ฝุ่น PM 2.5 กระตุ้นภูมิแพ้กำเริบ

Beauty & Health

ฝุ่น PM 2.5 กระตุ้นภูมิแพ้กำเริบ

14 ม.ค. 2025

ฝุ่น PM 2.5 เป็นสารพิษในชั้นบรรยากาศที่มีขนาดเล็กมาก เมื่อร่างกายของเราได้รับฝุ่นชนิดนี้เข้าไปจึงลงไปถึงหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณหลอดลมและถุงลม ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่อาจมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 

ฝุ่น PM 2.5 มีความสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้อย่างมาก เพราะกลไกการอักเสบที่ลงลึกไปที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบนและระบบทางเดินหายใจส่วนล่างส่งผลต่อภูมิแพ้ทางเดินหายใจ และภูมิแพ้ผิวหนัง เวลาที่สูดเข้าไปจะเกิดการอักเสบทั้งทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ภูมิแพ้โพรงจมูก จาม น้ำมูก คัดจมูก ลามไปถึงโพรงไซนัสอักเสบ ส่วนการอักเสบทางเดินหายใจส่วนล่างคือ บริเวณหลอดลมกับถุงลม เมื่อร่างกายได้รับฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เดิมได้ไวขึ้น และเกิดการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใหม่เพิ่มขึ้นได้ 


  • วิธีป้องกันมลพิษฝุ่น PM 2.5
    • เช็กดัชนีคุณภาพอากาศ ก่อนออกจากบ้าน หากอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพควรเลี่ยงการออกนอกบ้านและทำกิจกรรมกลางแจ้ง
    • สวมใส่หน้ากากอนามัย ที่ได้มาตรฐานช่วยป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดีที่สุดและควรสวมใส่ให้ถูกต้อง 
    • ล้างจมูกทุกวันอย่างถูกวิธี เพื่อให้โพรงจมูกสะอาด ลดโอกาสการติดเชื้อและการเกิดโรค
    • รณรงค์เรื่องลดการเผาไหม้ ทั้งในชีวิตประจำวันอย่างการใช้รถให้น้อยลง การทำอาหารแบบครัวปิด การลดหรืองดการจุดธูป ไปจนถึงการทำการเกษตรและอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตามไม่ควรมองว่าโรคภูมิแพ้เป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะอาการแพ้ที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ควรต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำ เพราะหากปล่อยไว้จนเรื้อรังนอกจากยากต่อการรักษา ยังอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายมากกว่าที่คิด

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok Hospital โรงพยาบาลกรุงเทพ
 

related Beauty & Health

Ashram Scent ธุรกิจออกแบบน้ำหอม เสน่ห์ของอาศรมแห่งกลิ่น

25 ก.พ. 2025

Ashram Scent ธุรกิจออกแบบน้ำหอม เสน่ห์ของอาศรมแห่งกลิ่น

“ในโลกนี้ที่กลิ่นหอมไม่ใช่แค่เครื่องหอมธรรมดา แต่ล้วนเป็นภาษาของอารมณ์ ความทรงจำ และตัวตน”Ashram Scent เป็นร้านน้ำหอมแบรนด์ไทยและเป็นสถานที่ซึ่งศิลปะแห่งกลิ่นที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างวิจิตร อาศรมแห่งนี้ไม่ใช่แค่เพียงร้านน้ำหอมแต่เป็นสตูดิโอแห่งการสร้างสรรค์ ที่ซึ่งศาสตร์และศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสะท้อนตัวตนของแต่ละบุคคลจุดเริ่มต้นของอาศรมเซ้นท์แห่งนี้ เริ่มมาจากนักปรุงน้ำหอมอย่างคุณเฟิร์ส และ CEO อาศรมเซ้นท์ อย่างคุณแก้ว ที่จับมือกันสร้างธุรกิจที่เรียกว่า การรังสรรค์น้ำหอมเฉพาะบุคคลคณเฟิร์สสนใจด้านน้ำหอม และได้ค้นพบว่าตัวเองมีความหลงใหลในศาสตร์แห่งกลิ่นอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกลิ่นมันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ ‘หอมหรือไม่หอม’ อีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความทรงจำ และจิตวิญญาณเมื่อความสนใจนี้เริ่มก่อตัวขึ้น คุณเฟิร์สจึงตัดสินใจศึกษาศาสตร์ของน้ำหอมอย่างจริงจัง ตั้งแต่โครงสร้างของกลิ่น วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการสกัด จนไปถึงอิทธิพลของกลิ่นที่มีต่อความรู้สึกของมนุษย์ สิ่งที่เขาค้นพบคือกลิ่นไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่รับรู้ผ่านจมูก แต่ยังสามารถกระตุ้นอารมณ์ และสร้างประสบการณ์ที่ทรงพลังให้กับผู้คนได้จากจุดนี้เองที่คุณเฟิร์สรู้ตัวว่า ‘กลิ่น’ ไม่ใช่แค่ความชอบธรรมดา แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเขา และเขาต้องการแบ่งปันความพิเศษนี้ให้กับคนอื่น ๆ ด้วยการสร้างน้ำหอมที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนตัวตนของผู้ใช้เมื่อมีความชอบในเรื่องของกลิ่น คุณเฟิร์สจึงตัดสินใจเดินหน้าสร้างธุรกิจน้ำหอมของตัวเอง และได้ทุ่มเทเวลาไปกับการออกแบบและผลิตกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว ก็พบว่าตัวเองไม่ถนัดเรื่องการบริหารเพราะชอบการสร้างสรรค์กลิ่นมากกว่าการดูแลระบบธุรกิจ เช่นนั้น คุณเฟิร์สจึงได้ชักชวน ‘คุณแก้ว’ และ ‘คุณเหวิน’ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณแก้วเป็นนักบริหารที่มีความสามารถในการจัดการระบบธุรกิจและยังมีความหลงใหลในศาสตร์ของกลิ่นเช่นเดียวกัน ขณะที่คุณเหวินก็มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารทำให้ธุรกิจการรังสรรค์น้ำหอมเติบโตขึ้นมาและภายใต้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม Ashram Scent เชิญให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ ผ่านการออกแบบกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านผู้ปรุงกลิ่นน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นความหอมละมุนอ่อนหวาน เย้ายวนชวนหลงใหล หรือกลิ่นที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน กลิ่นทุกกลิ่นล้วนมีเรื่องราว ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสัมผัสแห่งการดมที่ Ashram Scent เชื่อว่า “กลิ่น” เป็นส่วนหนึ่งของตัวตน เป็นลายเซ็นที่ไม่เหมือนใคร และยังเป็นเครื่องประดับที่สำคัญและยังสามารถสร้างการจดจำของคนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นการออกแบบกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวมักจะคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติ เจาะลึกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ไลฟ์สไตล์ และความทรงจำของแต่ละบุคคล เพื่อที่จะสามารถทำการเลือกสรรและผสมผสานวัตถุดิบอย่างประณีตและเกิดเป็นกลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตนของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบซึ่งขั้นตอนการสร้างสรรค์กลิ่นหอมของที่นี่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์บุคลิกภาพและอารมณ์ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความร่าเริงสดใส ความสุขุม หรือแม้แต่ความรู้สึกโหยหาอดีต นักออกแบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบกับองค์ประกอบของน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของดอกไม้ เครื่องเทศ สมุนไพร หรือแม้แต่กลิ่นของธรรมชาติที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล รวมไปถึงมีการสำรวจทางกายภาพที่เช็คไปถึงรูขุมขน ว่าลักษณะรูขุมขนเปิดหรือปิด ผิวแห้งหรือมันช่วงไหนบ้าง และลักษณะของเหงื่อว่าเป็นอย่างไรด้วยเช่นกันน้ำหอมจาก Ashram Scent ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นประสบการณ์ เป็นการเดินทางที่พาผู้ใช้ไปสำรวจอารมณ์ ความทรงจำ และตัวตน ผ่านมิติของกลิ่นหอม กลิ่นหนึ่งอาจพาผู้ใช้ย้อนกลับไปสู่วัยเด็ก หวนคิดถึงรักแรก หรือสะท้อนความสง่างามที่แฝงเร้นอยู่ภายในใจแต่ละกลิ่นที่ออกแบบขึ้นมาล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของลูกค้า บางคนอาจต้องการกลิ่นที่สื่อถึงการเดินทางในต่างแดน บางคนอาจต้องการกลิ่นที่แสดงถึงพลังของตนเอง หรือแม้แต่กลิ่นแปลก ๆ อย่างน้ำมันรถที่ลูกค้าอยากให้รังสรรค์ ไม่ว่าคุณจะต้องการให้กลิ่นสะท้อนความรู้สึกแบบใด Ashram Scent สามารถรังสรรค์ให้เป็นจริงได้หากคุณกำลังมองหาน้ำหอมที่ไม่เพียงแต่หอม แต่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของคุณได้ Ashram Scent พร้อมเปิดประตูสู่อาณาจักรแห่งกลิ่นที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะ ที่นี่จะช่วยคุณค้นหากลิ่นที่เป็นตัวคุณ… กลิ่นที่ไม่มีใครเหมือน และไม่มีใครแทนที่ได้เพราะที่นี่ ทุกกลิ่นหอมล้วนเป็นเรื่องราว เป็นงานศิลปะที่ต้องการสื่อถึงอารมณ์และตัวตนของผู้ใช้ ทุกขวดที่ออกแบบขึ้นมาล้วนผ่านกระบวนการคิดและผสมผสานอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่ากลิ่นที่ได้จะเป็นตัวแทนของบุคลิกและอารมณ์ของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง หากคุณพร้อมที่จะค้นพบกลิ่นที่เป็นตัวเองที่สุด Ashram Scent ยินดีต้อนรับคุณเข้าสู่โลกแห่งความหอมที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และความหมายอันลึกซึ้งร้าน อาศรมเซ้นท์ Ashram Scentพิกัด จตุจักร พลาซ่า ล็อค B165โทรศัพท์ 064 224 4289 , 094 632 2616Facebook : Ashram Scentผู้เขียน วิภูษิตา ญาติจันทึก

Agnos Health ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!

22 มี.ค. 2024

Agnos Health ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!

Agnos ร่วมมือกับสำนักการแพทย์ กรุงเทพฯ ใช้ AI คัดกรองอาการป่วยและรับยาฟรี!Agnos Health ร่วมมือกับ สำนักการแพทย์ กทม. ให้บริการคัดกรองโรคด้วย AI เพื่อลดความแออัดให้โรงพยาบาล โดยคนไข้สิทธิบัตรทอง ที่มีการการเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับยาได้ฟรี ที่ร้านขายยาที่ร่วมโครงการสำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้งานฟรี ผ่าน LINE OA ของ Agnos ได้ที่ https://bit.ly/49YoUaH หรือผ่าน LINE OA ของโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ รพ.ราชพิพัฒน์ รพ.กลาง และรพ.สิรินธรขั้นตอนการใช้บริการ1.เพิ่มเพื่อนใน Line Official ของ Agnos หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อใช้บริการ- Agnos https://bit.ly/49YoUaH (LINE ID: @agnos)- โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ (LINE ID: @1rpp)- โรงพยาบาลกลาง (LINE ID: @klang)- โรงพยาบาลสิรินธร (LINE ID: @1srt)2.เลือกเมนู เช็กอาการป่วยและนัดหมายแพทย์3.เข้าสู่ระบบ และกรอกข้อมูลส่วนตัว4.ตอบคำถาม AI และดูผลวิเคราะห์ที่หน้าแชท Line5.ได้รับรหัส เพื่อไปรับยาฟรี สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง ผ่านช่องทาง Lineระบบ AI ของ Agnos ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยผ่านการทดสอบมามากกว่า 1 แสนครั้ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 26 สาขาวิชา มีความแม่นยำสูง และมีการใช้งานจริงไปแล้วมากกว่า 2 แสนครั้ง โดย AI จะทำการคัดกรองอาการป่วยออกมาเป็น 3 ระดับ ได้แก่สีเขียว หากผลวิเคราะห์ออกมาเป็นสีเขียว เป็นอาการที่สามารถรับยาที่ร้านยาได้เพื่อดูแลเบื้องต้นได้สิทธิพิเศษ ผู้ที่มีสิทธิบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ตรวจสอบสิทธิ ด้วยตนเองได้ที่ https://eservices.nhso.go.th/eServices/mobile/login.xhtml )สามารถรับยาฟรี! ที่ร้านขายยาใกล้บ้านที่เข้าร่วมในโครงการ (ตรวจสอบได้ผ่านระบบ Agnos)สีเหลือง อาการรุนแรงปานกลาง สามารถรับยาบรรเทาอาการเบื้องต้นที่ร้านยาใกล้บ้าน หรือทำนัดหมายแพทย์ผ่านทาง agnos หากใช้งานบน Line โรงพยาบาลก็สามารถติดต่อนัดหมายแพทย์ต่อกับทางเจ้าหน้าที่บน Line OA ของโรงพยาบาลได้เลยสีแดง หากอาการรุนแรงมากควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ตามคำแนะนำของเรา โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการ ที่ Agnos health พัฒนา ร่วมกับ โรงพยาบาลรัฐเพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้กับคนไทย และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะขยาย ไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นต่อไป เพื่อขยายการเข้าถึงอีกบริการในวงกว้างขึ้นโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในอีกหลายโครงการ ที่ Agnos health พัฒนา ร่วมกับ โรงพยาบาลรัฐเพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้กับคนไทย และในอนาคตยังมีโอกาสที่จะขยาย ไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นต่อไป เพื่อขยายการเข้าถึงอีกบริการในวงกว้างขึ้นวิดีโอตัวอย่างการใช้งานบริการ https://www.youtube.com/watch?v=oTc92uCw3S8สำหรับผู้ที่สนใจสามารถใช้งานฟรี ผ่าน LINE OA ของ Agnos ได้ที่ https://bit.ly/49YoUaHโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Accelerate Impact with Pruksaสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ Agnos business contact form (clickup.com)Email: agnoshealth.sales@gmail.comTel: 098-851-7952

ไวรัสฮันตา จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

08 พ.ค. 2026

ไวรัสฮันตา จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม?

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร? อาการ การติดต่อ สายพันธุ์ และความเสี่ยงแพร่จากคนสู่คน “ฮันตาไวรัส” (Hantavirus) คือกลุ่มไวรัสที่มีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” เป็นแหล่งรังโรคหลัก สามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้ทั้งระบบทางเดินหายใจและไต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อจากหนู ปัจจุบันไวรัสชนิดนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีรายงานคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางร่วมกันบนเรือสำราญ และการจับตาสายพันธุ์ Andes virus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีหลักฐานว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ฮันตาไวรัสทำให้เกิดโรคอะไร?โรคจากฮันตาไวรัสแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่1. Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) หรือ HCPSโรคที่ส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจ พบมากในทวีปอเมริกา อาการรุนแรงอาจทำให้ปอดล้มเหลวและเสียชีวิตได้2. Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS)โรคไข้เลือดออกร่วมกับไตวาย พบมากในเอเชียและยุโรป ผู้ป่วยอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติและไตทำงานล้มเหลวฮันตาไวรัสติดต่ออย่างไร?ช่องทางการติดเชื้อหลักของฮันตาไวรัส ได้แก่สูดดมฝุ่นหรืออากาศที่ปนเปื้อนปัสสาวะและมูลหนูสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วจับตา จมูก หรือปากถูกหนูกัดรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อการติดเชื้อส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวข้องกับ “สัตว์ฟันแทะ” มากกว่าการแพร่ระหว่างมนุษย์ฮันตาไวรัสแพร่จากคนสู่คนได้ไหม?ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในปัจจุบัน CDC ระบุว่า ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่ “ไม่แพร่จากคนสู่คน” โดยการติดเชื้อหลักยังมาจากหนูและสัตว์ฟันแทะ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำคัญคือ Andes virus (ANDV) ซึ่งพบในอเมริกาใต้ และเป็นสายพันธุ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้จะพบไม่บ่อยก็ตามการแพร่เชื้อมักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยการอยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกันเป็นเวลานานการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อWHO ยังคงเฝ้าติดตามสายพันธุ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีพฤติกรรมแตกต่างจากฮันตาไวรัสสายพันธุ์อื่นอาการของฮันตาไวรัสอาการช่วงแรกมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่นไข้สูงปวดกล้ามเนื้อปวดศีรษะหนาวสั่นคลื่นไส้อาเจียนหากอาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะต่อไปนี้หายใจลำบากน้ำท่วมปอดความดันโลหิตต่ำไตวายเลือดออกผิดปกติผู้ป่วยบางรายอาการอาจทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วันอัตราการเสียชีวิตของฮันตาไวรัส ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสAndes virus และ Sin Nombre virus มีอัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูงHantaan virus และ Dobrava virus มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 5–15%Seoul virus และ Puumala virus มักมีอาการรุนแรงน้อยกว่าCDC ระบุว่า โรค HPS มีอัตราเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 30–40% หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วปัจจุบันมีวัคซีนฮันตาไวรัสหรือไม่? ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนฮันตาไวรัสที่ใช้แพร่หลายทั่วโลก การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสิ่งคัดหลั่งจากสัตว์ฟันแทะทำไม “เรือสำราญ” จึงถูกจับตาเรื่องฮันตาไวรัส? หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ฮันตาไวรัสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง คือรายงานคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางบนเรือสำราญ ซึ่ง WHO กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดปัจจัยเสี่ยงบนเรือสำราญเป็นพื้นที่ปิดมีผู้โดยสารจำนวนมากใช้พื้นที่ร่วมกันเป็นเวลานานมีการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างผู้โดยสาร แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าฮันตาไวรัสระบาดแบบเดียวกับโควิด-19 แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าคลัสเตอร์ที่เกิดในพื้นที่ปิดยังคงต้องเฝ้าระวังฮันตาไวรัสจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ไหม? ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญยังประเมินว่า “โอกาสเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกยังต่ำ” เนื่องจากฮันตาไวรัสไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19การแพร่จากคนสู่คนพบได้จำกัดมากส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม WHO และ CDC ยังคงติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสและพฤติกรรมของสายพันธุ์ Andes virus อย่างต่อเนื่องสรุป ฮันตาไวรัสเป็นไวรัสจากสัตว์ฟันแทะที่อาจก่อโรครุนแรงต่อปอดและไต แม้ส่วนใหญ่จะไม่แพร่จากคนสู่คน แต่สายพันธุ์ Andes virus ยังคงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตา โดยเฉพาะกรณีคลัสเตอร์ในพื้นที่ปิดอย่างเรือสำราญ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนใช้แพร่หลาย การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสิ่งคัดหลั่งที่อาจปนเปื้อนเชื้อ

ศิลปะแห่งการซ่อมแซมใจ

16 มี.ค. 2026

ศิลปะแห่งการซ่อมแซมใจ

ในวันที่เข็มทิศในใจดูเหมือนจะพังทลายเราทุกคนต่างมีวันที่ "แบตเตอรี่ใจ" เหลือ 0% วันที่คุณรู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดไม่มีใครเห็น หรือวันที่การจากลาทิ้งหลุมดำขนาดใหญ่ไว้ในอกในทางจิตวิทยา ภาวะนี้ไม่ใช่แค่ความเศร้าชั่วคราว แต่มันคือ "Emotional Exhaustion" หรือความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่สะสมจนถึงขีดสุด บทความนี้จะชวนคุณมา "กางแผนที่ใจ" และใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อเยียวยาตัวเองอย่างยั่งยืนทำความเข้าใจ "เงา" ในใจ (Shadow Work Awareness)ก่อนจะฮีลได้ เราต้องรู้ก่อนว่า "จุดที่เจ็บ" คืออะไร หลายครั้งความทุกข์ของเรามาจาก "ความคาดหวังที่ไม่ได้พูดออกไป"Childhood Schemaบาดแผลจากอดีต เช่น การเป็นลูกคนเดียวที่แบกความหวัง หรือลูกคนเล็กที่ถูกขังในกรอบเด็กตลอดกาล สิ่งเหล่านี้สร้าง "เสียงในหัว" ที่คอยตำหนิเราเมื่อเราล้มเหลวNegativity Biasสมองมนุษย์ถูกออกแบบมาให้โฟกัสเรื่องร้ายเพื่อความอยู่รอด แต่ในโลกปัจจุบัน มันทำให้เรามองข้ามสิ่งดีๆ 99 อย่าง เพื่อไปจมปลักกับคำวิจารณ์เพียงอย่างเดียวหลักการ Self-Compassion พลังของการ "ใจดีกับตัวเอง"ดร. คริสติน เนฟฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ระบุว่าการรักตัวเองประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักที่คนส่วนใหญ่มักลืมทำSelf-Kindness vs. Self-Judgment: หยุดก่นด่าตัวเองเหมือนที่คุณไม่เคยทำกับเพื่อน ลองเปลี่ยนโทนเสียงในใจให้กลายเป็น "เพื่อนที่หวังดี"Common Humanity: ตระหนักว่า "ความเจ็บปวด" คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ คุณไม่ได้ล้มเหลวอยู่คนเดียว ทุกคนบนโลกนี้ต่างมีบาดแผลที่มองไม่เห็นทั้งนั้นMindfulness: การอยู่กับปัจจุบันโดยไม่ตัดสิน (Non-judgmental) หากคุณเศร้า ก็แค่รับรู้ว่า "ตอนนี้ฉันกำลังเศร้า" ไม่ต้องรีบผลักไสมันออกไป เพราะยิ่งผลักไส มันยิ่งฝังรากลึก4 ขั้นตอนปฏิบัติ "กู้คืนความสดใส" แบบยั่งยืนStep 1: Emotional Validation (อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก)อย่าเป็นเหยื่อของ Toxic Positivity หรือการบังคับให้ตัวเองยิ้มทั้งที่ใจพัง การยอมรับว่า "วันนี้ฉันไม่ไหว" คือก้าวแรกของการเยียวยาที่จริงใจที่สุดStep 2: Boundary Setting (การตีเส้นล้อมใจ)ในทางจิตวิทยา การมี "ขอบเขต" คือการบอกโลกวา "อะไรคือสิ่งที่ฉันรับได้และรับไม่ได้" การพูดคำว่า "ไม่" ในสิ่งที่เกินกำลัง คือการทำเพื่อสุขภาพจิตของตัวเอง ไม่ใช่การเห็นแก่ตัวStep 3: Finding Your "Glimmers"ตรงข้ามกับ Triggers คือ Glimmers ซึ่งเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจฟู เช่น กลิ่นกาแฟตอนเช้า แสงแดดที่กระทบใบไม้Step 4: The Power of Rituals (พิธีกรรมเยียวยาใจ)การสร้างกิจวัตรเล็กๆ ที่มี "ความหมาย" เช่น การรดน้ำต้นไม้ การกอดคนข้างๆ หรือแม้แต่การระลึกถึงน้องที่กลับดาวด้วยความคิดถึงที่เปี่ยมด้วยขอบคุณ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึก Control หรือการควบคุมชีวิตตัวเองกลับคืนมาคุณคือศิลปินผู้แต่งแต้มสีสันให้ชีวิตตัวเองสุดท้ายแล้ว บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจิตวิทยาการฮีลใจ คือการรู้ว่า "คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะมีค่า" ชีวิตเปรียบเสมือนงานภาพที่มี Texture แบบ Grainy มีความหยาบ มีจุดด่างพร้อย แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้คุณ "เป็นคุณ" ที่ไม่ซ้ำใครจำไว้นะ... แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด ดวงดาวก็ยังคงทำหน้าที่ของมัน และคุณเองก็เช่นกัน