แม่หนู ชอบเอาเรื่องของหนู ชีวิตของหนู ไปเล่าให้กับทุกคน รอบๆตัวแม่ ทั้งญาติ เพื่อนบ้าน คนรู้จัก บางทีมันเป็นเรื่องที่หนูยังทำไม่สำเร็จเลย แม่ก็เอาไปเล่าแล้ว หนูรู้สึกอึดอัด พอบอกแม่ แม่ก็บอกว่าที่แม่เอาไปเล่าเพราะว่าแม่ภูมิใจในตัวลูก

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แม่หนู ชอบเอาเรื่องของหนู ชีวิตของหนู ไปเล่าให้กับทุกคน รอบๆตัวแม่ ทั้งญาติ เพื่อนบ้าน คนรู้จัก บางทีมันเป็นเรื่องที่หนูยังทำไม่สำเร็จเลย แม่ก็เอาไปเล่าแล้ว หนูรู้สึกอึดอัด พอบอกแม่ แม่ก็บอกว่าที่แม่เอาไปเล่าเพราะว่าแม่ภูมิใจในตัวลูก

02 ก.ย. 2025

แม่หนู ชอบเอาเรื่องของหนู ชีวิตของหนู ไปเล่าให้กับทุกคน รอบๆตัวแม่ ทั้งญาติ เพื่อนบ้าน

คนรู้จัก บางทีมันเป็นเรื่องที่หนูยังทำไม่สำเร็จเลย แม่ก็เอาไปเล่าแล้ว หนูรู้สึกอึดอัด พอบอกแม่

แม่ก็บอกว่าที่แม่เอาไปเล่าเพราะว่าแม่ภูมิใจในตัวลูก แต่หนูกลับรู้สึกว่าไม่โอเคเลยที่แม่ทำแบบนี้

ถ้าเป็นทุกคนจะทำยังไงดีกับเรื่องนี้คะ??

            “คุณหลง (นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [27 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหาแม่ชอบเอาเรื่องเราไปพูดให้คนอื่นรอบตัวฟัง จนเรากดดัน กลัวจะทำไม่ได้

            โดย “คุณหลง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า “แม่ชอบเอาเรื่องหนูไปเล่าให้คนอื่นฟัง คือหนูมีแพลนที่จะไปทำงานที่ต่างประเทศแต่ยังไม่ได้ไป ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมตัว อย่างเดือนหน้าหนูต้องไปฝึกงานก่อนแล้วค่อยไปสัมภาษณ์กับบริษัทต่างประเทศอีกที ซึ่งตามแพลนคือจะได้ไปประมาณกลางปีหน้า แต่แม่ก็ไปพูดให้เพื่อนที่ทำงานแล้วก็เพื่อนบ้านฟัง วันนั้นหนูไปหาแม่ที่บริษัท แม่ออกมากับเพื่อน แล้วแม่ก็บอกให้หนูเล่าให้เพื่อนของแม่ฟังว่า หนูจะไปทำอะไร ที่ไหน และไฟลท์บินเป็นอย่างไร ซึ่งด้วยความที่หนูรู้สึกว่าถ้าไม่บอกจะเสียมารยาทก็เลยต้องจำใจเล่าไป ทั้ง ๆ ที่ตัวหนูไม่โอเคมาก ๆ เลยที่จะต้องไปบอกแผนชีวิตของหนูให้คนอื่นฟัง มันเลยทำให้หนูกดดันขึ้นมาก ๆ เพราะหนูเป็นคนที่คิดเยอะและคิดมากตลอดเวลา หนูกลัวว่าถ้าหนูทำแพลนนี้ไม่สำเร็จแล้วสิ่งที่แม่ไปพูดเม้าท์ โอ้อวดไว้จะทำให้คนมองหนูยังไง ถึงมันจะมีโอกาสสูงถึง 80% ที่ได้ไปก็ตาม แต่มันก็ทำให้หนูกดดันในตัวเองมาก ๆ เหมือนกัน หนูเข้าใจแม่แต่แค่อยากให้มันประสบความสำเร็จก่อน คือถ้าจะเอาหนูไปเม้าท์ไปพูดหนูไม่ว่าเลย แต่หนูอยากเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว

            แม่เพิ่งมาเป็นแบบนี้ตอนหนูเข้ามหาลัยเพราะตอนปี 2023 หนูมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ แล้วเหมือนเป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัวได้เพราะคนแถวบ้านไม่ได้ไป หนูรู้ว่าก็เป็นความภูมิใจของเขานั่นแหละ หนูดีใจมากแต่ทำไปทำมาแม่ก็เอาเรื่องนี้มาพูดเยอะเกินไปจนอึดอัด หนูไม่สบายใจ หนูเคยคุยกับแม่หลายครั้งแล้วว่าไม่โอเค ให้หนูทำให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันก่อนได้มั๊ยแล้วค่อยพูด แม่ก็รับปากทุกครั้งเลยแต่เขาทำไม่ได้ ล่าสุดเรื่องเกิดก็ขึ้นเมื่อวานเลย ขนาดหนูเป็นลูก พูดตรง ๆ แล้วเขายังไม่ฟังเลย ไม่ยอมปรับมายเซ็ทด้วย หนูก็เลยคิดว่าคงต้องปรับที่ตัวหนูเองแล้วแหละ แถมตอนนี้มีการสร้างรายได้ใหม่ที่เป็นการทำคลิปรีลลงแอปฟ้า ซึ่งแม่ก็เอาเรื่องหนูไปเล่าในนั้นด้วยว่าหนูทำอะไร ที่ไหน อย่างไรอยู่ หนูก็เคยพูดกับแม่เรื่องความปลอดภัยไปแล้วแต่แม่ก็บอกว่าให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนได้มั๊ย ให้แม่ได้สร้างรายได้ก่อน หนูก็เลยไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว หนูก็เลยอยากรู้ว่าหนูควรจัดการกับความคิดตัวเองยังไง?”

            เริ่มต้นที่ “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าพื้นฐานนิสัยหลงกับแม่อาจจะไม่เหมือนกัน หลงเป็นคนที่ต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จก่อนแล้วค่อยภูมิใจ ไม่อยากพูดออกไปก่อน กลัวฝันเก้อเพราะมีหน้า ที่ต้องรักษา แต่แม่ก็มีหน้า ที่ต้องรักษาเหมือนกัน การที่เขาพูดเขาก็ได้หน้าแต่ไม่อยากให้ใช้คำว่าเม้าท์เพราะเป็นความหมายลบ พี่มองว่าแม่พูดด้วยความภาคภูมิใจไม่ใช่เรื่องไม่ดี แล้วมันเป็นความฝันของแม่อีก ยังไงมันก็คือความภูมิใจ ถ้าปิดหมู่บ้านได้แม่คงทำไปแล้ว ในเมื่อเราเปลี่ยนความคิดแม่ไม่ได้และเหมือนยากที่จะเปลี่ยนด้วย เราจำกัดข้อมูลที่แม่ต้องรู้ได้มั๊ย หรือใช้ศิลปะในการพูดกับแม่ หลงใช้เงินแม่ก็จริงแต่บางแผนที่มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินก็เล่าคร่าว ๆ ได้’

            ต่อไป “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่กลัวหลงกดดันมากเกินจนมีผลต่อสิ่งที่หลงกำลังทำอยู่ว่ามันต้องสำเร็จเท่านั้น หลงก็ต้องพยายามคิดให้ได้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หลงตั้งใจกับมัน แล้วท้ายที่สุดถ้า 80% นั้น ดันไม่สำเร็จขึ้นมา ก็เป็นความผิดพลาดในชีวิตซึ่งมันคือเรื่องปกติ ไม่อยากให้ความคิดของแม่หรือคนรอบตัวมากดดันเรา ต้องตัดออกไปให้ได้อย่าเอาปัจจัยอื่นที่ไร้สาระมาคิด และคงหาวิธีรับมือแบบประนีประนอม ถ้าเพื่อนแม่มาถามก็จะตอบแค่ความจริงแต่ไม่ลงรายละเอียด แล้วก็พูดไปเลยว่าหนูก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือเปล่า ป้าก็อย่าไปเชื่อแม่มาก ป้าเขารู้แหละแต่อย่างน้อยเราก็ได้ออกตัวแล้ว ลองนำประเด็นความกดดันและความคาดหวังไปคุยกับแม่อีกรอบ แม่อย่ามาคาดหวังในตัวเราเพราะมันอาจจะเป็น 20% ที่ไม่สำเร็จก็ได้’

            สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่จะพูดกับแม่ว่า โอ๊ยย แม่ก็ช่างเล่าเนอะ จะได้ไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เลย แค่นี้ แล้วไม่ต้องเล่าอะไรเลยด้วยซ้ำ เป็นบทสนทนาที่คลายความกดดัน และมันมีวิธีที่จะรับมือกับความกดดันต่อหน้าคนอื่นอีกมากมายเลย ต้องทำให้ทั้งหมดไม่กดดัน พี่เชื่อว่าคนเรามีหลายโอกาสซึ่งนี่เป็นเพียงโอกาสแรกที่เข้ามาก็เท่านั้น ถ้าพลาดมันก็ยังมีโอกาสที่สอง สาม สี่ อีก ซึ่งหลงได้ไปต่างประเทศมาแล้ว ในแง่ของการสมัครงานถือว่าเป็นพอร์ตที่ดี ซึ่งเป็นอาวุธติดตัวถ้าพลาดขึ้นมาโอกาสก็ยังมีอีกมากมายที่ให้หลงได้เดินตามไป อย่ากดดันตัวเอง ส่วนแม่คือเปลี่ยนยากแล้วเพราะแม่ก็คาดหวัง เราก็ต้องจับเข่าคุยกันว่าให้แม่เผื่อใจไว้ด้วย เผื่อใจไว้อายบ้าง แต่หนูไม่อาย แม่ก็ต้องแฟร์ด้วย’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูรู้สึกว่าหนูได้เวลาจากแฟนเท่าไหร่ก็ไม่พอค่ะ จนแฟนบอกหนูว่า "ถ้าให้เวลามากกว่านี้ พี่จะไม่มีเพื่อนแล้วนะ" รักของเราเป็นรักทางไกลด้วย เวลาเค้าหายไปมันก็อดคิดมากไม่ได้ เวลาเค้าเล่นเกมกับเพื่อนเค้าก็จะหายไปเลย จนหนูต้องคอยโทรหาตลอด

21 ต.ค. 2024

หนูรู้สึกว่าหนูได้เวลาจากแฟนเท่าไหร่ก็ไม่พอค่ะ จนแฟนบอกหนูว่า "ถ้าให้เวลามากกว่านี้ พี่จะไม่มีเพื่อนแล้วนะ" รักของเราเป็นรักทางไกลด้วย เวลาเค้าหายไปมันก็อดคิดมากไม่ได้ เวลาเค้าเล่นเกมกับเพื่อนเค้าก็จะหายไปเลย จนหนูต้องคอยโทรหาตลอด

หนูรู้สึกว่าหนูได้เวลาจากแฟนเท่าไหร่ก็ไม่พอค่ะ จนแฟนบอกหนูว่า "ถ้าให้เวลามากกว่านี้ พี่จะไม่มีเพื่อนแล้วนะ"รักของเราเป็นรักทางไกลด้วย เวลาเค้าหายไปมันก็อดคิดมากไม่ได้ เวลาเค้าเล่นเกมกับเพื่อนเค้าก็จะหายไปเลยจนหนูต้องคอยโทรหาตลอด อยากรู้ว่านิสัยนี้มันงี่เง่าเกินไปไหมคะ? “คุณนิว (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [16 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนให้เวลามากแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่พอ โดย “คุณนิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟนอายุ 20 ปี คบกันมาได้ประมาณ 6 เดือน เราสองคนคบกันแบบรักทางไกล อยู่คนละจังหวัด จะเจอกันเดือนนึง 1 ครั้ง แฟนหนูเขาให้เวลากับหนูมากแล้ว แต่หนูยังรู้สึกว่าเท่าไหร่ก็ไม่พอ จนตอนนี้เขาบอกว่าเขาไม่มีเพื่อนแล้ว เวลาที่เขาจะไปเที่ยวกับเพื่อน หนูก็ให้เขาไปตลอด แต่เวลาเขากลับมาเขาต้องมาง้อหนู เพราะหนูน้อยใจมากเลย ไม่ค่อยอยากให้เขาไปกับเพื่อนเหมือนกัน หนูพยายามเรียกร้องความสนใจ บางทีเขาเรียนเขาเลิก 1 ทุ่ม แต่หนูก็อยากให้เขาตอบแชทหนูเวลาเขาเรียนอยู่ ช่วงแรกๆเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโทรคุยกันตอนเขาทำงานหรือตอนเขาอ่านหนังสือ หนูงอแงจนเขาก็ยอมโทรคุยกับหนู หนูคิดว่าสิ่งที่หนูทำแล้วมันเยอะเกินไป คือ มีครั้งนึงเขาเลิกเรียนปุ๊บ เขาก็โทรคุยกับเพื่อนเพื่อที่จะเล่นเกม แต่เขาไม่โทรมาหาหนู เขาก็เงียบๆไป เขาก็หายไปประมาณครึ่งชั่วโมง หนูเลยถามเขาว่าหายไปไหน เขาบอกเล่นเกมกับเพื่อน หนูก็ร้องไห้ เขาก็เลยต้องหยุดเล่นเกม วางสายจากเพื่อน แล้วโทรมาหาหนู เพราะหนูรู้สึกว่าหนูรอเขามาทั้งวัน เขาไม่อยากคุยกับหนูหรอ ซึ่งสายล่าสุดที่เราคุยกันคือวันก่อนหน้า แต่เขาก็พิมพ์แชทมาคุยกับหนูตลอด แค่ไม่ได้โทรคุยกัน และก็มีอีกเหตุการณ์คือเขาขอนอนกลางวัน เพราะคืนที่ผ่านมาเขาทะเลาะกับหนู แล้วเขาไม่สบาย เพราะเขานอนดึก แต่หนูคิดว่าเขาคงไม่ได้อยากนอนกลางวันหรอก แต่แค่เขาไม่อยากคุยกับหนู หนูก็เลยร้องไห้ สุดท้ายเขาก็คอลกับหนูทั้งๆที่เขาป่วย แต่หนูรู้สึกผิดมาก หนูบอกเขาตลอดว่าหนูรู้สึกผิด แต่เขาบอกว่าหนูไม่ผิดหรอก เขาผิดเองที่ให้เวลาหนูไม่มากพอ หนูเคยพยายามจะเปลี่ยนนิสัย แต่มันติดนิสัย เวลาหนูรู้สึกแย่ หนูจะพิมพ์สั้นๆ แล้วเขาจะรู้ว่าหนูรู้สึกแย่ เขาก็จะถามเลยว่า “รู้สึกแย่ใช่มั้ย ขอโทษนะ งั้นเดี๋ยวนอนเสร็จแล้วคุยด้วยกันนะ” บางทีหนูก็บอกให้เขาไปหาเพื่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาง้อ แต่หนูก็เคยคุยกับเขาว่าถ้าเขารู้ว่าหนูรู้สึกแย่ แล้วทำไมถึงทำ หนูก็รู้ว่าหนูงี่เง่ามาก ก็เลยอยากปรึกษาพวกพี่ๆดีเจว่า ทำยังไงให้ตัวเองเลิกงี่เง่าขนาดนี้?’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณพ่อหนูอยากให้หนูสานต่อธุรกิจโรงงานครอบครัว แต่หนูรู้สึกว่าที่นี่ยังไม่มีระบบการทำงานที่ดี ยังเป็นโรงงานเล็กๆ ความตั้งใจของหนูอยากจะไปทำงานที่โรงงานใหญ่ๆ ไปเปิดโลก เรียนรู้ก่อน สัก 1-2 ปี กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัวของหนู แต่จะพูดยังไงให้พ่อเข้าใจดี

08 ส.ค. 2025

คุณพ่อหนูอยากให้หนูสานต่อธุรกิจโรงงานครอบครัว แต่หนูรู้สึกว่าที่นี่ยังไม่มีระบบการทำงานที่ดี ยังเป็นโรงงานเล็กๆ ความตั้งใจของหนูอยากจะไปทำงานที่โรงงานใหญ่ๆ ไปเปิดโลก เรียนรู้ก่อน สัก 1-2 ปี กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัวของหนู แต่จะพูดยังไงให้พ่อเข้าใจดี

คุณพ่อหนูอยากให้หนูสานต่อธุรกิจโรงงานครอบครัว แต่หนูรู้สึกว่าที่นี่ยังไม่มีระบบการทำงานที่ดียังเป็นโรงงานเล็กๆ ความตั้งใจของหนูอยากจะไปทำงานที่โรงงานใหญ่ๆ ไปเปิดโลก เรียนรู้ก่อนสัก 1-2 ปี กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัวของหนู แต่จะพูดยังไงให้พ่อเข้าใจดี เพราะถ้าหนูทำตามที่พ่อบอกพ่อหนูก็อายุมากแล้ว สอนอะไรก็หลงๆลืมๆ สอนไม่เป็น ทุกคนคิดว่าควรจะเริ่มพูดกับคุณพ่อยังไงดีคะ? “คุณพี (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร ในคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจพี่อ้อม’ เกี่ยวกับปัญหาอยากไปทำงานหาประสบการณ์ข้างนอก ก่อนที่จะมาบริหารกิจการที่บ้าน แต่คุณพ่อไม่เห็นด้วย โดย “คุณพี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตัวหนูเองเป็นนักศึกษาจบใหม่ และที่บ้านก็เป็นครอบครัวคนจีน คุณพ่อมีบริษัทที่อยากจะให้มารับช่วงต่อ ในช่วงเวลาที่ได้เรียนจบใหม่ๆ หนูก็เริ่มทำงานกับที่บ้านเลย แต่ความกดดันหลายๆอย่างทำให้รู้สึกว่า ยังทำได้ไม่ดี รวมกับว่าที่คุณพ่ออายุมากแล้ว มีหลายครั้งที่ท่านเกิดอาการหลงๆลืมๆทำให้สอนงานได้ไม่ต่อเนื่อง หนูเลยตัดสินใจว่า จะไปทำงานที่อื่นก่อน แล้วค่อยเก็บประสบการณ์กลับมาทำงานที่บ้าน พอปรึกษาคุณแม่ ท่านก็เห็นด้วยกับสิ่งที่หนูจะทำ แต่คุณพ่อไม่เห็นด้วย ท่านอยากให้เราทำที่บ้านเลย เขาบอกว่าสามารถสอนเราได้ แต่ระยะเวลามันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว หนูก็เห็นแล้วว่า หนูควรจะได้ประสบการณ์จากที่อื่นมากกว่า ท่านรู้ตัวถึงอาการหลงๆลืมๆของตัวเอง บางทีที่จะอยากจะสอนงาน ท่านก็ลืมว่าจะสอนอะไร คนในบริษัทคนอื่นก็ไม่สามารถสอนแทนได้ในส่วนของท่าน ประเภทงานที่บ้านของหนูทำ เป็นโรงงาน นำเข้าส่งออก ด้วยความที่หนูเรียนไม่ตรงสาย บางครั้งก็ไม่รู้ว่าควรจะถามอะไรท่าน แล้วหนูก็ได้งานแล้ว ที่ยื่นสมัครไปเป็นโรงงานนิคม ทำหน้าที่ล่าม เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้าส่งออก โรงงานของคุณพ่อเป็นกิจการเล็ก ยังไม่ค่อยมีระบบ หนูไม่ชอบ เพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก เลยอยากที่จะมีประสบการณ์ก่อน เพื่อมาพัฒนา ระบบตรงนี้ หนูอยากจะปรึกษาพวกพี่ว่า หนูตัดสินใจแล้วว่าจะไป ควรอธิบายให้คุณพ่อเข้าใจยังไงดี ว่าหนูไม่ได้ทิ้งกิจการที่บ้าน แค่อยากมีประสบการณ์มากพอ ที่จะกลับมาช่วยที่บ้าน’ โดยทั้ง ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจพี่อ้อม’ ได้ให้คำปรึกษาไปในทางเดียวกันว่า ‘การที่จะออกไปทำข้างนอก ต้องรีบทำให้ไว ครูพักลักจำให้มาก อาจจะเหนื่อยกว่าคนอื่นหน่อย ด้วยความที่เรียนไม่ตรงสาย หวังว่าทางที่พีเลือกไป จะสามารถนำมาปรับใช้กับกิจการที่บ้านได้จริงๆ มีโอกาสเรียนรู้ ควรเรียนรู้ให้มาก แต่เส้นทางที่เลือก เป็นเส้นทางที่ดี ควรตั้งเวลาให้กับคุณพ่อ ทำให้คุณพ่อสบายใจ ว่าเราจะไม่ทิ้งกิจการ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อยู่กับแฟนที่ต่างประเทศ แฟนหนูเป็นชาวต่างชาติ เค้าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ออกจากที่ทำงานมหาลัยมาแล้ว ประเด็นคือ มีนักศึกษาผู้หญิงคนนึง ส่งข้อความมาหาแฟนเราตลอด แฟนก็พูดถึงเด็กคนนี้ตลอดให้เราฟัง มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติไหม? แฟนบอกคุยทุกวันเพราะเอ็นดูเฉยๆ

20 พ.ค. 2025

อยู่กับแฟนที่ต่างประเทศ แฟนหนูเป็นชาวต่างชาติ เค้าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ออกจากที่ทำงานมหาลัยมาแล้ว ประเด็นคือ มีนักศึกษาผู้หญิงคนนึง ส่งข้อความมาหาแฟนเราตลอด แฟนก็พูดถึงเด็กคนนี้ตลอดให้เราฟัง มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติไหม? แฟนบอกคุยทุกวันเพราะเอ็นดูเฉยๆ

“คุณโดนัท (นามสมมติ)” อายุ 40 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหาสามีเป็นครู แต่มีลูกศิษย์ที่สนิทกันเกินไป จนเรารู้สึกระแวง โดย “คุณโดนัท (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘สามีหนูเป็นชาวต่างชาติอายุจะ 50 ปีแล้ว เราแต่งงานกันมาได้ 10 กว่าปีแล้ว มีลูกด้วยกัน 2 คน ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศ หนูกับสามีทำงานที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ทางแผนกของเขาจะมีการรับนักเรียนมาฝึกงาน แล้วก็เหมือนเขาเป็นเจ้านายโดยตรง และก็มีช่วยเหลือทั่วไป แต่จะมีนักเรียนอยู่คนนึงที่หนูรู้สึกว่าช่วยเหลือกันมาไปนิดนึง ทั้งช่วยพาไปสมัครต่างๆ หรือพาไปหาอะไรกิน เพราะนักเรียนคนนี้มาจากต่างประเทศ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวอยู่ที่นี่ เขาอายุประมาณ 20 ต้นๆ เพราะเขามาเรียนปริญญาโทส่วนตัวของสามีหนู เขาเป็นคนชอบช่วยเหลือคน เพราะเขาจะรู้สึกว่าดีกับตัวเขาเองที่ได้ช่วยเหลือ และตัวเด็กนักเรียนเขาก็มาขอความช่วยเหลือบ่อย ทั้งเรื่องงานด้วย และเรื่องส่วนตัวด้วย ถ้าครั้งไหนที่เขารู้สึกไม่สบายใจเขาก็จะมาปรึกษาสามีหนู บางที Long Weekend เด็กก็ไม่มีอะไรทำ สามีเขาก็ชวนไปเที่ยว ชวนมากินข้าว มาเล่นกับลูกที่บ้าน หรือถ้าเป็นช่วงวันพ่อ นักเรียนก็จะมีการ์ดวันพ่อให้สามีหนู และวันเกิดของสามีปีที่แล้ว นักเรียนคนนี้ก็ซื้อเสื้อโค้ทมาให้ หนูเลยถามว่าราคาเท่าไร ทำไมเสื้อดูดีมากเลย เขาบอกประมาณร้อยเหรียญครึ่ง หนูก็ตกใจ เพราะมันเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร ตอนนี้สามีของหนูก็ย้ายไปทำงานอีกแผนกนึงแล้ว จากสถานะหัวหน้างานกับนักเรียนก็กลายเป็นสถานะเพื่อนกัน เขาก็ยังคุยกันอยู่ ช่วงนี้นักเรียนคนนี้กำลังจะเรียนจบ เขาก็หางาน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ครอบครัวกดดัน สามีหนูก็พยายามคุยและปลอบเขา แต่เขาก็ยังให้หนูดูโทรศัพท์ ว่าไม่ได้คุยกันเชิงชู้สาว แต่ที่คุยกันเพราะเป็นห่วง เอ็นดูเหมือนลูกคนนึง ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมีสนิทกับนักเรียนคนอื่นเลย แต่เขาเคยเล่าให้ฟัง สมัยวัยรุ่นเขาก็มีเพื่อนเยอะ แต่พอเขาโตขึ้นและมีครอบครัว รวมถึงเพื่อนๆก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัว เขาก็เลยไม่ค่อยได้ติดต่อ ไม่มีเพื่อน เขาแค่ชอบช่วยเหลือคน และพอมีเด็กคนนี้เข้ามาที่เป็นทั้งเด็กต่างชาติ มาคนเดียว และไม่ค่อยมีเพื่อน เขาก็เลยต้องคอยช่วยเหลือ เวลาเขาจะพาเด็กนักเรียนมาที่บ้านเขาก็จะขอเราก่อนตลอดว่า มาได้มั้ย? หนูก็โอเค ก็ได้ ที่หนูรู้สึกว่ามันเยอะขึ้นเพราะเขาคุยกันทุกวัน ส่งรูปลูกเราไปให้ดูทุกวัน หรือบางทีเด็ก TEXT มา แต่สามีไม่ได้ TEXT ไป เขาก็จะแบบเป็นอะไรรึป่าว? หนูก็เลยคิดว่าถ้าเป็นเพื่อนกัน ต้องสนิทกันขนาดไหน ถึง TEXT หากันบ่อยๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาหรือเปล่า หรือหนูคิดมากไปเอง เพราะไม่สามารถปรึกษาใครได้ หนูเคยคุยเรื่องนี้กับเขาหลายครั้งมาก แต่เขาบอกว่าไม่มีอะไร เขาบริสุทธิ์ใจ แต่หนูเป็นคนคิดมาก ถึงสามีบอกว่าไม่มีอะไร แต่หนูก็ยังคิดมากอยู่ดี หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูคิดไปเอง หรือ แบบนี้มันปกติมั้ย แล้วทำยังไงไม่ให้คิดมากคะ? ซึ่ง “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่รู้ว่าสามีโดนัทอดีตเขาเป็นยังไง เขามีปมหรือไปเจออะไรมา แต่ถ้าเขาเป็นคนที่มีพลังมากมาย ชอบดูแล ช่วยเหลือคนอื่น แนะนำให้ไปทำอาสาสมัครเลย และอีกอย่างขึ้นอยู่กับการสื่อสารของคุณโดนัทกับสามีว่าสามารถทำได้ตรงแค่ไหน หรือทำให้เขาเห็นว่าเราคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าพื้นฐานสามีโดนัทเป็นคนชอบดูแล เทคแคร์คนอยู่แล้ว มันก็น่าจะพอเข้าใจได้ แต่ถ้าอยู่ๆ มาเป็นแบบนี้เลย มันก็อาจจะแปลกไป แต่ระวังไว้ก็ไม่น่าจะเสียหาย ขอแค่เวลาที่เขาทำอะไรให้อยู่ในสายตาเราเสมอ’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าให้ผมคิด ผมว่ามันอาจจะปกติ รู้สึกว่าอยู่ฝั่งไม่แปลกละกัน แต่ผมไม่กล้าฟันธง เพราะมันเป็นคนละวัฒนธรรมกับบ้านเรา แต่เท่าที่สัมผัสอาจารย์ต่างประเทศจะใกล้ชิดกันมากกว่า ด้วยความที่เขาเป็นต่างชาติ ความคิดเขาอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากกว่าอยากช่วยเหลือคนๆนึงที่โดดเดี่ยว แต่จำไว้ว่า เราไว้ใจคนของเราได้ แต่อย่าไปไว้ใจคนอื่น เรามีสิทธิ์ที่จะจับตาดู มีสิทธิ์ที่ทดสอบ มีสิทธิ์ที่จะไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นเราต้องคุยกันตรงๆ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้ หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย

08 ส.ค. 2025

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้ หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย รับผิดชอบงานหนัก กว่าคนอื่นในทีม หัวหน้าบอกจะโปรโมทให้แต่ผ่านมาปีกว่าแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม รายได้น้อยลงด้วยซ้ำ ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ออกบ้านแต่เช้ากลับมาดึกดื่น ผมควรลาออกตามที่ภรรยาแนะนำดีไหม? “คุณที (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหากำลังสนุกกับการทำงาน แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับภรรยาและลูก ภรรยาจึงยื่นคำขาดให้ลาออกไปหางานใหม่ โดย “คุณที (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมทำงานที่นี่มาได้ 6 ปีแล้ว กำลังจะได้เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน ทำงานมาสักระยะหนึ่งหัวหน้าเล็งเห็นศักยภาพจึงเรามอบหมายงานให้ผม แล้วเขาก็ถามผมว่า อยากไปต่อกับพวกพี่มั๊ย ? พี่จะโปรโมทให้ แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเชื่อก่อน ต้องเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง ระหว่างนั้นผมก็มีงานเพิ่มขึ้น บางครั้งก็มีประชุมดึก บางครั้งก็มีออกพื้นที่ตั้งแต่เช้า ทำให้มีเวลากับครอบครัวก็น้อยด้วย ซึ่งลูกผมอายุแค่ 8 เดือน ผมรู้ว่าไม่ควรละเลย ตอนนี้ภรรยาของผมเลี้ยงลูกคนเดียวพร้อมกับทำงานบ้านด้วย ผมก็เห็นใจเขาเพราะเขาก็เหนื่อยพอผมเริ่มทำงานไปสักพักก็เริ่มมีปากเสียงกัน ด้วยความที่แฟนผมเป็นคนเด็ดเดี่ยวก็ยื่นคำขาดมาว่าให้ไปลาออกภายในสิ้นปีนี้ ได้โบนัสแล้วให้ออกเลย แล้วไปหางานอื่นที่มีเวลาให้กับครอบครัวมากกว่านี้ ปกติผมทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ เวลา 09.00 - 17.00 น. บางครั้งถ้าออกพื้นที่ก็จะออกเช้ากลับดึก เวลาเล่นกับลูกก็จะน้อยลงไปด้วย ซึ่งภรรยาอยากให้ผมทำน้อยกว่านี้ สัก 5 วันก็พอหรือไม่ก็ทำธุรกิจส่วนตัวไปเลย แต่ผมยังสนุกกับการทำงานมาก ยังอยากทำตรงนี้ไม่ได้อยากออก ตอนนี้หัวหน้ามองผมเป็นเซ็นเตอร์ ถ้ามีการออกงาน 20 สาขาอย่างน้อยต้องมีผมไปแล้ว 10 สาขา เพราะพี่คนอื่น ๆ เขาอยากทำแค่สาขาของตัวเอง แต่การทำงานนี้หัวหน้าก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้เลื่อนขั้นตอนไหนเป็นแค่การพูดเฉย ๆ ซึ่งภรรยาผมก็พูดว่าโดนเขาหลอกใช้หรือเปล่า ผมทำงานหนักแบบนี้มาปีกว่า ๆ แล้ว เบื้องต้นรายรับของผมเกิน KPI อยู่แล้ว ถ้าทำอีกก็ได้เพิ่มอีก แต่ผมต้องแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำแทน เพราะหัวหน้าบอกว่าเหมือนเป็นการซื้อใจน้อง ๆ เพื่อเสริมสร้างบารมีในการทำงาน แต่ถ้าเทียบรายได้ตอนเป็นพนักงานปกติกับตอนที่พิสูจน์การเป็นหัวหน้า รายได้ผมลดลงมาประมาณ 10% ด้วย แต่ผมก็อยากทำต่ออยู่ดีเพราะก็อยากพิสูจน์กับตัวเองว่าผมจะทำได้มั๊ย จะได้ตำแหน่งนี้มาหรือเปล่า เงินที่ลดลงผมมองว่าแลกกับการที่ผมได้รู้จักคนมากขึ้นและได้สังคมกลับมา ผมเลยอยากถามพวกพี่ว่าพวกพี่เห็นด้วยกับภรรยาของผมหรือเปล่าหรือถ้าไม่เห็นด้วย พอจะมีคำพูดไหนที่พูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจไหม?’ โดยดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘จากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดค่อนข้างจะเห็นด้วยกับภรรยา เพราะการที่เราอยู่ร่วมชีวิตกันแล้ว แต่คนที่เรารักกลับเหนื่อยขึ้น ทำงานเยอะขึ้น แถมมีจิตอาสากับคนอื่น กลายเป็นภรรยาต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ทำงานบ้านคนเดียว ทำธุระคนเดียว และสามีก็ไม่อยู่ช่วยอีก ภรรยาจะเกิดความน้อยใจได้ พวกพี่มองว่างานที่ทีทำอยู่มันไม่สมเหตุสมผล เหมือนโดนหลอกใช้ ถ้าทำงานเหนื่อยขึ้นก็ต้องได้อะไรกลับมาสักอย่างหนึ่งให้เรารู้สึกดี ไม่ใช่ทุกอย่างได้ลดลง หากเขาบอกว่าเรามีศักยภาพแล้ว 1 ปีที่ทำมาเขาจะดูอะไรอีก ในมุมคนนอกงานนี้ไม่คุ้มเลย ถ้าเราเก่งจริง สู้ลาออกไปหางานอื่นทำแล้วรับเงินเต็ม ๆ ดีกว่า เรากำลังจะเสียโอกาสที่จะได้เห็นการเจริญเติบโตของลูกไป ลองชั่งน้ำหนักดูว่าจะเลือกอะไร ถ้าภรรยายื่นคำขาดกับเรา เราลองไปยื่นคำขาดกับบริษัทมั๊ย ไม่แน่ว่าในระยะเวลาที่เหลือนี้อาจจะได้เลื่อนขั้นเลยก็ได้’ และ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ให้ถามภรรยาให้ดีว่าไม่โอเคในเรื่องไหน ชีวิตการทำงานหรือชีวิตในครอบครัว ถ้าเป็นเรื่องงานพี่มองว่าถ้าทำขนาดนี้แล้วได้เงินเพิ่มขึ้น ก็นับเป็นการพิสูจน์ตัวเองได้อยู่ แต่นี่ไม่ ส่วนเรื่องครอบครัวทีมีเวลาพอให้ภรรยาและลูกหรือเปล่า ถ้ามีเวลาน้อยแล้วได้คุณภาพ สามารถแบ่งเบาภาระภรรยาได้ บางครั้งการทำงานหนักนอกบ้านก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นที่ต้องยื่นคำขาด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-