Chill On - Recap

Recap

เพิ่งค้นพบตัวเองในวัย 33 ปี l CLUB PRIDE DAY inside EP.15 ไบรโอนี่ ไบรอัน ตัน

11 มี.ค. 2026

เพิ่งค้นพบตัวเองในวัย 33 ปี l CLUB PRIDE DAY inside EP.15 ไบรโอนี่ ไบรอัน ตัน

จาก “ไบรอัน ตัน” สู่ “ไบรโอนี่ ตัน” ชีวิตที่กล้าเปลี่ยนเพื่อเป็นตัวเองความรักที่เหมือน “น้ำ” ที่ไหลไปตามความรู้สึก ไบรโอนี่เปรียบความรักของตัวเองว่า “เหมือนน้ำ” และจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้นที่เป็นเหมือนน้ำ แต่ตัวไบรโอนี่เองก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน ไบรโอนี่เป็นคนอินกับความรักมาก เวลาอยู่ในความสัมพันธ์ ไบรโอนี่สามารถไหลไปตามอีกฝ่ายได้เสมอ น้ำมีหลายอุณหภูมิ บางครั้งก็เย็น สงบ อ่อนโยน แต่บางครั้งก็ร้อนจนถึงจุดเดือด ความรักของไบรโอนี่จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลาปมในใจที่ทำให้ไบรโอนี่หลงลืมความฝัน ความฝันในวัยเด็กของไบรโอนี่คือการเป็นนักร้อง และมี “ทาทา ยัง” เป็นไอดอลที่อยากเติบโตขึ้นไปเป็นแบบนั้น แต่ไบรโอนี่ยอมรับว่าตัวเองมีปมเรื่องการร้องเพลง เพราะทุกครั้งที่ไปออดิชั่นมักไม่เคยผ่านรอบแรก ทั้งที่ไบรโอนี่มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไบรโอนี่ตกรอบจากเวทีประกวดรายการหนึ่งในวันเดียวกับที่ไปประกวดร้องเพลงในมหาวิทยาลัย แต่กลับคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 มาได้ เหตุการณ์นั้นจึงกลายเป็นคำถามในใจว่า “ตกลงไบรโอนี่ดีพอไหม” เมื่อเวลาผ่านไป ไบรโอนี่หันไปโฟกัสงานอื่น กลายเป็นคนทำงานหนัก รับหลายโปรเจกต์จนเริ่มนอนไม่หลับ ก่อนจะตัดสินใจปรึกษาจิตแพทย์ และค้นพบว่าความอึดอัดทั้งหมดเกิดจากความฝันที่ยังไม่ได้ทำ ไบรโอนี่จึงตัดสินใจว่า “ถ้าอยากเป็นอะไร ต้องลงมือทำเอง” และเริ่มทำเพลงจากมือถือเพียงเครื่องเดียว ศึกษาทุกอย่างด้วยตัวเอง จนผลงานได้รับการตอบรับอย่างดีแรงกดดันของการเป็นลูกชาย ไบรโอนี่เติบโตมาในครอบครัวเชื้อสายจีน คุณพ่อเป็นชาวสิงคโปร์ และมีความคาดหวังสูงกับการมี “ลูกชาย” หลังจากสูญเสียลูกชายคนแรกไป ความคาดหวังทั้งหมดจึงมาทับถมอยู่ที่ไบรโอนี่ ความกดดันนั้นเหมือนการถูกวางกรอบให้ต้องเป็น “ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน” แม้ครอบครัวของไบรโอนี่ค่อนข้างเคร่งครัด แต่คุณแม่จะเป็นคนที่คอยซัพพอร์ตและให้อิสระในการเลือกเส้นทางชีวิต แม้ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่คุณแม่ก็เลี้ยงลูกด้วยหัวใจนักสู้ ไบรโอนี่สนิทกับคุณแม่มาก คุยกันแทบทุกเรื่อง วันที่ไบรโอนี่ตัดสินใจคัมเอาต์ บอกแม่ว่าไบรโอนี่มีแฟนและแฟนเป็นผู้ชาย คุณแม่ก็ช็อกในตอนแรก แต่สุดท้ายก็พูดประโยคที่ไบรโอนี่ไม่มีวันลืม “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นลูกชายก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นคนดีของสังคม” แม้คุณแม่จะต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้าง แต่ความรักของคุณแม่ที่มีต่อไบรโอนี่ไม่เคยลดลงเลยMiss Fabulous เวทีที่ไบรโอนี่ต้องสู้จนสุดแรง ชีวิตของไบรโอนี่ไม่เคยง่าย โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นโปรเจกต์ “Miss Fabulous” ที่เกิดจากความชอบดูการประกวดนางงาม จนไบรโอนี่ตั้งคำถามว่า ทำไมเวทีของผู้หญิงกับทรานส์เจนเดอร์ต้องแยกจากกัน ทั้งสองกลุ่มก็น่าจะสามารถแข่งขันร่วมกันในฐานะ Beauty Queen ได้ แม้จะเริ่มต้นโดยแทบไม่มีต้นทุน มีเพียงช่องยูทูบและความตั้งใจ ไบรโอนี่ก็สร้างรายการเรียลลิตี้ขึ้นมาเอง ความท้าทายสำคัญคือการแย่งพื้นที่สื่อจากเวทีใหญ่ ๆ จึงต้องสร้างจุดยืนของเวทีให้ชัดเจน ภายใต้แนวคิดคำว่า “Fabulous” ที่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ความสวย แต่รวมถึงความฉลาด มารยาท บุคลิก เทสต์แฟชั่น และตัวตนของผู้เข้าประกวด แม้จะมีดราม่าเกิดขึ้นระหว่างทาง ไบรโอนี่ก็เลือกนิ่งและเดินหน้าพัฒนาเวทีต่อไปจากรัก 15 ปี สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต สเปกในใจของไบรโอนี่คือผู้ชายสไตล์ Sugar Daddy ที่มีความเป็นผู้ใหญ่และสามารถดูแลกันได้ ความรักครั้งล่าสุดของไบรโอนี่กินเวลานานถึง 15 ปี ตั้งแต่อายุ 19 ถึง 33 ปี จนเรียกได้ว่าเป็นความรักครึ่งชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองคนเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย ทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง แม้ไบรโอนี่จะเป็นฝ่ายตัดสินใจบอกเลิกเพราะไม่อยากอยู่ในความสัมพันธ์ที่อึดอัด แต่ก็ยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาก อย่างไรก็ตาม ความรักครั้งนี้ได้สอนบทเรียนสำคัญให้ไบรโอนี่รู้จักตัวเองมากขึ้น และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต จนค้นพบตัวตนที่แท้จริงและก้าวมาเป็น “ไบรโอนี่” ในวันนี้อย่างมั่นใจอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ หลายคนมองว่าไบรโอนี่เป็นคนอ่อนโยน ซึ่งไบรโอนี่ก็ยอมรับและชอบในบุคลิกนี้ เพราะทำให้คนรู้สึกเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร แม้บางครั้งความอ่อนโยนอาจทำให้ถูกเอาเปรียบ แต่ไบรโอนี่เลือกจัดการด้วยการตัดคนที่ไม่ดีออกจากชีวิต และเตือนตัวเองเสมอว่า “เสียใจได้ แต่ต้องไม่จมอยู่นาน” กว่าจะมาถึงวันที่หลายคนเห็นว่าไบรโอนี่ประสบความสำเร็จ เส้นทางนั้นเต็มไปด้วยความล้มเหลวและความเจ็บปวด ซึ่งมีเพียงไบรโอนี่เท่านั้นที่รู้ว่ามันยากแค่ไหนอายุ 33 ที่ยิ้มง่ายกว่าเดิม ในวัย 33 ปี ไบรโอนี่รู้สึกว่าตัวเองยิ้มได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะวันนี้ไบรโอนี่ได้ใช้ชีวิตอย่างมี “อิสระ” มากขึ้น ต่างจากในอดีตที่มักอยู่ภายใต้กรอบของคำว่า “ต้อง” จนทำให้ต้องวางตัวสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ตลอดเวลา แต่เมื่อไบรโอนี่เริ่มรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และสนุกกับการเป็นตัวเองอย่างแท้จริง จึงทำให้วันนี้ไบรโอนี่ยิ้มและหัวเราะได้ง่ายกว่าที่เคยความฝันที่ยังเติบโตต่อไป แม้วันนี้ไบรโอนี่จะประสบความสำเร็จหลายอย่าง แต่ไบรโอนี่ก็ยอมรับว่ายังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าความฝัน เพราะไบรโอนี่เป็นคนที่ฝันใหญ่ และความฝันนั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เป้าหมายสำคัญคือการเป็นนักร้องที่มีแฟนคลับทั่วโลก แม้อาจดูเป็นความฝันที่ไกล แต่สำหรับไบรโอนี่มันไม่ไกลเกินความพยายาม และถึงแม้สุดท้ายปลายทางอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่างน้อยไบรโอนี่ก็เชื่อว่าการได้พยายามและทำอย่างเต็มที่ก็เพียงพอแล้วการรักตัวเองในแบบไบรโอนี่ สำหรับไบรโอนี่ การรักตัวเองคือการทำให้ “ใจแข็งแรง” เพราะไบรโอนี่เป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจ หากจิตใจไม่แข็งแรง งานที่ทำก็ย่อมออกมาไม่ดี แต่เมื่อใจเข้มแข็งพอ ไบรโอนี่ก็พร้อมจะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง และใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของไบรโอนี่เองดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นเฮือกสุดท้ายของชีวิต l CLUB PRIDE DAY inside EP.14 พาเวล นเรศ

18 ก.พ. 2026

ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นเฮือกสุดท้ายของชีวิต l CLUB PRIDE DAY inside EP.14 พาเวล นเรศ

ความรักของพาเวลเหมือน “ทุเรียน” พาเวลเปรียบความรักของตัวเองเหมือนทุเรียน ภายนอกอาจดูแข็ง ๆ หน้านิ่ง ลุคเท่แบบ masculine ดูเข้าถึงยาก แต่ความจริงแล้วถ้ามีแฟนจะเป็นคนอ้อนเก่งและอ้อนหนักมาก เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและการดูแลกันและกันจากเด็กเอเชียในนิวซีแลนด์ สู่การพิสูจน์ตัวเอง พาเวลย้ายไปนิวซีแลนด์ตั้งแต่เด็ก ต้องเผชิญกับการเป็นเด็กเอเชียไม่กี่คนในโรงเรียน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และเคยถูกบูลลี่อยู่บ่อยครั้ง เขาใช้เวลาปรับตัวถึง 3–4 ปี ทั้งเรียนภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม และพยายามหาจุดเด่นของตัวเอง จนเลือก “การเต้น” เป็นสิ่งที่ทำให้ได้รับการยอมรับ ชีวิตที่นั่นไม่ได้สวยหรู หลังเลิกเรียนต้องทำงานร้านอาหารไทย ล้างจาน เสิร์ฟอาหาร เก็บเงินซื้อรถเอง และช่วยแบ่งเบาภาระแม่จุดเริ่มต้นในวงการที่ไม่เคยอยู่ในความฝัน เดิมทีพาเวลตั้งใจเรียนสายไอที และไม่เคยคิดจะเป็นนักแสดง เพราะขาดความมั่นใจในตัวเอง แต่เมื่อกลับมาไทยและมีอาจารย์แนะนำให้ลองไปแคสงาน นั่นจึงเป็นก้าวแรกในวงการบันเทิง จากคนที่ไม่เคยฝันอยากแสดง กลับค้นพบว่าตัวเองสนุกกับมันจุดเปลี่ยนชีวิตกับ PIT BABE The Series โอกาสสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้แคสกับ Change และได้รับบท “เบ๊บ” ใน PIT BABE The Series ซึ่งเป็นซีรีส์วายออริจินัลเรื่องแรกของค่าย พาเวลตั้งใจทำการบ้านอย่างหนัก และได้แสดงคู่กับ “พูห์” กระแสตอบรับที่ดีตั้งแต่อีพีแรก กลายเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเป็นจุดที่ช่วยเติมเต็ม Self-Esteem ที่เคยขาดหาย ทำให้เขาเข้าใจว่า “ไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหน ถ้าเขารัก เขาก็รักเรา”เคมี “พูห์–พาเวล” ที่กลายเป็นไวรัล ครั้งแรกที่เจอพูห์คือในงานวันเกิดพี่ฉอด เห็นว่าเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ น่ารักดี แล้วต่อมาพวกเขาก็มีโอกาสมาแคสซีรีส์ด้วยกันกับคนอื่นๆในโปรเจค วันแคสจริง ๆ เขาต้องเข้าคู่กับหลายคน จนมาถึงพูห์ พาเวลรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูยอมทุกอย่าง พาเวลเลยเลือกเล่นเต็มที่ อิมโพรไวส์จนเกิดโมเมนต์ไวรัล และสุดท้ายทั้งคู่ได้กลายเป็นนักแสดงนำของเรื่อง กลายเป็นพาร์ทเนอร์ที่แฟน ๆ ให้การตอบรับอย่างล้นหลามความกดดันและความรักจากแฟนคลับ แม้จะประสบความสำเร็จ พาเวลยอมรับว่าทุกครั้งที่เจอแฟนคลับยังรู้สึกกดดัน เพราะอยากทำให้ทุกคนที่ซื้อบัตรมาเจอเขาได้รับความสุขกลับไปให้คุ้มค่า เขาเชื่อว่าถ้าเขามีความสุขบนเวที แฟน ๆ ก็จะสัมผัสได้ สำหรับคอมเมนต์ด้านลบ เขาเลือกโฟกัสที่คนที่มอบความรักให้มากกว่า แม้บางคำพูดจะทำให้เจ็บ แต่เตือนตัวเองเสมอว่าหน้าที่ของเขาคือทำผลงานให้ดีที่สุดครอบครัวคือแรงผลักดันสำคัญ พาเวลเติบโตมาโดยที่แม่ต้องทำงานหนักมาก ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันและเขาก็ไม่ได้มีกำลังทรัพย์อะไรมากเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดังนั้นคำสอนของแม่ที่จำได้ขึ้นใจคือ “ถ้าได้โอกาส จงทำให้เต็มที่” นั่นเลยทำให้เขาเป็นเขาในวันนี้ พาเวลมีความฝันว่าอยากได้อยู่ใกล้ๆแม่ วันนี้เขาสามารถทำให้แม่มาอยู่ใกล้ ๆ และใช้ชีวิตสบายขึ้นได้แล้ว และอีกหนึ่งคนที่สำคัญสำหรับพาเวล คือ “พี่ฉอด” ผู้หญิงที่มอบโอกาสและเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามุมมองความรักในวันนี้ จาก Puppy Love ในวัยเด็ก วันนี้พาเวลเข้าใจคำว่ารักมากขึ้น ความรักของพาเวลคือการ Give Take ความรักไม่ใช่แค่การได้รับ แต่ต้องเติมเต็มให้อีกฝ่ายด้วย ทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมา สอนให้เขารู้จักการประนีประนอมและหาจุดกึ่งกลาง เพราะ “ทุกอย่างมันไม่สามารถเป็นไปดั่งใจเราหรือดั่งใจเขาได้เสมอ มันควรหาตรงกลาง”อนาคตในวงการ และสิ่งที่อยากบอกตัวเองในอดีต พาเวลอยากอยู่ในวงการให้นานที่สุด แต่ก็ยืนยันว่าต่อให้วันหนึ่งไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ก็ยังอยากอัปเดตชีวิตให้แฟน ๆ ได้ติดตาม หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่แก้ไขอะไรเลย เพราะทุกประสบการณ์พามาถึงวันนี้ และอยากบอกเด็กคนนั้นว่า “เชื่อมั่นในตัวเองนะ นายทำได้ และวันนี้มีคนรักนายแล้ว”ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

ซื่อสัตย์และไม่คาดหวังกับตัวเอง l CLUB PRIDE DAY inside EP.13 ญดา นริลญา

21 ม.ค. 2026

ซื่อสัตย์และไม่คาดหวังกับตัวเอง l CLUB PRIDE DAY inside EP.13 ญดา นริลญา

ความรักของญดาเหมือนหมาความรักของหมาที่มีต่อเจ้าของคือความรักที่บริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งตอบแทน และจริงใจเสมอ ญดาเติบโตมากับความเชื่อว่าการเป็นนักแสดงเป็นเรื่องไกลตัว ด้วยความที่ตัวเองเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่เคยคิดว่าวงการบันเทิงจะเอื้อมถึงได้ง่าย แต่โอกาสเล็ก ๆ ในวัยเด็ก จากการไปถ่ายรูปกับเพื่อนที่โมเดลลิ่ง กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อญดาเป็นคนเดียวที่ได้รับการติดต่อให้ไปแคสต์โฆษณา และนั่นคือก้าวแรกของเส้นทางในวงการ แม้เส้นทางจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้ราบรื่น ญดาต้องผ่านการแคสต์งานและการประกวดมานับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงประสบการณ์ผิดหวังจากความไม่โปร่งใส จนเกิดบาดแผลในใจและความกลัวต่อ “ความคาดหวัง” หลายครั้งที่เกือบถอดใจ แต่สิ่งที่ทำให้ญดายังเดินต่อได้ คือกำลังใจจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ คำสอนของคุณแม่เรื่องการไม่คาดหวังเกินตัว และการอยู่กับความสำเร็จเป็นวันต่อวัน กลายเป็นหลักคิดสำคัญในชีวิตญดา ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างสมดุล อยู่ในจุดที่สุขไม่สุดและทุกข์ไม่สุด เข้าใจว่าทั้งความสุขและความเศร้าล้วนไม่ถาวร และทุกอย่างสามารถผ่านไปได้เสมอ มีช่วงหนึ่งที่ญดาเกือบจะหยุดเส้นทางนี้ เพราะต้นทุนชีวิตที่ไม่สูงและค่าใช้จ่ายในการแคสต์งาน โดยเฉพาะในช่วงที่คุณแม่ป่วย แต่ภาพของคุณแม่ที่ยังพามาแคสต์งานทั้งที่ตัวเองไม่สบาย กลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ทำให้ญดาตั้งใจสู้เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองและดูแลคนในครอบครัว ญดาโตมากับความรับผิดชอบตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องเป็นเสาหลักให้ครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี แม้จะหนัก แต่ญดาไม่เคยมองว่าสิ่งนี้เป็นภาระ เพราะเป็นการทำเพื่อคนที่รักญดารัก ในฐานะนักแสดง ญดาเป็นคนที่เข้า–ออกจากตัวละครได้ดี ไม่ยึดติดบทบาทมาปะปนกับชีวิตจริง มองทุกบทที่ได้รับเป็นโอกาสเรียนรู้ โดยเฉพาะบทดราม่าหนักที่ต้องใช้พลังใจสูง ซึ่งเธอผ่านมันมาได้ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัวและทีมงาน พร้อมทั้งมองว่าการแสดงคอมเมดี้ยิ่งท้าทาย เพราะต้องอาศัยเซนส์และความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง การเป็นนักแสดงทำให้ญดาต้องแลกหลายอย่าง ทั้งชีวิตวัยเด็ก เพื่อนสนิท และช่วงเวลาสำคัญในชีวิต แต่เธอเลือกแลกเพราะรักในงานที่ทำ และมองว่านี่คือความท้าทายที่ทำให้ตัวเองเติบโต ญดาจึงเลือกรับบทอย่างระมัดระวัง ไม่รับบทที่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับบทเดิม เพื่อให้คนดูได้เห็นมุมใหม่อยู่เสมอ ในเรื่องความรักและตัวตน ญดาเลือกซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง กล้าที่จะยอมรับรสนิยมทางเพศอย่างตรงไปตรงมา แม้จะต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ แต่เธอมองว่านั่นคืออีกหนึ่งบททดสอบของนักแสดง หากแสดงแล้วคนไม่เชื่อ ก็เป็นเรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง กุญแจสำคัญที่ทำให้ญดากล้าเป็นตัวเอง คือการยอมรับจากคุณแม่ที่บอกเสมอว่า ไม่ว่าลูกจะรักใครหรือเป็นแบบไหน ก็พร้อมสนับสนุน ญดาจึงเชื่อว่าชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาหรือคำทำนายใด ๆ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำและการเลือกของตัวเอง แม้ญดาจะไม่ใช่คนที่มีความฝันชัดเจน แต่ญดาเป็นคนที่คว้าโอกาสทุกครั้งที่เข้ามา และทำให้ดีที่สุด ญดาเชื่อว่าโอกาสบางอย่างมาเพียงครั้งเดียว หากไม่ตั้งใจทำ ก็อาจต้องเสียใจภายหลัง สำหรับญดา ความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่ร้องไห้ แต่คือการรู้ว่าตัวเองยังสู้ได้ แม้จะขอพัก อ่อนแอ หรือร้องไห้ในบางช่วง และรักตัวเองในรูปแบบของญดา มันเป็นเรื่องง่ายๆในชีวิต ที่ได้ให้รางวัลกับตัวเอง มีชีวิตอยู่ในทุกๆวันและทำเพื่อคนอื่นดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Dee

ต้นกล้าแห่งความรัก เติบโตเพราะใส่ใจและร่วงโรยเพราะถูกลืม l CLUB PRIDE DAY inside EP.12 นนท์ อินทนนท์

13 ธ.ค. 2025

ต้นกล้าแห่งความรัก เติบโตเพราะใส่ใจและร่วงโรยเพราะถูกลืม l CLUB PRIDE DAY inside EP.12 นนท์ อินทนนท์

ความรักของนนท์ก็เหมือนต้นกล้า หากช่วยกันรดน้ำดูแล มันก็จะเติบโตไปได้ แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครใส่ใจหรือปล่อยให้ละเลยกันไป ความสัมพันธ์นั้นก็อาจกลายเป็นการต่างคนต่างอยู่ในที่สุดจุดเริ่มต้นของความฝันและครอบครัวที่สนับสนุน นนท์มีความฝันอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก เพราะไม่ชอบวิชาการและชอบทำกิจกรรม ที่บ้านเห็นความชอบนี้เลยสนับสนุนเต็มที่ ถึงแม้ฐานะไม่ได้ดีมาก แต่พวกเขาก็ส่งนนท์ไปเรียน จนนนท์ได้เล่นละครเวที ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของเส้นทางนี้ อย่างไรก็ตาม ความฝันที่สวยงามก็ต้องแลกมาด้วยการซ่อนตัวตนของตัวเอง ตอนนั้นนนท์ไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น และไม่อยากทำให้บ้านเสียใจ การเก็บทุกอย่างไว้ทำให้นนท์กลายเป็นคนขี้ระแวง ไม่มั่นใจ และกลัวสายตาของคนรอบข้าง ก่อนจะค่อยๆ ปลดล็อกตัวเองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความพยายามหนีตัวตนและการยอมรับ ช่วงรอยต่อประถมกับมัธยม นนท์อยากเริ่มต้นใหม่ด้วยการย้ายโรงเรียนเพราะเพื่อนเริ่มตั้งคำถามว่า “นนท์แตกต่าง” แต่สุดท้ายเพื่อนบางคนก็ย้ายตามมา ทุกอย่างจึงเหมือนเดิม นนท์พยายามทำตัวให้ “เหมือนผู้ชายมากขึ้น” ด้วยการมีแฟนเป็นผู้หญิง ซึ่งนนท์ชอบเธอจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อปิดบังอะไร แต่เพราะนนท์ยังไม่สามารถยอมรับตัวตนของตัวเองได้ และกลัวว่าจะทำให้ครอบครัวผิดหวัง ชีวิตช่วงนั้นของนนท์จึงเต็มไปด้วยความอึดอัดและไม่มีความสุข นนท์ใช้เวลากว่า 10 ปีในการเก็บซ่อนความจริงไว้ในใจ จนวันหนึ่งตัดสินใจจะไม่หนีอีกต่อไป และเลือกที่จะบอกความจริงกับที่บ้าน แม้ในใจจะกลัวมากว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือพวกเขาจะรับได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้นนท์กล้าเผชิญคือกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่บอกว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะอยู่ข้างนนท์เสมอ”วันที่บอกความจริงกับครอบครัว นนท์ทำคลิปสารภาพกับที่บ้านว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้หญิง ทุกคนในบ้านช็อก เพราะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างหัวโบราณ และนนท์เป็นลูกคนเดียว แม่พยายามถามว่า “ไม่เป็นแบบนี้ได้ไหม” แต่นนท์ก็อธิบายว่านี่คือสิ่งที่เป็นจริงๆ หลังวันนั้น แม่ไม่คุยกับนนท์นานหนึ่งปี แต่พ่อกลับเป็นคนที่เข้ามาปลอบและให้กำลังใจตลอด ส่วนอีกคนที่เป็นหลักสำคัญคือ “ป้า” ที่อยู่กับนนท์ในทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะร้องไห้ เสียใจ หรือสับสนคำสัญญาที่ตั้งใจทำเพื่อครอบครัวก่อนจะบอกความจริง นนท์ตั้งใจไว้ 3 อย่างเรียนให้จบด้วยเกียรตินิยมบวชให้ครอบครัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้อาจทดแทนความผิดหวังที่เขาอาจมีต่อสิ่งที่นนท์เป็นได้ จนวันที่แม่กลับมาพูดกับนนท์หลังจากนนท์เก็บเงินได้หนึ่งล้านบาทด้วยน้ำพักน้ำแรงและอยากให้แม่เป็นของขวัญ แม่ไม่รับ และถามเพียงว่า “เหนื่อยไหม” ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้นนท์เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะมันคือสัญญาณว่าแม่เริ่มยอมรับในตัวนนท์แล้วนนท์…คนที่อยากทำให้ทุกคนมีความสุข นนท์เป็นคนเอ็นเตอร์เทน ชอบเห็นคนรอบตัวมีความสุข และการได้ยินเสียงหัวเราะคือพลังสำคัญ แต่ในมุมการทำงาน นนท์กลับเป็นคนซีเรียสและคาดหวังสูงกับตัวเอง โดยเฉพาะเวลามีบรีฟว่า “ต้องตลก” เพราะไม่รู้ว่าคนอื่นคาดหวังแค่ไหน ลักษณะเพอร์เฟ็กชันนิสต์นี้บางทีก็ทำให้คนรอบข้างลำบาก จนนนท์เริ่มเรียนรู้ว่า การปล่อยวางบ้างคือสิ่งจำเป็นช่วงเวลาที่ฝังใจ ครั้งหนึ่งนนท์ถูกหลอกให้ไปแคสงาน พี่คนรู้จักให้ช่วยแคสคนอื่นก่อน ทั้งวันนนท์ทุ่มเทเต็มที่ แต่สุดท้ายกลับบอกว่า “ไม่ต้องแคสแล้ว คนเยอะพอแล้ว” พร้อมให้เงินเพียง 500 บาท ไม่ใช่เพราะเงิน แต่มันคือความผิดหวัง ตอนนนท์นั่งร้องไห้ มีคุณป้าขายข้าวเกรียบเดินมาปลอบ พร้อมคำพูดว่า “วันดีมันก็ดี วันไม่ดีเดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ประโยคนี้ทำให้นนท์เห็นว่า ความสุข sometimes อยู่ใกล้แบบคาดไม่ถึง อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือไม่บทเรียนความรัก รักครั้งแรกในปีหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่นนท์ทุ่มเทมาก เขาคือคนแรกที่มาจีบนนท์ก่อน ทำให้นนท์รู้สึกว่า “เขาคือโลกทั้งใบ” แต่สุดท้ายความสัมพันธ์จบลงเพราะเขามีคนอื่น แถมเป็นพี่คนสนิทของนนท์เอง หลังจากผ่านครั้งนั้น นนท์เรียนรู้เรื่องสติและการใช้เหตุผลมากขึ้น จึงสามารถเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ในความสัมพันธ์หลังๆมุมมองต่อความสูญเสีย นนท์มองว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” คือสัจธรรม แม้คนที่รักจะทยอยจากไป แต่เราจะไม่มีวันชินกับความรู้สึกสูญเสีย เพียงแต่เวลาเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยา นนท์เชื่อว่าเมื่อเสียอะไรไป มักมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเสมอการเติบโตและมาตรฐานของตัวเอง หลายคนมองว่านนท์อยู่ในจุดที่ดี ทำงานดี มีคนรู้จักมากขึ้น แต่นนท์เตือนตัวเองเสมอว่า เมื่อก่อนก็เคยเป็นแค่ “เอ็กซ์ตร้า” ที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครยื่นโอกาสให้ นนท์ต้องวิ่งหาเอง วันนี้ถึงจะมีโอกาสมากขึ้น แต่มาตรฐานของนนท์ยังเหมือนเดิม ทำให้ดีที่สุดในแบบที่วันหนึ่งหันกลับมามองแล้วจะไม่เสียใจ เพราะได้ทุ่มเทเต็มที่แล้วดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Deeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี

ความรักไม่ได้มีแต่ความสุข ทำไมเราเลือกที่จะมีมันอยู่ดี? l CLUB PRIDE DAY inside EP.11 ฟาอัล สุดติ่ง

19 พ.ย. 2025

ความรักไม่ได้มีแต่ความสุข ทำไมเราเลือกที่จะมีมันอยู่ดี? l CLUB PRIDE DAY inside EP.11 ฟาอัล สุดติ่ง

CLUB PRIDE DAY inside EP.11 เมื่อ “ฟาอัล สุดติ่ง” อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ชื่อดัง เปิดใจเล่าเรื่องราวชีวิต ความรัก การเติบโตในครอบครัว รวมถึงเส้นทางที่ทำให้เธอกลายเป็นที่รักของผู้คนมากมาย บทสนทนาครั้งนี้เต็มไปด้วยแง่คิดและแรงบันดาลใจที่ทำให้ทุกคนรู้จักฟาอัลในมุมลึกซึ้งกว่าเดิมความรักที่เหมือนรถไฟเหาะ ฟาอัลมองว่าความรักสำหรับเธอเหมือน รถไฟเหาะ (Roller Coaster) ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น หวาดเสียว และเวลาเล่นบางครั้งก็เหนื่อย แต่ถึงแบบนั้นเราก็ยังเลือกที่จะรัก เพราะมนุษย์ต่างเสพติดความรู้สึกที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ฟาอัลเชื่อว่า “เรามักจะเป็นคนหนึ่งที่มีใครสักคนรออยู่ และเราก็กำลังรอเขาเหมือนกัน” มันเลยทำให้ฟาอัลไม่ได้โหยหาความรัก สำหรับสเปกของฟาอัลฟาอัลให้ความสำคัญกับ “ความใส่ใจ” มากกว่ารูปลักษณ์ และถ้าฟาอัลชอบใคร ฟาอัลจะกล้าบอกตรง ๆ เพราะเชื่อในการซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองการเติบโตท่ามกลางความต่าง แต่ไม่เคยถูกมองว่าแตกต่าง หนึ่งในหัวใจสำคัญของชีวิตฟาอัล คือการได้รับการเลี้ยงดูที่ “ไม่แบ่งแยก” จากครอบครัว ครอบครัวไม่เคยมองว่าฟาอัลเป็นเด็กพิเศษ แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป คุณตาของฟาอัลเคยสอนว่า “การที่เราเกิดมาแบบนี้ ไม่ได้แปลว่าเราผิดแปลกจากคนอื่น” คำสอนนี้หล่อหลอมให้ฟาอัลเติบโตอย่างเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับโลกภายนอกแม้อาจไม่ยุติธรรมเสมอไป ช่วงวัยเด็ก ฟาอัลเคยรู้สึกไม่อยากออกจากบ้านเพราะคิดว่าตัวเอง “ผิดแปลกจากคนอื่น” แต่เมื่อโตขึ้น เธอเรียนรู้ว่าการสู้กลับแบบเด็ก ๆ ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลยจากการคลาน สู่การเดินได้ด้วยพระราชานุเคราะห์ ฟาอัลเริ่มต้นด้วยการ “คลาน” ก่อนที่จะได้รับพระราชานุเคราะห์ในการรักษา จนสามารถเดินได้ในวันนี้ และฟาอัลภูมิใจมากที่มาไกลจากจุดเริ่มต้น เมื่อถูกถามว่าอายไหมที่เดินไม่เหมือนคนอื่น ฟาอัลตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่เลย เพราะเมื่อก่อนเราต้องคลาน แต่ตอนนี้เราเดินได้แล้ว” สิ่งนี้ทำให้ฟาอัลมองว่ามันคือ เอกลักษณ์ มากกว่าข้อบกพร่องบาดแผลในโรงเรียนที่ไม่มีใครเห็น ชีวิตในโรงเรียนไม่ใช่ Safe Zone สำหรับฟาอัล เธอเคยถูกบุลลี่ทั้งจากเพื่อนและครู ทำให้ฟาอัลถึงขั้นต้องโกหกที่บ้านว่าไม่อยากไปโรงเรียน เพราะการบอกผู้ปกครองอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง ฟาอัลมองว่า “การเรียนมันจะสนุกขึ้นมาก ถ้าสังคมในโรงเรียนทำให้เราอยากไป” ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นปมสำคัญ แต่ก็เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ฟาอัลเติบโตอย่างเข้าใจโลกมากขึ้นเรียนรู้ที่จะคิดบวกและเข้าใจความเป็นมนุษย์ ฟาอัลมองว่า “ทุกคนมีปม” ไม่ว่าเราจะเห็นหรือไม่ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เราอาจไม่ชอบนิสัยเพื่อนร่วมงานบางคน แต่เราไม่รู้เลยว่าเขาต้องเจออะไรในชีวิตประจำวัน เพราะเราไม่ได้อยู่กับเขาตลอด 24 ชั่วโมง หากเห็นทุกมุมของเขา เราอาจเข้าใจเขามากกว่านี้ก็ได้ นี่คือมุมคิดที่ทำให้ฟาอัลกลายเป็นคนที่เข้าใจผู้อื่นและพร้อมให้เกียรติทุกคนโรงเรียนพิเศษ vs โรงเรียนปกติ: มุมมองจากคนที่เคยผ่านเส้นทางนี้ ฟาอัลเชื่อว่า หากเด็กพิเศษช่วยเหลือตัวเองได้ ควรส่งเข้าเรียนใน โรงเรียนปกติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและให้เด็กได้เรียนรู้การเข้าสังคม การแยกไปเรียนเฉพาะทางตั้งแต่แรกอาจยิ่งจำกัดโอกาส เพราะพ่อแม่ไม่สามารถอยู่ดูแลเด็กตลอดชีวิต ฟาอัลอยากให้สังคมมองเด็กพิเศษเป็น “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่ควรได้รับเกียรติและโอกาสเท่าเทียมกับทุกคนการซัพพอร์ตคนพิการในไทยยังไปไม่ถึงเป้าหมาย ฟาอัลมองว่าระบบสนับสนุนคนพิการในไทยยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือ 800 บาทต่อเดือนที่ไม่ครอบคลุมคุณภาพชีวิตพื้นฐาน แต่ถ้าเราสามารถปรับมาเป็นการซัพพอร์ตแบบยั่งยืน เช่น การสร้างอาชีพ มันอาจจะเป็นโครงการช่วยเหลือระยะยาวมากกว่าการช่วยแบบฉาบฉวยแบบในปัจจุบันแรงกดดันจากสังคม ศาสนา และตัวตนที่แท้จริง ฟาอัลเคยคิดจะเลิก “แต่งหญิง” เพราะแรงกดดันจากสังคมและศาสนา เธอไม่อยากทำผิดหลักความเชื่อ แต่ก็รู้ว่าการฝืนตัวเองทำให้ไม่มีความสุข เราอาจทำให้คนอื่นพอใจได้ แต่ถ้าเราไม่เป็นตัวเอง เราจะทุกข์ที่สุด โชคดีที่ครอบครัวของฟาอัลสนับสนุนและให้ฟาอัลใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเส้นทางสู่วงการบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์ ฟาอัลฝันอยากเป็นนักแสดง และเริ่มต้นเส้นทางในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ ความพยายามทำให้ฟาอัลมาถึงทุกวันนี้ แม้จะมีเสียงวิจารณ์ด้านลบ แต่เมื่อคนรู้จักมากขึ้น ก็เห็นความตั้งใจและเปิดใจยอมรับฟาอัลมากขึ้นสรุป: ฟาอัลไม่ใช่แค่ครีเอเตอร์ แต่คือแรงบันดาลใจของหลายคน จากบทความนี้ทำให้เห็นว่าฟาอัลเป็นคนที่ผ่านหลายสิ่ง แต่ยังคงมองโลกในมุมบวก กล้ารักตัวเอง กล้าเป็นตัวเอง และกล้าต่อสู้เพื่อความฝัน นี่คือเหตุผลที่ฟาอัลกลายเป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆคน และเป็นหนึ่งในตัวแทนที่สะท้อนว่าความแตกต่างคือความงดงามของมนุษย์ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Deeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี

ในวันที่ดอกไม้แห้งเหี่ยว แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ตลอดไป l CLUB PRIDE DAY inside EP.10 น้ําปิง นภัสกร

21 ต.ค. 2025

ในวันที่ดอกไม้แห้งเหี่ยว แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ตลอดไป l CLUB PRIDE DAY inside EP.10 น้ําปิง นภัสกร

" ในวันที่ดอกไม้แห้งเหี่ยว แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ตลอดไป"ได้นำเสนอแง่คิดและประสบการณ์ชีวิตของ น้ำปิง นภัสกร นักแสดงดาวรุ่งวัย 24 ปีผ่านบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง โดยน้ำปิงได้เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบความรักเสมือน "ช่อดอกไม้" ซึ่งเป็นมุมมองที่ยอมรับความเป็นอนิจจังของความสัมพันธ์ เขามองว่าแม้ดอกไม้จะเหี่ยวเฉาและไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป แต่แก่นแท้และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ "ความรู้สึก" ของผู้ให้และผู้รับที่ถูกเติมเต็มและยังคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป เป็นการตอกย้ำว่าคุณค่าของความรักไม่ได้อยู่ที่ความยั่งยืนทางกายภาพ แต่อยู่ที่ความรู้สึกที่มอบให้กันและกัน ในส่วนของ ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว น้ำปิงได้เผยให้เห็นถึงรากฐานทางความคิดที่แข็งแกร่งซึ่งได้รับมาจาก คุณแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการเผชิญหน้ากับความกลัว น้ำปิงได้เล่าถึงสิ่งที่น้ำปิงกลัวที่สุดในวัยเด็กคือ การร้องเพลง เนื่องจากเคยมีบาดแผลจากการถูกเพื่อนล้อเลียน ซึ่งคำสอนของคุณแม่ที่เปรียบเสมือนแสงนำทางคือประโยคที่ว่า "จงทำในสิ่งที่ท่านกลัว แล้วความกลัวจะหายไป" คำสอนนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้น้ำปิงก้าวข้ามความหวาดกลัวเรื่องการร้องเพลงได้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็น ทัศนคติ สำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตและรับมือกับความท้าทายทุกรูปแบบ ทำให้น้ำปิงกลายเป็นคนที่มีวิธีคิดแบบมีมิติ (Layered) ที่มีความลึกซึ้งแต่ไม่ซับซ้อน และพร้อมที่จะเรียนรู้จากทุกประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตอย่างเปิดกว้าง นอกจากคุณแม่แล้ว อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่เป็นหัวใจของน้ำปิงคือคุณยาย ผู้ที่เลี้ยงดูน้ำปิงมาตั้งแต่เด็กและเป็นดั่ง "เซฟโซน" ที่มอบความรักและความอบอุ่นให้เสมอมา แม้ว่าวันนี้ท่านจะจากไปแล้ว แต่น้ำปิงยังคงระลึกถึงท่านเสมอและมีความปรารถนาอย่างสุดซึ้งที่อยากให้ท่านได้เห็นความสำเร็จของน้ำปิงในวันนี้ โดยน้ำปิงเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด คุณยายยังคงเฝ้ามองและภูมิใจในตัวน้ำปิงอยู่เสมอและจากพื้นฐานครอบครัวนี้เอง น้ำปิงรู้สึกว่าตนเองโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ ทางบ้านไม่เคยกดดันหรือตั้งคำถามในสิ่งที่น้ำปิงเป็นหรือน้ำปิงเลือกจะทำ แต่กลับเป็นกำลังใจและพร้อม ซัพพอร์ต อย่างเต็มที่ ทำให้น้ำปิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและเติบโตในแบบที่ตนเองต้องการ สำหรับการ เข้ามาในวงการบันเทิง และการก้าวเข้าสู่เมืองกรุงเพื่อ ศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น้ำปิงเปิดเผยว่าเขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาของการ ปรับตัว ที่ยากลำบากอย่างมาก เนื่องจากความแตกต่างระหว่างสังคมในต่างจังหวัดกับสังคมในเมือง ทำให้เขาต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ ๆ มากมาย นอกจากเรื่องส่วนตัวแล้ว การได้รับบทบาทใน ซีรีส์ เขมจิราต้องรอด ซึ่งเป็นนิยายชื่อดังที่หลายคนชื่นชอบ ก็มาพร้อมกับความกดดันอย่างหนัก ทั้งจากคำถามว่าตนเองเหมาะสมที่จะถ่ายทอดบทบาทหรือไม่ และความกดดันจากกระแสสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสจากผู้ชมบางส่วนที่ต้องการให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ชาย-หญิง แทนที่จะเป็นซีรีส์ BL (Boys' Love) ตามที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งจากเหตุการณ์นี้เอง ทำให้น้ำปิงเกิดการตั้งคำถามต่อมุมมองของสังคมไทย ต่อซีรีส์ BL ว่า แท้จริงแล้วสังคมไทยเปิดใจและยอมรับซีรีส์ประเภทนี้อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงการกล่าวอ้างว่ายอมรับกันไปเอง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ศิลปินต้องเผชิญในการนำเสนอผลงานที่แตกต่าง เมื่อมีปัญหาหรือเรื่องราวที่เข้าใจผิดทำให้เกิดดราม่าต่างๆ น้ำปิงมักเลือกที่จะ ออกมาอธิบายและเคลียร์ทุกอย่างอย่างเปิดเผย ทันที เพราะน้ำปิงเชื่อว่าการเงียบไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่การออกมาปกป้องตนเองหรือคนที่เรารัก การอธิบายให้เกิดความเข้าใจจะช่วยให้ทุกฝ่ายสบายใจ ในส่วนของ ประสบการณ์เรื่องความรัก น้ำปิงมองว่าตนเองเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความรักบ่อยครั้ง แต่เมื่อรักแล้วจะ ทุ่มเท ให้กับความสัมพันธ์นั้นอย่างมาก โดยธรรมชาติแล้วน้ำปิงเป็นคนที่ชอบเป็นผู้ให้ และเชื่อในความสัมพันธ์แบบ Give and Take แต่พอเราเป็นฝ่ายให้มากกว่าได้รับอย่างต่อเนื่อง น้ำปิงเลยเริ่มรู้สึกเหนื่อย จนกระทั่งนำไปสู่การ ตกตะกอนทางความคิด ว่าตนเองต้องการอะไร และความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่มันโอเคแล้วหรือไม่ เมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว การแยกย้ายจึงเกิดขึ้น แม้จะเจอการอกหักครั้งแรกที่ทำให้เสียใจอย่างหนัก แต่เหตุการณ์นี้กลับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้น้ำปิงค้นพบว่า แม้ในวันที่รู้สึกว่าไม่เหลือใคร แต่เขาก็ยังมีเพื่อนและครอบครัวที่ยังรักและคอยอยู่เคียงข้างเสมอ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นจึงเปรียบเสมือน "สารเร่งโต" ที่ทำให้น้ำปิงเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Deeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี

ความชอบของคนเรา เปลี่ยนไปได้ทุกวัย ทุกวัน l CLUB PRIDE DAY inside EP.9 นินิว เพชรด่านแก้ว

29 ก.ย. 2025

ความชอบของคนเรา เปลี่ยนไปได้ทุกวัย ทุกวัน l CLUB PRIDE DAY inside EP.9 นินิว เพชรด่านแก้ว

นินิว หรือ คริตตินา แซ่แต้จาก “เด็กขี้อาย” สู่ “เด็กกิจกรรม”ครอบครัว การยอมรับตัวตน นินิวเกิดในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นตำรวจ ในสังคมตำรวจสมัยนั้นมักมองว่าการมีลูกเป็น LGBTQ+ เป็นเรื่องแปลก ทำให้นินิวรู้สึกเหมือนถูก “ฟรีซ” จากสายตาคนอื่น ถูกบอกว่าเป็นกะเทยแล้วไม่ควรเปิดเผย จึงไม่กล้าพูดหรือแสดงออก ตอนเด็กนินิวเคยถูกป้าข้างบ้านพูดใส่ว่า “ดีนะ ที่บ้านเราไม่มีลูกเป็นตุ๊ด” คำพูดนั้นฝังใจ แต่นินิวเลือกปล่อยผ่าน ให้เขาอยู่กับทัศนคติแบบเดิมของเขาไป อย่างไรก็ตาม นินิวมองว่าตัวเอง “โชคดีมาก” เพราะครอบครัวเปิดกว้าง เข้าใจ และไม่กดดัน ไม่คาดหวังให้นินิวต้องพิสูจน์ตัวเองเพียงเพราะเป็น LGBTQ+ อยากเรียนอะไร ทำอะไร ทางบ้านก็พร้อมที่จะสนับสนุนนินิวอย่างเต็มที่ทดลอง-เรียนรู้-ค้นหาความชอบ นินิวชอบลองสิ่งใหม่เพื่อรู้จักตัวเอง เคยฝันอยากเป็นนักร้อง พอได้ทำจริงกลับพบว่า “ไม่ชอบ” ถ้าว่าแล้วอาชีพนักแสดง นินิวก็ “ทำได้” แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่ใช่ เพราะนินิวคิดว่า“ความชอบของคนเราเปลี่ยนได้ทุกวัย ทุกวัน”จึงไม่รีบการันตีว่าอะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุด เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้ลองเสมอจุดเริ่มต้นสายท่องเที่ยว เริ่มจากอยากไปต่างประเทศเลยเรียนเป็น “ไกด์” ชอบเมืองชนบทต่างประเทศ ได้เห็นมุมชีวิตเรียบง่ายจนตกผลึกว่า“ความสุขจริง ๆ ไม่ได้ยากขนาดนั้น มันอยู่รอบตัวและไม่เหมือนกันในแต่ละคน” นินิวมองว่าตัวเองเป็น introvert ที่เข้าสังคมได้ รักการท่องเที่ยวพอ ๆ กับการอยู๋กับตัวเองในพื้นที่ที่มีความสงบและธรรมชาติการสูญเสีย มุมมองต่อความตาย การสูญเสียคุณพ่อคือบทเรียนครั้งใหญ่ นินิวไม่ร้องไห้ในวันนั้น เพราะรู้ว่าตัวเองทำหน้าที่ลูกได้เต็มที่แล้ว ถ้าถามว่านินิวกลัวตายมั้น นินิวตอบได้เลยว่าไม่กลัวความตาย“ถ้าเรากลัวความตาย เราอาจลืมความสุขที่ทำได้ในปัจจุบัน”เลยตั้งใจอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดรับมือคอมเมนต์ ดราม่า นินิวชอบอ่านทุกคอมเมนต์ไม่ว่าจะมาในทางที่ดีและไม่ดี โดยวิธีรับมือของนินิวคือ “ไม่รับมือ” เพราะนั่นคือความคิดของเขา ไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเขาไม่สำคัญกับชีวิตเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร นินิวยอมรับว่าเคยโต้ตอบบ้างในอดีต ก่อนจะตกผลึกว่ามันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย และอาจกลายเป็น Digital Footprint ที่ว่าถ้าวันนึงเรามองย้อนกลับมา เราอาจจะไม่ชอบตัวเองในตอนนั้นก็ได้มุมมองเรื่องเพื่อน ถ้าพูดถึงเพื่อนสนิทของนินิวก็ต้องเป็น ฝน (monsterfon) จุดเริ่มต้นของพวกเรามาจากการไลฟ์เล่น ๆ กัน จนมีลูกค้าจ้าง ฝนเป็นเพื่อนที่คุยได้ทุกเรื่อง ทั้งไร้สาระและ deep talk เพราะมีตรรกะชีวิตคล้ายกัน รับฟังและเตือนกันได้ สำหรับมุมมองเรื่องเพื่อนของนินิว นินิวมองว่ามันสำคัญที่ “ทัศนคติที่ต้องไปด้วยกันได้” นินิวมักเป็นฝ่ายประนีประนอม เพราะคนรอบตัวส่วนใหญ่ใจร้อนความรักสเป็กของนินิว คือ “หนุ่มขาวตี๋” นินิวเคยอกหักครั้งแรกตอนมัธยม คบกันราวหนึ่งปี อีกฝ่าย “ยืมหูฟังบลูทูธของเราแล้วหายไป” มันจบลงด้วยการที่เขาหายไปเลย นั้นเป็นครั้งแรกที่เข้าใจความรู้สึกอกหัก จากนั้นเวลาอกหักนินวจะมีสเต็ปการอกหักที่ทำคือ ร้องไห้ เปิดเพลงเศร้า ดื่มกับเพื่อน ขับรถไปทะเล กินเหล้าจุดพลุถ่ายรูปลงรูปเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา จนวันหนึ่งนินิวเลือกไปเที่ยวคนเดียว ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยเรียงความคิด นินิวรู้สึกชัดเจนขึ้นว่า ที่เราเจ็บก็เพราะนินิวยังรักตัวเองไม่พอ จากนั้นนินิวก็คิดได้ว่า ถ้าจะรักใคร ต้องรักในแบบที่เขาเป็น ไม่ผูกความคาดหวังของนินิวไว้กับชีวิตอีกคน“ความรักเหมือนอากาศ” อยู่รอบตัวในหลายรูปแบบ ทั้งครอบครัว เพื่อน ตัวนินิวเอง หรือสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ วันนี้นินิวไม่ได้ตามหามัน แต่ถ้ามีคนเดินเข้ามา นินิวก็ยินดีที่จะค่อย ๆ เรียนรู้กันงานที่ใช่ เส้นทางครีเอทีฟ อยากใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ถ้ามีโอกาสก็ทำให้เต็มที่ แต่รู้ชัดอย่างหนึ่งคือ “ไม่ชอบร้องเพลงตามร้าน” เพราะควบคุมปัจจัยรอบตัวไม่ได้ ยอมรับว่า “ทำตามใจตัวเอง” เงินซื้อไม่ได้ ถ้าใจไม่อยาก นินิวก็จะไม่ทำ นินิวค้นพบความเป็นคนตลกและสร้างสีสันแบบ “ไม่วางแผน” มาจากอินเนอร์ ไม่ค่อยตามกระแส ชอบหาความต่าง เลยออกมาเป็นธรรมชาติและถูกจริตผู้คนความกังวล แผนชีวิต นินิวรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ตอนนี้ “นินิวไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล” เพราะนินิววางแผนคร่าว ๆ ของชีวิตไว้แล้ว ทั้งเรื่องการย้ายกลับต่างจังหวัด และเรื่องทำประกัน นินิวรู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเองที่สุด นินิวให้ความสำคัญกับความสุขเป็นลำดับแรก สำหรับคนที่ยังไม่เจอสิ่งที่ใช่ นินิวอยากให้ “ลองไปเรื่อยๆ” เพื่อค้นเจอความสุขของตัวเอง เพราะสิ่งที่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้อาจไม่ใช่ ไม่เป็นไร แค่ลอง นินิวคิดว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาคือ บทเรียน เราต้องอยู่กับปัจจุบัน สิ่งไหนไม่ดีเราก็เรียนรู้แล้วแก้มันเลย ไม่ต้องรอให้อนาคตย้อนกลับมารักตัวเองฉบับนินิว เข้าใจตัวเองให้มาก ทบทวนตัวเอง คุยกับตัวเอง ฟังเสียงตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องให้ใครมายอมรับ แค่เรายอมรับตัวเอง ชีวิตก็จะ “สุขง่ายขึ้น”ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Deeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี

อย่ารักตัวเองมากเกินไปและบางครั้งเราก็ต้องเกลียดตัวเองบ้าง l CLUB PRIDE DAY inside EP.8 ม๊าเดี่ยว

09 ก.ย. 2025

อย่ารักตัวเองมากเกินไปและบางครั้งเราก็ต้องเกลียดตัวเองบ้าง l CLUB PRIDE DAY inside EP.8 ม๊าเดี่ยว

ความรักที่เหมือน "อากาศ" และการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ม๊าเดี่ยว คือหนึ่งในคนที่เลือกจะใช้ชีวิตแบบไม่เหมือนใคร ไม่ยึดติดกรอบสังคม และกล้าที่จะเป็นตัวเองเต็มที่ มุมมองความรักของม๊าเดี่ยวเปรียบเหมือน “อากาศ” สิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ก็ขาดไม่ได้ เหมือนอากาศ วันหนึ่งถ้ามันควบแน่นกลายเป็นฝน เราก็อาจได้เห็นสายรุ้ง แม้ม๊าเดี่ยวไม่เคยมีความรักและไม่ได้อยากผูกมัดใคร แม้จะกลัวความรักบ้าง แต่ม๊าเดี่ยวก็พร้อมจะเปิดใจให้คนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างกันจริงๆการเติบโตและครอบครัว ม๊าเดี่ยวเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เลือกทำอาชีพอิสระ แม้จะดูไม่มั่นคงในสายตาคนอื่น แต่กลับปลูกฝังให้ม๊าเดี่ยวเชื่อว่าความสุขอยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่รัก พ่อแม่สนับสนุนทุกการตัดสินใจและให้อิสระเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นตัวเองหรือแม้แต่การอยากแต่งหญิง ครอบครัวไม่เคยตั้งคำถาม มีแต่ยอมรับและภูมิใจเส้นทางสู่โลกแฟชั่น จุดเริ่มต้นมาจากการเสพแฟชั่นต่างประเทศทางอินเทอร์เน็ต ม๊าเดี่ยวลองหยิบสิ่งของรอบบ้านมาทำชุดและโพสต์ลงโซเชียล จนกลายเป็นไวรัลและทำให้คนรู้จัก ม๊าเดี่ยวมีจุดยืนชัดเจนว่า ต่อต้าน Fast Fashion เพราะมองว่าเป็นการทำลายคุณค่าความคิดสร้างสรรค์ และเชื่อว่าการแต่งตัวไม่เหมือนใครไม่น่าอาย แต่การก๊อปปี้ต่างหากที่น่าอายการรับมือกับอุปสรรค ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ม๊าเดี่ยวเคยถูกโกงโดยคนที่ไว้ใจ และเคยโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง แต่เขาเลือกจะเรียนรู้และปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบจนกดดันตัวเอง รวมถึงไม่ให้คอมเมนต์ลบมามีอิทธิพล จนได้ข้อคิดที่ว่า “ให้เป็นเรื่องของมาร์ก” (มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook)เป้าหมายชีวิต จากเดิมที่เคยฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ให้เสื้อผ้าของตนอยู่ในตู้ทุกบ้าน ม๊าเดี่ยวเปลี่ยนมุมมองใหม่ มุ่งทำเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวัน เพราะเชื่อว่า “การตั้งเป้าหมายเล็กๆ จะทำให้เรามีความสุขทุกวัน”แรงบันดาลใจให้คนอื่น ทุกวันนี้ ม๊าเดี่ยวกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน แม้จะมองตัวเองว่าไม่ได้เป็นคนดีอะไร แค่เป็นตัวเอง เช่น การกรีดอายไลเนอร์ธรรมดาๆ ก็อาจทำให้ใครสักคนกล้าที่จะลองแตกต่าง จุดเด่นของม๊าเดี่ยวคือ การทำได้หมด ม๊าเดี่ยวคิดว่า ”เราไม่จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด แต่ขอให้ลอง” เพราะว่า “ชีวิตมันไม่มีคำว่าสำเร็จ ชีวิตมีแค่คำว่าได้ทำแล้ว คำว่าสำเร็จมีไว้หลอกคนเท่านั้น”ดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Deeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี

ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข l CLUB PRIDE DAY inside EP.7 เต้ กันตนา

28 ส.ค. 2025

ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข l CLUB PRIDE DAY inside EP.7 เต้ กันตนา

เต้ กันตนา กับความรักที่ไม่มีเงื่อนไขถ้าพูดถึงเรื่องของความรัก ก็จะมีหลาย ๆ ทฤษฎีให้ทุกคนได้ศึกษาและทำความเข้าใจในทฤษฎีนั้น ๆ และอีกหนึ่งทฤษฎีที่ทำได้ง่ายคือ "ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข" ทฤษฎีนี้หาได้ง่ายจากครอบครัว แต่อาจจะหาได้ยากจากคนรักจุดเริ่มต้นของ The Face Thailand The Face Thailand เริ่มจากคอนเซ็ปต์ “นี่แหละชีวิตจริง มันเกิดการแข่งขันแบบนี้” เพื่อรวบรวมคนที่มีแพสชันและความฝันด้านแฟชั่นมาแข่งขันกัน โดยซีซั่นแรก เต้ ปิยะรัฐ วางโครงสร้างชัดเจน พร้อมดึงเมนเทอร์ชื่อดัง ลูกเกด เมทินี, พลอย เฌอมาลย์ และหญิง รฐา มาช่วยถ่ายทอดแนวคิดให้เข้าถึงง่าย จนรายการได้รับความนิยม คำพูดและมีมจากรายการถูกนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จนี้ทำให้ซีซั่นต่อ ๆ มา เต้ต้องเพิ่มความเข้มข้นและปรับให้เข้ากับยุคสมัยอย่างต่อเนื่องการหมดไฟและการกลับมาใหม่ แม้จะประสบความสำเร็จ เต้เคยยอมรับว่า หมดไฟกับการทำงาน เพราะทุ่มพลังให้ผู้เข้าแข่งขันทุกซีซั่นจนเหนื่อยล้า เต้จึงเลือกหยุดพักไป เพื่อเติมไฟให้ตัวเอง บทเรียนครั้งนั้นทำให้เต้เข้าใจว่า เมื่อไม่ไหว ต้องยอมปล่อยวาง และการมีครอบครัวเป็น support system คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เต้กลับมาแข็งแรงอีกครั้งTHE FACE THAILAND คือ DNA ของเต้ สำหรับเต้ รายการนี้ไม่ใช่เพียงงาน แต่คือ DNA ของชีวิต ทุกครั้งที่ทำงาน เต้ยึดหลัก “ทำให้เต็มที่ ไม่มีวันเสียใจ” และต้องสื่อสารกับทีมงานอย่างเข้าใจตรงกัน เพื่อเปลี่ยนภาพในหัวให้ออกมาเป็นรายการที่คนดูอินไปด้วยเหตุผลกับอารมณ์เป็นสิ่งที่การบาลานซ์ที่ยากที่สุด เต้ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ บางครั้งควบคุมยาก แต่เต้ก็เรียนรู้ที่จะจัดการมัน “บางทีมันต้องปล่อยให้อารมณ์ไปให้สุด เพื่อให้งานออกมาดี” นี่คือจุดแข็งและเอกลักษณ์ที่ทำให้ผลงานของเต้มีพลังและแตกต่างแรงกดดันจาก “ครอบครัวกันตนา”“เวลาเต้ทำดีมันเสมอตัว แต่ถ้าพลาด อาจถูกพูดถึงไปถึงบรรพบุรุษ” การเติบโตในครอบครัวกันตนาทำให้เต้เผชิญแรงคาดหวังสูง แต่แทนที่จะท้อ เต้กลับใช้เป็น แรงผลักดัน พิสูจน์ว่ารุ่น 3 อย่างเต้สามารถพาธุรกิจเดินหน้าต่อได้ และวันนี้เต้พร้อมส่งต่อให้คนรุ่นใหม่สืบต่อไปความรักและชีวิตส่วนตัว แม้จะประสบความสำเร็จด้านการงาน แต่เต้มองว่าตัวเองอาจ ไม่มีดวงเรื่องความรัก ในอดีตเวลาตกหลุมรักเต้มักใช้อารมณ์ล้วนๆและเต้จะคอยสร้าง “บททดสอบ” ให้คนรักต้องผ่านเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ถ้าถามว่าระหว่างความรักกับหน้าที่ เต้มองว่าหน้าที่และความรับผิดชอบต้องมาก่อน หากเขาเข้าใจก็ไปด้วยกันได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ยากที่จะเดินต่อบทเรียนชีวิต: การปล่อยวางและรักตัวเอง“รักตัวเองให้พอ รักตัวเองให้เป็น" ถ้าเต้ทำได้ เต้จะไม่โหยหาความรักจากคนอื่น แต่ยังมีเหลือพอที่จะแบ่งให้คนรอบข้าง เต้เรียนรู้ว่า "ทุกความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความพยายาม" สิ่งสำคัญที่สุดคือการปล่อยวางและรักตัวเอง สำหรับเต้ ความรักแท้คือความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะมาจากครอบครัว คนรอบตัว หรือคนรักที่พร้อมยอมรับและปรับตัวให้กันและกันดูคลิปเต็มได้ที่ Atime Do Deeจัดทำโดย : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี และ ชานนท์ ไชยศรี