เรื่องเล่าจากขวัญ INDIGO ‘ฉันต้องเเสดง’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากขวัญ INDIGO ‘ฉันต้องเเสดง’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

11 ก.ย. 2026

ฝันเห็น นางรำแขนผิดรูป มานั่งร้องไห้อยู่ปลายเตียง พร้อมพูดซ้ำ ๆ ว่า “เที่ยงคืน…อย่าส่งเสียงดัง” คิดว่าเป็นเพียงความฝัน แต่กลับพบ รูปปั้นนางรำในสถานที่จริง ที่มีลักษณะตรงกับนางรำในฝันอย่างน่าขนลุก แถมเสียงสะอื้นยังตามกลับมาถึงบ้าน และจนถึงวันนี้…ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่เห็นในคืนนั้น เป็นเพียงความฝัน หรือเขากำลังพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง?

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X  INDIGO [1 ก.ย. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ฉันต้องเเสดง’

   ‘ขวัญ INDIGO’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชวนขนลุกที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปเล่นดนตรีกับวงที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เธอก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่พบเจอนั้นคืออะไรกันแน่?...

ในวันเกิดเหตุ ต้องมีคิวแสดงที่ผับแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ตามปกติเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่จัดงาน สมาชิกในวงจะไปสแตนด์บายที่โรงแรมใกล้เคียงเพื่อพักผ่อนรอก่อนขึ้นแสดง แต่ในวันนั้นทีมงานแจ้งว่าเวลาการแสดงจะล่าช้ากว่ากำหนดเดิม เนื่องจากเหตุผลบางประการที่ขวัญเองก็ไม่ทราบแน่ชัด

โดยปกติแล้ว เมื่อเดินทางไปเล่นดนตรีตามต่างจังหวัด หากมีเวลาว่าง สมาชิกในวงมักจะชวนกันออกไปวิ่งออกกำลังกายหรือหาอะไรทำร่วมกัน แต่วันนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างประหลาด ทุกคนดูเหนื่อยล้า และอ่อนเพลียผิดปกติ อีกทั้งยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีใครชวนกันออกไปไหน ต่างคนต่างแยกย้ายพักผ่อนอยู่ภายในโรงแรมด้วยความที่งานถูกเลื่อนเวลาออกไป ขวัญจึงตัดสินใจนอนพักเก็บแรงระหว่างรอเวลาแสดง แต่ในขณะที่กำลังหลับอยู่นั้น เธอกลับได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบา จนแอบคิดในใจว่า

“หรือว่ากูโดนอีกแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เธอพยายามปลอบตัวเองว่าอาจเป็นเพียงความฝัน เพราะขณะนั้นเพิ่งจะประมาณ 5-6 โมงเย็นเท่านั้นแต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ขนลุกไปทั้งตัว

   เพราะปลายเตียงมีหญิงสาวในชุดนางรำนั่งอยู่ ลักษณะแขนของเธอบิดผิดรูปคล้ายถูกหักจนเสียรูป ร่างนั้นนั่งรำอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้ามาข้าง ๆ ขวัญ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า และเว้าวอนว่า

“อย่าเสียงดังได้ไหม อย่าเสียงดังได้ไหม ตอนเที่ยงคืนอย่าให้ใครเสียงดังใส่ได้ไหม”

ขวัญยืนยันว่าภาพที่เห็นนั้นสมจริงอย่างมาก ราวกับไม่ใช่ความฝันธรรมดา ก่อนที่นางรำตนนั้นจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า

“ฉันเหนื่อยมากเลย ฉันเหนื่อยจริง ๆ ทุกครั้งที่ฉันรำหรือฉันแสดง ฉันต้องมีแต่คนมาสูบบุหรี่ใส่ มีแต่คนมาด่ากัน หัวเราะเสียงดัง แล้วก็ทำร้ายฉัน ดูสิ ฉันโดนเตะจนแขนแตกเลย เที่ยงคืนฉันขอร้องได้ไหม เที่ยงคืนนะ เที่ยงคืน จำไว้นะ เที่ยงคืน อย่าได้ไหม อย่ามาตรงบันไดได้ไหม”

   เมื่อพูดจบ นางรำตนนั้นก็เดินจากไปในความฝันทิ้งให้คุณขวัญสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความสับสนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน หรือเป็นบางสิ่งที่มากกว่านั้น หลังจากตั้งสติได้ เธอรีบพิมพ์ข้อความลงในกลุ่มแชตของวง ซึ่งมีทั้งสมาชิกในวง และทีมงานอยู่ภายในกลุ่ม โดยเล่าเรื่องที่ตนเองฝันเห็น พร้อมเตือนทุกคนว่าอย่าส่งเสียงดังตอนเที่ยงคืน และอย่าพยายามมองลงไปบริเวณบันไดหลังจากข้อความถูกส่งออกไป ทั้งกลุ่มกลับเงียบสนิท ไม่มีใครตอบอะไร มีเพียงบลู สมาชิกในวงที่พิมพ์กลับมาสั้น ๆ ว่า

“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ววะ”

ขวัญจึงตอบกลับเพียงว่า

“เออ อย่าเสียงดังแล้วกัน”

   ในตอนนั้นเธอคำนวณเวลาไว้คร่าว ๆ ว่าวงน่าจะเล่นดนตรีเสร็จประมาณ 21.00 น. และกลับถึงโรงแรมไม่เกิน 22.00-23.00 น. จึงไม่น่าจะตรงกับเวลาที่นางรำในฝันพูดถึงแต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

งานแสดงถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง จนสุดท้ายวงดนตรีของเธอได้ขึ้นแสดงจริงในเวลา 22.30 น. ทำให้กำหนดการทั้งหมดคลาดเคลื่อนออกไป สมาชิกทุกคนจึงนัดรวมตัวกันที่บริเวณลิฟต์ของโรงแรม ซึ่งอยู่ติดกับบันไดกระจกที่สามารถมองทะลุลงไปด้านล่างได้แม้ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างนึกถึงข้อความเตือนของขวัญ ไม่มีใครกล้ามองลงไปยังบริเวณด้านล่างของบันไดเลยระหว่างนั้นผู้จัดการวงถามเธอขึ้นมาว่า

“เกิดอะไรขึ้น”

คุณขวัญจึงตอบเพียงว่า

“ก็อย่าเสียงดังตอนเที่ยงคืนแล้วกัน”

ผู้จัดการวงยังคงสงสัย เพราะมองว่าไม่น่าจะมีใครอยู่ต่อจนถึงเที่ยงคืนแต่เมื่อการแสดงจบลง และทุกคนเดินทางกลับถึงโรงแรม กลับพบว่าเวลาบนนาฬิกาตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดีคุณขวัญ และสมาชิกในวงต่างคิดถึงเรื่องเดียวกันกัน ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“เที่ยงคืนจริงว่ะ”

หลังจากนั้นทุกคนเดินเข้าโรงแรมอย่างเงียบกริบ ไม่มีใครส่งเสียงดังแม้แต่น้อย

   ขวัญสังเกตเห็นว่าบริเวณใต้บันไดแก้วที่สามารถมองลงไปได้ มีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งคล้ายลานที่ตั้งโต๊ะม้าหินอยู่ แต่ในตอนนั้นไม่มีใครกล้าสนใจ หรืออยู่สำรวจต่อ ต่างคนต่างแยกย้ายกลับเข้าห้องพักเช้าวันรุ่งขึ้น เหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนขนลุกยิ่งกว่าเดิมก็เกิดขึ้น ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคุณขวัญ พร้อมพูดว่า

“เจ๊ ๆ เมื่อวานเดินไปดูมา” จากนั้นเขาจึงเล่าว่า บริเวณข้างโต๊ะม้าหินด้านล่างมีรูปปั้นนางรำตั้งอยู่ทั้งหมด 4 ตัว แต่มีอยู่หนึ่งตัวที่ล้มกระเด็นออกมาจากกลุ่ม แขนหัก และสภาพคล้ายกับนางรำที่ขวัญ เห็นในฝันไม่มีผิดหลังจบงาน ทุกคนเดินทางกลับบ้านตามปกติ ช่วงแรกดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงแล้ว

แต่เพียงสองวันหลังจากกลับถึงบ้าน คุณขวัญกลับเริ่มได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นภายในบ้าน

“ฮือออ… ฮืออออ…” เธอเล่าว่าเสียงดังขึ้นชัดเจนมาก แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ กลับไม่พบใครอยู่ในบริเวณนั้นเลยสิ่งที่น่าขนลุกคือ เวลาที่ได้ยินเสียงนั้นกลับเป็นช่วงประมาณ 5-6 โมงเย็น ซึ่งตรงกับเวลาที่เธอฝันเห็นนางรำตนนั้นที่โรงแรมในจังหวัดภูเก็ต เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ครั้งแรก คุณขวัญจึงตั้งจิตบอกไปว่า

“ถ้าใช่ เดี๋ยวทำบุญไปให้”

แต่วันถัดมา เธอก็ยังคงได้ยินเสียงสะอื้นดังขึ้นอีกเช่นเดิมคุณขวัญจึงกล่าวในใจอีกครั้งว่า

“ถ้าใช่ แล้วถ้าขวัญทำบุญให้ไม่ถึง เดี๋ยวพรุ่งนี้ขวัญไปทำให้อีก แล้วก็ลองตั้งจิตแล้วรับดี ๆ นะ อยากได้อะไรบอกนะ”

   แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่เคยได้รับคำตอบใดกลับมา ไม่เคยมีการสื่อสารเพิ่มเติมจากสิ่งที่เชื่อว่าอาจเป็นวิญญาณของนางรำตนนั้น วันรุ่งขึ้น ขวัญจึงตัดสินใจซื้อสังวาลทอง และสร้อยไข่มุกจำนวน 4 ชุด เพื่อนำไปถวายอุทิศส่วนกุศลให้หลังจากทำบุญไปแล้ว เธอยังคงได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อยู่อีกประมาณ 3-4 วัน ก่อนที่เสียงทั้งหมดจะค่อย ๆ เงียบหายไปเองอย่างไร้ร่องรอยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นกับขวัญ เพียงลำพังภายในบ้าน ไม่มีใครคนอื่นได้ยิน หรือพบเจอสิ่งเดียวกัน ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว และขนลุกทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวดังกล่าว

จนถึงวันนี้ ขวัญก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่า สิ่งที่เห็นในความฝัน เสียงร้องไห้ที่ดังขึ้นในบ้าน รวมถึงเรื่องราวของนางรำแขนหักที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าประหลาดนั้น เป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นบางสิ่งที่มองไม่เห็นจริง ๆ กันแน่ แต่ทุกครั้งที่ย้อนคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ยังคงเป็นเรื่องราวชวนขนลุกที่หาคำอธิบายไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

24 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

แค่เพราะเขาได้รับหน้าที่เอา ‘หุ่นลองเสื้อ’ ไปเผาทิ้งบนภูเขาเปลี่ยว แต่ระหว่างทางกลับเจอเรื่องแปลก ๆ เยอะมากจนกระทั่งหุ่นพลาสติกขยับได้ และร้องขอชีวิต! ก่อนที่จะได้รู้ความจริงว่า ภายในหุ่นตัวนั้นมีร่างของผู้หญิงถูกหั่นซ่อนอยู่ข้างในเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หุ่นลองเสื้อ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่โกดังแห่งหนึ่ง ลักษณะโกดังเก็บเสื้อก็จะมีกองเสื้อผ้า และจะมีหุ่นลองเสื้อวางสุม ๆ กองเอาไว้ ทั้งหุ่นที่พังแล้วไม่สมบูรณ์ แบบครึ่งตัว เต็มตัว หรือมีแค่ส่วนหัวก็มีเหมือนกัน ในคืนหนึ่ง มีพนักงานชายในโกดังกำลังเลิกงาน และเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เขาก็เห็นว่ามีไฟในโกดังยังเปิดอยู่ และในปกติหัวหน้าจะกำชับเสมอว่าให้ปิดไฟทั้งหมดก่อนกลับ เขาจึงเดินกลับเข้าไปเพื่อที่จะปิดไฟ แต่ก็เห็นหัวหน้ากำลังนั่งอยู่ตรงกองหุ่นลองเสื้อที่พังในความมืด เขาเลยถามหัวหน้าว่า “ทำไมถึงยังไม่กลับ” หัวหน้าก็ตอบกลับมาแค่ว่า “ยังไม่กลับ จะจัดการธุระก่อน กลับไปก่อนได้เลย”พอเช้าวันรุ่งขึ้น หัวหน้าก็สั่งให้พนักงานชายคนนั้นเอาหุ่นลองเสื้อพวกนี้ไปทิ้งให้หน่อย ซึ่งปกติแล้วการที่จะทิ้งหุ่นก็แค่ยกไปวางไว้ข้างหน้าโกดัง แล้วเดี๋ยวก็จะมีรถมาเก็บไปเอง แต่หัวหน้ากลับบอกว่ารอบนี้หุ่นลองเสื้อที่จะทิ้งมันเกินโควตาแล้ว ถ้าทิ้งเพิ่มอีกจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม หัวหน้าเลยยื่นข้อเสนอเพิ่มเงินพิเศษให้ สั่งให้พนักงานชายคนนั้นนำหุ่นลองเสื้อตัวที่สมบูรณ์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปจุดไฟเผาทิ้งในที่โล่ง ๆ บนภูเขาที่ไม่มีคน และด้วยความที่มีเงินพิเศษ เขาจึงตอบตกลงขนหุ่นขึ้นรถโดยที่เอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ไว้ท้ายรถ และเอาหุ่นแบบเต็มตัวไว้ที่เบาะหลัง ระหว่างทางที่ขับรถ เขาก็มองกระจกหลังเริ่มมีรู้สึกระแวง เพราะในตอนแรกหุ่นก็นั่งอยู่ตรง ๆ แต่สักพักมือข้างหนึ่งของหุ่นกลับยกขึ้นมาจับที่เบาะฝั่งคนขับพอดีเป๊ะ ตอนนั้นเขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เขาคงเป็นคนเอามือหุ่นมาค้ำไว้เองแต่ลืม เมื่อขับมาถึงลานโล่งบนภูเขา เขาก็อุ้มหุ่นลงจากรถ และเดินไปหยิบกล่องอุปกรณ์ที่ท้ายรถ แต่เมื่อเขาหันกลับมามองหุ่นเต็มตัวที่วางทิ้งไว้ ภาพที่เห็นจากด้านหลังมันดูเหมือนคนเป็น ๆ ที่มีชีวิตเลย ยิ่งตอนที่ลมพัดผมของหุ่นก็สะบัดพลิ้วไหวดูเหมือนมีชีวิตจริง และจู่ ๆ หุ่นตัวนั้นก็ค่อย ๆ หันมองมาทางเขา พนักงานชายตกใจจนทำของในมือตก แต่ก็ยังพยายามคิดในแง่ดีว่าลมคงพัดแรงจนข้อต่อหุ่นมันหลวม เขาก็ดำเนินทำตามคำสั่งของหัวหน้าต่อไป เมื่อเขากำลังจะจุดไฟเผา มือของหุ่นก็เอื้อมขึ้นมาจับมือเขาเอาไว้แน่น พร้อมกับที่เสียงพูดออกมาจากหุ่นว่า“อย่าพึ่งเผา”พอเขามองไปที่หน้าของหุ่นก็เห็นว่ามีน้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจากเบ้าตาพลาสติก ในตอนนั้นเขาช็อกมาก โยนทุกอย่างทิ้ง และกระโดดขึ้นรถเหยียบคันเร่งหนีออกไปในทันที เมื่อมองกระจกหลังเขาก็เห็นว่าหุ่นลองเสื้อตัวนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามรถของเขามา เขาก็รีบขับรถหนีเข้าเมืองไป หลังจากนั้นก็มีตำรวจเดินทางมาที่โรงงานเพื่อตามหาผู้หญิงที่สูญหายไป ซึ่งเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคนในโรงงานนี้ และเป้าหมายของตำรวจก็คือ ‘หัวหน้า’ ของเขาเอง ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาว่าหัวหน้าถูกจับกุมตัวแล้ว เหตุเกิดจากเขาแอบไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้หญิงคนหนึ่งจนเธอตั้งครรภ์ เธอจึงอยากที่จะเป็นภรรยาหลวงทั้ง ๆ ที่หัวหน้าคนนั้นมีครอบครัวอยู่แล้ว ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทรุนแรง จนหัวหน้าได้พลั้งมือฆ่าเธอทิ้ง และเพื่อที่จะอำพรางคดี หัวหน้าจึงได้ทำการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ และนำไปแยกซ่อนไว้ในชิ้นส่วนของหุ่นลองเสื้อแต่ละตัว ซึ่งเป็นคืนที่พนักงานชายเห็นหัวหน้านั่งอยู่ตรงกองหุ่นในโกดัง ซึ่งจริง ๆ แล้วเขากำลังยัดชิ้นส่วนศพลงไปนั่นเอง และหุ่นตัวที่พนักงานชายถูกจ้างให้นำไปเผาทิ้งบนภูเขา ก็คือหุ่นที่ซ่อนร่างของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้จนนำมาสู่ความจริงอันน่าสยองขวัญนั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

02 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

ตอน 8 ขวบย้ายไปอยู่บ้านเช่าต่างจังหวัด รอบ ๆ บ้านเป็นสวนที่มีต้นพุทราที่อร่อยอยู่ ในช่วงเช้ามืดเลยชอบไปเก็บพุทราคนเดียวแต่จู่ ๆ คืนหนึ่งก็ได้ยินเสียงเด็ก 2-3 คนหัวเราะ และวิ่งเล่นกันแถวต้นพุทราเลยเข้าไปเล่นด้วย แต่ในจังหวะที่แม่มาตามให้กลับบ้าน เมื่อหันกลับไปพวกเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง x ภูมิ - เออร์วิน ATLAS’ [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนยามวิกาล’ ‘คุณอาร์ปู’ ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกในวัยเด็ก ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณอาปูอายุ 7-8 ขวบ คุณอาร์ปู ได้ย้ายจากจังหวัดมหาสารคามมาอาศัยอยู่ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยคุณพ่อของเธอยังคงประกอบอาชีพค้าขายน้ำเต้าหู้เช่นเดิม หลังจากย้ายมาคุณอาร์ปู ได้เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ โดยบริเวณรอบ ๆ บ้านพักจะเป็นสวนตามปกติของคนต่างจังหวัด ระยะทางของบ้านจะอยู่ห่างไกลจากตลาดนิดหน่อย แต่ค่าเช่าก็ไม่ได้แพงมากนักเปรียบเทียบการการเช้าในเมือง ระยะทางการเข็นรถเพื่อเข้าไปขายของในตลาดจึงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรในทุก ๆ คืน พ่อของคุณอาร์ปูจะต้องตื่นขึ้นมาในช่วงเวลา ตี 2 - 3 เพื่อมาทำน้ำเต้าหู้ และทุกคนในครอบครัวก็จะตื่นมาช่วยเตรียมข้าวของในเวลาเดียวกัน หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง คุณอาร์ปูก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘แม่หนูขอไปเก็บพุทราหน่อยนะ’ เพราะบริเวณสวนรอบบ้านจะมีต้นพุทราที่อร่อยตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้าน ในช่วงเวลาประมาณตี 4 แม้บรรยากาศจะยังคงมืดสนิทแต่ท้องถนนก็ยังมีแสงไฟส่องสว่างให้พอมองเห็นได้ลาง ๆ และโดยปกติของคุณอาร์ปู ตอนนั้นเป็นเด็กที่ไม่ได้กลัวอะไรสักเท่าไหร่ ในระหว่างที่คุณอาร์ปูเก็บพุทราอยู่คนเดียว จู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดเข้ามาแต่ตัวของเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ผ่านไปจนเข้าคืนที่ 2 ซึ่งวันถัดไปคือวันพระ คืนวันนั้นจึงเป็น ‘วันโกน’ เมื่อคุณอาร์ปู ไปถึงต้นพุทราที่ต้องการจะเก็บ ท่ามกลางความเงียบของสวน และลมที่พัดแรงขึ้น จู่ ๆ เสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้นรอบตัว! ภายในใจคุณอาร์ปูคิดว่าวันนี้คงจะมีคนอื่น ๆ มาเก็บพุทราเป็นเพื่อนไม่เหมือนคืนแรกที่เธอเก็บคนเดียวเมื่อเดินเข้าไปคุณอาร์ปู ก็เจอกับเด็กกลุ่มหนึ่ง คนหนึ่งปีนอยู่บนต้นไม้ ส่วนรอบ ๆ ต้นมีเด็กอีก 2 คนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ คล้ายว่ากำลังเก็บผลพุทราอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูเลยมีความคิดแค่ว่าตนนั้นกลัวที่เด็กเหล่านั้นจะเข้ามาแย่งเก็บพุทราไป คุณอาร์ปูจึงตัดสินใจเดินเข้าไปแต่เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ ๆ ลักษณะของเด็กผู้ชายที่อยู่บนต้นไม้นั้นสวมเพียงกางเกงตัวเดียวแต่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า ส่วนเด็กอีก 2 คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นมีเพียงเสื้อผ้ามอมแมมที่อยู่บนร่างกาย ใบหน้าของพวกเขาค่อนข้างเลือนลาง เธอไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเพราะความมืดของสวนแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน เด็กบนต้นไม้ก็เขย่าต้นพุทรา ส่วนเด็กอีก 2 คนข้างล่างก็ก้มเก็บ และวิ่งเล่นพร้อมส่งเสียงหัวเราะดังอยู่รอบ ๆ ต้นไม้ โดยที่ทั้งคุณอาร์ปู และเด็กกลุ่มนั้นไม่ได้พูดคุยกันเลย จนเมื่อถึงคืนที่ 3 ซึ่งตรงกับวันพระ แม่ของคุณอาปูก็เตรียมของเพื่อจะไปวัดในตอนเช้า ในระหว่างนั้นเธอก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘ถ้าช่วยแม่เสร็จแล้ว หนูขอไปเก็บพุทราเหมือนเดิมนะ’ แม่ก็ถามกลับมาด้วยความสงสัยว่า ‘ไปเก็บกับใคร’ คุณอาร์ปู จึงตอบไปว่า ‘มีเพื่อนอยู่ เขาก็มาเก็บเหมือนหนู เขาน่าจะเป็นลูกคนที่ขายของที่ตลาดเหมือนเรา’ ได้ยินเช่นนั้นแม่ของคุณอาร์ปู ก็อนุญาตให้ไปเมื่อไปถึงสวนก็เห็นว่าในคืนนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน กลายเป็นว่ามีเด็ก 5 คนกำลังวิ่งเล่น และปีนเก็บพุทรากันอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูจึงเข้าไปเล่นด้วยอย่างสนุกสนานพร้อมก้มเก็บพุทราที่ร่วงลงมา แต่คุณอาร์ปูก็สังเกตว่าในกลุ่มนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ถือถุงมา ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่มีอะไรติดตัวเลย แถมยังแต่งตัวมอมแมมกว่าเธออีกด้วย คุณอาร์ปู ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาคุยกับเธอ พอถามอะไรไปก็ได้รับการตอบกลับมาเป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆ แต่พูดกับเธอว่าเพียงแค่ว่า ‘ขึ้นมาไหม? ขึ้นมาข้างบนสิ’ และเอ่ยชวนให้เธอเล่นซ่อนหากัน.. คุณอาร์ปูจึงตอบรับไปเพราะเห็นว่ามีเพื่อนเยอะ และคิดว่ามันน่าจะสนุกดี เวลาผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังมาจากที่ไกล ๆ และได้ยินเสียงตะโกนเรียกของแม่ของเธอดังเข้ามา ‘กลับบ้านได้แล้วมั้ง จะเช้าแล้ว ตี 5 แล้วลูก’ ส่งเสียงเรียกลูกสาวเพื่อที่จะได้เตรียมตัวไปวัดด้วยกัน แต่ในจังหวะที่คุณอาร์ปู หันกลับมามาหลังจากได้ยินเสียงนั้นก็พบว่าเพื่อนที่วิ่งเล่นกับเธอเมื่อครู่นั้นได้หายไปแล้ว! เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณอาร์ปู หันไปหาแม่ และหันกลับมานั้นก็กลับไม่มีเด็กคนไหนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว คุณอาร์ปูที่ไม่ได้เอะใจอะไรจึงคิดว่าเด็กกลุ่มนั้นอาจจะแค่กลัวแม่ของเธอ เลยรีบวิ่งหนีไป เมื่อแม่ของคุณอาร์ปูเดินเข้ามาก็ได้ถามคุณอาปูว่า ‘เมื่อกี้เล่นกับใคร? ได้ยินเสียงหัวเราะ’ เธอจึงตอบกลับไปว่า ‘อยู่กับเพื่อนไง แต่เขาไปหมดแล้ว เขาน่าจะกลัวแม่’ แต่แม่เธอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่เห็นเด็กคนไหนนอกจากคุณอาร์ปู ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่เพียงคนเดียว ด้วยความตะหงิดใจของแม่ เมื่อไปถึงวัด แม่ของคุณอาร์ปูก็นำเรื่องที่เกิดขึ้นให้เล้าให้ป้าฟัง หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ป้าจึงเล่าให้แม่ของคุณอาร์ปู ฟังว่าแถวนั้นไม่มีบ้านคน และก็ไม่มีเด็กอาศัยอยู่เลย เพราะตรงนั้นมันเคยมีเด็กในตลาดเข้าไปปีนเก็บพุทรา และก็พลัดตกลงมาเสียชีวิตในปีก่อนก็เคยมีคนไปทำแท้ง และเอาเด็กไปทิ้งไว้ใต้ต้นพุทราต้นนั้นอีกด้วย! กลายเป็นว่าตรงบริเวณนั้นจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปเพราะมันค่อนข้างน่ากลัว และป้ายังเล่าอีกว่า ในช่วงกลางคืนของวันพระหรือวันโกน คนที่ปั่นจักรยานผ่านบริเวณนั้นมักจะเห็นเด็กอยู่บนต้นไม้ พร้อมกับได้ยินเสียงหัวเราะคล้ายมีเด็กหลายคนกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนแม่ของคุณอาร์ปูว่า อย่าให้ลูกเข้าไปที่สวนบริเวณนั้นอีก เมื่อกลับถึงบ้าน แม่จึงถามคุณอาร์ปู ถึงลักษณะของเพื่อน ๆ ที่เธอพูดถึง คุณอาร์ปูก็เล่าตามที่เห็น ทั้งเสื้อผ้า หน้าตา และลักษณะของเด็กกลุ่มนั้นให้แม่ฟัง แม่จึงรีบเตือนว่า ‘วันหลังอย่าไปอีกนะลูก เขาห้ามเข้าไป มันมีคนตายตรงนั้น’ และบอกว่าเป็นความโชคดีที่คุณอาร์ปูไม่ได้ปีนต้นไม้ขึ้นไปตามคำเชิญชวนของเด็กเหล่านั้น เพราะถ้าหากวันนั้นแม่ไม่ได้เดินเข้ามาเรียก เธอคงตัดสินใจปีนขึ้นไปเล่นกับเด็กกลุ่มนั้น และก็อาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวของเธอก็เป็นได้ ตั้งแต่วันนั้นคุณอาร์ปูก็ไม่ได้กลับไปที่ต้นพุทราตรงนั้นอีกเลย… (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณแบล็ค เดอะโกสท์ ‘ห้องพักพันแปด’ l อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

26 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณแบล็ค เดอะโกสท์ ‘ห้องพักพันแปด’ l อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]

รวมตัวไปพักผ่อนกับเพื่อน แต่ไม่ได้จองที่พักไว้ เลยไปหาหน้างาน และได้ไปเจอโรงแรมราคาถูกที่ไม่มีใครเข้าพัก เพราะกำลังปิดรีโนเวทอยู่ แต่เจ้าของใจดีเลยได้พักกันที่โรงแรงแห่งนี้ แต่เจ้าของบอกว่า ‘หลัง 5 โมงเย็นจะไม่มีใครอยู่ที่นี่นะ’ หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาได้เข้าพักก็ได้เจอกับเรื่องประหลาดที่หลอนสุดขีด กันถ้วนหน้า!! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ปรัชญา ปิ่นแก้ว [ 19 พ.ค.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องพักพันแปด’ เรื่องราวนี้ ‘คุณแบล็ค เดอะโกสท์’ ได้มาแชร์เรื่องราวของตัวเอง ย้อนไปเมื่อ10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นทำงานได้สักพักก็ได้ชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานหาเวลาว่างไปเที่ยวทะเลกัน ก็รวมตัวกันไปได้ประมาณ 8 คน แต่ยังไม่ได้จองที่พัก เพราะยังรวมจำนวนคนได้ไม่เรียบร้อย เมื่อถึงวันรุ่นพี่ไปถึงก่อนส่วนคุณแบล็ค จะตามไปที่หลังเมื่อไปถึงก็ดื่มสังสรรค์กันช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 ของวันนั้นก็ได้เริ่มออกหาที่พัก แต่วนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเพราะคนจองไว้เต็มแล้ว ช่วงใกล้ค่ำแฟนของคุณแบล็ค ก็ได้เห็นป้ายที่มีเบอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่งติดไว้จึงได้ติดต่อไปแต่ไม่มีใครรับสายเลยตัดสินใจเดินข้ามไปอีกโรงแรมซึ่งมีห้องพักว่างพอดี คุณแบล็คก็ได้ถามพนักว่า ราคาเท่าไหร่? พวกผมมากัน 8–9 คน พนักงานเลยบอกงั้นพี่คิดแค่ 1,800 แล้วกัน เพราะปกติพี่ไม่ได้เปิดให้พักปิดปรับปรุงอยู่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องพักมีกลิ่นอับมากเหมือนไม่ได้เปิดมานาน แต่ตอนนั้นจะต้องออกไปสังสรรค์กันแล้วเลยไม่ได้อะไร เจ้าของก็ได้ยื่นกุญแจไว้ให้ คุณแบล็คก็จ่ายเงินเรียบร้อย หลังจากนั้นเจ้าของโรงแรมพูดขึ้นมาว่า ‘หลังจาก 5 โมงไม่มีใครอยู่โรงแรมแล้วนะ’ มีแค่พวกน้องเต็มที่เลย และเจ้าของยังพูดอีกว่า ชั้น 2 ห้ามขึ้นเด็ดขาด! เพราะว่าเขากำลังรีโนเวทประมาณเที่ยงคืนหลังจากสังสรรค์กันเสร็จ คุณแบล็คเห็นแฟนของเพื่อนนั่งอยู่ที่เตียง เลยถามไปว่า ทำไมไม่นอน แฟนของเพื่อนเลยบอกว่า ‘ไม่มีไร เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยคุย’ ทุกคนก็เข้านอนกันปกติ ประมาณตี 4 เกือบตี 5 อยู่ดี ๆ แฟนของคุณแบล็คก็ได้ตื่นขึ้นมาโวยวาย และปลุกให้ทุกคนตื่น พร้อมให้เหตุผลว่า ปะทุกคนลุก พวกเราต้องไปที่อื่นพอทุกคนเก็บเสื้อผ้า เก็บกระเป๋าออกจากที่พัก คุณแบล็คได้พยามติดต่อหาเจ้าของที่พัก แต่เขาไม่รับสายปรากฏว่าสายสุดท้ายเจ้าของรับสาย และบอกให้เอากุญแจวางไว้หน้าฟรอนต์ แค่ปิดประตูแล้วออกไปได้เลย คุณแบล็คก็เกิดความเอะใจ คุณแบล็ค ได้เห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของแฟนที่มองไปบนชั้นสองแล้วรีบเก็บเป๋าวิ่งขึ้นรถไป ระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศในรถก็เริ่มคุยกันว่า ทุกคนได้เจออะไรกันรึป่าว? เมื่อคืนมีอะไรผิดปกติมั๊ย จนแฟนของตั้มพูดมาว่า..“ระหว่างที่เขากลับมานอนก่อน เตียงของเขาจะติดกับห้องน้ำ เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้นพร้อมกับเสียงขูดพนังตลอดเวลา”แต่เขาไม่กล้าปลุกแฟน เพราะตั้มปวดหัวเลยไม่กล้าพูดอะไร ก็ได้แต่นั่งรอให้ทุกคนกลับมา ต่อมาในพาร์ทของแฟนของคุณแบล็ค เขาฝันว่า...“อยู่ดี ๆ ก็มีคนเรียกเขาไปบนชั้น 2 ของที่พัก พอแฟนเดินขึ้นไป เขาเห็นผู้หญิงคนนึงยืนอยู่ในห้องแล้วกวักมือเรียก ‘มาอยู่ด้วยกันสิ!!’ ”แฟนเลยตอบไปว่า ขึ้นไม่ได้หรอกเจ้าของที่พักบอกกำลังรีโนเวทอยู่ เขาห้ามขึ้นทันใดนั้น เธอก็ค่อย ๆ หันมาปรากฏว่าเสื้อมันค่อย ๆ กลายเป็นสีแดง และเลือดเต็มตัวทำให้แฟนสดุ้งตื่นแล้วได้ปลุกทุกคน พอได้คุยกันเสร็จในรถ ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านปกติก็ เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้น เมื่อปลายปีที่แล้วเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกัน เขาได้ย้ายไปทำงานบริษัทใหม่ แล้วมีงานสัมมนาเกิดขึ้น แต่เมื่อไปถึงที่สัมมนาแล้ว ก็ได้แยกย้ายเข้าโรงแรม แต่เขารู้สึกว่าทำไมโรงนี้คุ้น ๆ เพราะความจริงโรงแรมที่เขาพักคือ โรงแรมที่ติดต่อไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนไปเที่ยว ที่ตอนนั้นเขาไม่รับสาย เพื่อนของคุณเเบล็คจึงหันไปมองโรงแรมตรงข้ามมันไม่มีอยู่แล้ว แต่ระหว่างนั้นเพื่อนที่เป็นบัดดี้บอกว่าข้างล่างเขามีกิจกกรรมข้างล่างกัน แต่เพื่อนของคุณแบล็ค ก็ไม่ได้ไป ระหว่างที่นอนไปได้สักพักเขาได้ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงไม้กวาดก๊อกก๊อก แก๊กแก๊ก จึงลืมตาขึ้นมาเห็นเป็นผู้หญิงยืนหันหลัง ตอนแรกคิดว่าเป็นแม่บ้าน เขาเลยพูดว่าเขามาได้ยังครับ นี่ก็ดึกแล้วนะ ถ้าป้าไม่ออกไปผมจะแจ้งทางโรมแรมแล้วนะ คุณเข้ามาได้ห้องผมได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้เลย หญิงคนนั้นก็ได้เดินทะลุประตูออกไปทันที!ด้วยความตกใจเขาเลยจะวิ่งไปหาเพื่อนด้านล่าง แต่ไม่มีใครอยู่ เขาจึงได้ตัดสินใจเดินไปหน้าปากซอย ก็ไปเจอร้านข้าวต้มโต้รุ่งร้านนึง จึงได้สั่งข้าวต้ม และเครื่องดื่มมาทาน จนมีลุงเจ้าของร้านมาถามว่า เป็นอะไรหรือป่าว? ไปเจออะไรมาทำไมดูหน้าซีด ๆ เขาจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลุงฟัง ลุงก็ได้แต่ยิ้มพร้อมหัวเราะเขาจึงได้คิดในใจว่าลุงคงต้องรู้ เลยกะจะซื้ออาหารสัก 4-5 อย่าง หวังว่าลุงจะบอก ลุงก็ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเห็นโรงแรมที่อยู่สุดซอยซ้ายมือไหม? เพราะ 10 ปีที่แล้วมีพนักงานผู้หญิงไปบอกให้ช่างที่รีโนเวทชั้น 2 ให้เบาเสียงหน่อย ปรากฏว่ากลุ่มนั้นไม่พอใจ ก็เลยลากผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย จึงทำให้เธอเสียชีวิต แต่พอหลังจากเธอเสียชีวิตก็มีคนแถวนั้นเห็นอยู่เรื่อย ๆ จนเจ้าของที่พักตัดสินใจทุบชั้น 2 ออกให้เหลือชั้นเดียว และเมื่อ 2 ปีที่แล้วโรงแรมที่เขาพักอยู่มีแม่บ้านไปทำความสะอาด แต่เขามีโรคปะจำตัวเสียชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าชั้นไหน ห้อง? เรื่องราวทั้งหมดก็ได้มาสรุปเมื่อปลายปีที่แล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

06 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เสียงกรีดร้องของแอร์สาว สลับกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ ที่เยือกเย็นเธอเปลี่ยนไป หรือใครเข้ามาเปลี่ยนเธอ? ท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง มือของเธอกำแน่นราวกับจูงมือใครอยู่ จากเหตุการณ์ประหลาดในโรงแรมสู่ความจริงที่ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพาบางสิ่งกลับบ้าน และไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่เธอกำลังสะสมอยู่ก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิถุนายน 2569 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวนักสะสม’ ‘คุณเค้กส้ม’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากเพื่อนในสายการบินเดียวกัน เรื่องเกิดขึ้นที่ไฟล์ท 4 เซกเตอร์ (สิงคโปร์ - ญี่ปุ่น - LA) เรื่องเกิดขึ้นใน เซกเตอร์ที่ 3 ตอนกลับจาก LA มาญี่ปุ่น โดยไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่มีลูกเรือมาเลเซียหลายคน โดยประมาณ 5 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และ ผู้หญิง 1 คน โดยปกติพอเครื่องแลนด์ส่วนมากจะไปทานข้าวกัน แต่ด้วยไฟล์ทนี้ค่อนข้างไกลจึงมีบางคนที่ไม่ได้ไปเพราะความเหนื่อยล้าในขณะที่ลูกเรือชายชาวมาเลเซียไปทานข้าวกัน สักพักลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ก็ส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มพร้อมข้อความว่า “เห็นเด็กผู้ชายในรูปนี้ไหม” ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเด็กผู้ชายที่ไหน? เพราะในรูปเป็นเพียงภาพห้องพักในโรงแรมเท่านั้น และได้ตอบไปว่า “ไม่มีนะ” ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียจึงบอกว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ให้เพื่อนช่วยมาที่ห้องหน่อยได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เหมือนกับมีใครบางคนมากดกริ่งเรียก แต่เมื่อเปิดออกไปกลับพบความว่างเปล่า และเมื่อหันกลับมา.. เธอพบเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบที่มา เธอจึงตกใจส่งรูป และข้อความไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอเห็นเด็กชายเพียงคนเดียวทั้งสี่คนรับปากว่า.. จะเข้าไปดู แต่ให้เธอเปิดประตูค้างไว้ให้หน่อย เพราะกังวลเรื่องประเด็น Sexual harassment เมื่อทั้งสี่ไปถึงมองเข้าไปก็พบกับประตูระเบียงที่เปิดไว้ และลูกเรือหญิงที่หันมายิ้มใส่ พร้อมกับท่าทางที่กำลังจะโดดระเบียง ทั้งสี่จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอไว้ เมื่อลงมาได้เธอกลับกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ จากนั้นเธอก็เริ่มพูดว่า “มันอยู่ตรงนั้น ๆ” สลับกับหัวเราะ “ฮิ ฮิ ฮิ” เบา ๆ เหมือนคนเพี้ยนไปเลย ทั้งสี่คนช่วยกันล็อกแขนขาเธอไว้คนละข้างเพราะเธอสบัดแรงมาก ๆ และลูกเรือชาย 1 ใน 4 คนนี้เป็นกังวลเรื่องประเด็น Sexual Harassment จึงไปตามหัวหน้าหญิงชาวสิงคโปร์มาช่วย และเป็นพยานเมื่อเห็นสภาพตรงหน้าเธอจึงเรียกลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นอีกคนให้มาช่วยกัน ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อสถานการณ์เริ่มจะเหนือการควบคุมจึงเรียกรถฉุกเฉิน ในขณะที่หมอใช้ไฟฉายส่องเช็คดวงตาของลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ลูกเรือชายที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พบเข้ากับความประหลาด เพราะเมื่อไฟฉายส่องเข้ากับดวงตาของเธอ แทนที่รูม่านตาจะเล็กลง กลับขยายสู้ไฟ และเมื่อกู้ภัยถามชื่อของเธอ เธอตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ฮานะจัง’ แล้วก็ยิ้ม ทั้งที่ลูกเรือคนนี้เป็นชาวมาเลเซียที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ในระหว่างที่กู้ภัยกำลังดำเนินการต่าง ๆ หัวหน้าลูกเรือทำการหาเบอร์ฉุกเฉินของลูกเรือหญิง และได้เบอร์ติดต่อของพ่อเธอมา จากนั้นจึงได้ติดต่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณพ่อฟัง แต่ท่านไม่ได้มีท่าทีตกใจ พร้อมพูดกลับมาว่า “อีกแล้วเหรอ” นั่นแปลว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์เหล่านี้ จากนั้นพ่อบอกให้ยื่นโทรศัพท์ไปใกล้ ๆ หูของลูกสาวและเขาก็เริ่มสวดบทบางอย่างที่เป็นภาษาของบ้านเขา ลูกสาวจึงสงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเองหัวหน้าก็ยังมองว่าควรไปโรงพยาบาลอยู่ดี เธอก็ยอมอย่างว่าง่าย เพียงแต่ขอเก็บกระเป๋า และเข้าห้องน้ำก่อน ลูกเรือชายในเหตุการณ์รู้สึกไม่ไว้วางใจ มองว่าเป็นความนิ่งที่น่ากลัวแปลก ๆ จึงให้ลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเพื่อความสบายใจของหัวหน้า ผ่านไปสักพักในห้องน้ำมีเสียง ‘ปึ้ง’ ดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง และลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นได้ถูกถีบลอยออกมาจากห้องน้ำ พอเข้าไปดูเธอก็ยังทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยิ้มให้ในระหว่างที่พากันโรงพยาบาล ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียเดินกำมือราวกับว่ากำลังจูงใครไปด้วย หัวหน้าลูกเรือเห็นจึงเดินมาตีมือ และบอกว่ามันน่ากลัว อย่าทำอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่สนใจ และทำอย่างเดิมจนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงคุณหมอก็ให้เธอกลับได้เพราะยังดูปกติ และวันถัดมาเป็นวันที่ต้องบินกลับสิงคโปร์ ด้วยความที่เธอดูผิดปกติมาก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งกลับเป็นผู้โดยสาร ความประหลาดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น บนไฟล์ทเขากรีดร้องไม่ให้ใครนั่งที่นั่งด้านข้างทั้งสิ้น ห้ามราวกับว่ามีคนนั่งอยู่ที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารท่านอื่นจึงเว้นที่นั่งนั้นไว้ให้เธอเลย เมื่อลงจากเครื่องที่สิงคโปร์เธอก็ยังคงทำท่าเหมือนจูงใครสักคนไปด้วยหัวหน้าลูกเรือมองว่านี่ คือเรื่องใหญ่จึงทำการรีพอร์ตไปที่สเตชั่นเมเนเจอร์ และทางนั้นได้มีการติดต่อทางโรงแรมไปว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า และความจริงที่น่าหดหู่ก็ได้ปรากฏขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีแม่ลูกที่ฆ่าตัวตายพร้อมกัน และลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียที่เข้าพักห้องนี้กำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยล้า ไม่ได้พักจึงอาจโดนเข้าสิง จากการที่พ่อของเธอได้พูดว่า “อีกแล้วเหรอ” พร้อมกับมีวิธีรับมือ อาจยืนยันได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกเรือชาวมาเลเซียพาบางสิ่งกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าเธอพากลับไปที่ไหน หรืออาจมีการสะสมสิ่งลี้ลับอื่นอยู่ด้วยหรือไม่.. ทั้งนี้ในท้ายที่สุดได้ทราบว่า “ฮานะจัง” ชื่อที่เธอได้บอกกับกู้ภัย คือชื่อของคุณแม่ที่จบชีวิตลงในห้องพักนี้นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-