กรณีล่าสุดของ ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง ศิลปินชื่อดังอาจไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าระหว่างคนดังกับสำนักข่าวทั่วไป แต่มันกำลังโยนคำถามตัวโต ๆ ใส่คนทำงานสื่อในยุคนี้ว่า ในวันที่เราวิ่งไล่ตามยอดวิวจนลืมความรู้สึกของมนุษย์ เสรีภาพในการทำข่าว กับ ความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ มันควรจะอยู่ตรงไหนกันแน่
เรื่องของเรื่องเริ่มจากป๊อบออกมาฟีดแบ็กถึงสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่จู่ ๆ ก็ขุดเอาประเด็นเก่าในอดีตซึ่งเคยสร้างบาดแผลให้คนหลายฝ่ายมารีรันทำเป็นคอนเทนต์ใหม่ แถมยังเปิดเผยหน้าตาและตัวตนของบุคคลที่ไม่ได้เป็นคนสาธารณะจนเกิดผลกระทบรอบใหม่ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าการทำข่าวเพื่อเรียกยอดเอนเกจนั้น คุ้มค่าหรือไม่หากต้องแลกกับความรู้สึกของผู้คน
สิ่งที่ทำให้สังคมอินและเห็นใจป๊อบมาก ๆ ไม่ใช่แค่เพราะความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกของคนที่เคยเจ็บมาแล้ว แล้วอยู่ ๆ ก็โดนลากกลับไปยืนอยู่ที่เก่า เพียงเพราะเรื่องราวความพังในวันนั้นมันยังขายได้และเรียกยอดวิวได้ดี
โดบป๊อบพูดไว้เสมอว่า เขาไม่เคยปฏิเสธความเป็นคนสาธารณะ เขารู้ดีว่าเลี่ยงการถูกพูดถึงไปไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุดคือการที่สื่อลากคนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่สื่อเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์ด้วย ทั้งเปิดหน้า โยงเรื่อง แล้วปล่อยให้คนเข้ามาคอมเมนต์ด่าทอ โดยที่สื่อทำเพียงแค่ยืนกอดอกมองยอดไลก์พุ่งกระฉูด
จุดนี้แหละที่ทำให้เราต้องมาฉุกคิดกันว่า วันนี้คำว่า ‘การรายงานข่าว’ กับ ‘การผลิตคอนเทนต์’ มันกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันไปแล้วหรือเปล่า

ความคิดเห็นบนโซเชียลมองมุมหนึ่งที่คล้ายกันว่าตามหลักวิชาชีพ สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูล แต่เสรีภาพนั้นก็ไม่ควรถูกใช้แบบตามใจชอบ โดยไม่สนว่าเนื้อหาที่แชร์ไปนั้นจะไปทำลายชีวิต สภาพจิตใจ หรือชื่อเสียงของใคร จริงอยู่ว่าบางเรื่องมันคือ ‘เรื่องจริง’ แต่ไม่ใช่เรื่องจริงทุกเรื่องที่จำเป็นต้องถูกขุดขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับสังคมเลย นอกจากการตอบสนองความยากรู้อยากเห็น
คำถามสำคัญเลยไม่ใช่แค่ว่า สื่อเล่าเรื่องนี้ได้ไหม? แต่คือ จำเป็นต้องเล่าแบบนี้จริง ๆ เหรอ? เพราะในยุคที่ทุกสำนักข่าวแข่งกันที่ความไวและความดึงดูดใจ หลายครั้งสื่ออาจเผลอให้คุณค่ากับ ‘กระแส’ มากกว่า ‘ผลกระทบ’ ที่จะเกิดกับมนุษย์จริง ๆ ที่อยู่หลังหน้าจอเหล่านั้น
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ป๊อบแง้มว่าจากการพูดคุบเบื้องต้นกับสำนักข่าวดังกล่าว ยังมีเรื่องราวของคนดังอีกหลายคนเลยที่กำลังจ่อคิวถูกขุดอดีตมาทำคอนเทนต์แบบนี้ ซึ่งมันสะท้อนว่าวิธีคิดแบบ ‘หากินกับแผลเก่า’ กำลังจะกลายเป็นโมเดลธุรกิจของสื่อยุคใหม่ไปแล้ว และถ้าเราไม่ช่วยกันตั้งคำถาม วันหนึ่งเหยื่อของคอนเทนต์แบบนี้อาจไม่ใช่แค่คนดัง แต่อาจเป็นใครก็ได้... แม้กระทั่งตัวเราเอง

อีกประเด็นที่คนพูดถึงเยอะมาก คือท่าทีของสำนักข่าวหลังจากเกิดเรื่อง ซึ่งป๊อบมองว่าจดหมายขอโทษที่ส่งมานั้นมันช่างไร้ความจริงใจ เหมือนทำส่ง ๆ ไปตามหน้าที่หรือตัดรำคาญ มากกว่าจะรู้สึกผิดจากใจจริง
เรื่องนี้กำลังบอกเราว่า ในวันที่สื่อมีกระบอกเสียงที่ทรงพลังมาก ความรับผิดชอบก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสำหรับคนที่ได้รับความเสียหาย คำขอโทษไม่ใช่แค่กระดาษหนึ่งแผ่นหรือโพสต์โพสต์หนึ่ง แต่คือการยอมรับอย่างคนมีหัวใจความเป็นมนุษย์ว่า ‘เราได้สร้างบาดแผลให้ชีวิตคุณจริง ๆ’
สุดท้ายแล้วกรณีของป๊อบ ปองกูล คือบทเรียนราคาแพงของสังคมร่วมกันว่า เสรีภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบเสมอ ข่าวอาจจะสร้างยอดวิวถล่มทลายได้ในเวลาไม่กี่นาที แต่ผลกระทบต่อหัวใจคนมันอยู่ยาวนานกว่านั้นมาก และการที่เวลาผ่านไปนาน ก็ไม่ได้แปลว่าผู้คนจะพร้อมถูกลากกลับไปเจ็บซ้ำ เพียงเพื่อให้ใครบางคนเอาไปทำเป็นคอนเทนต์เรียกยอดวิวแบบเดิมอีก
ภาพ : Pongkool