Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “เชน ธนาตรัยฉัตร” ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้กับ วิกฤตหนี้สินกว่า 600 ล้านบาท ผ่านการไลฟ์ขายของแบบมาราธอนจนร่างกายเกือบรับไม่ไหว โดยเขายอมรับว่าสาเหตุของหนี้เกิดจากการตัดสินใจ รับผิดชอบหนี้บริษัทเพียงผู้เดียว เพื่อปกป้องนักลงทุนและครอบครัวในช่วงที่ธุรกิจเผชิญปัญหาจากสัมปทานสื่อ ที่ผ่านความกดดันมหาศาลจนเคยทำให้เขา คิดสั้น แต่ก็สามารถก้าวข้ามมาได้ด้วยกำลังใจจาก คอมเมนต์ในโลกโซเชียล และการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในวงการที่เคารพรัก นอกจากนี้เขายังได้แบ่งปันมุมมองเรื่อง การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ จนลืมวิธีการพักผ่อนแบบคนปกติ พร้อมทั้งให้แง่คิดแก่คนรุ่นใหม่ว่าความสำเร็จที่รวดเร็วต้องมาคู่กับ ระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต

เดิมพัน 96 ชั่วโมง กับ "พลังชี่" ที่เกือบวูบดับคาไลฟ์
ในโลกของการขายออนไลน์ยุคปัจจุบัน เชน ได้สร้างตำนานที่แลกมาด้วยลมหายใจนั่นคือ "ไลฟ์มาราธอน 96 ชั่วโมง" ซึ่งเป็นการไลฟ์แบบไม่ลงจากหน้าจอ ไม่หลับไม่นอนอย่างแท้จริง เขาเล่าว่าในช่วงแคมเปญใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบถึง 50 แบรนด์ ร่างกายของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดจนถึงจุดที่อันตรายที่สุด ในวันที่สองของการไลฟ์ อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหมือน "พลังชี่" หรือพลังงานชีวิตภายในวูบหายไป ความดันตกจนร่างกายเหลือเพียงเปลือกที่พร้อมจะล้มลงทุกเมื่อ เขาทำได้เพียงบอกพนักงานว่าขอพักเพียงเสี้ยวนาที แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างกล้องไลฟ์เพียง 30 นาทีเพื่อ "งีบ" ก่อนจะฝืนลุกขึ้นมาสู้ต่อด้วยจิตใจที่สั่งการเหนือร่างกาย
ซึ่งสุขภาพและความพร้อมอาจไม่มีอยู่จริงในวันที่เราถูกบีบด้วยภาระหนี้สิน แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ไปต่อได้คือการบริหาร "ลมอัสสาสะ-ปัสสาสะ" และการรักษาเสถียรภาพทางจิตใจ เชนพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อใจไม่ยอมแพ้ ร่างกายที่ดูเหมือนจะพังทลายก็ยังสามารถถูกปลุกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ให้สำเร็จได้

ลายเซ็นที่บันไดขั้นที่ 4... เมื่อ "หน้าที่พ่อ" และ "หนี้ก้อนโต" มาถึงพร้อมกัน
หนึ่งในฉากชีวิตที่บีบคั้นที่สุดของเชนเกิดขึ้นที่ "บันไดขั้นที่ 4" ของออฟฟิศ ในวันที่ลูกชายคนแรกกำลังจะลืมตาดูโลก เชนไม่ได้มีเพียงความตื่นเต้นของความเป็นพ่อ แต่เขากำลังถือกระดาษใบสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล นั่นคือเอกสารการเซ็นรับสภาพความผิดและรับผิดชอบหนี้สินของบริษัททั้งหมดเพียงผู้เดียว เพื่อให้ธุรกิจได้รับเงินอุดหนุนจากนักลงทุนและไปต่อได้ เขาเล่าภาพที่สะเทือนใจว่าเขานั่งอยู่ตรงบันไดนั้น เลี้ยงลูกไปด้วยและเซ็นเอกสารรับผิดชอบหนี้มหาศาลไปด้วย มันคือการตัดสินใจที่ต้องทิ้งความกลัวเพื่อก้าวเข้าสู่สนามรบทางธุรกิจอย่างเต็มตัวเพียงลำพัง
โดยความกล้าหาญที่แท้จริงคือการ "ยอมรับความจริง" โดยไม่หนีไปไหน เชนเปรียบตัวเองเป็นเด็กที่สอบตกในระบบการเงิน แต่เขาเลือกที่จะ "สอบซ่อม" เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง มากกว่าจะเลือกทางลัดด้วยการหลบหนี เพราะเขารู้ดีว่าความรับผิดชอบคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้เกียรติยศของเขากลับมาได้

"If You Want a War, I Give You a War" และราคาของความมั่นใจที่เกินขีดจำกัด
เชนยอมรับว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีความมั่นใจอย่างล้นปรี่ในวันที่ธุรกิจรุ่งเรืองถึงขีดสุด ยอดขายทะยานจาก 700 ล้านไปถึง 2,000 ล้านบาท เขาประกาศธีมปีนั้นด้วยประโยคฮึกเหิมว่า "If you want a war, I give you a war" และเลือกที่จะทำสงครามสื่อด้วยการเหมาสัมปทานโทรทัศน์หลายช่องเพียงลำพังโดยไม่มีพันธมิตรทางธุรกิจช่วยแบกรับความเสี่ยง แต่เมื่อเรตติ้งไม่เป็นไปตามคาดและค่าสื่อกลายเป็นต้นทุนที่ค้ำคอ เขาจึงพบว่าตัวเองกำลังแพ้สงครามที่เขาริเริ่มขึ้นเอง และต้องแบกรับหนี้ที่พุ่งสูงถึง 600 ล้านบาทหลังปิดงบใหญ่
"คนรุ่นใหม่ต้องรวยให้เร็ว แต่ต้องมีระบบเบรกที่มีคุณภาพด้วย" เชนฝากข้อคิดถึงวัยรุ่นยุคใหม่ว่าการวิ่งให้เร็วที่สุดเหมือน ยูเซน โบลต์ นั้นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าล้มแผลจะใหญ่กว่าคนอื่นเสมอ จงจำลองสถานการณ์เสมอว่า "ถ้าบริษัทต้องหยุดชะงัก 6 เดือน คุณจะรอดไหม?" เพื่อให้เรามีสติในวันที่กำลังทะยานสู่ความสำเร็จ

จาก CEO สู่คนขายชุดชั้นใน... การทลาย "อีโก้" เพื่อความอยู่รอด
หนึ่งในบทพิสูจน์การลดละอัตตาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเชน คือการที่เขายอมทิ้งภาพลักษณ์ CEO ผู้มั่งคั่ง มาใส่ชุดชั้นในผู้หญิงและใส่วิกเพื่อไลฟ์ขายของ เขาเล่าว่าในตอนแรกเขารู้สึกไม่เข้าใจและมีความลังเล แต่เมื่อได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและต้องรับผิดชอบพนักงาน เขาจึงเลือกที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด การลดอีโก้นี้เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อยอดคนดูพุ่งจากหลักร้อยสู่หลักพันและหลักหมื่น ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเมตตาจากผู้คนในวันที่เขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังทำงานสุจริตเพื่อใช้หนี้
การทิ้งหัวโขนและยอมรับหน้าที่ในทุกรูปแบบคือเกียรติที่แท้จริง เชนพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงที่ผู้อื่นสัมผัสได้ เมื่อเราทิ้งอีโก้ได้ เราจะพบโอกาสใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นในวันที่เรายังยึดติดอยู่กับความสบาย

นาทีเฉียดนรกบนทางด่วน และ "เค้กหนึ่งก้อน" ที่ช่วยชีวิต
ท่ามกลางแรงกดดันที่ต้องหาเงินจ่ายหนี้เดือนละ 20 ล้านบาท เชนสารภาพว่าเขาเคยตกอยู่ในภาวะ "เมาหมัด" จนถึงขั้นคิดจะหักพวงมาลัยรถลงจากโทลล์เวย์เพื่อจบปัญหา แต่ในนาทีวิกฤตนั้น เสียงจากวิทยุ Green Wave และการได้เห็นภาพเล็ก ๆ อย่างการนั่งดู "ลูกกินเค้กอย่างมีความสุข" กลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงสติเขาไว้อย่างปาฏิหาริย์ โมเมนต์ธรรมดาที่ดูเหมือนไม่มีค่าสำหรับคนอื่น กลับกลายเป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่เพียงพอที่ทำให้เขารู้สึกว่า "ดีจังที่ยังอยู่" เพื่อดูแลความสุขของคนที่เขารักต่อไป
ในวันที่มืดมนที่สุด ความสุขที่ยิ่งใหญ่มักมาจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวเสมอ เชนสอนให้เรารู้จักเสพความสุขระหว่างทาง อย่ามัวแต่วิ่งร้อยเมตรจนลืมวิธีการใช้ชีวิตปกติ หรือลืมแม้กระทั่งวิธีการมีความสุขง่าย ๆ เช่นการกินข้าวหรือการนอนหลับ

"กายหยาบ จิตละเอียด" และคำสัญญาต่อลมหายใจที่เหลืออยู่
ปัจจุบัน เชน ธนา ใช้ชีวิตด้วยปรัชญา "กายหยาบ จิตละเอียด" นั่นคือร่างกายจะเหนื่อยล้าหรือพังทลายเพียงใดไม่สำคัญ แต่จิตใจต้องละเอียดอ่อนและเข้มแข็งพอที่จะรับพลังงานบวกจากคอมเมนต์และกำลังใจของผู้คน เขาขอบคุณทุกมรสุมที่เปรียบเสมือน "วัคซีน" และขอบคุณคำสอนของพ่อแม่ที่ทำให้เขาเป็นคนดีจนได้รับความเมตตาในวันที่ล้มลง เขาวางเป้าหมายว่าในอีก 1.5 ถึง 3 ปีข้างหน้า เขาจะกลับมาเป็นอิสระและหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง

"ใครจะด้อยค่าเรายังไงก็ได้ แต่เราห้ามด้อยค่าตัวเอง... ถ้าวันนี้ยังมีความมั่นใจอยู่ มันยังกลับมาได้" เชนฝากให้ทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ช่วย "ใช้ชีวิตเผื่อเขาด้วย" เสพสุขรอบข้างแทนเขาในวันที่เขาขอสู้เพื่อทำสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง และรอคอยวันที่จะกลับมานั่งคุยกันในฐานะผู้ชนะอีกครั้ง

ชีวิตของ เชน ธนาตรัยฉัตร คือมหากาพย์แห่งการต่อสู้ที่พลิกผันจากนักร้องและนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ สู่การแบกรับภาระหนี้สินมหาศาลกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงจากการขยายธุรกิจที่รวดเร็วเกินศักยภาพและการทำ "สงครามสื่อ" ที่ผิดพลาด ทว่าท่ามกลางวิกฤตที่บีบคั้นจนเคยคิดจบชีวิตบนโทลล์เวย์ เขากลับเลือกที่จะกล้าหาญอยู่กับความจริงและไม่หนีไปไหน โดยยึดเอาความสุขเล็กๆ ของลูกและครอบครัวเป็นแรงฉุดดึงสติเพื่อให้ตนเองยังมีลมหายใจอยู่ต่อ
ปัจจุบันเขาพิสูจน์ความรับผิดชอบผ่านการทำงานหนักข้ามขีดจำกัดมนุษย์ด้วยการไลฟ์มาราธอนต่อเนื่องถึง 96 ชั่วโมงจนร่างกายเกือบวูบแต่จิตใจยังคงสู้ด้วยคติ "กายหยาบ จิตละเอียด" ซึ่งเขามองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คือการ "สอบซ่อมชีวิต" เพื่อทำสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง โดยยอมทิ้งอีโก้และหัวโขนทุกอย่างเพื่อเป้าหมายเดียวคือการปลดหนี้และกลับมา "หายใจ" ได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
ดูรายการย้อนหลัง

-