"เจษ เจษฎ์พิพัฒ” กับมาราธอนชีวิต 20 ปี พร้อมชัยชนะของการเลือก 'เป็นตัวเอง' ในโลกที่ทุกคนอยากให้เราเป็น

Club Inspired Day Recap

"เจษ เจษฎ์พิพัฒ” กับมาราธอนชีวิต 20 ปี พร้อมชัยชนะของการเลือก 'เป็นตัวเอง' ในโลกที่ทุกคนอยากให้เราเป็น

25 มิ.ย. 2026

Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ  “เจษ เจษฎ์พิพัฒ” นักแสดงหนุ่มที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมาเกือบสองทศวรรษ ที่ได้แชร์เรื่องราวของ ความสำคัญของการพัฒนาฝีมือ และการรักษาความเป็นตัวของตัวเองท่ามกลางความคาดหวัง เจษยอมรับว่าเคยรู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบเรื่องความโด่งดัง แต่เขาเลือกที่จะใช้สิ่งนั้นเป็น แรงผลักดันในการฝึกฝน มากกว่าความท้อแท้ จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพคือการตัดสินใจก้าวออกจากเขตความสบายใจเพื่อรับเล่น ซีรีส์วาย ซึ่งเขาต้องเผชิญกับความลังเลในตอนแรก แต่สุดท้ายก็สามารถพิสูจน์ศักยภาพผ่านผลงานคุณภาพที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นอกจากนี้เขายังแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับ การเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน กับตัวตนที่เป็นคนรักความเป็นส่วนตัว
 


"คนไร้ฝัน" ผู้ใช้ตรรกะนำทางชีวิต และความเกลียดชังในความ "ไม่เก่ง"

ในวัยเด็ก เจษไม่ใช่เด็กที่มีภาพฝันชัดเจนว่าอยากเป็นอะไร เขาเติบโตมาในโรงเรียนชายล้วน เป็นเด็กกิจกรรมที่ชอบฟุตบอลและดนตรี สิ่งที่น่าสนใจคือเจษเรียนด้าน การเงิน (Finance) ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเงิน แต่เพราะเขาชอบคณิตศาสตร์และตรรกะ เขาชอบการแก้โจทย์ปัญหาที่ใช้ความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ

จุดเปลี่ยนแรกคือการถูกชักชวนเข้าวงการบันเทิงแบบไม่ตั้งตัวจากทีมงานของ พจน์ อานนท์ ที่ไปสเกาท์ตัวที่โรงเรียน แม้จะเริ่มต้นแบบ "งงๆ" แต่เมื่อได้ลองทำ เขากลับพบความจริงที่เจ็บปวดว่า เขาทำได้ไม่ดีเท่าคนอื่น ในขณะที่เรื่องฟุตบอลหรือดนตรีเขาทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยเสมอ แต่การแสดงกลับทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง "ต่ำกว่ามาตรฐาน" และความรู้สึก "เกลียดความไม่เก่ง" นี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล เขาไม่ได้หนีปัญหา แต่กลับเลือกที่จะเผชิญหน้าและหาทางทำให้ตัวเองเก่งขึ้นให้ได้

ซึ่งการไม่มีความฝันไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่คุณมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ และความกดดันจากการ "ไม่เก่ง" ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความเศร้าเสมอไป แต่มันสามารถเปลี่ยนเป็น แรงผลักดัน (Drive) เพื่อให้เราพัฒนาตัวเองจนสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างภาคภูมิใจ

 

 

มาราธอนแห่งความจริง การจัดการความริษยาด้วยเหตุผล ในวันที่สปอตไลท์ยังไม่ส่องถึง

เจษอยู่ในวงการมานานเกือบ 20 ปี เขาผ่านช่วงเวลาที่เห็น "ดาวรุ่ง" พุ่งกระจายข้ามหน้าข้ามตาไปนับไม่ถ้วน เขาเคยตั้งคำถามด้วยความน้อยใจว่า "ทำไมเราไม่ดังสุดๆ สักที?" หรือแม้กระทั่งเคยด้อยค่าตัวเองว่าคงไม่มีใครอยากจ้างเพราะเราไม่ดังพอ แต่แทนที่จะปล่อยให้ความเครียดครอบงำ เขาเลือกใช้ Logic (ตรรกะ) ที่เรียนมาจัดการกับอารมณ์

เขามองความสำเร็จเป็น "ไซเคิล" และเข้าใจว่าความดังนั้นมีองค์ประกอบของดวงและจังหวะชีวิต เจษเลือกที่จะมองทั้งคนที่อยู่สูงกว่าเพื่อเป็นเป้าหมาย และมองคนที่อยู่จุดเดียวกับเขาหรือคนที่ลำบากกว่าเพื่อเตือนใจให้เห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ เขาเชื่อมั่นในทางสายกลางว่า "คนเก่งไม่มีวันตกงาน" ดังนั้นแทนที่จะรอคอยโชคชะตา เขาเลือกที่จะโฟกัสที่การ "ลับฝีมือ" ให้คมอยู่เสมอ เพราะถ้าวันหนึ่งโอกาสมาถึงในวันที่เขาไม่เก่งพอ เขาอาจจะพังเพราะโอกาสนั้นก็ได้

ดังนั้นอย่าเอาไม้บรรทัดของคนอื่นมาวัดความสำเร็จของตัวเอง การยอมรับความจริง (Realistic) จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน จำไว้ว่า "ความเก่ง" คือความมั่นคงที่แท้จริง ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน

 

 

การเดิมพันด้วยคุณภาพ ทลายมายาคติ "ซีรีส์วาย" เพื่อพิสูจน์คุณค่าของการแสดง

หนึ่งในจุดตัดสินใจที่ยากที่สุดของเจษคือการก้าวเข้าสู่โลกของ ซีรีส์วาย เขาต้องสู้กับเสียงในหัวและความกังวลว่าคนจะมองว่าเขากำลัง "อยากดังจนต้องมาเล่นวาย" หรือ "ไปไม่รอดในทางสายหลักแล้วใช่ไหม?" แต่เจษมองข้ามเรื่องเพศสภาพและมองไปที่ Quality (คุณภาพ) ของงานเป็นหลัก

เขาตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่าจะไม่รับบทที่เน้นแค่การ "ขายจิ้น" หรือทำมาเพื่อสร้างกระแสฉาบฉวย เขาต้องการเล่นซีรีส์วายที่เป็นงานแสดงจริงๆ มีบทที่เข้มข้น และมีโปรดักชั่นที่เป็นมืออาชีพ เจษอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าซีรีส์วายก็คือ "แนวหนัง" ประเภทหนึ่งเหมือนแอคชั่นหรือดราม่าที่นักแสดงทุกคนสามารถเล่นได้โดยไม่ต้องถูกจำกัดกรอบ และการตัดสินใจก้าวออกจาก Comfort Zone ครั้งนี้เองที่เป็น "จุดระเบิด" ครั้งสำคัญที่ทำให้เขากลับมาสว่างไสวอีกครั้งในวงกว้าง

เมื่อต้องเผชิญกับโอกาสใหม่ๆ ที่มาพร้อมความเสี่ยง ให้ใช้ "มาตรฐานของงาน" และ "ความเชื่อมั่นในฝีมือ" เป็นตัวตัดสิน การกล้าเปลี่ยนวิธีคิดจะเปิดประตูบานใหม่ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

 

ชัยชนะของการเป็นตัวเอง เมื่อ Introvert เลือกที่จะ "จริงใจ" แทนการ "เสแสร้ง"

เจษยอมรับอย่างเต็มปากว่าเขาเป็น Introvert ที่ชอบอยู่คนเดียวและชอบคิดแทนคนอื่นจนบางครั้งก็เหนื่อย ในยุคก่อน เขาเคยถูกหล่อหลอมให้รักษาภาพลักษณ์ "พระเอก" ที่สมบูรณ์แบบ ห้ามยิ้มเห็นฟัน หรือต้องวางตัวสูงส่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาพบว่าการพยายามเป็นคนอื่นมันช่างเหนื่อยและน่าเบื่อ

เจษจึงตัดสินใจ "ทลายกำแพง" และเลือกที่จะเป็นตัวเองในที่สาธารณะ เขาเริ่มโต้ตอบกับแฟนคลับด้วยความจริงใจ มีมุมกวนๆ แซวกันเหมือนเพื่อน และที่สำคัญคือเขากล้าที่จะขีดเส้นแบ่งระหว่าง "งาน" กับ "ชีวิตจริง" อย่างชัดเจน เขาประกาศชัดว่านอกจอเขาและพาร์ทเนอร์คือพี่น้อง ไม่สนับสนุนการคาดหวังที่เกินจริงหรือการต้องมานั่ง "เสิร์ฟจิ้น" ตลอดเวลา ซึ่งความชัดเจนและจริงใจนี้เองกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนหลงรักเขามากกว่าการแสดงตามบทบาทที่สังคมกำหนด

การเป็นตัวเองคือการใช้ชีวิตที่เหนื่อยน้อยที่สุดและมีความสุขที่สุด เมื่อเราส่องแสงในแบบที่เป็นเราจริงๆ เราจะเป็นคนที่ Shining (เปล่งประกาย) และโดดเด่นที่สุดท่ามกลางผู้คนมากมาย อย่ากลัวที่จะสื่อสารความจริง เพราะความจริงใจคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

 

 

เส้นทางชีวิตของ เจษ เจษฎ์พิพัฒ เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันอันสวยหรู แต่ขับเคลื่อนด้วย "ตรรกะและการยอมรับความจริง" ของเด็กหนุ่มสายไฟแนนซ์ที่เปลี่ยนความกดดันจากการ "ไม่เก่ง" ให้กลายเป็นแรงผลักดันมหาศาลในการพัฒนาตัวเอง เขาเดินทางในวงการมาเกือบ 20 ปี โดยมองว่าความสำเร็จคือไซเคิลที่ไม่แน่นอน และเชื่อมั่นว่ามีเพียง "การลับฝีมือให้เก่ง" เท่านั้นที่จะเป็นเกราะคุ้มกันความไม่มั่นคงในอาชีพได้ดีที่สุด

 

 

จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่เขากล้าก้าวข้าม Comfort Zone ไปสู่โลกของซีรีส์วายเพื่อพิสูจน์คุณค่าของงานแสดงที่เน้นคุณภาพ พร้อมกับตัดสินใจทลายกำแพงภาพลักษณ์พระเอกยุคเก่ามาเป็นตัวของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งบทสรุปที่เขาค้นพบคือ การหมั่นพัฒนาทักษะควบคู่ไปกับการมีความสุขที่เป็นตัวเอง คือแสงสว่างที่ทำให้เขาเปล่งประกายและ "Shining" ที่สุดในแบบที่ไม่มีใครเลียนแบบได้

 

ดูรายการย้อนหลัง

album
greenwave
-

-