Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “จอย ทีสเกิร์ต” ที่ได้มาเปิดใจเล่าเรื่องราวชีวิตที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 4 พร้อมทั้งทัศนคติในการรับมือกับความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้มเพื่อให้กำลังใจผู้อื่น เธอยังได้ย้อนเล่าถึงความยากลำบากในวัยเด็ก และการสนับสนุนจากคุณแม่ผู้เป็นเสาหลักในการสอนให้เธอมีความอดทน นอกจากนี้ เธอยังได้แชร์ประสบการณ์การทำงานในวงการบันเทิงและการเปลี่ยนผ่านในชีวิตการทำงานที่ผ่านมาอย่างซื่อตรง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและข้อคิดดี ๆ ในการใช้ชีวิตให้กับทุกคน

คำสอนของแม่เลี้ยงเดี่ยว และคาถา "เพื่อเงิน" ที่ปลดล็อกความกลัว
ชีวิตในวัยเด็กของ จอย ทีสเกิร์ต ไม่เคยเรียบง่ายหรือสุขสบายเหมือนใคร เธอเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ประกอบอาชีพเป็นช่างเย็บผ้า ทำให้จอยต้องก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงและเริ่มทำงานหาเงินตั้งแต่ยังเด็กผ่านการแคสติ้งโฆษณา ในวัยนั้น เธอเคยเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ยืนเขินอาย และมักจะเกิดคำถามในใจด้วยความท้อแท้ว่า เหตุใดชีวิตของเธอถึงไม่สมบูรณ์แบบเหมือนคนอื่น
ทว่า สิ่งที่ค้ำจุนชีวิตของเธอไว้คือความรักและคำสอนของคุณแม่ ที่แม้จะไม่มีหลักการเรียนการสอนอันซับซ้อน แต่ได้มอบสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ นั่นคือ "ความรักและความอดทน" คุณแม่สอนเธอเสมอว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งต่างๆ มาทดสอบให้เราต้องอดทนอยู่เสมอ ในยุคที่เธอโด่งดังเป็นนักร้องวงทีสเกิร์ต คุณแม่ยอมกู้เงินไปซื้อรถยนต์ให้เธอใช้ เพียงเพราะไม่อยากให้ลูกสาวรู้สึกมีจุดด้อยหรืออายใคร ซึ่งในวันที่จอยเติบโตจนกลายมาเป็นแม่คนเอง เธอจึงเข้าใจหัวอกและความทุ่มเทของแม่อย่างลึกซึ้ง และเอ่ยปากขอโทษแม่ที่เคยอยากมีเหมือนคนอื่น บทเรียนจากความขาดแคลนในวันนั้น ได้มอบคาถาประจำใจให้เธอว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่มั่นใจหรือคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ให้ใช้คำว่า "ทำเพื่อเงินและครอบครัว" เป็นแรงผลักดันก้าวข้ามความกลัวทั้งปวง

ก้าวลงจากหัวโขน สู่การเริ่มต้นใหม่เบื้องหลังในราคา 7,000 บาท
วงการบันเทิงมอบความโด่งดังให้เธอในฐานะหนึ่งในสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปยุค 90 อย่าง ทีสเกิร์ต (T-Skirt) แต่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จบนเวทีกลับยาวนานเพียง 2 ปีเท่านั้น ก่อนที่ค่ายเพลงจะปิดตัวลงอย่างกะทันหันเนื่องจากปัญหาทางธุรกิจ เมื่อวงแตก สมาชิกทุกคนต่างต้องแยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเอง จอยตัดสินใจ "ไม่ติดหัวโขนความเป็นดารา" แล้วเดินหน้าหางานใหม่ในฝั่งเบื้องหลัง
ทว่าการเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ง่ายดาย เพราะการเคยเป็นดารากลับกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายบริษัทปฏิเสธ เนื่องจากเกรงว่าเธอจะไม่ทำงานจริง จนกระทั่งเพื่อนชวนเธอไปสมัครตำแหน่ง "ผู้ช่วยประสานงาน" ที่ บริษัท บางกอกการละคอน จำกัด (ช่อง 3) ด้วยเงินเดือนเริ่มต้นเพียง 7,000 บาท จอยยอมรับโอกาสนั้นโดยไม่เกี่ยงงาน เธอทุ่มเททำงานหนัก คอยช่วยคิดและเสนอไอเดียร่วมกับทีมครีเอทีฟ จนศักยภาพของเธอโดดเด่นและได้รับการปรับตำแหน่งเป็นครีเอทีฟเต็มตัวภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์ในเวลาต่อมาโดยมีเงินสำรองไม่มากพอ ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตที่ไม่คาดคิดอย่างโรคระบาดโควิด-19 ที่กระทบงานในวงการทั้งหมด

มรสุมมืดแปดด้าน เมื่อมะเร็งระยะที่ 4 มาเยือน
ในเดือนมิถุนายน ปี 2567 ในช่วงวัย 46 ย่าง 47 ปี จอยเผชิญกับสัญญาณเตือนทางร่างกายเมื่อมีประจำเดือนออกมาเป็นก้อนเลือดและปวดท้องอย่างหนัก ในตอนแรก เธอเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการวัยทองหรือเนื้องอกธรรมดา จึงทานยาแก้ปวดบรรเทาอาการไว้ แต่เมื่อได้รับการตรวจเช็กอย่างละเอียดที่ฝ่ายสูตินรีเวช ผลตรวจกลับออกมาว่าเธอเป็น มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 4 แพร่กระจาย จากการติดเชื้อ HPV หลังจากที่ไม่ได้ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอมานานถึง 7 ปีนับตั้งแต่คลอดลูก
คำว่า "มะเร็งระยะที่ 4" เปรียบเสมือนการ "สอบตกในชีวิต" ที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงและหูอื้อไปในทันที เธอต้องเผชิญกับความทรมานขั้นสุดจากการรักษา ผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดทำให้ผมร่วงหนัก อ่อนแรงจนเป็นลมในที่สาธารณะบนรถไฟฟ้า และซ้ำร้ายยังติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด ไม่เพียงแค่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เธอยังต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน เนื่องจากประกันสุขภาพพื้นฐานไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เงินเก็บเริ่มร่อยหรอ งานต้องหยุดชักงัก ขณะที่สามีก็ต้องหยุดงานมาดูแลเธอและลูก

พลังแห่งรอยยิ้ม การยอมรับ และการโอบกอดตัวเอง
แม้จะเจ็บปวดจนเคยมีความรู้สึกอยากหยุดหายใจ แต่จอยเลือกที่จะ ไม่เผยแพร่ภาพความทรมานหรือความรู้สึกติดลบลงบนสื่อ เพราะเธอเคยเป็นผู้ป่วยที่มองสื่อลบๆ แล้วจิตใจดิ่ง เธอจึงตั้งใจที่จะส่งมอบเพียงรอยยิ้มและพลังบวกเพื่อเป็นแสงสว่างให้กับผู้ป่วยคนอื่น สิ่งที่ยึดเหนี่ยวหัวใจเธอไว้ไม่ให้ยอมแพ้คือ "ลูกและครอบครัว"
เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถสู้ได้ด้วยตัวคนเดียว เธอเรียนรู้ที่จะถ่อมตน ยอมรับความช่วยเหลือจากมิตรแท้และผู้ใหญ่ในวงการบันเทิง ที่ร่วมกันจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล (Charity) เพื่อช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นตัว จอยก็กลับมาทำสิ่งที่เธอรัก คือการร้องเพลงบนเวทีร่วมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มคีตา 4 และตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านจิตวิทยา เพื่อนำความรู้และพลังบวกมาหล่อเลี้ยงชีวิต

ชนะใจตนเอง เติบโตใน Time Zone ของเราเอง
วันนี้ การรักษาทำให้ร่างกายของเธอฟื้นตัวขึ้นมาก แม้โรคนี้จะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดยาวนาน 5–10 ปี ถึงจะเรียกว่าสงบได้อย่างแท้จริง แต่เธอก็ไม่ปล่อยให้ความกลัวมาทำลายเวลาในปัจจุบัน จอยเรียนรู้ว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการเปรียบเทียบกับใคร ดอกไม้แต่ละชนิดบานตามฤดูกาลของตัวเอง เช่นเดียวกับคนเราที่มี Time Zone (เขตเวลา) ความสำเร็จเป็นของตนเอง
ในวันนี้ จอยนิยามชีวิตตัวเองว่าเธอเป็นคนที่ "รวยความสุขมาก" ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินทอง แต่อยู่ที่การชนะใจตนเอง การรู้จักใหภัยตัวเอง โอบกอดบาดแผลในอดีต และการส่งมอบรอยยิ้มอันจริงใจให้แก่ผู้คนรอบข้าง เธอทิ้งข้อคิดเตือนใจไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ขอให้เราหันกลับมากอดตัวเอง ดูแลร่างกายตนเอง และก้าวเดินต่อไปด้วยสติและความรักในทุกๆ วัน

ชีวิตของ จอย ทีสเกิร์ต เริ่มต้นจากการเติบโตในครอบครัวที่มีคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวทำอาชีพช่างเย็บผ้า ซึ่งหล่อหลอมให้เธอต้องทำงานหาเงินเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ก่อนจะโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วประเทศในฐานะสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปยุค 90 อย่าง "ทีสเกิร์ต" แม้ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จบนเวทีจะยาวนานเพียง 2 ปีเนื่องจากค่ายเพลงปิดตัวลง แต่เธอเลือกที่จะถอดหัวโขนความเป็นดาราเพื่อเริ่มต้นใหม่ในสายงานเบื้องหลัง โดยยอมรับตำแหน่งผู้ช่วยประสานงานเงินเดือน 7,000 บาท และมุ่งมั่นพิสูจน์ฝีมือจนได้ก้าวขึ้นเป็นครีเอทีฟเต็มตัว

ทว่าในวัย 46 ปี มรสุมชีวิตครั้งใหญ่ได้มาเยือนเมื่อเธอได้รับการตรวจพบโรคมะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 4 แพร่กระจาย ทำให้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานจากการรักษา ความอ่อนแอของร่างกาย และวิกฤตการเงิน ถึงกระนั้น ด้วยพลังใจจากครอบครัว ความอดทน และการเรียนรู้ที่จะโอบกอดให้อภัยตัวเอง เธอสามารถก้าวข้ามช่วงเวลามืดมนที่สุดมาได้ พร้อมเปลี่ยนมุมมองชีวิตหันมาเน้นการชนะใจตนเอง ดำเนินชีวิตในเขตเวลา (Time Zone) ของตัวเองอย่างมีความสุข และตระหนักว่าลมหายใจในปัจจุบันคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ดูรายการย้อนหลัง

-