Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” ศิลปินผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิงไทยมาเกือบ 40 ปี ที่ได้มาพูดคุยแชร์ประสบการณ์ชีวิต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในฐานะ นายแบบ และนักเรียนการแสดงรุ่นแรก ๆ ของหม่อมน้อย ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็น นักร้อง ตามความฝันวัยเด็ก แม้อัลบั้มชุดแรกจะไม่ประสบความสำเร็จทางยอดขาย แต่เขาก็สามารถสร้างชื่อจนมี เพลงระดับตำนาน อย่าง "ปาฏิหาริย์" และ "ขีดเส้นใต้" ที่ยังคงเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานแบบ "เป็ด" ที่ทำได้ดีทุกบทบาททั้งงานแสดงและงานพิธีกร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขายังคงมีผลงานอย่างต่อเนื่องและมีสถานะที่ มั่นคง ในวงการบันเทิงจนถึงวัยใกล้เลข 6 ทั้งนี้ กบ ทรงสิทธิ์ ยังได้แบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่น่าสนใจ เช่น ความผูกพันกับครอบครัว ที่มีลักษณะเด่นเรื่องความสูง และแรงบันดาลใจจากครูเพลงผู้มีพระคุณที่หล่อหลอมให้เขาเป็นศิลปินคุณภาพในวันนี้

จากเด็กหนุ่มสายร็อก สู่ก้าวแรกที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หากพูดชื่อ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ภาพจำของผู้คนส่วนใหญ่คงเป็นศิลปินน้ำเสียงนุ่มอุ่นและนักแสดงผู้สุขุม แต่ในความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นในวัยเด็กของเขามาจากความฝันที่อยากเป็น “นักร้องร็อกเกอร์” เส้นทางดนตรีเริ่มขึ้นตั้งแต่การเป็นนักร้องวงประสานเสียงที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ก่อนจะรวมตัวกับเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีร็อกในวัยรุ่น ร้องเพลงสไตล์ Heavy Metal อย่างวง Queen และ Led Zeppelin
ความน่าประทับใจในวัยเยาว์คือเรื่องของ “น้ำใจเพื่อน” ครั้งหนึ่งวงของเขาเคยไปออดิชันกับคุณอุกฤษฎ์ พลังกูล แล้วผู้ใหญ่สนใจจะเซ็นสัญญาส่งเขาเป็นศิลปินเดี่ยวเพียงคนเดียว แต่กบ ทรงสิทธิ์ ในวัยนั้นตัดสินใจปฏิเสธโอกาสทันทีเพราะไม่อยากทิ้งเพื่อน ๆ ในวง
ก้าวแรกในวงการบันเทิงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากการถ่ายแบบแฟชั่น ก่อนจะได้ก้าวเข้าสู่การเรียนแสดงและเล่นละครเวทีกับ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล (หม่อมน้อย) ซึ่งทำให้เขาได้พบกับทีมคนทำเพลงอย่าง พี่แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์ และ พี่ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์ ผลงานอัลบั้มแรก เผื่อใจไว้ (ภายใต้สังกัดชิซา สเกล ก่อนย้ายมาแกรมมี่) ซึ่งออกคู่กับงานภาพยนตร์ของหม่อมน้อย กลับประสบความล้มเหลวทางรายได้ ขายเทปได้ไม่ถึง 30,000 ม้วนจนไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์ แต่ก้าวแรกที่ล้มลุกคลุกคลานนั้นเองคือบทเรียนสำคัญที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นตัวจริงในเวลาต่อมา

“เป็ดขั้นเทพ” และวิชาจากม้วนกระดาษ A4 สู่แฮชแท็ก “คิดไม่ออก บอกทรงสิทธิ์”
เมื่อถูกถามถึงตำแหน่งแห่งที่ในวงการ กบ ทรงสิทธิ์ นิยามตัวเองไว้อย่างถ่อมตนว่าเป็น “เป็ด” เป็ดที่บินไม่ได้สูงที่สุด ดำน้ำไม่ได้ลึกที่สุด แต่ทำได้หลากหลายอย่าง ทั้งร้องเพลง เล่นละคร ละครเวที และงานพิธีกร
ฝีมือการแสดงและร้องเพลงที่ตราดึงใจผู้ชมมาจากฝึกฝนอย่างหนักในอดีต เขาเคยถูกหม่อมน้อยเคี่ยวกรำด้วยการให้ยืนร้องเพลง เผื่อใจไว้ ปากเปล่าไร้ดนตรีบรรเลง โดยใช้เพียงกระดาษ A4 ม้วนแทนไมโครโฟนยืนอยู่อีกฝั่งของห้องเลกเชอร์ยาว ๆ หม่อมน้อยสอนให้เขาร้องและแสดงออกด้วยหัวใจ เพื่อส่งอารมณ์ไปให้ถึงผู้ชมที่นั่งแถวหลังสุดหรือ “ตั๋ว 300 บาท” ให้รู้สึกร่วมให้ได้ วิชาการ “เชื่อในบทบาท” นี้กลายเป็นหลักการทำงานที่ทำให้เขาส่งพลังถึงคนฟังเสมอ
ความพร้อม ละเอียดอ่อน และมีวินัยสูง ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่และทีมงานในวงการเสมอ จนเกิดเป็นวลีติดปากในหมู่คนทำงานว่า “คิดไม่ออก บอกทรงสิทธิ์” ดังเช่นกรณีละครเวที ทวิภพ The Musical ที่ต้องหาคนมาเล่นควบในบท "คุณหลวง" แทนนักแสดงหลักที่ป่วยกระทันหัน เขาก็สามารถโดดมารับบทและทำการแสดงได้อย่างไร้ที่ติ พร้อมทั้งฝากบทเพลงอมตะทรงคุณค่าอย่าง ปาฏิหาริย์, ขีดเส้นใต้, เติมไม่เต็ม และ รักเราไม่เก่าเลย ไว้ในใจคนไทยทั้งประเทศ

เปลือกนอก “พี่ใหญ่ผู้อบอุ่น” กับตัวตนจริงสไตล์ “พูดตรง-ไม่อวยใคร”
ภาพในจอของ กบ ทรงสิทธิ์ คือผู้ชายอบอุ่น นุ่มนวล ดังบทบาทพี่ชายคนโตใน สามหนุ่มสามมุม หรือพิธีกรผู้ใจดีแห่งรายการ The Voice ที่คอยปลอบขวัญผู้เข้าแข่งขันและครอบครัวในห้อง Family Room
แต่ตัวตนที่แท้จริงนอกจอของเขาเป็นคนตรงไปตรงมา สนุกสนาน และอยู่กับความเป็นจริงมากกว่าภาพมายา เขาเคยเล่าขำ ๆ ถึงสรรพคุณตัวเองว่ามีความ "พูดตรง" ครั้งหนึ่ง พี่ฉอด สายทิพย์ เคยชวนเขาไปจัดรายการคลับปรึกษาปัญหาความรัก แต่เขาปฏิเสธไป เพราะรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถพูดปลอบใจด้วยคำพูดหวาน ๆ หรือไร้สาระได้ หากเห็นว่าเรื่องไหนคือข้ออ้าง เขาก็พร้อมจะชี้ความจริงให้เห็นตรง ๆ
ความจริงใจและไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ดั้งเดิม ทำให้เขากล้าเปิดรับบทบาทท้าทายใหม่ ๆ เสมอ เช่น การรับบท “ทนายปีศาจ” ที่สะท้อนมุมมืดของสังคมอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งทำให้แฟนคลับรุ่นใหม่เห็นถึงมิติการทำงานที่เก๋าเกมของเขา

เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ และสมการชีวิตคู่แบบไร้กังวล
แม้จะโด่งดังระดับประเทศ แต่ชีวิตส่วนตัวของ กบ ทรงสิทธิ์ กลับเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ในทาวน์เฮาส์นานเกือบ 20 ปีตั้งแต่วัยรุ่นช่วงทำรายการสามหนุ่มสามมุม รถยนต์ป้ายแดงคันแรกที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงก็ไม่ใช่รถหรู แต่เป็นรถกระบะธรรมดา เพราะคิดถึงความคุ้มค่าและการใช้งานบนถนนสองเลนขรุขระเพื่อเดินทางไปถ่ายละคร
ในเรื่องชีวิตคู่ เขาแต่งงานเมื่ออายุ 41 ปี โดยทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่มีลูก เนื่องจากมองว่าการไม่มีลูกทำให้ชีวิตอิสระ ไร้ความห่วงกังวล และไม่ต้องคาดหวังให้เด็กเกิดมาเพื่อดูแลตนเองยามแก่เฒ่า โดยเลือกใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข ดูแลหลาน ๆ และวางแผนชีวิตตนเองอย่างรอบคอบ
ช่วงเวลาที่เรียกว่า "Golden Period" หรือยุคที่งานและชีวิตทางการเงินสุกงอมอย่างจริงจัง เพิ่งจะมาถึงในช่วง 15 ปีหลังสุดนี้เอง (ในวัยหลักสี่ถึงหลักห้า) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องอาศัยเวลาและการสั่งสมประสบการณ์

ในยุคที่ทุกคนอยากรอดเร็ว ความยั่งยืนที่แท้จริงคืออะไร?
ในวันที่คนรุ่นใหม่แสวงหา “ความสำเร็จเร็ว รวยเร็ว และดังเร็ว” ผ่านทางลัด กบ ทรงสิทธิ์ ได้มอบข้อคิดเตือนสติไว้อย่างน่าสนใจว่า
สำหรับ กบ ทรงสิทธิ์ วงการบันเทิงและโลกใบนี้ไม่มีคำว่ายั่งยืนแบบจีรังยั่งยืน หากเราไม่ปรับตัว แต่ตราบใดที่เรามีคุณภาพ มีวินัย และพัฒนาตนเองเสมอ เราก็จะยืนระยะได้อย่างมั่นคง และเขายังตั้งใจว่าจะทำงานแสดงต่อไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ร่างกายและความจำยังอำนวย เพราะการทำงานคือการฝึกสมอง ได้เจอเพื่อนฝูง และสร้างพลังชีวิตให้ไม่เฉาไปตามกาลเวลา

ชีวิตของ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี เริ่มต้นเส้นทางบันเทิงจากการถ่ายแบบในวัยมัธยมและการเรียนการแสดงกับหม่อมน้อยควบคู่ไปกับความฝันอยากเป็นนักร้องวงร็อก แม้ต้องเผชิญกับความล้มเหลวในก้าวแรกจากอัลบั้มชุดแรกที่ขายเทปได้ไม่ถึงสามหมื่นม้วน แต่เขาก็พัฒนาตนเองจนก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินระดับตำนานที่มีเพลงอมตะอย่าง ปาฏิหาริย์ และ ขีดเส้นใต้ ควบคู่กับงานแสดงสร้างชื่อจากละคร สามหนุ่มสามมุม และบทบาทพิธีกรรายการ The Voice

โดยเขานิยามตัวเองว่าเป็น "เป็ด" ที่ทำได้หลากหลายบทบาทผ่านวินัย การตรงต่อเวลา และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ในส่วนของชีวิตส่วนตัว เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่งงานเมื่ออายุ 41 ปีโดยตกลงกับคู่ชีวิตว่าจะไม่มีลูก พร้อมทั้งฝากข้อคิดแก่คนรุ่นใหม่ว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากทางลัด แต่เกิดจากวินัย การไม่นำชีวิตไปเปรียบเทียบกับใครในโลกออนไลน์ และการมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือเพื่อยืนระยะทำในสิ่งที่รักให้ได้นานที่สุด
ดูรายการย้อนหลัง

-