ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

Beauty & Health

ปวดออฟฟิศซินโดรมรุนแรง กระดูกสันหลังอาจเสียถาวร

28 เม.ย. 2025

โรคยอดฮิตของชาวออฟฟิศก็คงจะเป็นโรคไหนไปไม่ได้ นอกจากออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมในการทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย เริ่มจากปวดคอ บ่า ไหล่ลงมาที่หลัง เมื่อปล่อยไว้อาจทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม หมองรองกระดูกปลิ้น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และกระดูกสันหลังเสียหายได้ 

ปวดหลังแบบไหนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  • ปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 1 – 3 เดือน 
  • ปวดหลังร้าวลงขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมการเดินไม่ได้จากการโดนกดทับเส้นประสาท
  • ปวดหลังร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชา ขาอ่อนแรง ปัสสาวะ อุจจาระผิดปกติ ฯลฯ
  • ทรงตัวได้ไม่ดี เดินลำบาก ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้เหมือนปกติ
  •  

ตรวจวินิจฉัยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างไร?

เพราะอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ควรตรวจเช็กกับแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด หากแพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งตรวจ MRI เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาแนวทางในการรักษาที่เหมาะสม โดยผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาและทำกายภาพบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจจะต้องแนะนำให้ผ่าตัด

 

วิธีการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

การรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ประกอบด้วย

  • การให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เป็นวิธีการรักษาในระยะแรกเริ่มเมื่อพบว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 
  • การทำกายภาพบำบัดร่วมด้วยในผู้ป่วยที่มีอาการ ช่วยปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหาให้กลับมาดีขึ้น รวมถึงการประคบร้อน การอัลตราซาวนด์ เลเซอร์ การช็อกเวฟ การดึงคอดึงหลัง ช่วยให้อาการปวดหรือออฟฟิศซินโดรมลดลง ทั้งนี้ต้องประเมินเพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทาง
  • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงไขสันหลัง เพื่อลดอาการปวด
  • การผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้อง แผลผ่าเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด โดยคำนึงถึงการรักษาที่เน้นการแก้ปัญหาที่สาเหตุเป็นหลัก

 

ปรับพฤติกรรมก่อนกระดูกสันหลังเสีย

  • อย่านั่งนาน ลุกขึ้นยืดเส้นยืนสายให้บ่อยทุก 1 ชั่วโมง
  • ยืดกล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อตึงเกินไปจนปวด
  • ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง ปรับอุปกรณ์ออฟฟิศให้เหมาะกับร่างกาย 
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมการก้มหรือแอ่นหลังที่มากเกินไป
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ

หากปวดจากออฟฟิศซินโดรมที่ไม่รุนแรงเมื่อปรับพฤติกรรมมักดีขึ้นหรือหายได้ในเวลาไม่นานแต่ในกรณีที่อาการแย่ลงและกระทบกับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี

related Beauty & Health

แจกไอเดียทำเล็บ รับ SUMMER

11 เม.ย. 2025

แจกไอเดียทำเล็บ รับ SUMMER

หน้าร้อนและหยุดยาวทั้งที เพื่อนๆ หลายๆ คนคงกำลังวางแผนเพื่อเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนกัน สถานที่เด็ดที่ใครหลาย ๆ คนมักไปเที่ยวกันคงไม่พ้นทะเล เพราะทั้งใกล้กรุง และเดินทางสะดวก แอดมินเลยจะมาแจกไอเดียทำเล็บสุดคิ้วท์รับช่วง SUMMER นี้ ชุดพร้อมแล้ว เล็บจะไม่พร้อมได้ยังไงธีมเมอเมดเล็บนางเงือกสาวสุดๆ โดยทำเลียนแบบวัสดุที่สายหาด เพื่อให้เข้ากับทะเล และธรรมชาติ ยิ่งเคลือบเล็บ หรือเพิ่มไข่มุกยิ่งโซจึ้งรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestธีมธรรมชาติฟิลลิ่งแม่สาวรักธรรมชาติท่านหนึ่ง ดอกไม้สีสันสดใส ผีเสื้อสีสวยรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestธีมมินิมอลอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับสายซอฟต์ ลายมินิมอลเป็นลายที่สามารถทำได้ทุกซีซั่นรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterestรูปภาพจาก Pinterest

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ

04 มี.ค. 2025

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ

ความแตกต่างของการดื่มชาเขียวแต่ละแบบ ชาเขียวมีหลายประเภท และแต่ละแบบก็มีความแตกต่างทั้งในเรื่องของรสชาติ วิธีการผลิต และประโยชน์ต่อสุขภาพขอบคุณภาพจาก matchazuki1. ชาเขียวญี่ปุ่น vs. ชาเขียวจีน ชาเขียวจีนและชาเขียวญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของ กระบวนการผลิต, สี, รสชาติ และวิธีการชง ซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์การดื่มชาอย่างมาก1. กระบวนการผลิตชาเขียวญี่ปุ่น ใช้วิธี นึ่งด้วยไอน้ำ ทันทีหลังเก็บเกี่ยว เพื่อหยุดกระบวนการออกซิเดชัน ทำให้ใบชาคงความสดและมีสีเขียวเข้มชาเขียวจีน ใช้วิธี คั่วในกระทะหรืออบแห้ง ทำให้เกิดกลิ่นหอมของการคั่ว และสีของใบชาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง2. สีของน้ำชาชาเขียวญี่ปุ่น มักให้สีน้ำชา เขียวสดใส เนื่องจากกระบวนการนึ่งช่วยรักษาสารคลอโรฟิลล์ชาเขียวจีน มักให้สีน้ำชา เขียวอมเหลืองหรือทองอ่อนๆ จากกระบวนการคั่ว3. รสชาติและกลิ่นชาเขียวญี่ปุ่น มีรสชาติ สดชื่น อ่อนนุ่ม หวานนิดๆ และมีกลิ่นหญ้าอ่อนๆชาเขียวจีน มีรสชาติ หอมคั่ว กลมกล่อม ฝาดเล็กน้อย และซับซ้อนกว่าชาเขียวญี่ปุ่น4. วิธีการชงชาเขียวญี่ปุ่น มักใช้ น้ำอุณหภูมิต่ำกว่า (ประมาณ 60-80°C) เพื่อไม่ให้รสขมเกินไปชาเขียวจีน สามารถชงด้วย น้ำร้อนกว่า (ประมาณ 80-90°C) โดยนิยมใช้ถ้วยชาแบบจีน (Gaiwan) หรือกาน้ำชา5. ตัวอย่างชาแต่ละประเภทชาเขียวญี่ปุ่น: เซนฉะ (Sencha), มัทฉะ (Matcha), เกียวคุโระ (Gyokuro), โฮจิฉะ (Hojicha)ชาเขียวจีน: หลงจิ่ง (Longjing), ปิหลัวชุน (Biluochun), จู๋เย่ฉิง (Zhuyeqing)2. ชาเขียวมัทฉะ vs. ชาเขียวทั่วไป ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีหลายประเภท โดยหนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญคือ มัทฉะ (Matcha) และชาเขียวทั่วไป (Loose Leaf Green Tea) ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งใน กระบวนการผลิต, วิธีดื่ม, ปริมาณสารอาหาร และรสชาติ1. กระบวนการผลิตมัทฉะ ทำจากใบชาอ่อนที่ถูกบดเป็นผงละเอียด โดยก่อนเก็บเกี่ยว ต้นชาจะถูกคลุมไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโน ทำให้ชาได้รสชาติหวานกลมกล่อมและสีเขียวสดใสชาเขียวทั่วไป มักใช้ใบชาทั้งใบและผ่านกระบวนการอบแห้ง ไม่ได้นำมาบด ทำให้สารอาหารบางส่วนละลายออกมาในน้ำเมื่อชง แต่ไม่ได้รับประทานใบชาโดยตรง2. วิธีการดื่มมัทฉะ ถูกนำมาผสมกับน้ำและตีให้เข้ากัน ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้นและได้รับสารอาหารจากใบชาเต็มที่ชาเขียวทั่วไป ชงโดยแช่ใบชาลงในน้ำร้อน จากนั้นกรองใบชาออก ทำให้ได้รับสารอาหารเพียงบางส่วนที่ละลายในน้ำ3. ปริมาณสารอาหารและคาเฟอีนมัทฉะ มีคาเฟอีนสูงกว่าชาเขียวทั่วไป เนื่องจากบริโภคทั้งใบชา จึงให้พลังงานและสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาเขียวทั่วไป มีคาเฟอีนต่ำกว่า เพราะเพียงแช่ใบชาในน้ำ ไม่ได้รับใบชาโดยตรง4. รสชาติและกลิ่นมัทฉะ มีรสชาติ เข้มข้น ขมนิดๆ แต่กลมกล่อม พร้อมกลิ่นหอมของชาชาเขียวทั่วไป มีรสชาติ เบากว่า สดชื่นกว่า และอาจมีความหวานอ่อนๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของชา3. ชาเขียวร้อน vs. ชาเขียวเย็น (ใส่น้ำแข็ง/ขวดพร้อมดื่ม) ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สามารถดื่มได้ทั้งแบบ ร้อน และ เย็น แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งในแง่ของ รสชาติ, คุณค่าทางสารอาหาร และผลต่อสุขภาพ1. วิธีการชงและอุณหภูมิชาเขียวร้อน ชงโดยใช้ น้ำร้อน (60-80°C) และดื่มในขณะที่ยังอุ่นอยู่ ทำให้รสชาติของชาเข้มข้นและกลิ่นหอมชัดเจนชาเขียวเย็น อาจมาจากการ ชงร้อนแล้วปล่อยให้เย็น หรือ ชงเย็นโดยใช้น้ำเย็นแช่ใบชา (Cold Brew) ซึ่งให้รสชาติที่นุ่มและสดชื่น2. คุณค่าทางสารอาหารชาเขียวร้อน มี สารต้านอนุมูลอิสระ (เช่น EGCG) สูงกว่า เพราะสารเหล่านี้ละลายในน้ำร้อนง่ายกว่าชาเขียวเย็น โดยเฉพาะชาเขียวขวดหรือชาเย็นที่ขายทั่วไป มักมีน้ำตาลสูง หรืออาจผ่านการแปรรูป ทำให้คุณค่าทางสารอาหารลดลง3. รสชาติและกลิ่นชาเขียวร้อน มีรสชาติที่ เข้มข้น, หอมชัด และอาจมีความขมนิดๆชาเขียวเย็น มีรสชาติที่ อ่อนกว่า, สดชื่น และดื่มง่ายกว่า โดยเฉพาะชาเขียวขวดที่มักมีรสหวานจากการเติมน้ำตาล4. ผลต่อสุขภาพชาเขียวร้อน ช่วย กระตุ้นระบบเผาผลาญ, ลดไขมัน และให้ประโยชน์สูงสุดจากชาชาเขียวเย็น โดยเฉพาะชาเขียวขวดหรือใส่น้ำแข็ง อาจมีน้ำตาลสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น น้ำหนักขึ้น หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงสรุป หากคุณต้องการดื่มชาเขียวเพื่อสุขภาพ ชาเขียวร้อนที่ไม่เติมน้ำตาล คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะจะคงคุณค่าสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงสุด สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานและสารอาหารที่เข้มข้นขึ้น มัทฉะ คือตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการบริโภคทั้งใบชา ทำให้ได้รับสารอาหารมากกว่า หากคุณชื่นชอบรสชาติที่หอมคั่วแบบดั้งเดิม ชาเขียวจีน เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยกระบวนการคั่วที่ทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ ชาเขียวเย็น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่นและรสชาติที่อ่อนโยนกว่าผู้เขียน : พิชชาภรณ์ ผาสุขดี

เสริมบุคลิกภาพกับคลาสพิลาทิส ที่ POP Pilates Thailand

05 มี.ค. 2025

เสริมบุคลิกภาพกับคลาสพิลาทิส ที่ POP Pilates Thailand

เนื่องจากปัญหาทางมลภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ทำให้หลายคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งเรื่องการกิน และการออกกำลังกาย วันนี้ Atime จึงอยากพาเพื่อน ๆ มาทำความรู้จักกับ “พิลาทิส” กันว่าการออกกำลังกายประเภทนี้ดีกับตัวเราอย่างไรพิลาทิส การออกกำลังกายที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยการออกกำลังกายเป็นการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมความเเข็งเเรง เเละสุขภาพของร่างกาย เเละควรออกเป็นประจำอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ การเล่นพิลาทิสเป็นทางเลือกหนึ่งในการออกกำลังกายที่เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อให้เเข็งเเรง เป็นการออกกำลังกายที่เเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยพิลาทิส (Pilates)คือ การออกกำลังกายที่่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อย โดยเน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว การเคลื่อนไหว และควบคุมความแข็งแรง การเล่นพิลาทิสช่วยเสริมสร้างความเเข็งเเรงเเละความยืดหยุ่นของร่างกาย และช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพอีกด้วย การเล่นพิลาทิสสามารถเล่นเพียงคนเดียวที่บ้านหรือเล่นโดยมีผู้ฝึกสอนที่ฟิตเนสก็ได้ประเภทของพิลาทิส1. การเล่นโดยไม่ใช้อุปกรณ์:เป็นการใช้เพียงเเค่ “เสื่อ”เท่านั้น ซึ่งเสื่อพิลาทิสเเตกต่างจากเสื่อโยคะตรงที่มีความหนาเเละนุ่มกว่า เเละมีขนาดใหญ่กว่าเสื่อโยคะ ประโยชน์ของการเล่นพิลาทิสเเบบไม่ใช้อุปกรณ์คือสามารถเล่นได้เองที่บ้านเพียงเเค่มีเสื่อพิลาทิสเท่านั้น2. การเล่นโดยใช้อุปกรณ์:อุปกรณ์เล่นพิลาทิสมีขนาดใหญ่ เเละราคาสูง มักพบในฟิตเนส อุปกรณ์เล่นพิลาทิสหลักมี 3 ชนิด คือ Reformer, Cadillac เเละ Wunda Chairประโยชน์ของพิลาทิสต่อสุขภาพ• ปรับปรุงความยืดหยุ่น : ช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ: เสริมสร้างความแข็ งแรงของแกนกลางร่างกาย ช่วยให้รูปร่างดีขึ้น• บุคลิกท่าทางที่ดีขึ้น : พิลาทิสช่วยปรับปรุงท่าทางและลดปัญหาการปวดหลัง• ประโยชน์ด้านจิตใจ : ช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิข้อควรรู้ก่อนเล่นพิลาทิสก่อนเริ่มเล่นพิลาทิส ควรทราบข้อมูลดังนี้หากเพิ่งหายจากโรคหรือการผ่าตัดเพียงไม่นาน ควรพบเเพทยผู้ชำนาญการก่อนเริ่มเล่นพิลาทิสเพื่อป้องกันการบาดเจ็บการเริ่มเล่นพิลาทิสในครั้งแรก ควรมีผู้สอนที่สามารถให้คำเเนะนำเรื่องวิธีการเล่น การหายใจ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บการออกกำลังกายพิลาทิสมีตั้งเเต่ระดับง่ายไปถึงจนถึงยาก ดังนั้นควรศึกษาวิธีการเล่นอย่างละเอียด เพราะการเร่งให้เล่นเป็นเเบบเชี่ยวชาญในระยะเวลาอันสั้นอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้การเล่นพิลาทิสทั้งเเบบใช้เสื่อเเละเเบบอุปกรณ์ มีข้อดีเเละข้อเสียที่เเตกต่างกัน ควรศึกษาเเละปรึกษากับผู้สอนให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเเละครบถ้วนสำหรับใครที่สนใจใน พิลาทิส ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเสริมบุคคลิกภาพที่ดี Atime ขอแนะนำคลาส “Free Trial 1 Group Class” จาก POP Pilates Thailand เพราะลูกเพจ Atime จะได้รับสิทธิพิเศษในการทดลองเล่นแบบกลุ่ม โดยมีครูสอน และดูแลอย่างทั่วถึง เพียงแลกพ้อยท์ในแอปพลิเคชัน Atime Fungfin 3,000 พ้อยท์ มีจำนวนจำกัดนะหมายเหตุการกด Redeem Point*เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้*สำหรับลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นสมาชิก POP Pilates มาก่อน*บัตรประชาชน 1 ใบ ต่อ 1 สิทธิ์ เท่านั้น*ต้องนำสำเนาบัตรประชนของตนเอง และผลการแลกแต้มยื่นสิทธิ์ที่หน้าร้าน• พิกัด : POP Pilates ทุกสาขาo สาขาสีลมตรง Silom Connecto สาขาอโศก ตั้งอยู่ตึก BB Building ชั้น 4o สาขาใหม่เมืองทองธานี BEEHIVE ชั้น 2• ติดต่อทางร้าน ID : @poppilatesbangkokผู้เขียน : เบญญาภา แนบเนียนภาพ : เบญญาภา แนบเนียน

กิจกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

14 ก.พ. 2025

กิจกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

ในปัจจุบันหนุ่มสาวผู้มีใจรักสุขภาพหันมาให้ความสนใจเรื่องน้ำหนักตัวและออกกำลังกายกันมากขึ้น โดยเฉพาะการวิ่งและการขี่จักรยานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ก็มีปัญหาว่า บางคนออกกำลังกายแล้วรู้สึกปวดเข่าเพราะกล้ามเนื้อหัวเข่ายังแข็งแรง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง มาดูกันดีกว่าว่า มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมใดบ้างที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสาเหตุความเสื่อมของข้อเข่าความเสื่อมแบบปฐมภูมิหรือไม่ทราบสาเหตุเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสื่อมของข้อเข่าได้แก่อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายน้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1 – 1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูกส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นการใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นต้นความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงกรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อมความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกาต์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้นอาการโรคข้อเข่าเสื่อมอาการระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัด โดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้ออาการเมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับเกณฑ์วินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อมมีอาการปวดเข่าภาพรังสีแสดงกระดูกงอกมีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้– อายุเกิน 50 ปี– มีอาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที– มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่าจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อการป้องกันไม่ให้เกิดข้อเข่าเสื่อมลดน้ำหนัก : การควบคุมน้ำหนักของตัวเองให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ช่วยลดการแบกรับน้ำหนักที่หัวเข่า และข้อต่อต่างๆ ในร่างกายได้บริหารกล้ามเนื้อหัวเข่า : การบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ หัวเข่าให้แข็งแรง จะช่วยในการแบกรับน้ำหนัก ทำให้กระดูกข้อเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไปควบคุมรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูก : และขอคำแนะนำจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของกระดูกขอบคุณข้อมูลจาก www.bangkokinternationalhospital.com