รับข้อคิดพลังใจจาก “ตั๊ก ศิริพร” จากนักร้องร้อยล้านตลับ สู่บทเรียนชีวิต “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ”

Club Inspired Day Recap

รับข้อคิดพลังใจจาก “ตั๊ก ศิริพร” จากนักร้องร้อยล้านตลับ สู่บทเรียนชีวิต “ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ”

24 ธ.ค. 2025

ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจอ้อย” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “ตั๊ก ศิริพร” เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตและอาชีพของเธอ ตั้งแต่การเติบโตมาในครอบครัวนักร้อง และการเข้าร่วมประกวดจนได้รับรางวัล รวมถึงประสบการณ์การเป็นนักร้องที่มีอัลบั้มยอดขายหลายล้านตลับ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนพลิกชีวิตสู่วงการตลกหลังประสบวิกฤตทางการเงิน และการก้าวข้ามผ่านภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครอบครัว และการไม่ประมาทในชีวิต นอกจากนี้ เธอยังแบ่งปันความสุขกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น และความรักที่มีต่อสุนัข ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอลดงานลงเพื่ออุทิศเวลาให้กับพวกเขา และงานช่วยเหลือสังคมในปัจจุบัน

 

 

เส้นทางเสียงเพลง จากเด็กต่างจังหวัดสู่เวทีสยามกลการ

ตั๊ก ศิริพร เติบโตขึ้นมาในครอบครัวบันเทิงในต่างจังหวัด และห้อมล้อมไปด้วยเสียงเพลง ในวัยเด็ก เธอชอบฟังวิทยุเก่า ๆ ที่ฟังได้แต่คลื่น AM และได้รับแรงบันดาลใจจากนักร้องดังในยุคนั้นอย่างพี่ผึ้ง (พุ่มพวง ดวงจันทร์) ความชอบในการร้องเพลงนำพาเธอเข้าสู่การประกวดครั้งสำคัญ โดยการได้รับรางวัลนักร้องดีเด่นบนเวทีสยามกลการ เวทีเดียวกันกับที่นักร้องระดับตำนานอย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เคยประกวด

การได้รับรางวัลนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะนักร้องจากสยามกลการได้รับการการันตีถึงความสามารถในการร้องเพลง ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เธอต้องย้ายเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ พาร์ทนี้ทำให้รู้ว่าความรักในสิ่งที่ทำเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แม้ไม่รู้ว่าตนเองร้องเพลงดีหรือไม่ แต่ความชอบที่แท้จริงก็ผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จ

 

 

ตั๊ก ลีลา ชื่อที่ฟ้าลิขิตและปรากฏการณ์ขายดีช่วงพฤษภาทมิฬ

ชีวิตในฐานะนักร้องกลางคืนนำพาให้เธอได้พบกับพี่แจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) ซึ่งกำลังมองหานักร้องที่จะมาเป็น "ลีลา 2" โดยชื่อ "ตั๊ก ลีลา" นั้น พี่แจ้เป็นผู้ตั้งให้โดยบังเอิญจากป้ายโฆษณากระเบื้อง "ลีลา"

อัลบั้มแรกในชีวิตของเธอวางแผงในช่วงวิกฤตพฤษภาทมิฬ (ปี 2535) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว และไม่สามารถโปรโมทเพลงได้ เธอทำใจแล้วว่าความฝันในการเป็นนักร้องมีอัลบั้มอาจจะจบลง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเทปของเธอกลับขายได้เป็นล้านตลับในภาวะวิกฤตเช่นนั้น โดยเฉพาะเพลง "ฉันไม่ใช่นางเอก" ซึ่งไม่ได้เป็นเพลงโปรโมทและอยู่หน้า B แต่เนื้อเพลงกลับสอดคล้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี ทำให้เพลงนี้ดังขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาของเรา ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้แม้ในวิกฤต

 

 

วิกฤตต้มยำกุ้ง สู่บทเรียน 'ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ' และการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

เมื่อประสบความสำเร็จสูงสุด มีงานแน่นทุกวันจนถึงปีหน้า เธอใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยคิดว่ามีเงินรออยู่แล้ว จึงใช้จ่ายมือเติบด้วยการซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ และรูดบัตรเครดิตหลายใบ ทุกอย่างเป็นการผ่อนทั้งหมด

แต่เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาถึง งานทั้งหมดก็หายไปในพริบตา ทำให้เธอมีแต่หนี้สิน เธอปฏิเสธที่จะขอความช่วยเหลือจากแม่ เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตนเองทำขึ้นมา จึงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง เธอตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง ทั้งรถ คอนโด (ยกให้ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ ฟรี ๆ เพื่อให้ไปผ่อนต่อ) และไปเช่าอพาร์ตเมนต์ถูก ๆ อยู่ เธอกลับไปร้องเพลงกลางคืนอีกครั้ง โดยรับค่าตัวเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า "เดี๋ยวฟ้าก็คงไม่เป็นอย่างนี้ตลอดหรอก" และสามารถผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ภายในเวลาเพียง 2-3 วัน

เธอเน้นย้ำว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยเฉพาะเมื่อเงินทองกำลังไหลมาเทมา สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และความรักในครอบครัวช่วยให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้ และเธอตั้งใจว่าจะไม่เป็นหนี้อีกต่อไป และจะซื้อทุกอย่างด้วยเงินสด

 

 

สู้ชีวิตในวงการตลก น้ำหยดลงหิน 3 ปี และจุดเปลี่ยนที่ชื่อ 'พี่เป็ด'

ความสามารถในการเอ็นเตอร์เทนที่ฝึกฝนมาจากการรับงานร้องเพลงหลากหลายรูปแบบ (รวมถึงการร้องให้แขกเพียงคนเดียว) ช่วยให้เธอสามารถก้าวเข้าสู่แวดวงตลก โดยมี พี่เป็ด เชิญยิ้ม เป็นผู้ที่มาชุบชีวิตเธออีกครั้งในรายการก่อนบ่ายคลายเคลียด เธอไม่ได้อาศัยเพียงพรสวรรค์ แต่ใช้ความทุ่มเทในการศึกษา โดยการเช่าวิดีโอตลกมานั่งดูทุกคณะ จดมุกไว้ในสมุด เพื่อนำมาปรับใช้ การเข้าสู่วงการตลกยังนำพาให้เธอได้พบกับสามี พี่นุ้ย (เชิญยิ้ม) ซึ่งใช้เวลาจีบเธอด้วยความมานะพยายามแบบ "น้ำหยดลงหิน" นานถึง 3 ปี พี่นุ้ยเป็นคนพูดเพราะ ใจดี ชอบช่วยเหลือคน โดยเขาใช้วิธีจ้างคนเขียนกลอนใส่กระดาษฟุลสแก๊ป แล้วนำมาแอบใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอทุกวัน

 

 

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด กับคำสอน 'พ่อแม่รังแกฉัน' ปลดล็อกหัวใจ

หลังคลอดลูกชาย (น้องภู) เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างหนัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต เธอมีความหวาดระแวง กลัวเชื้อโรค ไม่ยอมให้ใครจับลูก เธอหวงลูกมากจนไม่ให้เท้าลูกแตะพื้น และทะเลาะกับสามีจนปามือถือพังไปหลายเครื่อง ภาวะนี้ทำให้เธอทำทุกอย่างให้ลูก (เช่น ซักผ้าด้วยมือแม้มีเครื่อง หรืออาบน้ำให้ลูกจนอายุเกือบ 10 ขวบ) เพราะความกลัวว่าจะดูแลลูกไม่ดี เธอไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร จนกระทั่ง ซู่โม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) สังเกตเห็น และเข้ามาเรียกคุยเพื่อเปิดใจ พี่กิ๊กได้พูดประโยคที่กระทบใจเธออย่างรุนแรงว่า "ตั๊ก มึงรู้เปล่า มึงกำลังเป็นพ่อแม่รังแกฉัน" คำพูดนี้ทำให้เธอรู้ตัวและยอมรับ และเมื่อเธอกลับไปปล่อยให้ลูกได้อาบน้ำด้วยตัวเอง เธอกลับไปยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องน้ำ เพราะได้ยินลูกร้องเพลงด้วยความสุข

ดังนั้นความรักที่มากเกินไปอาจกลายเป็นการรังแกโดยไม่รู้ตัว และการเปิดใจคุยกัน รวมถึงการหาความรู้ในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้. การให้เกียรติและเปิดอกคุยกับลูกเหมือนเพื่อนทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงและไว้ใจพ่อแม่

 

 

ความสุขที่เรียบง่าย เมื่อ 'ต้าร์' เปลี่ยนชีวิตนักร้องให้กลายเป็นผู้ให้

สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเธอให้เข้าสู่ "สโลว์ไลฟ์" คือน้องหมาชื่อ "ต้าร์" เธอตระหนักว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่เธอวิ่งงานหนัก เธอไม่เคยให้เวลากับสุนัขเลย มีเพียงห้องแอร์และอาหาร แต่ไม่ได้ให้ความรักที่พวกเขาสัมผัสได้ ความรู้สึกผิดนี้ทำให้เธอรับงานน้อยลง เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป เธอรักน้องหมาแบบผิดวิธี (ให้กินอาหารคน) จนหมาป่วยเป็นเบาหวานและต้องฉีดอินซูลิน

ปัจจุบันเธอจัดห้องนอนใหม่เพื่อให้สุนัขอยู่สบาย ขณะที่สามีไปนอนห้องรับแขก เธอค้นพบว่าความรักที่สุนัขมีให้เป็นสิ่งที่โคตรมีค่า ความสุขที่แท้จริงในตอนนี้คือการใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย เธอยังเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้ให้" โดยการทุ่มเทช่วยเหลือน้องหมาน้องแมวจรจัด เช่น การสร้างเพิงที่อยู่ให้สุนัข

 

ชื่อเสียงเงินทองไม่จีรัง ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุหรือความใหญ่โต แต่คือความพอเพียงและความรักที่เรามอบให้ ชีวิตควรเป็นไปตามหลักการ "ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ"

 

ดูรายการย้อนหลัง

album
greenwave
-

-