คืนที่ชีวิตพลิกผันของ ‘แอนนา วรินทร’ และ ‘พุดเดิ้ล ยุพดี’ จากวันที่เป็นหนี้ สู่เงินก้อนหลักล้าน!

ENTERTAINMENT NEWS

คืนที่ชีวิตพลิกผันของ ‘แอนนา วรินทร’ และ ‘พุดเดิ้ล ยุพดี’ จากวันที่เป็นหนี้ สู่เงินก้อนหลักล้าน!

21 ก.พ. 2023

สถานการณ์โควิดทำให้หลายคนตกงาน การกู้หนี้ยืมสินก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่พอจะแก้ขัดผลัดไปอีกวันได้ ‘แอนนา วรินทร’ และ ‘พุดเดิ้ล ยุพดี’ ก็มีช่วงชีวิตขาลงแบบนั้นเช่นกัน ทั้งสองเปิดใจเล่าเรื่องที่ตัดสินใจไปบวชชีพรหมณ์แล้วเจอบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ต้องจดจำไปตลอดชีวิตในรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ (14 กุมภาพันธ์ 2565) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง

ย้อนกลับไปในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังรุนแรง หลายคนต้องหยุดงาน ทำให้ขาดรายได้ ‘แอนนา’ และ ‘พุดเดิ้ล’ เองก็เช่นกัน ทั้งสองเปลี่ยนใจไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เดินสายไหว้พระด้วยความหวังว่าชีวิตจะต้องดีขึ้นกว่านี้ให้ได้ หนึ่งในนั้นคือวัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ทั้งสองทำบุญด้วยการบวชชีพราหมณ์ทั้งหมด 5 วัน แอนนาเล่าเสริมว่า “ก่อนหน้านี้เป็นหนี้อยู่ 1 แสน พอเข้าวัดแล้วขอ 1 ล้าน ขอภายใน 5 วันด้วยนะคะ”

คืนแรกของการบวชชีพราหมณ์ เวลาประมาณตีสอง แอนนาได้ยินเสียงคนลากโซตรวนเสียงดัง จึงปลุกพุดเดิ้ลเพื่อนสนิทให้ตื่น ทั้งสองนอนนิ่งไม่กล้าขยับ และทนฟังเสียงเป็นโซ่นั้นหลายชั่วโมง จนเช้ามืด เสียงระฆังวัดพร้อมเสียงประกาศของโฆษกประจำวัดก็ปลุกทุกคนให้ตื่น

พอตื่นมาทำวัตรเช้า ก็มีพี่ที่มีบวชด้วยกันเข้ามาทักว่า “เมื่อคืนน้องได้ยินเหมือนกันใช่มั้ย?” แอนนาและพุดเดิ้ลมองหน้ากันแล้วพยักตอบรับ ทั้งสองดีใจที่อย่างน้อยก็ไม่ได้หลอนไปกันแค่สองกัน หลังจากนั้นก็ยังได้ยินเสียงนี้อยู่ทุกคืน กระทั่งคืนหนึ่ง พี่คนที่เข้ามาทักบวชชีครบกำหนดแล้ว เขาบอกแอนนาก่อนกลับว่า “พี่ต้องกลับก่อนนะ หนูอย่าลืมไปไหว้ศาลข้างหลังนะ” แอนนาและพุดเดิ้ลก็ถึงบางอ้อ เข้าใจแล้วว่าเสียงหลอนที่ได้ยินทุกคืนนั้นมาจากไหน พอทั้งสองไปไหว้ คืนหลัง ๆ ก็ไม่ได้ยินเสียงลากโซ่ตรวนนั้นอีกเลย  

หลังจากบวชชีพราหมณ์ครบ 5 วัน แอนนาบอกว่าได้เงิน 1 ล้านตามที่ขอไว้เลย! จากที่ไม่มีงานเข้ามาติดต่อกันเป็นปี และยังเล่าต่ออีกว่า “เขาจ้างเป็นพรีเซนเตอร์ โอนเงินสดให้เลย 7 แสน อีก 3 แสนเป็นงานยิบย่อย รวม ๆ แล้วได้ประมาณ 1.2 ล้าน” สุดท้ายทั้ง 2 ก็ต้องกลับมาที่วัดเพื่อขอเพิ่มอีก แล้วก็ได้หมดเลย

แอนนาบอกว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว เราก็ทำทุกอย่างสุดความสามารถควบคู่กันไปด้วยเหมือนกัน และยังบอกเพิ่มเติมอีกว่าการไปบวชหรือการทำบุญ สิ่งที่เราได้แน่นอนคือความมั่นใจ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้..

(เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

related ENTERTAINMENT NEWS

บริษัท EXP Entertainment ชี้แจงข้อกล่าวหาสัญญา ของ “พอร์ส นรากร”

29 ก.ค. 2022

บริษัท EXP Entertainment ชี้แจงข้อกล่าวหาสัญญา ของ “พอร์ส นรากร”

EXP Entertainment นำโดยผู้บริหาร “คุณท็อป วงศพัทธ์ รติพัชรพรกุล, ผู้จัดการทั่วไป คุณศรายุทธ จันทร์โอวาท”, ฝ่ายพัฒนาศิลปิน “คุณธนากร พลอยทับทิม” พร้อมด้วย “ทนายนิด้า ศรันยา หวังสุขเจริญ” ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อกล่าวหา เกี่ยวกับสัญญาศิลปินของ “พอร์ส-นรากร อิสระวรางกูร” นักร้องนำและมือกีตาร์ของวง Yes Indeed ที่ได้แต่งตั้ง “ทนายตั้ม - ษิทรา เบื้ยบังเกิด” ให้มาช่วยดูเรื่องสัญญาที่่ไม่มีความเป็นธรรม และต้องการจะยกเลิกสัญญาดังกล่าวโดย “ทนายตั้ม” ได้โพสต์เล่าเรื่องสัญญาบริษัทฯ ที่ไม่เป็นธรรมกับตัวศิลปิน มุ่งเอาประโยชน์ฝ่ายเดียว ที่ผ่านมานับตั้งแต่ “พอร์ส” เซ็นสัญญา บริษัทฯ ไม่เคยส่งเสริมหรือสนับสนุน แต่พอดัง ก็เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของ เด็กจึงต้องการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวบริษัท EXP Entertainment จึงประกาศแถลงข่าวและชี้แจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหา และชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมหลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาทุกประการและทาง บริษัทฯ ขอยืนยันว่าบริษัทฯ มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาหรือกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางการเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน หรือทำให้ “นายนรากร” ได้รับความเสื่อมเสียตามที่อีกฝ่ายหนึ่งได้กล่าวอ้างแต่ประการใด สัญญาจ้างขับร้องเพลงและนักแสดงระหว่างบริษัทฯ กับ “พอร์ส นรากร” จึงมีผลผูกพันนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2564 จนถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาการบอกเลิกสัญญาของบิดาของ “พอร์ส นรากร” จึงไม่มีผลตามกฏหมาย ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ได้ปฏิเสธการบอกเลิกการให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้น บริษัทฯ จึงจัดทำประกาศฉบับนี้ขึ้นเพื่อยืนยันที่จะยึดถือสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาที่ได้กระทำไว้กับ “พอร์ส นรากร” นับแต่วันเริ่มทำสัญญาจนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาทุกประการภาพ : EXP Entertainment

“ดา เอ็นโดฟิน” ประกาศข่าวดี! เบบี๋น้อยมาแล้ว เป็นของขวัญวันเกิดที่พิเศษที่สุด

02 ก.ย. 2022

“ดา เอ็นโดฟิน” ประกาศข่าวดี! เบบี๋น้อยมาแล้ว เป็นของขวัญวันเกิดที่พิเศษที่สุด

เตรียมเป็นคุณแม่ป้ายแดงแล้ว สำหรับนักร้องสาว “ดา เอ็นโดฟิน” หลังเข้าพิธีวิวาห์กับ “เดนิส ไทยคูน” ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาล่าสุด “ดา เอ็นโดฟิน” ก็ได้ประกาศข่าวดีด้วยการโพสต์คลิปวิดีโอขณะอัลตร้าซาวด์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมเขียนแคปชั่นว่า ‘ขอบคุณคำอวยพรวันเกิดจากทุกคนนะ...ปีนี้อยากจะบอกว่า "ดาได้ของขวัญวันเกิดที่พิเศษที่สุดแล้วนะ" THE BEST BIRTHDAY PRESENT EVER! #TeamDAnnis’งานนี้เหล่าคนในวงการบันเทิงและแฟน ๆ ก็ต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม EFM ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ

โศกนาฏกรรมสุดเศร้า คละเคล้าความสยอง ‘หมอบี’ พบหุ่นจำลองปริศนา กับพฤติกรรมประหลาดของอาม่าเจ้าของบ้าน!

10 พ.ย. 2022

โศกนาฏกรรมสุดเศร้า คละเคล้าความสยอง ‘หมอบี’ พบหุ่นจำลองปริศนา กับพฤติกรรมประหลาดของอาม่าเจ้าของบ้าน!

ประสบการณ์ชวนตระหนกตกใจและขนหัวลุกนี้ เป็นของ ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ที่ได้เข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์หลอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (8 พฤศจิกายน 2565) เรื่องที่นำมาเล่าจะน่าตกใจและเสียวสันหลังขนาดไหน เราสรุปไว้ให้คุณอ่านข้างล่างนี้แล้ว กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สายใยของครอบครัว’‘หมอบี’ เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาไม่นาน และเหตุเกิดที่ต่างประเทศ โดยมีผู้ว่าจ้างคนหนึ่งสงสัยว่า ‘พี่ชาย’ ถูกของเข้า และอยากให้มาช่วยดูพฤติกรรมแปลก ๆ ของ ‘อาม่า’ ด้วยต้องบอกก่อนว่าครอบครัวนี้ค่อนข้างมีอิทธิพลและร่ำรวย ชาวบ้านแถวนั้นต่างก็รู้จักกันดี เมื่อไปถึง ผู้ว่าจ้างก็บอกว่าพี่ชายของเขามีอาการผิดปกติ และยังไม่มีใครเห็นพี่ชายมานานเป็นเดือนแล้วด้วย ทางผู้ว่าจ้างเองก็ยืนยันและมั่นใจว่า พี่ชายของเขาถูกทำของใส่โดยพี่สะใภ้แน่นอน นอกจากนี้ ‘อาม่า’ หรือแม่ของผู้ว่าจ้าง ที่เรียกได้ว่ามีอำนาจสูงสุดของบ้าน ก็ยังคอยซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ไปทำอาหารที่บ้านของพี่ชายอยู่ทุกวัน แม้จะไม่มีใครเคยเห็น แม้แต่เงาของพี่ชายและครอบครัวเลยก็ตาม..ถึงอย่างนั้น ‘อาม่า’ ก็ยืนกรานว่าครอบครัวของเธอไม่มีอะไรผิดปกติ อยู่กันอย่างมีความสุข ลูกสะใภ้ก็ทำตัวดีไม่มีปัญหาอะไร และไม่ยอมให้หมอบีเจอเดินทางไปบ้านของพี่ชาย หมอบีจึงจำใจยอมแพ้และกำลังจะออกจากบ้านหลังนั้น แต่น้องหมาสูงอายุที่นอนติดเตียง เพียงแค่หายใจก็ยังยากลำบาก ซึ่งโดยปกติแล้วจะนอนอยู่เฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยากับใคร อยู่ ๆ ก็ตะเกียกตะกายตัวเข้ามาขวางหมอบีไว้ไม่ให้ออกจากบ้าน คนในบ้านเองก็แปลกใจว่าทำไมน้องถึงทำแบบนี้ แต่หมอบีเองก็ไม่ได้สนใจ จึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่น้องก็ยังคลานมาขวางหมอบีอีกอยู่ดี หมอบีจึงทำได้เพียงลูบหัวและส่งความรู้สึกบอกน้องไปว่า “ไม่เป็นไรนะ ถ้ามีอะไรจะช่วยเต็มที่” สุดท้ายก็เดินออกจากบ้านไปในคืนนั้น ทางผู้ว่าจ้างก็ได้โทรมาหาหมอบีและบอกว่า น้องหมาตัวนั้นได้ส่งเสียงหอนโหยหวนที่หน้าประตูห้องของพี่ชาย (เดิมเคยอยู่บ้านหลังนี้ แต่ปัจจุบันย้ายออกไปมีบ้านเป็นของตัวเอง) เรียกได้ว่าผิดปกติกว่าทุกครั้ง เพราะมันไม่เคยเห่าหรือหอนมานานมากแล้ว..วันรุ่งขึ้น หมอบีก็ไปที่บ้านหลังนั้นตั้งแต่เช้าตรู่ ทุกคนในบ้านก็พยายามช่วยพูดให้อาม่ายอมใจอ่อนพาไปหาพี่ชายที่บ้านอีกหลัง อาม่าจึงบอกให้พิสูจน์อะไรบางอย่าง ถ้าเชื่อว่าช่วยได้จะยอมพาไป หมอบีจึงทำบางสิ่งบางอย่างให้อาม่าเชื่อ (หมอบีขอละตรงนี้ไว้เป็นความลับ) เมื่ออาม่าเชื่อแล้ว จึงบอกว่าจะพาไป แต่มีเงื่อนไขว่าหมอบีจะต้องไปคนเดียวเท่านั้น!พอไปถึงบ้านของพี่ชาย หมอบีก็ได้ยินเพื่อนบ้านโวยวายเรื่องกลิ่นเหม็นที่มาจากบ้านหลังนี้ และเมื่อได้เดินเข้าไปในบ้าน หมอบีก็ได้กลิ่นเหม็นที่ว่านั้นเข้าอย่างจัง หมอบีคิดในใจว่าจะต้องมีศพที่เน่าจนหนอนขึ้นยั๊วะเยี๊ยะเต็มไปหมดแน่นอน แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นอาหารเน่าบูดกองใหญ่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะอาหาร สภาพเละเทะเกินจะบรรยาย แต่เมื่อหันกลับมามองที่อาม่า ท่านกลับมีสีหน้าเรียบเฉยจนผิดปกติ แถมอาม่ายังบอกอีกว่า ก็เนี่ยไง ยังอยู่กันดี เป็นปกติ อาม่าก็ยังมาทำอาหารให้ ‘พวกเขา’ กินทุกวันอยู่เลย นั่นทำให้หมอบีรู้สึกขนหัวลุกกับพฤติกรรมแบบนี้ และเกิดข้อสงสัยว่า “แล้วอาม่าทำอาหารให้ใครกิน?”เมื่อเดินไปห้องนั่งเล่นของบ้าน ทีวีถูกเปิดทิ้งไว้ อากาศในห้องเย็นเฉียบ และหมอบีก็รู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง ภาพตรงหน้าคือก้อนอะไรบางอย่างที่ถูกมัดกันจนมีรูปร่างคล้ายกับคนในสภาพนั่งอยู่บนโซฟา และมีอะไรบางอย่างที่หมอบีก็ยังไม่ทราบ ถูกนำมาแปะจนกลายเป็นใบหน้า วาดปากฉีกยิ้มชวนเสียวสันหลัง หมอบีเล่าว่าหุ่นนี้ประกอบไปด้วย ‘พี่ชาย’ และลูกของพี่ชายอีก 2 คน อาม่าบอกเพิ่มเติมว่า “ก็เนี่ยไง ลูกชั้นก็อยู่ตรงนี้”สักพักนึง อาม่าก็พาเดินเข้าไปที่ครัว ซึ่งหมอบีเองก็สัมผัสได้ว่าครัวนี้ถูกใช้ทำอาหารเป็นประจำ มีการเก็บล้างอย่างดี หมอบีคิดในใจ 2 อย่าง อย่างแรก อาม่าอาจมีอาการป่วยทางจิต และสอง ลูกสะใภ้หายไปไหน? เมื่อเดินดูข้างในบ้านเสร็จแล้ว หมอบีจึงเดินออกมาสำรวจนอกบ้าน รวมทั้งได้ข้อมูลสำคัญจากเพื่อนบ้านแถวนั้นว่า ในทุกวัน ๆ ลูกสะใภ้จะพาอาม่ามาที่บ้านในช่วงเย็นหลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายพิสูจน์หลักฐานก็ได้เข้ามาตรวจสอบบ้านหลังนี้ หมอบีก็ถูกเรียกตัวให้ไปที่บ้านหลังเกิดเหตุนั้นอีกครั้ง จึงได้ทราบว่า หุ่นที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มีอะไรบางอย่างแปะไว้เป็นใบหน้า มันคือหน้าจริง! หมอบีอธิบายต่อว่ามันคือชิ้นเนื้อเละ ๆ ที่ถูกนำมาตัดแต่ง และติดเข้าไปที่หุ่น เมื่อเข้าไปในครัว และเปิดข้างล่างซิงก์ล้างจานออก ก็พบกับหุ่นของผู้หญิงนั่งคดคู้อยู่ใต้ซิงก์ อีกมือถือมีดอยู่ในท่าเตรียมจะจ้วงอะไรบางอย่าง และเช่นกัน ใบหน้านั้นคือเศษชิ้นเนื้อที่ถูกตัดแต่งจนเป็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มอย่างสยดสยอง!กลายเป็นว่าทุกคนที่ตามหา เสียชีวิตไปหมดแล้ว เมื่อสืบให้ลึกขึ้นก็พบว่าศพทั้งหมดนั้น ถูกนำไปทำพิธีและฌาปนกิจเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ ส่วนทางด้านอาม่าก็มีอาการเบลอ คุยด้วยไม่ได้ หมอบีไม่สามารถสอบถามอะไรอาม่าเพิ่มเติมได้เลย หลังจากนั้นได้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า หุ่นเหล่านั้นมีอาหารปนเปื้อนอยู่ อาจจะเป็นอาม่าที่ป้อนอาหารเข้าไปก็เป็นได้ ซึ่งอาหารเหล่านั้นเมื่อตรวจสอบดูอีกทีก็พบว่ามีเศษชิ้นเนื้อของลูกสะใภ้ปะปนอยู่ด้วย หมอบีเล่าต่อว่าเนื้อพวกนี้ เขาจะแยกเก็บไว้เป็นบางส่วนเพื่อทำฮวงซุ้ย และอาจจะถูกขโมยออกมาก็เป็นได้นอกจากนี้ตำรวจยังได้สืบหาเบาะแสเพิ่มเติมพบว่า ลูกสะใภ้มักจะถูกผู้เป็นสามีทำร้ายร่างกายอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยปริปากบอกใคร และพยายามดูแลครอบครัวให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็มักจะพาอาม่าไปซื้อวัตถุดิบเพื่อมาทำอาหารทุกวัน นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ่นของลูกสะใภ้จึงถือมีดและอยู่ในท่าพร้อมที่จะทำร้ายคนอื่นอยู่นั่นเองหมอบีเล่าต่อว่า ศพทั้ง 4 ชีวิตนั้น เสียชีวิตไปเป็นระยะเกือบ 1 เดือน ตรงตามกับที่ผู้ว่าจ้างบอกว่าไม่มีใครพบเห็นพี่ชายมาเป็นเวลากว่า 1 เดือนหลังจากนี้หมอบีก็ยังต้องกลับไปสืบเรื่องนี้ต่ออีกครั้ง เพราะตอนนี้ทางตำรวจเองก็สันนิษฐานว่าคนทำอาจไม่ใช่ลูกสะใภ้ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ใครคือคนร้ายตัวจริง? หรือมีอะไรอยู่เบื้องลึกเบื้องหลังโศกนาฏกรรมในครั้งนี้กันแน่...ชมไลฟ์สดย้อนหลัง

หนุ่มเตรียมสวมแหวนในวันจดทะเบียนสมรส แต่แฟนเสียชีวิตก่อน 1 สัปดาห์ด้วยโรคมะเร็ง ผมเคยสัญญา จะทำให้เค้าเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และผมก็ทำแบบนั้นมาตลอด... แต่วันนี้ไม่มีเขาแล้ว

13 ต.ค. 2022

หนุ่มเตรียมสวมแหวนในวันจดทะเบียนสมรส แต่แฟนเสียชีวิตก่อน 1 สัปดาห์ด้วยโรคมะเร็ง ผมเคยสัญญา จะทำให้เค้าเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด และผมก็ทำแบบนั้นมาตลอด... แต่วันนี้ไม่มีเขาแล้ว

สายสุดท้ายในรายการ “พุธทอล์คพุธโทร” เมื่อคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา เมื่อ “คุณบูม (นามสมมุติ)” ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเฟี๊ยต – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องแฟนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งโดย “คุณบูม (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘สัปดาห์ที่แล้วผมตั้งใจจะโทรมาปรึกษาเรื่องแฟนที่คบกันมา 1 ปี พอดีแฟนผมป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่ผมเพิ่งมาทราบเมื่อไม่กี่วันว่าเขาป่วยมานานแล้ว ตอนรู้ผมก็แย่และทรุดเหมือนกัน ก็เลยอยากจะโทรเข้ามาขอคำปรึกษาให้แฟน แต่วันนี้ผมอยากโทรมาเพื่อขอกำลังใจให้ตัวเองเพราะแฟนเพิ่งเสียไปเมื่อวันที่ 29 กันยาที่ผ่านมา.ซึ่งวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เราทั้งสองคนตั้งใจจะไปจดทะเบียนสมรสกันและผมจะสวมแหวนหมั้นให้เขา เพราะผมเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว เราวางแผนไว้ว่าจะแต่งงานด้วยกันปีหน้า ผมกังวลใจมาก ๆ ไม่อยากให้ถึงวันที่ 7 เลย ผมจะไปงานศพเขาก็ยังไปไม่ได้เพราะผมติดงาน เขาจัดงานที่ต่างจังหวัด เขาเป็นลูกครึ่งจีน เขาก็เลยจัดงานศพกันแค่วันเดียว ผมไปไม่ทัน เพราะผมลางานไม่ได้ แต่ตั้งใจจะไปหาเขาที่หลุมศพสิ้นปีนี้.เวลาไปทำงานก็ปกติ แต่พอกลับมาอยู่คนเดียวแล้วมานั่งดูรูปแฟนก็คิดถึง ยังทำใจไม่ค่อยได้ ในครอบครัวก็มีแม่กับลูกสาวที่รับรู้เรื่องนี้ แต่ผมก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัว ตอนที่คบกันช่วงแรก ๆ ผมเคยสัญญากับเขาไว้ว่าจะทำให้เขาเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่ได้เจอผม และผมก็ทำแบบนั้นมาตลอด ก่อนเขาจะไป เขาพูดกับผมว่าขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เขา...’“คุณบูม (นามสมมุติ)” จึงได้โทรเข้ามาขอกำลังใจจากดีเจทั้ง 3 คนผ่านรายการ “พุธทอล์คพุธโทร” ของ EFM94.ดีเจทั้ง 3 คนก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเลย แต่เราเลือกไม่ได้ แนะนำว่าให้พยายามมองในแง่ดี ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความเศร้าที่สุดก็ตาม แต่อย่างน้อยเราก็ได้บอกความในใจ ได้ร่ำลาต่อกัน สุดท้ายคนเราก็ต้องจากกัน แต่จะจากเป็นหรือจากตายเท่านั้นเอง...เขาโชคดีมาก ๆ ที่ได้เจอคุณบูมในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาได้เจอคนดี ๆ ที่มาดูแลเขา เขาไม่ได้ก้าวผ่านเรื่องนี้ไปคนเดียว และคุณบูมก็โชคดีมาก ๆ ที่ได้เจอเขา ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมามันเป็นช่วงเวลาที่สวยงาม ต่อจากนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการช่วยเยียวยา ฟื้นฟูดูแลตัวเอง อยู่กับครอบครัว เพราะกำลังใจที่ดีที่สุดคือคนในครอบครัว และอยากให้จำไว้ว่าที่ผ่านมาเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเป็นเรื่องที่โชคดีมาก ๆ ที่คน ๆ หนึ่งได้เจอ...’.เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง.รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-