หลอนขณะเข้าเวรกะดึก เจอตามหลอกตั้งแต่ห้องทำงานไปจนเวลาอาบน้ำ ตามไปถึงเวลานอน!

อังคารคลุมโปง RECAP

หลอนขณะเข้าเวรกะดึก เจอตามหลอกตั้งแต่ห้องทำงานไปจนเวลาอาบน้ำ ตามไปถึงเวลานอน!

14 ก.ย. 2023

            เมื่อความหลอนมาเยือนตอนเข้าเวรไม่พอ แต่ยังตามติดไปถึงห้องน้ำยันห้องนอน สุดท้ายมารู้ความจริงทีหลังถึงขั้นหลอนซ้ำหลอนซ้อน! เรื่องราวนี้จะทำให้ประสบการณ์การทำงานตอนกลางคืนระแวงมากขึ้นขนาดไหน ‘คุณคิงส์’ ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ บอกเลยว่างานนี้คนทำงานกะดึกมีระแวงตามกันเป็นแถว ๆ แน่ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘วันที่เข้าเวร’

            ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับประสบการณ์ตรงที่คุณคิงส์สัมผัสด้วยตัวเอง สมัยที่เพิ่งเข้าทำงานในช่วงแรกที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งลักษณะที่ทำงานคือเป็นตึกสี่ชั้น พอเข้าไป พี่ ๆ ในที่ทำงานก็แจ้งว่าเวลาเข้ามาทำงานต้องมีการเข้าเวรเพื่อรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง

            ด้วยความเป็นเด็กใหม่ คุณคิงส์ตื่นเต้นกับการเข้าเวรครั้งแรก คิดในใจว่าแค่เข้าเวรเฉย ๆ ก็ตื่นเต้นขนาดนี้ คงไม่มีอะไรตื่นเต้นมากกว่านี้หรอก เพราะว่าที่ทำงานก็อยู่ในกรุงเทพกลางใจเมืองพอสมควร เมื่อถึงวันเข้าเวรจริง ก็ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ด้วยความเป็นตึกสี่ชั้น คุณคิงส์จึงต้องเดินตรวจทุกชั้น สองรอบ ในครั้งแรกเริ่มตรวจตอน 1 ทุ่ม ทุกอย่างผ่านไปเรียบร้อยดี และในรอบที่สอง เริ่มตรวจตอน 4 ทุ่ม ก็นัดกับรุ่นพี่ว่าจะเริ่มเดินตรวจจากชั้นสี่ไล่ลงมา แล้วจะมาเจอกันที่ชั้นหนึ่ง

            การตรวจเป็นไปอย่างปกติ เริ่มที่ชั้นสี่ คุณคิงส์ก็ไล่ปิดไฟในแต่ละชั้นลงมา เมื่อเดินลงมาถึงชั้นสาม ที่เป็นห้องประชุมและห้องทำงาน จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกว่าได้ยินเสียงตัวเครื่องกันไฟกระชากจากคอมพิวเตอร์ดังขึ้น ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด คุณคิงส์จึงเดินเข้าไปหาว่าห้องไหนลืมปิดคอมพิวเตอร์หรือไม่ ซึ่งที่ตึกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกระจก ส่วนประตูจะเป็นบานสวิง ขณะที่กำลังเดินเข้าไป ก็ก้มหน้าหยิบกุญแจขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เสียบเข้าไปในช่องกุญแจ ปรากฏว่า ยังไม่ทันได้ออกแรง แต่ประตูกลับมีแรงดึงกระชากอย่างแรงเข้าไปข้างใน! ด้วยความตกใจจึงส่งเสียง “เห้ย!!!” ออกมาแล้วหันหน้ามองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่มีใคร และตะโกนออกไปว่า “มีใครทำงานอยู่ไหมครับ ผมเข้ามาตรวจเวรครับ” แต่ทุกอย่างกลับเงียบ.. ไม่มีเสียงตอบกลับมา!

            จากนั้นก็ค่อย ๆ เอาหน้าแนบไปกับกระจก ชำเลืองมองเข้าไปข้างใน เห็นเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีการกั้นห้องของระดับหัวหน้าแผนกสองห้องอยู่ข้างใน สักพักสายตามองเห็นเหมือนเป็นคนเดินผ่านวูบนึงไป! จึงตะโกนขึ้นอีกครั้งว่า “ใครครับ ใครอยู่ในห้องครับ” แต่ก็ยังเงียบไม่มีใคร คุณคิงส์ตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องมืด มีเพียงแสงไฟจากข้างนอกสะท้อนเข้ามา เมื่อเดินดูรอบ ๆ ห้องปรากฎว่าไม่มีใครจริง ๆ แต่สายตาหันไปเห็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเปิดอยู่ จึงปิดให้เรียบร้อย เหมือนจะไม่มีอะไรแล้วก็กำลังจะเดินออกมา แต่หางตาก็เห็นเป็นคนเดินอีกรอบ แต่รอบนี้เดินอยู่ในห้องเล็ก คุณคิงส์ยังรู้สึกไม่มั่นใจจึงตะโกนอีกครั้งว่า “มีใครทำงานอยู่ไหมครับ ถ้าไม่มีผมจะล็อคห้องแล้วนะครับ” แต่ก็ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา

            ด้วยความสงสัย คุณคิงส์จึงเดินไปที่ห้องเล็กด้านซ้าย ปรากฏว่าห้องที่เห็นว่ามีคนเดินเข้าไป ไม่มีใครสักคน ในวินาทีนั้นสิ่งเดียวที่คิดได้คือ ควรเอาตัวเองออกจากจุดนี้! จึงรีบเดินออกมาแล้วล็อคห้องให้เรียบร้อย จากนั้นก็รีบเดินลงไปที่ชั้นสอง แต่ตอนนั้นคุณคิงส์เดินออกมาได้แค่ 3 ก้าว เสียงเขย่าประตูก็ดังขึ้น กึ้ก กึ้ก กึ้ก  กึ้ก! จากข้างในห้องที่ล็อคแล้ว คุณคิงส์หันไปอีกรอบ แว็บเดียวที่เห็นคือ คนยืนตะคุ่มอยู่! จากนั้นคุณคิงส์ก็ไม่สนอะไรแล้วรีบเดินลงมาที่ชั้นหนึ่งทันที!

            เมื่อเจอรุ่นพี่ที่รออยู่เขาก็ถามว่า “เป็นอะไรทำไมหน้าตาตื่น ๆ” คุณคิงส์กำลังจะเล่าแต่รุ่นพี่ก็ทำท่าให้หยุดแล้วพูดขึ้นว่า “กลางคืนเขาไม่ให้เล่า” จากนั้นรุ่นพี่ก็ให้แยกย้าย คุณคิงส์จึงขึ้นไปทำธุระที่ชั้นสอง ในขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงคนกำลังเดินเข้ามาในห้องน้ำ จึงตะโกนไปว่า “พี่จะมาตรวจเวรหรอครับ” แต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ คุณคิงส์คิดขึ้นได้ว่าการที่จะเข้ามาในห้องน้ำได้ ต้องมีเสียงประตูก่อน แต่ตอนนั้นไม่ได้ยินเสียอะไร จึงตัดสินใจยืนนิ่งอยู่สักพัก แล้วก็ถามอีกรอบ “ใครครับ” ไม่มีเสียงตอบกลับแต่มีเสียงคนกำลังทำอะไรอยู่บางอย่างที่อ่างล้างมือ คุณคิงส์คิดว่าคงไม่มีอะไรมาก จึงรีบอานน้ำต่อให้เสร็จ

            พออาบน้ำเสร็จ คุณคิงส์กำลังจะคว้าผ้าเช็ดตัว ปรากฏว่าเห็นเป็นมือสองข้างกำลังเกาะอยู่ที่ขอบประตูด้านบน ลักษณะเป็นมือเล็ก ๆ เหี่ยว ๆ ตอนนั้นคุณคิงส์ชะงักไปไม่เป็น คิดว่ารุ่นพี่รับน้องแกล้ง จึงกลั้นใจเปิดน้ำเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เร่งระดับขึ้น จากนั้นก็สาดขึ้นไปด้านบน แล้วมือนั้นก็หายไป! คุณคิงส์รีบคว้าผ้าเช็ดตัวเปิดประตู แต่สิ่งที่เจอคือความว่างเปล่า ไม่มีคน ไม่มีเสียงเปิดประตู คุณคิงส์รู้สึกอาการไม่ค่อยดีจึงรีบกลับไปที่ห้องพักอย่างรวดเร็ว

            ระหว่างนั้นคุณคิงส์พยายามสวดมนต์ไหว้พระก่อนที่จะเดินไปส่องหน้าต่างดู มองรอบ ๆ ก็ไม่มีอะไร จึงตัดสินใจปิดไฟ แต่ไม่ทันได้หลับตาก็ได้ยินเสียงเขย่าประตูดังขึ้นอีก ทั้ง ๆ ที่ล็อคประตูเรียบร้อยแล้ว! ที่นี่ไม่มีใครสามารถเข้าได้ นอกจากคนด้านในจะเปิดออกไป คุณคิงส์จึงส่งข้อความไปถามรุ่นพี่ว่าได้เดินขึ้นมาชั้นสองหรือไม่ แต่รุ่นพี่ก็ปฏิเสธ คุณคิงส์คิดว่าคืนนี้จะสวนมนต์ชุดใหญ่ จากนั้นก็นอนหลับไป แต่ในตอนที่นอนอยู่ก็รู้สึกว่าผ้าห่มมันค่อย ๆ ไหลลงไป จากหน้าอก ไหลลงไปที่เอว จนเริ่มรู้สึกตัวชัดขึ้นแต่ไม่กล้าลืมตา คิดว่าโดนรับน้องอีกแน่นอน แต่ก็จำได้ว่าห้องมันล็อค ไม่มีใครเข้ามาได้แน่ ๆ จึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าแล้วกระตุกผ้าห่ม แต่มันกลับมีแรงรั้งไว้! จุดนั้นคุณคิงส์ลืมตาขึ้นมาทันที ภาพที่เห็นคือ ผ้าห่มถูกยกขึ้น แล้วก็ปล่อยลงมาที่เท้า! คุณคิงส์ทิ้งทุกอย่างแล้วรีบลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เพื่อไปขอนอนกับรุ่นพี่

            เช้าวันถัดมา คุณคิงส์ก็เล่าเหตุการณ์ให้พี่ในแผนกฟังว่าเจออะไรบ้าง พี่ ๆ ในแผนกก็มองหน้ากันด้วยความเลิ่กลั่ก แล้วถามย้ำว่า “เจอจริง ๆ หรอ” จากนั้นก็พาเดินไปดูในห้องเล็ก แล้วชี้ให้มองตรงมุมห้องเล็ก หลังตู้เอกสาร เห็นเป็นน้ำแดง น้ำเปล่า และพวงมาลัยวางอยู่ หลังจากนั้นพี่ในแผนกก็เล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้านี้ประมาณ 5 ปี มีคุณป้าคนนึงนั่งทำงานฝ่ายบัญชี จู่ ๆก็บ่นว่าปวดหัวมาก แล้วก็เกิดอาการวูบระหว่างทำงาน แล้วเสียชีวิตลงที่โรงพยาบาล” หลังจากเหตุการณ์นั้นพี่ ๆ ในแผนกก็มักจะเจอว่า ถ้าทำงานดึก จะเห็นคุณป้าคนนี้เดินอยู่ เหมือนยังวนเวียน ยังห่วงงานบัญชีที่ทำค้างไว้อยู่ (ค้างไว้แค่ 2 บรรทัด) คุณคิงส์ตัดสินใจพูดขึ้นว่า “พี่ ผมว่าป้าแกห่วงเรื่องงาน เรามาช่วยงานของป้าให้เสร็จดีไหมครับ” จากนั้นก็ช่วยกันรวมยอดให้เสร็จ แล้วลงปากกาสีแดงว่า ‘ปิดบัญชี’ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากทำบัญชีนั้นเสร็จคือ ขวดน้ำที่ตั้งอยู่หลังตู้เอกสารล้มลง แล้วน้ำกระเด็นมาโดนสมุดบัญชี ทำให้คิดว่าป้ารับรู้แล้ว!

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

26 ม.ค. 2024

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

เรื่องนี้ ‘คุณนัฎฐ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ เมื่อต้องเจอกับผู้หญิงปริศนาใส่ผ้าถุงสีแดง ยืนหวีผมหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนตัวเอง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านคนเดียว บ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านที่ซื้อมาใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องลี้ลับอะไรตั้งแต่อยู่มา เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น จึงทำให้คุณนัฎฐ์ไม่ได้ออกไปทำงาน คุณนัฎฐ์จึงพักผ่อนอยู่บ้าน พอตกกลางคืน คุณนัฎฐ์ก็เข้านอนตามปกติ ภายในห้องนอนเป็นห้องเล็ก ๆ ทาด้วยสีขาว เตียงนอนอยู่ฝั่งซ้าย ตู้เสื้อผ้าอยู่ฝั่งขวา และมีกระจกบานใหญ่แบบเต็มตัวที่น้องชายทำมาให้วางติดอยู่กับตู้เสื้อผ้า ปกติคุณนัฎฐ์เป็นคนนอนปิดไฟ แต่มักจะเปิดหน้าต่างบานเกล็ดไว้ เพื่อให้แสงสว่างภายนอกส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้ในห้องนอนมีแสงสว่างเล็กน้อย มองเห็นภายในห้องแบบสลัว ๆ เวลาประมาณ ตี 1 คุณนัฎฐ์สะดุ้งตื่น ได้ยินเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่ภายในห้อง คุณนัฎฐ์ลืมตาขึ้นและกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง ปรากฏว่าหางตาก็เห็นเป็นเหมือนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่เสื้อสีขาว ผ้าถุงเลื่อมลายดอกพิกุลสีแดง ผมยาวถึงก้น ยืนหันหลังให้คุณนัฎฐ์ หันหน้าเข้ากระจก คุณนัฎฐ์รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะตัวเองอยู่บ้านคนเดียว และเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ ที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังหวีผมช้า ๆ ตั้งแต่โคนผมยาวไปถึงปลายผม คุณนัฎฐ์กลัวมาก และคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าคุณนัฎฐ์เห็นแล้ว คุณนัฎฐ์จึงหยิบผ้าห่มบนหัวมาสะบัด แต่สะบัดเท่าไหร่ก็ยังนิ่งเฉย ผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่าคุณนัฎฐ์ตื่นแล้ว แต่ก็ไม่ไปไหน ยังหวีผม ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่เหมือนเดิม คุณนัฎฐ์กลัวมาก จึงหาวิธีใหม่นั่นคือ การสวดมนต์ คุณนัฎฐ์หลับตาสวดมนต์ ด้วยความที่คุณนัฎฐ์กลัวมาก ทำให้ลืมบทสวดมนต์ สวดไปได้แค่ครึ่งทางก็ลืม คุณนัฎฐ์จึงค่อย ๆ ลืมตาเพื่อดูว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปหรือยัง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่หายไป ยังยืนหวีผมหน้ากระจกอยู่เหมือนเดิม พอครั้งที่สาม คุณนัฎฐ์จึงตั้งสติใหม่ หลับตาลงแล้วตั้งใจสวดมนต์ ครั้งนี้จำบทสวดมนต์ได้ทั้งหมด พอสวดมนต์จนจบ คุณนัฎฐ์ก็ค่อย ๆ ลืมตาเพื่อจะเช็คอีกรอบว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งนี้ได้ผล ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว! หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป คุณนัฎฐ์ก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า พอเช้าวันใหม่ คุณนัฎฐ์ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าแม่บ้านฟัง แต่คุณนัฎฐ์ก็ยังกลัวว่าคืนนี้จะเจอผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า ป้าแม่บ้านจึงให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวป้าจะพาไปหาร่างทรง เป็นหมอดูให้เขาดูให้” คุณนัฎฐ์ก็ตกลงและก็ไปหาหมอดูคนนั้น หมอดูก็เริ่มถามคำถามไปเรื่อย ๆ ถามเรื่องบ้านแต่ก็ไม่น่าใช่เพราะบ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านใหม่ และก็อยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ ถ้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่น้องชายทำให้ก็ไม่น่าใช่ เพราะได้เป็นของขวัญตอนขึ้นบ้านใหม่ จนถามไปถึงเรื่องงานที่คุณนัฎฐ์ทำ ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร คุณนัฎฐ์ก็ตอบว่า ‘ขายเสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าที่ขาย ก็ไม่ใช่แบบเดียวกันกับผู้หญิงคนนั้นใส่’ เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน แต่หมอดูก็บอกว่า ‘เขามาดีนะเขาจะมาช่วยค้าขายดีขึ้น’ หลังจากนั้น คุณนัฎฐ์ก็ไม่เจออะไรอีกเลย แต่ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองก็ต้องปิดลงเพราะมรสุมโควิด 19 และปัจจุบันก็ธุรกิจกระจกร่วมกับน้องชายแทน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

01 มี.ค. 2024

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโก้’ ที่ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวคุณโก้ตอนที่ขับรถไปรับผู้โดยสาร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย!เรื่องที่หนึ่ง คุณโก้เคยทำอาชีพไรด์เดอร์ส่งอาหาร หลังจากเกิดอุบัติเหตุก็เปลี่ยนจากขับมอเตอร์ไซค์มาขับรถยนต์รับ-ส่งคนแทน วันหนึ่ง คุณโก้ได้ขับรถจากจังหวัดปราณบุรีกำลังจะเข้าหัวหิน ระหว่างทางได้เจอพระรูปหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างทาง คุณโก้จึงจอดรถแล้วถามพระว่า “หลวงพี่จะไปหัวหินหรือเปล่า ผมกำลังจะเข้าหัวหิน เดี๋ยวผมไปส่งถึงวัดเลย จะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ หลวงพี่ก็เปิดประตูด้านหลังแล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างซ้าย ตลอดการเดินทาง พระท่านสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้คุณโก้รู้สึกสงสัย เพราะปกติคุณโก้ก็ไม่เคยรับผู้โดยสารที่เป็นพระมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรจนกระทั่งถึงวัด หลวงพี่ก็ได้เปิดประตูลงจากรถจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถแล้วพูดว่า “โยม โยมที่มากับเขาเนี่ย ลงมาเถอะไม่ต้องตามเขาไป ไม่ต้องจองเวรจองกรรมอะไรกับเขา เขาเป็นคนดี ลงมาอาตมาขอบิณฑบาตนะโยม” จากนั้นหลวงพี่ก็ปิดประตูรถแล้วเดินจากไป ทิ้งคุณโก้ให้อยู่กับความสงสัยคนเดียวในรถ แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ลงไปถามว่าหลวงพี่พูดอะไร พูดกับใคร นอกจากนี้ พี่แจ็คยังได้สอบถามคุณโก้ว่า “ก่อนหน้านั้นตอนที่อยู่บนรถคุณโก้มีความรู้สึกแปลก ๆ อะไรบ้างไหม” แต่คุณโก้ก็ไม่ได้มีอาการอะไร ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร คุณโก้จึงวิเคราะห์กับพี่แจ็คเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะคุณโก้อัธยาศัยดี เวลาที่ผู้โดยสารขึ้น คุณโก้ก็จะพูดว่า “เชิญคร้าบ!” อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะมีวิญญาณขึ้นมาด้วยเรื่องที่สอง หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน คุณโก้ได้ไปรับผู้โดยสาร เมื่อไปยังจุดหมายที่จะรับผู้โดยสาร คุณโก้ก็เห็นมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน คนแรกเป็นผู้สูงอายุ คนที่สองเป็นผู้ชายวัยกลางคน คนที่สามเป็นผู้หญิงวัยกลางคน และคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงอายุไม่มากเท่าไร ทั้งหมดขึ้นมาบนรถ โดยที่น้องผู้หญิงขึ้นมาก่อน และตามด้วย ชาย-หญิง วัยกลางคน แต่คุณป้าคนแก่ไม่ได้ขึ้นมาด้วย คุณโก้เข้าใจว่าอาจจะมายืนส่งขึ้นรถ จุดที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 คนที่ขึ้นมาใส่ชุดดำหมดเลย แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ขับรถไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมาย ชายวัยกลางคนเปิดประตูลงไปก่อน ผู้หญิงลงตาม คุณโก้เช็คในแอปฯว่าจ่ายเงินแล้ว จึงกดเสร็จสิ้นการรับส่งในครั้งนี้ จากนั้นผู้โดยสารก็ปิดประตูแล้วคุณโก้ก็ขับรถออกไป คุณโก้ขับไปได้ยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องไห้มาจากเบาะข้างหลัง เขามองกระจกหลังและสิ่งที่เห็นคือ เด็กผู้หญิงผมสั้นนั่งกอดเข่าพิงเบาะรถมองออกไปนอกหน้าต่าง คุณโก้พยายามถามว่า “น้องทำไมถึงไม่ลง แล้วพี่ต้องทำยังไง จะให้ไปกลับไปส่งไหม” น้องผู้หญิงร้องไห้สะอื้นแล้วก็บอกว่า “กลับ ไป” คุณโก้ตอบกลับไปว่า “พี่ต้องกลับไปส่งน้องใช่ไหมเนี่ย มันเสียเวลาพี่นะ พี่ต้องทำมาหากินด้วยนะเนี่ย” แต่คุณโก้ก็กลับไปส่ง พอถึงที่หมาย ผู้ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูรถแล้วพูดว่า “รู้ได้ยังไงเนี่ย ว่าผมลืมของไว้ ผมกำลังแจ้งที่ศูนย์เลยว่าช่วยตามรถให้หน่อย ผมลืมของไว้” แล้วคุณโก้ก็บอกว่า “ยังไม่มีใครแจ้งผมเลย ผมมาเองก็พี่ลืมน้องไว้” ผู้โดยสารอึ้งแล้วก็เข้ามาหยิบของออกไป แล้วก็บอกว่า “มาคุยกับผมก่อน” คุณโก้จึงลงจากรถ ผู้ชายคนนั้นก็ถามว่า “น้องคืออะไร” คุณโก้ตอบไปว่า “ก็พี่ขึ้นมา แล้วก็น้องขึ้นมา แล้วตอนลงไปผมก็นึกว่าลงไปหมดแล้ว เนี่ยผมก็วนมาส่ง” ผู้ชายคนนั้นจึงเปิดถุงกระดาษที่ลืมไว้แล้วบอกว่า “เนี่ย น้องผมอยู่ในนี้” ในถุงกระดาษนั้นมีตลับใส่อัฐิไว้ แล้วก็พูดอีกว่า “น้องเสียไปนานแล้ว คนที่ดูแลอัฐินี้ตลอดคือแม่ผม แล้วก็เมื่อ 2 วันก่อนแม่ผมเพิ่งเสีย” คุณโก้ตกใจจึงพูดว่า “เดี๋ยวนะ แม่เพิ่งเสีย ใช่ป้าที่มาส่งแล้วแต่งตัวแบบนี้ ใช่ไหม” ชายคนนั้นบอกว่า “ใช่ นั่นคือชุดสุดท้ายที่ผมใส่ไปในโลงให้กับคุณแม่ผม” พี่แจ็คก็ได้สอบถามว่า “แล้วหลังจากนั้นทำยังไง เพราะตอนนั้นก็ประมาณ 3 ทุ่ม แล้วต้องขับรถกลับจากหัวหินไปปราณบุรี” คุณโก้บอกว่า “ก็เปิดรายการผีฟัง” พี่แจ็คจึงถามว่า “แล้วกลับได้ใช่ไหม” คุณโก้ตอบกลับว่า “มันก็ต้องได้แหละ เพราะยังไงผมก็ต้องกลับ”เรื่องสุดท้าย วันหนึ่ง คุณโก้ขับรถจนถึงช่วงกลางคืน มีคนเรียกให้ไปรับตามปกติ พอไปถึงก็มีผู้หญิงวัยกลางคน เปิดประตูขึ้นมานั่งอยู่ด้านหลังฝั่งซ้าย วันนั้นคุณโก้ขับรถมาทั้งวันจึงรู้สึกอ่อนเพลีย สักพักก็รู้สึกว่าด้านหลังเบาะเหมือนมีอะไรดันอยู่ตลอด คุณโก้คิดว่ารถคงสะเทือน จากนั้นก็มีความรู้สึกว่าที่พิงเบาะข้างหลังเหมือนมีมือเล็ก ๆ เย็น ๆ ลูปที่คอ คุณโก้จึงเอาปกคอเสื้อขึ้นมาบังไว้แล้วก็ขับรถต่อ ผ่านมาสักพัก เหมือนมีลมมาเป่าที่หูซ้ายที ขวาที แล้วคุณโก้ก็ได้พูดออกมาว่า “อะไรวะเนี่ย!” ผู้โดยสารจึงกระแอมขึ้นมา แล้วทุกอย่างก็หยุดแล้วหายไป แม้คุณโก้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่เขาก็ขับรถต่อไป รถคุณโก้เป็นรถ 7 ที่นั่ง จึงพับเบาะหลังไว้เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ใส่กระเป๋าผู้โดยสาร คุณโก้มองกระจกหลังแล้วเห็นเด็กนั่งหันหลังแล้วขย่มรถอยู่! แต่รถคุณโก้ไม่ได้ขยับตาม คุณโก้ตกใจจึงจอดรถแล้วกำลังจะหันไปถามผู้โดยสาร แต่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาก่อนว่า “พี่ขับไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” คุณโก้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แน่นอน เมื่อถึงที่หมาย ผู้หญิงคนนี้ก็เปิดประตูแล้วพูดว่า “ ถ้าขับรถแล้วง่วงอะ อันตรายนะ นอนหลับให้เพียงพอ ที่พี่เห็นอะลูกหนูเอง” จากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ลงจากรถปิดประตูแล้วก็ไปเลย คุณโก้ก็คิดในใจว่า สิ่งที่มาด้วยน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่เธอเลี้ยงไว้ แล้วก็พามาด้วย สิ่งที่เขาทำ (ขย่มรถให้สะเทือน) น่าจะเป็นเพราะคุณโก้ง่วง จึงมาทำให้มีสติเพื่อที่จะให้แม่ของเขาปลอดภัย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

07 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

กลับมาอีกครั้งกับ ‘ณัฐผี’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (29 ต.ค. 2567) กับเรื่องเล่า ‘ทายาทสืบสยอง’ ที่มีทั้งความหลอน ความตื่นเต้น และเศร้าในเรื่องเดียวกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วจะเป็นอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณณัฐผีบอกว่า เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณมาตาลดา’ เธอเล่าว่าเรื่องนี้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว คุณมาตาลดาเป็นคนจังหวัดราชบุรี สอบติดเข้าเรียนมหาวิทยลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จึงต้องย้ายจากราชบุรีไปอยู่ภาคอีสาน เมื่อเข้าไปเรียนก็ได้เจอเพื่อนที่มาจากหลากหลายที่ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน คณะเดียวกัน พักอยู่หอเดียวกัน ทำให้สนิทกัน เพื่อนของคุณมาตาลดาเป็นคนภาคอีสาน ให้นามสมมุติว่า ‘คุณฝน’ คุณฝนเป็นคนสวยระดับดาวมหาลัย ขาว หุ่นดี แต่งตัวดี ทั้งคู่ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยกันเรื่อยมา จนกระทั่งปิดเทอม คุณมาตาลดาไม่อยากกลับบ้านที่ราชบุรี แต่อยากไปเที่ยวบ้านเพื่อนในแถบภาคอีสานมากกว่า และเนื่องจากคุณมาตาลดาสนิทกับคุณฝนมาก จึงตกลงว่าจะไปเที่ยวบ้านคุณฝน คุณมาตาลดาไปเที่ยวบ้านคุณฝนทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ครั้งที่สามเริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น ครั้งนี้ในหมู่บ้านของคุณฝนได้จัดงานทำบุญ คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน คุณมาตาลดาจึงถามคุณฝนว่า “จัดงานอะไร” คุณฝนตอบว่า “เหมือนจะเป็นงานขับไล่สิ่งไม่ดีในหมู่บ้าน” คุณฝนอธิบายต่อว่า มีผู้ชายตายในหมู่บ้านอย่างไม่มีสาเหตุประมาณ 5-6 คน เชื่อกันว่าเป็นผีแม่ม้าย จึงให้ผู้ชายทาสีเล็บเป็นสีแดงและทาปากแดงกัน ในวันแรกที่ไปถึงเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ มีผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายว่า “พวกผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิงท้องเข้าบ้านห้ามออกมาตอนกลางคืน ส่วนผู้ชายที่จะมาช่วยงานให้ออกมา” คุณมาตาลดาก็เกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ออกไปไหน คืนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันที่สองคุณมาตาลดาเริ่มสบายใจจึงไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเมื่อตกเย็น ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม คุณมาตาลดาอธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนสูง ห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน ช่วงกลางวันคุณมาตาลดากินเยอะจนแน่นท้อง ตกกลางคืนก็รู้สึกปวดท้องจึงชวนคุณฝนไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน พร้อมกับหยิบไฟฉายไปหนึ่งกระบอก ทั้งคู่พากันไปเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่ปวดท้องหนักจึงใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำนานพอสมควร จนคุณฝนบอกว่า “ทำไมนานจัง รอนานแล้วเนี่ย” คุณมาตาลดาก็ตอบกลับไปว่า “ถ้ารีบขึ้นไปก่อนเลย ทิ้งไฟฉายไว้” คุณฝนจึงขึ้นกลับเข้าบ้านแล้วปล่อยให้คุณมาตาลดาทำธุระในห้องน้ำคนเดียว เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา ก้มเก็บกระบอกไฟฉายที่คุณฝนวางไว้ให้ โดยก่อนทางขึ้นบันไดบ้านจะมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลิงตัวหนึ่ง เป็นลิงเผือก สีขาว ตัวเท่าคนกำลังปีนอยู่ต้นมะม่วงอยู่! คุณมาตาลดาพยายามมองให้ชัด ก็ยิ่งมั่นใจว่านั่นคือลิงแน่นอน จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้คุณฝนฟัง จนคุณอาได้ยิน (บ้านของคุณฝนมี คุณยาย คุณอา และคุณฝนที่อาศัยอยู่) คุณอาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณมาตาลดาก็ได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอให้ฟัง แต่คุณอากลับรู้สึกเรียบเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณอาบอกว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนให้มาบอกอาด้วย อาจะพาไปเอง คุณมาตาลดาบอกว่าคืนนั้นตนไม่กล้านอน เพราะกลัวมาก แต่สุดท้ายก็หลับไปเพราะความเพลีย วันสุดท้ายก่อนกลับเวลาโพล้เพล้เหมือนเดิม ผู้ใหญ่ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม ในคืนนั้นเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม คุณมาตาลดาก็ได้ยินเสียงคนเดินแห่ขบวนเคาะมาตลอดทาง แล้วมาหยุดที่บ้านของคุณฝนที่คุณมาตาลดานอนอยู่ คุณอาก็เปิดหน้าต่างออกมาถามพูดผู้ใหญ่บ้านว่า “มีอะไรกันผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนกลับมาว่า “ที่บ้านนี้มีปอบ ปอบอยู่ที่นี่!” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ขอให้คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ลงมาให้หมด ทางฝั่งที่มากับผู้ใหญ่บ้านจะมีหมอธรรมหรือหมอไสยศาสตร์ประมาณ 6 คน พวกเขากระโดดขึ้นบ้านไล่จับปอบ ส่วนทางฝั่งคุณมาตาลดาทุกคนในบ้านลงมาจากบ้านหมดยกเว้นคุณยายของคุณฝนที่ไม่ลงมา จากนั้นหมอธรรมก็ตะโกนบอกว่า “มันมีทั้งหมด14 ตัว” สิ่งที่คุณมาตาลดาเห็นคือมีลิงตัวเล็ก ๆ ปีนเกาะตามผนังบ้าน แล้วก็ช่วยกันจับได้แค่ 6 ตัว หมอธรรมจึงเขาไปที่ห้องของคุณยาย คุณยายพูดกลับมาว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู!” หมอธรรมถามกลับว่า “มึงเป็นใคร” คุณยายพูดกลับมาว่า “กูไง อีสอง” สองคือชื่อของคุณยาย คุณยายได้แต่พูดซ้ำๆ ว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู” จนสุดท้ายหมอธรรมได้ทำพิธีบริเวณที่ยายสองนอนอยู่ ยายสองก็กีดร้องเรียกชื่อลูกนั้นก็คือคุณอา “ดำช่วยแม่ด้วย ดำช่วยแม่ด้วย” จนเสียงเงียบไป หมอธรรมบอกให้นำตัวคุณยายไปที่ลานกลางหมู่บ้านที่กำลังทำพิธีกัน จากนั้นหมอธรรมก็ได้ผูกสายสิญจน์ตรงข้อมือและข้อเท้าของคุณยายเพื่อที่จะนำคุณยายไปที่ลานทำพิธี คุณมาตาลดากลัวมากและงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในตอนนั้น ทุกคนก็ไปที่ลานกลางพิธี แต่คุณมาตาลดาบอกว่า “หนูอยู่ไม่ได้แล้ว” และขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านพากลับหอพักที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน ที่บ้านของคุณฝนก็โทรมาหาบอกว่าคุณยายเสียแล้ว คุณฝนได้กลับบ้านไปงานศพคุณยายจนกลับมาหอพัก สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณฝนกลับมาคือ คุณฝนซึมเก็บตัวเงียบไม่พูดคุยกับใคร ที่แปลกคือตอนเช้านอน กลางคืนตื่นและจะตื่นเวลาประมาณเที่ยงคืน ในตอนเช้าคุณมาตาลดาจะเอาข้าวมาให้ คุณฝนก็ไม่กิน แต่จะออกมากินตอนประมาณเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณฝนก็หยุดเรียนไปหนึ่งเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาการเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ตื่นมาตอนเที่ยงคืนแล้วก็ลุกเดินรอบห้อง คุยภาษาแปลก ๆ ร้องบ่นแสบท้องปวดท้อง แล้วพูดว่าหิว คุณมาตาลดาจึงบอกว่า “ไปกินสิ อะไรอยู่ในตู้เย็นก็ไปกินสิ” คุณฝนก็เดินไปที่ตู้เย็น แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เมื่อคุณมาตาลดาเปิดตู้เย็นกลับเจอแต่ของสดของดิบอยู่ในตู้เย็น! คุณมาตาลดาแปลกใจ เพราะคุณฝนไม่ได้มีพฤติกรรมการกินแบบนี้ แต่พอกลับมาจากงานศพเธอก็ได้เปลี่ยนไป จนมีอยู่วันหนึ่งคุณฝนมีอาการปวดท้องหนัก กรีดร้องโวยวายจนคุณมาตาลดาต้องโทรบอกอาจารย์ ให้ช่วยพาคุณฝนไปหาหมอ อาจารย์จึงรีบออกมาพาฝนไปหาหมอ สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพาคุณฝนขึ้นรถคืออาจารย์ได้เปิดประตูห้องเข้าไป คุณฝนบอกว่า “มึงเป็นใคร มึงอย่ามายุ่งกับกู ออกไป!!” จากนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามายุ่งกับคุณฝน ก็จะมีอาการเกรี้ยวกราดทันที แต่ถ้าเป็นคุณมาตาลดาคุณฝนกลับยอม เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลถามคุณฝนถึงอาการแต่คุณฝนไม่แม้แต่จะตอบ กลับเป็นคุณมาตาลดาที่บอกอาการแปลก ๆ ของคุณฝนแทน พยาบาลยังคงยืนยันที่จะเอาคำตอบจากคุณฝน จึงเงียบและนิ่งไปพร้อมกับพูดออกมาว่า “คุณเป็นใคร” คุณฝนก็ตอบ “กูเป็นปอบ!!!” ทุกคนตกใจ เดินถอยออกมาห่าง ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สักพักก็ได้เข้าไปตรวจ แต่ผลตรวจที่เป็นปกติทุกอย่างหมอจึงให้กลับบ้านได้ อาจารย์จึงมาถามคุณมาตาลดาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร คุณมาตาลดาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์บอกว่าที่นี่เขาเชื่อเรื่องปอบนะ อาจารย์จึงถอดพระให้กับคุณฝน หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน คุณฝนถามคุณมาตาลดาว่า “ฉันเป็นอะไร หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกให้อาจารย์แวะซื้อข้าวต้มให้คุณฝนกินตรงนั้น อาการคุณฝนปกติเหมือนคนทั่วไปแต่มีความเหนื่อยล้า พอมาถึงห้อง อาจารย์บอกว่าให้คล้องพระไว้ จนตกกลางคืนคุณฝนจะอาบน้ำจึงต้องถอดพระออก แล้วก็พูดว่า “วันนี้ร้อนจังเลย เธอนอนบนเตียงนะ ฉันนอนตรงพื้น” พอถึงเที่ยงคืน คุณฝนกลับมามีอาการแปลก ๆ อีกครั้งคุณฝนบอกว่า “หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกว่าจะพาไปหาอะไรกิน แต่คุณฝนยืนยันที่จะไปเอง จากนั้นคุณฝนก็หายไปสักพักใหญ่ จนคุณมาตาลดาต้องเดินไปดูด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นคือ คุณฝนกำลังต้มและกำลังกินไส้อยู่! คุณมาตาลตาบอกกับคุณฝนไปว่า “ฝนอย่ากินแบบนี้ได้ไหม มันเหม็นคาว มันไม่ดี” คุณฝนก็หันกลับมาตอบว่า “ถ้ากูไม่กินมัน มันสั่งให้กูกินมึง!” คุณมาตาลดาอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงเพื่อนจึงตัดสินใจโทรหาที่บ้านคุณฝนให้มารับพอญาติมารับ คุณฝนก็ได้กลับไปอยู่ที่บ้าน คุณมาตาลดาก็พักอยู่ที่หอ หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ที่บ้านของคุณฝนโทรมาบอกว่า “มาดูใจฝนมันหน่อย มันจะไม่ไหวแล้ว” ด้วยความเป็นเพื่อนคุณมาตาลดาก็เลยไปที่บ้านของฝน พอไปถึงคุณมาตาลดาเห็นคุณฝนซูบผอมเนื้อติดกระดูก เสื้อผ้าไม่ใส่ นอนหมดสภาพ จึงเดินเข้าไปจับมือคุณฝนและพูดคุยกัน คุณฝนพูดว่า “มาตาลดา.. ในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน มันสั่งให้กูกินมึงทุกวันเลย แต่กูเลือกที่จะไปกินของดิบของสด” คุณฝนพยายามจะยื้อสิ่งที่อยู่ในตัว เหมือนมีอะไรอยู่ในตัวเขา และมีเสียงในหูบอกว่า “มึงกินมันสิ มึงกินมันสิ ” หลังจากนั้นคุณฝนก็เสียชีวิตลงในวันนั้น...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'คืนออกตรวจ' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

23 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'คืนออกตรวจ' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

ตำรวจหน้าใหม่ไฟแรงคนหนึ่ง ได้รับแจ้งเหตุว่ามีขโมยขึ้นบ้าน แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบร่องรอยของโจรเลย กลับพบเพียงตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่มีศพอยู่ในนั้น! ศพนี้คือใคร? คนที่โทรแจ้งจะเกี่ยวข้องกับศพนี้อย่างไร? และเหตุการณ์หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น? ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนออกตรวจ’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปหาคำตอบกันเลย! ‘คุณออโต้’ ได้นำเรื่องของน้องตำรวจคนหนึ่งชื่อ ‘คุณโจ้’ (นามสมมติ) มาเล่า โดยเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นช่วงที่คุณโจ้ได้เป็นตำรวจใหม่ มักได้ออกตรวจเมื่อมีคนมาแจ้งเหตุเข้ามา และในวันที่เกิดเหตุตอนประมาณ ตี 1 กว่า ได้มีคนแจ้งเข้ามาว่า มีคนร้ายขึ้นบ้าน คุณโจ้และเพื่อนอีกสองคน จึงขับรถสายตรวจออกไปที่เกิดเหตุทันที จากสถานีตำรวจและบ้านที่เกิดเหตุนั้นห่างกันประมาณ 6 กิโลเมตร ลักษณะของบ้านที่เกิดเหตุมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า บ้านติดอยู่กับสวน เมื่อคุณโจ้และเพื่อนมาถึงก็สังเกตเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน ผู้ชายที่ยืนอยู่มีท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก คุณโจ้จึงได้เข้าไปสอบถาม ผู้ชายคนนี้เล่าว่า “เมื่อกี้ ผมได้ยินเสียงกระทืบเท้าบนชั้น 2” เมื่อทราบเรื่องคุณโจ้และเพื่อนจึงขึ้นไปตรวจสอบบนบ้านทันที คุณโจ้และเพื่อนเดินขึ้นไปบนชั้น 2 พร้อมกับเจ้าของบ้านนามว่า ‘คุณเอ’ (นามสมมติ) ซึ่งได้บอกกับคุณโจ้เพิ่มเติมว่า “พี่ ห้องข้างบ้านเนี่ยผมได้ยินเสียง” คุณโจ้จึงพูดไปว่า “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครอยู่ในห้อง ออกมา” แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา คุณโจ้จึงเปิดประตูเข้าไป แต่ก็ไม่พบใคร คุณโจ้จึงถามคุณเอว่า “น้อง ในห้องไม่มีคนเลยนะ” แต่คุณเอก็ยังยืนยันว่าเขานั้นได้ยินเสียงกระทืบเท้า และบอกต่อว่าอาจจะกระโดดออกทางหน้าต่างไปแล้วก็ได้ คุณโจ้จึงไปตรวจสอบที่หน้าต่างปรากฏว่ามันล็อกอยู่ และคิดว่าคงไม่มีโจรคนไหนกระโดดออกจากทางหน้าต่างแล้วกลับมาล็อกตามเดิม คุณโจ้ได้ปรึกษากับเพื่อนอีกสองคนว่า คุณเออาจจะเมาสารเสพติดแล้วเกิดอาการหลอน คุณโจ้จึงเดินลงมาบอกคุณเอว่าเขาไม่พบใครเลย แต่คุณเอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าได้ยินเสียงจริง ๆ และมีเสียงคนคุยกันรอบบ้าน แต่ก็จับใจความที่คุยกันไม่ได้ แล้วยังได้ยินเสียงกระทืบเท้า คุณเอจึงขอให้ไปตรวจดูรอบบ้าน คุณโจ้และเพื่อนก็ทำตามนั้น แต่เมื่อเดินตรวจทุกที่แล้วก็ยังไม่พบใครหรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ จึงเดินกลับมาบอกกับคุณเอว่า “พี่เดินตรวจแล้ว ไม่เจอคนร้ายเลยนะ” แต่คุณเอก็ยังยืนยันว่าได้ยินจริง ๆ เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย คุณโจ้และเพื่อนจึงขอกลับมาที่สถานีตำรวจ แต่ขับรถมาได้ประมาณ 10 นาที ก็มีวิทยุแจ้งเข้ามาว่า บ้านหลังนั้นที่พวกเขาไปตรวจมามีคนร้ายวิ่งเข้าไปในบ้าน คุณโจ้และเพื่อนก็คิดว่า ‘บ้านหลังนี้อีกแล้ว’ แต่ด้วยหน้าที่จึงเดินทางกลับไปที่บ้านหลังเดิม และเห็นคุณเอยืนอยู่ที่รั้วบ้านด้วยท่าทีตกใจและบอกว่า “มันมีคนวิ่งเข้าไปพี่” คุณเอจึงได้เอาเชือกล็อกประตูห้องนั้นไว้ มั่นใจว่าครั้งนี้ต้องจับได้แน่ คุณโจ้และเพื่อนก็ขึ้นไปบนชั้น 2 ของบ้าน แต่คราวนี้คุณเอได้เปิดไฟไว้ทั่วบ้าน พอถึงชั้น 2 คุณโจ้ก็ตะโกนออกไปว่า “ใครอยู่ในห้อง! ออกมา! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!” แต่เรื่องที่แปลกก็คือ ครั้งที่แล้วภายในห้องมีแค่เตียงกับพัดลม แต่ครั้งนี้กลับมีตู้เสื้อผ้าไม้ขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง คุณโจ้จึงคุยกับเพื่อนว่า “เมื่อกี้เรามาไม่เห็นเจอนะ” คุณโจ้จึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เพื่อดูว่ามีคนร้ายอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่เมื่อเปิดออกก็ไม่พบออะไร เป็นตู้เปล่า ทั้งสามคนจึงสรุปกันว่าเจ้าของบ้านมีอาการหลอน และเริ่มปลีกตัวออกมาพร้อมตะโกนบอกไปว่า “ถ้าน้องหลอนหรืออะไร นอนหลับได้เลยนะ อย่าโทรแจ้งอย่างงี้อีก” แต่ขณะที่กำลังออกจากห้องนั้น ก็มีเสียงเหมือนคนกำลังเคาะตู้เสื้อผ้าจากด้านใน คุณโจ้จึงหันไปมอง และไฟที่เริ่มติด ๆ ดับ ๆ ในขณะนั้นเองตู้เสื้อผ้าก็ค่อย ๆ เปิดออกมา จนเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งภายในตู้ โดยร่างนั้นมีลักษณะอืดบวม และตรงพัดลมเพดานที่ไฟติด ๆ ดับ ๆ อยู่ ก็มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งผูกคอห้อยอยู่ แล้วชี้หน้ามาที่ทั้ง 3 คน พร้อมตะโกนออกมาว่า “พวกมึงเป็นใคร! เข้ามาบ้านกูทำไม” คุณโจ้และเพื่อนรีบวิ่งลงมาข้างล่าง โดยที่คุณเอไปยืนรอที่รถสายตรวจแล้ว ทั้ง 3 คนจึงมาคุยกับคุณเอถึงสิ่งที่พวกเขาเจอ และถามคุณเอว่า “แล้วเป็นเจ้าของบ้านหรือเปล่า” คุณเอจึงบอกไปว่า “ผมพึ่งมานอนคืนแรกพี่ ผมก็ได้ยินเสียง” คุณโจ้จึงถามต่อว่า “แล้วเจ้าของบ้านละ” คุณเอก็บอกว่าเจ้าของบ้านนั้นเป็นคุณป้า ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด ทั้ง 3 คนยังคงตกใจกับสิ่งที่เจอ จึงหันกลับไปมองในตัวบ้านที่เปิดไฟไว้ทั่ว แต่แล้วอยู่ ๆ ไฟก็ดับไป และมีเสียงตะโกนออกมาพร้อมกันว่า “พวกมึง! ออกไปจากบ้านกู!” โดยเสียงนั้นมาจากร่างชาย-หญิงที่พวกเขาพบ คุณโจ้และเพื่อนจึงรีบพาคุณเอไปที่สถานีตำรวจ เมื่อมาถึงก็ได้เริ่มพูดคุยกัน คุณเอก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นภายในบ้านหลังนั้น แต่ก็ไม่สามารถกลับไปได้แล้วเพราะกลัวมาก คุณโจ้จึงให้คุณเอนอนที่สถานีตำรวจ เช้าวันรุ่งขึ้น คุณโจ้และเพื่อนมานั่งคุยกันว่าที่พวกเขาเจอนั้นมันคืออะไรกันแน่ เมื่อคุยกันเสร็จก็ขับรถไปส่งคุณเอเพื่อไปเก็บของ และถามว่าจะทำอย่างไรต่อ คุณเอจึงตอบกลับว่า “ไม่อยู่แล้วพี่ ผีหลอกขนาดนี้ผมกลับดีกว่า” เมื่อคุณโจ้ไปส่งคุณเอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาที่สถานีตำรวจเพื่อไปถามรองผู้กำกับว่าบ้านหลังนั้นเคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รองผู้กำกับก็มีสีหน้าตกใจและเริ่มเล่าให้คุณโจ้ฟังว่า บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของสองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่อยู่ด้วยกันแล้วมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ฝ่ายภรรยาได้แทงสามีและเอาร่างไปไว้ในตู้เสื้อผ้า ส่วนตัวเองก็ผูกคอตายตาม และเมื่อบ้านหลังนี้ได้ขายทอดตลาด คนที่เข้ามาพักก็จะเจอเหตุการณ์แบบที่คุณเอเจอ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-