กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ สำหรับ กุ๊กกู๋ เดบิวต์ซิงเกิลของ เจ๊เกล หรือ น้องแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ที่ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ อย่างรวดเร็วทั้งในฐานะเพลงไทยที่ครองแชมป์ iTunes Thailand และยอดการรับชมบน YouTube ที่ทะลุไปกว่า 1.6 ล้าน โดยมี HYE หรือ ฮาย–ธันวา เกตุสุวรรณ มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์ ช่วยดูแลการร้องและจังหวะในห้องอัด
สำหรับหลายคน เสน่ห์ของเพลงนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การร้องได้ตรงโน้ตหรือเทคนิคทางดนตรีที่ซับซ้อน แต่อยู่ที่การได้เห็นเด็กวัย 4 ขวบสนุกกับการร้องเพลง เล่นดนตรี และลองทำอะไรใหม่ ๆ โดยมีทีมงานคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลงานชิ้นนี้ก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมา เมื่อชาวเน็ตบางส่วนตั้งคำถามถึงทักษะการร้องเพลงของน้องเกล รวมถึงการใช้ Auto-Tune หรือเทคโนโลยีปรับแต่งเสียงในกระบวนการผลิต โดยมองว่า “การเป็นศิลปินควรต้องมีทักษะและผ่านการฝึกฝน ไม่ใช่อาศัยการปรับแต่งเสียงจนผลงานออกมาดีได้”

แน่นอนว่าความเห็นลักษณะนี้ทำให้แฟน ๆ จำนวนหนึ่งออกมาปกป้องน้องเกล โดยมองว่าเด็กวัยนี้ไม่จำเป็นต้องถูกคาดหวังด้วยมาตรฐานเดียวกับนักร้องอาชีพ และผู้ฟังจำนวนมากก็ไม่ได้เปิดเพลงนี้เพื่อจับผิดเรื่องเสียงร้อง แต่ฟังเพราะรู้สึกเอ็นดูและสนุกไปกับสิ่งที่น้องเกลทำ
เมื่อมองให้ไกลกว่าการโต้เถียงว่าใครถูกหรือผิด เรื่องนี้อาจชวนให้เรากลับมาถามตัวเองว่า เวลาฟังเพลงสักเพลง เรากำลังมองหาคุณค่าแบบไหนจากมันกันแน่?
เพราะเพลงที่ดีสำหรับเรา อาจไม่ได้ดีด้วยเหตุผลเดียวกัน บางคนฟังเพลงเพราะชอบเสียงร้อง บางคนสนใจการเรียบเรียงดนตรี บางคนให้ความสำคัญกับเนื้อเพลง ขณะที่บางคนอาจชอบเพลงเพลงหนึ่งเพียงเพราะมันมีความทรงจำบางอย่าง เหตุผลของการฟังเพลงจึงไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียว และการที่ใครสักคนชอบเพลงที่เราไม่ชอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาฟังเพลงไม่เป็น เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้สึกสนุกกับเพลงหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจศิลปะ
ในกรณีของ กุ๊กกู๋ หากผู้ฟังคนหนึ่งชื่นชอบเพราะความน่ารักของน้องเกล ขณะที่อีกคนอยากวิจารณ์เรื่องเสียงร้องและการผลิตเพลง ทั้งสองมุมมองก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ตราบใดที่การแสดงความคิดเห็นยังตั้งอยู่บนเหตุผลและไม่กลายเป็นการโจมตีตัวบุคคล

แล้วการใช้ Auto-Tune ทำให้เพลงมีคุณค่าน้อยลงจริงเหรอ? คำถามนี้อาจต้องแยกออกจากเรื่องที่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบเพลง กุ๊กกู๋ เพราะเทคโนโลยีปรับแต่งเสียงเป็นส่วนหนึ่งของการทำเพลงในปัจจุบัน และถูกนำมาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปรับระดับเสียงร้องไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ทางดนตรี
การใช้เทคโนโลยีไม่ได้แปลว่าผลงานจะไม่มีคุณค่าโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเพลงที่ผ่านการปรับแต่งจะเป็นเพลงที่ดีเสมอไป สิ่งที่น่าคิดต่อคือคนทำเพลงเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ยังไง และสามารถสร้างผลงานที่ตอบโจทย์ความตั้งใจของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันการฝึกฝนและทักษะของนักร้องก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพดนตรี
การเปิดรับวิธีสร้างสรรค์เพลงที่หลากหลายจึงไม่จำเป็นต้องแลกกับการลดมาตรฐานของวงการ เพราะสิ่งที่เราควรระวังอาจไม่ใช่การมีมาตรฐาน แต่เป็นการนำมาตรฐานเดียวไปตัดสินผลงานทุกประเภท โดยไม่สนใจว่าผลงานนั้นเกิดขึ้นจากใคร มีเป้าหมายอะไร และต้องการสื่อสารกับผู้ฟังกลุ่มไหน
อีกเรื่องที่น่าคิดคือ เมื่อผลงานของเด็กคนหนึ่งถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ เราควรมองและวิจารณ์ผลงานนั้นอย่างไร โดยไม่ลืมว่าเจ้าของผลงานยังอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้และเติบโต ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ควรถูกวิจารณ์ หรือทุกคนต้องชื่นชมเพียงเพราะศิลปินยังอายุน้อย แต่เราอาจเลือกได้ว่าจะพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบอย่างไร ให้ความเห็นของเราช่วยเปิดบทสนทนา มากกว่าทำให้คนที่เกี่ยวข้องกลายเป็นเป้าของการโจมตี
ในทางกลับกัน การปกป้องศิลปินที่ชื่นชอบก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตอบโต้ทุกคำวิจารณ์ เพราะคนทำงานศิลปะย่อมมีโอกาสได้รับทั้งคำชมและคำติ สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่างคำวิจารณ์ที่มีเหตุผลกับถ้อยคำที่มุ่งทำร้ายกัน

ท้ายที่สุด กุ๊กกู๋ อาจเป็นได้ทั้งเพลงสนุก ๆ ที่ทำให้หลายคนยิ้ม และจุดเริ่มต้นของบทสนทนาเรื่องมาตรฐานในวงการเพลง โดยไม่จำเป็นต้องหาข้อสรุปว่าทุกคนต้องชอบเพลงนี้ หรือคนที่ไม่ชอบกำลังคิดผิด เพราะการเคารพงานศิลปะไม่ได้หมายถึงการต้องชื่นชมทุกผลงาน แต่คือการยอมรับว่าผู้คนมีรสนิยมและมุมมองที่แตกต่างกัน และเราสามารถวิจารณ์สิ่งที่ไม่เห็นด้วยได้ โดยยังให้เกียรติคนที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้นไปพร้อมกัน บางทีคำถามที่น่าสนใจกว่า ‘เพลงนี้เพราะจริงหรือเปล่า?’ อาจเป็น ‘เราเปิดพื้นที่ให้คนสร้างงานที่แตกต่างจากความชอบของเราได้มากแค่ไหน และเราจะวิจารณ์ผลงานของคนอื่นอย่างไร โดยไม่ละเลยความเคารพต่อผู้สร้างสรรค์’
ภาพ : chomismaterialgirl / nottvisrut