรับสาร ว่ามีวุฒิภาวะ อารมณ์ เราไม่รู้เจอคนแบบไหน ก็เป็นไปได้ที่จะจุดประกายความโกรธ แต่เขาเองก็ควบคุมอารมณ์ได้น้อยไปหน่อย มันใช่เรื่องมั้ยที่จะมาชี้ว่าใครเรียกอะไร ถ้าเรียกต่างกันเเต่ก็ไปเหมือนกันก็ช่างมันไปเถอะ’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘สำหรับพี่ พี่ไม่เรียกมอเตอร์เวย์ว่าทางด่วน บูรพาวิถีก็อาจจะไม่ด่วนนะ เพราะพี่ไว้ใช้ออกจากเมือง ทางด่วนสำหรับพี่คือทางด่วนที่ไม่ต้องลงไปด้านล่าง แบบด่วนวิภาวดี ด่วนบ่อนไก่ บูรพาน่าจะด่วนแหล่ะ แต่มอเตอร์เวย์คนเขาจะไม่ค่อยเรียกว่าด่วนก่อน แล้วประเด็นที่พูดคือด้วยรูปประโยคมันก็เหมือนเราด่าเขานั่นแหล่ะ แต่มันเหมาะสมในกรณีนี้ เพราะว่าเขาเสือก ไม่ใช่เรื่องของมึงเลย 1.มึงไม่ใช่เพื่อนกู 2.คือก็จะขึ้นทางด่วนไหนก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมึงเลย แล้วก็ที่อยู่ๆก็พูดมาแบบนั้นคือมันเสียมารยาท คนเสือกเท่านั้นที่จะทำแบบนี้ เป็นคนอื่นอาจจะด่าแรงกว่านี้ด้วย’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าอีเปรี้ยวมันแหลมเข้ามาปุ้ป กูเรียกทุกเส้นคือทางด่วน เพราะกูรีบ! นี่คือวิธีตอบ จะไม่มีว่าถิ่นหนูถิ่นใคร แล้วที่ไปพูดกับเขาเรื่องถิ่นเหมาะสมไหม ไม่เหมาะสม อันนี้ไม่เห็นด้วย เพราะหนูพูดเบาไป หลังเขาบ้านมึงตัดถนนเส้นอะไรมาอธิบายซิ้ หลังจากนั้นก็ตบกัน พูดจบอย่าปล่อยให้มือถึงเราก่อน ใครล้มก่อนแพ้ สู้ ใจอย่าไปกลัวมัน อย่างน้อยอีเปรี้ยวจะไม่กล้าพูดแบบนี้กับใครอีก ทั้งสองคำถามสรุปได้ในคำเดียว เสือก!!!’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่าง ตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม

17 มี.ค. 2025

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่าง ตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่างตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม แต่เขาไม่เปิดใจให้เราเข้าไปเลย “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มี.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจอ๋อง – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนบอกเลิก เพราะเรื่องไม่ค่อยใส่ใจเขาพูดกับเพื่อนว่า เราไม่ดูแล ไม่ถามเขาว่าเหนื่อยมั้ย? โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูเพิ่งรู้สาเหตุที่เลิกกับแฟน คือแฟนเพิ่งบอกเลิกเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่คบกัน เขาเป็นคนที่สม่ำเสมอมาก ช่วงก่อนเลิกกัน แฟนขายของออนไลน์กับหนู ทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกันตลอด ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน แต่วันหนึ่งเราคุยกันว่า รายได้ที่มีอยู่ตอนนี้พอหารสองแล้วไม่พอใช้ แฟนก็เลยกลับไปทำงานกับที่บ้าน แล้วทางบ้านแฟนก็ไปเคลียร์ที่เพื่อทำสวน ทำธุรกิจที่ต่างจังหวัดเพิ่มเติม เลยทำให้แฟนต้องเดินทางไป - กลับ 2 – 3 วันกลับมาที่ หรือมาหาดึก แต่ตอนเช้าต้องเดินทางต่อ ระหว่างนั้นทุกครั้งที่เขากลับมา เขาก็ยังมารับและไปส่งเราตอนเช้าเหมือนเดิม มันก็เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม จนวันหนึ่ง เขาก็มาบอกว่าขอไม่ไปรับเพราะรู้สึกเหนื่อย ถึงแม้เราจะน้อยใจ แต่ก็เข้าใจ และบอกเขาว่าไม่โกรธ ทำให้ 1-2 สัปดาห์ก่อนเลิกกัน เราไม่ได้เจอกันเลย แต่ยังคุยกันผ่านแชทและโทรหากันตลอด จนวันที่เราเลิกกัน วันนั้นหนูไปมูกับเพื่อน แล้วแฟนกลับมาพอดี เราก็เลยคุยกันว่า เดี๋ยววันนี้เค้าไปหานะ จะไปนอนที่บ้านเธอ หนูมาถึงบ้านเขาก่อน ซึ่งระหว่างทางก็คุยกันปกติ ไม่มีปัญหาอะไร เขายังถ่ายรูป ส่งรายงานหนูตลอด พอเขามาถึง เขากลับบ่นว่าโทรหาแล้วหนูไม่รับ ทำให้เขาเข้าบ้านไม่ได้ ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านั้นโทรศัพท์หนูตกจนหน้าจอแตก ทำให้บางครั้งสายที่โทรเข้ามา มันก็ไม่แจ้งเตือน แล้วพอเขาเข้าไปในบ้าน เขาก็มานอนนิ่ง ๆ บนพื้น ดูเหนื่อยมาก หนูเลยปล่อยให้เขานอนไปก่อน แต่หนูก็สังเกตเห็นว่าเขาทำหน้าแปลก ๆ เลยถามว่าเธอเป็นอะไร? ตอนแรกเขาบอกว่าไม่มีอะไร ช่างมันเถอะ แต่หนูดูออกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ เลยถามเขาไปอีกว่าเป็นอะไร? แต่สุดท้ายเขาก็ยอมพูดว่า เขานอนมานานแล้ว ทำไมหนูไม่ถามเขาเลยว่าเหนื่อยไหม เป็นยังไงบ้าง? หนูก็พยายามง้อ แต่เขาเงียบ ไม่พูดอะไร และสีหน้าดูแปลกไป ตลอด 4 ปีที่คบกัน เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แล้วอยู่ ๆ เขาก็ร้องไห้ และบอกว่า เขารู้สึกว่าตัวเองทำตามแผนที่เราคุยกันไว้ไม่ได้ เขาไม่พร้อม ไม่รู้เลยว่าถ้าย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ซึ่งช่วงต้นปีใหม่ เขาอยากให้หนูไปต่างจังหวัดด้วย แต่ความคิด ณ ตอนนั้น คือด้วยความที่หนูขายของอยู่ที่นี่ ฐานลูกค้าหนูอยู่ที่นี่ หนูก็เลยกลัวว่ามันจะเกิดปัญหาตามมา ถ้าจะไปอยู่ที่นู้น แล้วต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ พ่อแม่หนูเขาก็เป็นห่วง แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม เขาบอกว่า ถ้าสุดท้ายเราจะอยู่กับเขา เขาเชื่อว่าเราโตแล้ว เราตัดสินใจได้ แก้ปัญหาได้อยู่แล้ว ถ้าอยากจะไปก็ไป หนูก็บอกเขาว่า ถ้าหนูไป เป็นไปได้ก็อยากทำอะไรให้มันถูกต้องก่อน เหมือนเขาเก็บเรื่องนี้เอาไปคิด แล้วเขาก็มาพูดกับเราแบบนั้น หนูก็บอกเขาว่า แผนมันเปลี่ยนได้นะ คือหนูคิดไว้อยู่แล้วว่าในอนาคตหนูก็คงไป แต่หนูก็ไม่เคยบอกเขาว่าหนูคิดจะไป หลังจากเลิกกัน 2-3 วัน หนูก็ไปถามเพื่อนเขาว่าเขาเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุผลที่เขาบอกหนูมันดูไม่ค่อยเมคเซ้นต์ แต่หนูก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่เขามีคนอื่น เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นแฟนที่ดีมาก ไม่เคยมีเรื่องปิดบังเลย อยู่กับหนูตลอดเวลา ใส่ใจตลอดเวลา ไม่มีเรื่องผู้หญิงเลย หนูก็สงสัยว่ามันคงมีเหตุผลอื่นแหละ แล้วเพื่อนเขาก็เลยบอกว่า แฟนหนูก็ไปพูดว่ามันมีเรื่องนิสัยของหนูที่เขาไม่โอเค บางเรื่องเขาก็พูดนะ แต่บางเรื่องส่วนใหญ่เขาผิดเองที่ไม่ได้พูด หลักๆคือเขาบอกว่าหนูไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ค่อยเทคแคร์เขา ซึ่งจริง ๆ ที่ผ่านมาหนูมองว่าหนูเทคแคร์แล้ว แต่หนูก็เข้าใจว่าภาษารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การแสดงออกของหนู คือหนูให้เวลาเขา เวลามีอะไรเขาเป็นที่หนึ่งตลอด หนูทำอะไรคล้ายๆเขา ก็เลยคิดว่าที่ผ่านมามันดีมากตลอด ส่วนเรื่องนิสัยหนูเป็นคนพูดห้วน ๆ ไม่ค่อยอ้อน ในขณะที่แฟนเด็กกว่า จะมีความอ้อน บางครั้งเขาทำอะไรที่ทำตามอารมณ์มากกว่า และต้องการการดูแลมากกว่านี้ ผิดกับหนูที่หนูเป็นคนชอบวางแผน ชอบเตือนแฟนว่า ถ้าเธอทำแบบนี้ เกิดเหตุการณ์แบบนี้เธอจะทำยังไง? เหมือนเรายกตัวอย่างให้เขาฟัง แล้วเขาจะคิดว่าเราชอบคิดในแง่ร้ายไปก่อน ตอนที่หนูไปง้อ เขาบอกว่าเขาพอแล้ว และเขาไม่ได้รู้สึกรักหนูเหมือนเมื่อก่อน แต่ค่าใช้จ่ายที่เราหารกันปัจจุบัน รายรับ - รายจ่าย - รายได้ เรายังหารกันเหมือนเดิม แต่เขาบอกว่าเขาจะแบ่งให้แค่ช่วงแรกเท่านั้น ซึ่งหนูคิดว่าถ้าเรากลับมาคบกัน ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว หนูรู้แล้วว่าเขาต้องการอะไร แล้วข้อเสียของหนูที่เขาไม่ชอบมันคืออะไร ที่ผ่านมาหนูก็เชื่อว่าหนูสามารถทำได้ เพราะหนูก็เคยเป็นคนแบบนั้นมาก่อน ทั้งขี้อ้อน พูดจาดี แต่พอเราโตขึ้น อะไรหลายๆอย่างมันทำให้หนูแข็งขึ้น แต่หนูอาจจะแข็งมากเกินไป หนูก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและแคร์เขามากขึ้น แต่ตอนนี้เขาใจแข็งมาก เขามองว่าเราเปลี่ยนนิสัยตรงนี้ไม่ได้หรอก หนูเลยอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า หนูควรวางตัวยังไงคะ? หนูพร้อมที่จะเป็นคนที่แคร์เขามากขึ้น อยากให้เขาเชื่อว่าหนูทำได้ เปลี่ยนเพื่อเขาได้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เวลาโดนบอกเลิก ก็คงอยากทำทุกอย่างเพื่อง้อ เพื่อคืนดี ซึ่งเอมีสิทธิ์ง้อได้ แต่เขาจะคืนดีหรือเปล่าก็เป็นสิทธิ์ของเขานะ ซึ่งตอนนี้เราพยายามหาเหตุผลทุกอย่างมาอธิบายการเลิกกัน ซึ่งพี่บอกเลยว่าเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่เอาเป็นว่า เขาไม่ได้อยากคบหาเราแล้วตอนนี้ อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น คนเราเวลาทะเลาะกัน ถ้าอยากที่จะคบหากันอยู่ มันจะหาวิธีแก้ ไม่ได้หาวิธีเลิก แต่สิ่งที่คนทุ่มเทในการง้อใครสักคนต้องเจอ คือเจอรีแอคที่ทำร้ายจิตใจกันแบบสุด ๆ คนนึงหวังที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่อีกคนไม่เอาแล้ว การแสดงออกมันจะตรงกันข้ามกันเลย มันจะยิ่งทำให้เราเจ็บนะ ต้องยอมรับความจริง และรอด้วยความเจ็บพอสมควร’ ต่อมา “ดีเจอ๋อง” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอต้องมีสติก่อน เพราะเขาพูดเองแล้วว่า เขาไม่รักเหมือนเดิม และกลับมาไม่ได้แล้ว นี่คือเคลียร์สุด ๆ เขาไม่ได้ต้องการเราในชีวิตอีกแล้ว พี่ว่าการปรับปรุงตัวเพื่อเขาอาจไม่เวิร์ค เพราะต่อให้เอเปลี่ยนยังไง เขาก็หมดรักไปแล้ว และคนหมดรักจะโทษเราแค่ไหนก็ได้ ถ้าถามพี่ เอควรมูฟออน หรือถ้ายังรักแล้วอยากง้อ ต้องตั้งลิมิตให้ตัวเอง แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ควรทำคือ รักตัวเอง ให้เวลาตัวเอง ตั้งสติ และก้าวออกมา’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ความเบื่อมันทำหน้าที่ทุกวัน เราต้องยอมรับ แต่ทำไมบางคนถึงรักกันได้นานเป็น 10 ปี? เพราะเขาคุยกัน มีอะไรบอกกัน แต่แฟนเอเลือกที่จะเงียบ แล้วไปพูดกับเพื่อนแทน มันแฟร์กับอีกคนไหม? แต่สิ่งที่พี่ห่วงตอนนี้คือ เอกำลังโทษตัวเองหมดทุกอย่าง ซึ่งมันไม่ใช่ คนเลิกกันไม่มีใครต้องรับผิดชอบความผิดแต่เพียงผู้เดียว สิทธิ์ในการขอโทษเป็นของเอ สิทธิ์ในการให้อภัยเป็นของเขา แต่เออย่าด้อยค่าตัวเอง คุณค่าของเราอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเลือกหรือไม่เลือก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พี่ชายผมมีลูก 2 คน แต่กลายเป็นผมที่ต้องมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคตก็จะให้ผมส่งเรียนอีก ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมเลย จะคุยกับพี่ชายยังไงดีครับ?

12 ก.พ. 2026

พี่ชายผมมีลูก 2 คน แต่กลายเป็นผมที่ต้องมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคตก็จะให้ผมส่งเรียนอีก ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมเลย จะคุยกับพี่ชายยังไงดีครับ?

พี่ชายผมมีลูก 2 คนแต่กลายเป็นผมที่ต้องมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆในอนาคตก็จะให้ผมส่งเรียนอีกผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมเลยจะคุยกับพี่ชายยังไงดีครับ? ‘คุณบอส (นามสมมติ)’ อายุ 31 ปี สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่พี่ชายมีลูกแต่คุณบอสกลับต้องมาช่วยดูแลรับผิดชอบเด็กเป็นประจำ โดย ‘คุณบอส (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ตอนนี้ผมออกมาซื้อบ้านอยู่กับแฟน ไม่ได้อาศัยอยู่กับที่บ้านแล้ว ที่บ้านของผมจะมีพ่อ แม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้อยู่ด้วยกัน พี่ชายมีลูกทั้งหมด 2 คน ปกติผมจะส่งเงินให้พ่อกับแม่เป็นประจำทุกอาทิตย์ ครั้งละ 3000 - 4000 บาท พี่ชายก็มักจะมีปัญหาเรื่องเงินอยู่บ่อย ๆ เขาจะขอยืมเงินของผมผ่านแม่ บางครั้งก็มีการทักมาขอยืมเงินกับผมเอง แต่ผมมองว่ามันคือการขอ มากกว่าการยืม เพราะเขาไม่เคยคืนเงินผมเลย ก่อนหน้านี้ สมัยผมเรียนอยู่มหาลัย ผมก็ไม่ได้อยู่กับที่บ้าน เนื่องจากต้องมาเรียนที่ต่างจังหวัด ส่วนเรื่องเงินผมก็แทบจะไม่ได้ขอที่บ้านเลย จนผมเรียนจบ แม่ก็เริ่มเกริ่นกับผมว่า แม่ทำงานไม่ไหวแล้ว ผมก็เต็มใจที่จะส่งเงินให้ ในตอนนั้นพี่ชายของผมได้มีลูกคนแรก ทั้งที่ยังไม่มีอาชีพที่มั่นคง ผมเองก็ไม่ค่อยพอใจที่เขามีลูกโดยไม่พร้อม ผ่านมาระยะหนึ่ง พี่ชายผมเริ่มขอยืมเงินมากขึ้น เพราะมีปัญหาเรื่องลูกของเขา บางครั้งก็เรื่องเรียน บางครั้งก็เรื่องเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นเขาก็มีลูกคนที่ 2 ผมก็ยิ่งไม่พอใจมากยิ่งขึ้น แต่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะพูดตรง ๆ กับเขา ด้วยอายุที่ห่างกันมาก ผมกลัวครอบครัวจะผิดใจกัน กลัวทำให้พวกเขาเสียใจ จนมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมฉุดคิดขึ้นมาได้ คือตอนที่แม่ของผมพูดว่า พอหลานโตก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว เดี๋ยวผมก็ส่งเงินให้เรียนเอง ทำให้ผมคิดว่า เขาไม่ใช่ลูกผม ผมต้องรับผิดชอบชีวิตเขาขนาดนั้นเลยหรอครับ พ่อแม่ของผมก็เลี้ยงดูพี่ชายมาแบบตามใจ อยากได้อะไรก็ให้ ส่วนผมก็ต้องรับของต่อจากพี่มาตลอด ภรรยาของพี่ชาย ตอนแรกเขาก็ว่างงาน เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูก ผมคิดว่าเขาควรมีอาชีพที่มั่นคง ผมเลยให้เงินแม่ไปประมาณหนึ่งแสนบาท ให้แม่ช่วยจัดการเปิดร้านขายอาหารให้พี่ชาย และภรรยาของเขาช่วยกันดูแล ส่วนเงินที่ได้ผมก็ให้เขาไปจัดการกันเองได้เลย แต่สุดท้ายเงินมันก็ไม่พออยู่ดี ทุกครั้งที่เขาขอเงินผมจะคิดว่าจะมีลูกเพื่ออะไร ถ้าตัวเองยังไม่พร้อมขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าจะบอกพี่ชายไปตรง ๆ เลยดีไหม ว่าต่อไปนี้ผมจะช่วยดูแลเรื่องเงินให้พ่อกับแม่แค่สองคน หรือมีวิธีอื่นที่ทำให้ผมกับพี่ชายไม่ผิดใจกันไหมครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “พูดไปตรง ๆ กับเขาได้เลย คนเราควรรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ถ้าเราช่วยเหลือคนเหล่านี้ เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้ความลำบาก อยากให้เขาได้ลองเรียนรู้ ลองเจอกับความลำบากดูสักครั้ง เพราะฉะนั้นสนับสนุนให้คุยกันตรง ๆ หรือถ้าไม่กล้า ก็ฝากแม่ไปบอกก็ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เข้าใจความรู้สึก ทำไมเราต้องมารับผิดชอบชีวิตเขาด้วย ยิ่งกรณีที่มีลูกคนแรกโดยที่ไม่พร้อม แล้วยังมีคนที่สองเพิ่มมาอีก แปลว่าเขาตัดสินใจยอมรับความเสี่ยงแล้ว เขาก็ต้องรับผิดชอบเอง พูดไปตรง ๆ ว่าเราก็มีส่วนที่เรารับผิดชอบในชีวิต เงินที่ให้นั่นคือเงินเรา การที่เราส่งเงินให้พ่อแม่ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ให้หลานกับพี่ชายก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้กัน ถ้าเราไม่แสดงจุดยืนของเราว่าเราช่วยเหลือเขาได้มากเท่าไหร่ เขาจะมองเราเป็นที่พึ่งพาไปตลอด ถ้าพูดแล้วผิดใจ เป็นเขาเองที่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกตัวเองไม่ใช่เรา” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การคุยกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่กล้าพูดตรง ๆ ก็ลองใช้วิธีการโกหกดู เรียกทุกคนมาคุยแล้วบอกว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนต้องพึ่งพาตนเอง พี่ชายต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองและครอบครัวให้ได้ จะหวังพึ่งพากันไม่ได้แล้ว เขาเองจะได้รู้สึกกังวลใจ มีความตระหนักเรื่องการมีลูกเพิ่มด้วย ให้ทุกคนได้วางแผนชีวิตกันถูก ให้เขาได้คิดบ้าง ไม่ใช่แค่เราที่กังวลใจอยู่ฝ่ายเดียว การมีลูกมันเรื่องใหญ่มาก เรื่องแบบนี้มันคุยกันได้”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-