Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “โอ๋ ภัคจีรา” ที่ได้มาพูดคุยแชร์เรื่องราวที่ต้องเผชิญกับความผลิกผันตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อครอบครัวประสบปัญหา ล้มละลาย จนเธอต้องก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเพื่อเป็น เสาหลักในการดูแลทุกคน ในครอบครัวเพียงลำพัง นอกจากภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง เธอยังต้องต่อสู้กับ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและการใช้ชีวิตอย่างมาก แต่เธอก็สามารถก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นมาได้จนพบกับ ความรักครั้งใหม่ ในวัยใกล้ 50 ปี ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เธอรู้จัก อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข และวางแผนใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างมีสติ แหล่งข้อมูลนี้จึงเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจในการมองหาความสุขง่าย ๆ รอบตัว และการ ให้คุณค่ากับตัวเอง ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม

วัยเยาว์ที่ถูกทดสอบด้วยคำว่า "เดอะแบก" ในวันล้มละลาย
ชีวิตของ โอ๋ ภัคจีรา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น ในวัยเพียง 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เด็กทั่วไปกำลังเรียนและเล่นสนุก แต่ครอบครัวของเธอกลับต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่เมื่อธุรกิจของครอบครัว ล้มละลาย จากเด็กที่เคยวิ่งเล่นในบ้านหลังใหญ่โตติดคลองที่เป็นโรงงานเก่า กลับต้องย้ายไปอาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์แคบ ๆ ที่ชั้นล่างใช้เก็บเครื่องยนต์เก่า ๆ ส่วนครอบครัวต้องซุกหัวนอนกันอยู่ที่ชั้นบน
มรสุมชีวิตครั้งนั้นหนักหนาและกดดันมากสำหรับเด็กอายุ 15 ปี ยิ่งไปกว่านั้น แม่ของเธอยังเพิ่งคลอดน้องสาวคนเล็กที่อายุห่างจากเธอถึง 13 ปี ในสภาพที่ขัดสนจนน้องแทบจะไม่มีนมแม่ให้ดื่ม พ่อแม่ก็ไม่มีงานทำ ทำให้เธอกลายเป็น "เดอะแบก" ของครอบครัว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในช่วงวัยรุ่นที่ชีวิตสับสน เธออาจจะเลือกเดินเส้นทางที่ผิดพลาดหรือทำตัวเหลวแหลกประชดชีวิตก็ได้ แต่โอ๋เลือกที่จะสู้ เธอเห็นป้ายประกวด Future Model Contest ในห้างสรรพสินค้า จึงตัดสินใจลองสมัครประกวดจนได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง
เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้จากการทำงานในวงการ เธอใช้เพื่อดูแลครอบครัว ส่งเสียน้อง ๆ เรียนหนังสือ จนสามารถส่งน้องคนเล็กเรียนจบต่างประเทศได้สำเร็จ แม้ว่าในใจลึก ๆ ของเธอในวันนั้นจะรู้สึกว่า "ชีวิตนี้เหมือนไม่ยอมอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขแบบ 100% เลย" เพราะมีภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับไว้ตลอดเวลาก็ตาม

เผชิญหน้ากับ "โรคซวย" และบททดสอบร่างกายที่เกือบพรากฝันการเป็นแม่
ในขณะที่ชีวิตกำลังดำเนินไปท่ามกลางการทำงานหนัก จู่ ๆ ร่างกายของเธอกลับส่งสัญญาณเตือนที่ไม่มีใครคาดคิด โอ๋ป่วยเป็นโรค MG (Myasthenia Gravis) หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเกิดจากสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ คุณหมอถึงกับเรียกโรคนี้เล่น ๆ ว่า "โรคซวย" เพราะเป็นโรคที่พบการวิจัยน้อยมาก และไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
อาการเริ่มแรกเริ่มจากการเห็นภาพซ้อนในขณะขับรถ ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเพียงอาการสายตาเอียง จนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้องไปถ่ายละคร เธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าพูดไม่ได้ เสียงขึ้นจมูกอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่อง ร่วมกับอาการหนังตาตกข้างหนึ่ง และในบางครั้งเมื่อทานอาหาร กล้ามเนื้อกลืนก็ทำงานผิดปกติจนอาหารไหลออกทางจมูก
บททดสอบที่บีบหัวใจที่สุดคือตอนที่เธอแต่งงานครั้งแรกและอยากมีลูกร่วมกับอดีตสามี แพทย์ได้สั่งห้ามอย่างเด็ดขาดและเตือนให้คุมกำเนิด เนื่องจากไม่รู้ว่าโรค MG จะส่งผลกระทบและอันตรายต่อการตั้งครรภ์อย่างไร แต่ด้วยความมหัศจรรย์ตามธรรมชาติ หลังจากการเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์ เธอก็ได้ตั้งครรภ์ขึ้นมาเอง แม้จะมีโรงพยาบาลปฏิเสธไม่รับฝากครรภ์เนื่องจากกังวลเรื่องโรคประจำตัวของเธอ แต่ในที่สุด "น้องแสนดี" ลูกสาวของเธอก็คลอดออกมาได้อย่างปลอดภัยและราบรื่นราวกับนางฟ้าตัวน้อย ๆ ที่ตั้งใจมาเกิดเพื่อเติมเต็มชีวิตของเธอ

เมื่อบทบาท "สามีภรรยา" สิ้นสุด แต่ "หน้าที่พ่อแม่" ต้องเดินต่อะไร้รอยต่อ
หลังจากการเดินทางในชีวิตคู่เกือบ 20 ปีสิ้นสุดลง โอ๋และอดีตสามีได้ตกลงแยกทางกัน แต่สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งคือ วิธีคิดและการจัดการความสัมพันธ์อย่างผู้ใหญ่ ที่นำมาซึ่งความอบอุ่นใจของลูก
พวกเขาร่วมกันจัดระเบียบชีวิตใหม่โดยยึด "ความสุขของลูกเป็นหลัก" โดยตกลงกันตั้งแต่วันแรกว่า จะให้น้องแสนดีอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม ไม่ต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจเด็ก ตัวของโอ๋เป็นฝ่ายย้ายออกมา แต่จะแวะเวียนเข้าไปหาลูกตามข้อตกลงและตามความต้องการของลูก สลับหน้าที่กันดูแลลูกแบบแตะมือกันตลอดเวลา ทำให้น้องแสนดีแทบจะไม่เคยต้องเผชิญช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวเลย
คำแนะนำที่ตกตะกอนจากประสบการณ์ของโอ๋สำหรับครอบครัวที่ต้องก้าวผ่านจุดนี้คือ "ความละเอียดในการพูดคุยตกลงกัน" เธอเน้นย้ำว่าหากสามารถคุยและตกลงกันได้ตั้งแต่ก่อนจะมีปัญหา หรือเมื่อมีปัญหาแล้วก็ต้องคุยกันให้ละเอียดที่สุด ทั้งเรื่องการเงิน การเลี้ยงลูก ที่อยู่อาศัย และควรทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะในชีวิตจริง ความสัมพันธ์มักจะพังทลายลงจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และอีโก้ที่เอามาชนกันจนไม่ยอมจบ

"อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข" ถอดรหัสวิธีคิดเริ่มต้นใหม่ในวัย 49 ปี
ครั้งหนึ่ง โอ๋เคยคิดว่าชีวิตรักของเธอเหมือนหนังสือที่ปิดฉากลงไปแล้ว เธอเคยเผชิญกับความทุกข์และความเคว้งคว้าง จนกระทั่งเธอตัดสินใจปลดล็อกตัวเองด้วยประโยคเปลี่ยนชีวิตที่ว่า "เราต้องอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข"
เมื่อโชคชะตานำพาให้เธอได้พบกับ "เบียร์" ชายหนุ่มผู้ครองตัวโสดมาตลอดชีวิต และเคยมีกำแพงว่าหากจะสละโสด ชีวิตคู่ต้องดีและคุ้มค่ากว่าการอยู่คนเดียว ในตอนแรกโอ๋มีความกังวลและด้อยค่าตัวเองอยู่เสมอด้วยเหตุผลเรื่องอายุที่มากขึ้น เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกติด แต่ความตั้งใจจริงของเบียร์ที่ถึงขั้นไปอธิษฐานขอพรเรื่องเนื้อคู่ที่ฮ่องกงว่าหากเป็นคู่แท้ขอให้คบกันยาวนาน พร้อมทั้งให้เกียรติเธอและลูกสาวอย่างที่สุด ทำให้โอ๋ก้าวข้ามความกลัวและความอายในวัย 49 ปี และตกลงใจที่จะเปิดรับความรักครั้งใหม่นี้
สิ่งที่น่าประทับใจคือ ความรักในวัยนี้ไม่ได้อยู่บนความเพ้อฝัน (Romanticize) แต่เป็นการ วางแผนชีวิตคู่อย่างมีสติและใช้เหตุผล พวกเขาพูดคุยกันถึงอนาคตยามแก่เฒ่า การวางแผนเกษียณร่วมกันว่าจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน และเลือกโรงพยาบาลที่เหมาะสมอย่างไร ซึ่งถือเป็นความโรแมนติกในรูปแบบของผู้ใหญ่อย่างแท้จริง
"เราทำดีที่สุดในพาร์ทของเราแล้ว วันหนึ่งถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จ มันก็อาจไม่ใช่ความผิดของเราทั้งหมด
เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะอนุญาตให้ตัวเราเองมีความสุข"
เพราะความสุขไม่ได้ต้องการเงื่อนไขที่ยิ่งใหญ่เลย แม้ในวันที่ไม่มีใคร เราก็ยังมีความสุขง่าย ๆ ได้จากการได้ทานอาหารมื้อหนึ่งร่วมกับลูก ได้มองหน้าและเฝ้าดูการเจริญเติบโตของลูก แค่เราเลือกที่จะอนุญาตให้หัวใจตัวเองได้รับความสุขในทุก ๆ วัน

เส้นทางชีวิตของ โอ๋ ภัคจีรา คือบทพิสูจน์ของการต่อสู้และความรักอันยิ่งใหญ่ เริ่มจากการต้องแบกรับภาระเป็น "เดอะแบก" ดูแลครอบครัวตั้งแต่วัยเพียง 15 ปีหลังจากบ้านล้มละลาย จนแทบไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้อย่างเต็มร้อย ซ้ำยังต้องเผชิญกับ "โรคซวย" อย่างกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) ที่ส่งผลต่อร่างกายอย่างรุนแรงและเกือบพรากฝันการมีลูก แต่เธอก็ข้ามผ่านมรสุมเหล่านั้นมาได้จนมี "น้องแสนดี" ลูกสาวผู้เป็นดั่งนางฟ้าเข้ามาเติมเต็มชีวิต และแม้ในวันที่ชีวิตคู่สิ้นสุดลง เธอก็ยังจับมือกับอดีตสามีทำหน้าที่พ่อแม่ดูแลลูกอย่างไร้รอยต่อโดยยึดความสุขของลูกเป็นหลัก

จนกระทั่งในวัย 49 ปี โอ๋ได้ปลดล็อกชีวิตตัวเองครั้งสำคัญด้วยการ "อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข" เปิดใจรับความรักครั้งใหม่ที่แสนอบอุ่นและวางแผนอนาคตร่วมกันอย่างมีสติ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้รู้ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเจอกับเงื่อนไขที่ยากเย็นเพียงใด ขอเพียงเราทำพาร์ทของเราให้ดีที่สุด แล้วหันมาเลือกที่จะอนุญาตให้หัวใจตัวเองได้รับความสุขในแบบฉบับที่ทำได้ในทุกๆ วัน
ดูรายการย้อนหลัง

-