[REVIEW] ‘Faces of Annes แอน’ ใครคือแอนตัวจริง หนังชวนฉงน ชวนสะพรึงแห่งปี | GOSSIP GUN

HOLLYWOOD GOSSIP

[REVIEW] ‘Faces of Annes แอน’ ใครคือแอนตัวจริง หนังชวนฉงน ชวนสะพรึงแห่งปี | GOSSIP GUN

12 ต.ค. 2022

 

ฮือฮาตั้งแต่เปิดตัวไปแล้วสำหรับภาพยนตร์ไทยน่าจับตามองแห่งปีอย่าง Faces of Anne หรือชื่อไทยสั้นๆ ว่า "แอน" ด้วยทีมนักแสดงสุดหวือหวา เพราะน่าจะเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่รวมนักแสดงหญิงวัยรุ่นน่าจับตามองไว้เยอะที่สุดขนาดนี้ ทั้งที่เปิดเผยออกมาแล้วถึง 10 คน ตามรายชื่อบนใบปิด ประกอบด้วย ออกแบบ ชุติมณฑน์, อิ้งค์ วรันธร, วี วิโอเลต, มินนี่ ภัณฑิรา, ก้อย อรัชพร, ปันปัน สุทัตตา, เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ, มิวสิค แพรวา, อุ้ม อิษยา และ นานา ศวรรยา ยังไม่รวมที่ยังไม่ได้โปรโมตอีก ซึ่งความพีกยิ่งกว่าคือคอนเซปต์ของหนัง เพราะนักแสดงทั้งหมดที่เอ่ยนามมานี้ ต่างเล่นเป็นตัวละครที่ ชื่อว่า แอน พวกเขารับบทเป็นหญิงสาวที่ตื่นขึ้นมาในห้องหนึ่ง ในชุดสีเหลืองเหมือนกัน ทุกคนต่างถูกคุมขังไว้ในสถานที่แห่งนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แต่อันตรายกำลังจะมาถึง หลังจากการปรากฏตัวขึ้น ของ ปีศาจกวาง ที่ออกไล่ฆ่าพวกเธออย่างอำมหิต ท้ายที่สุดแล้ว พวกเธอจะมีชีวิตรอดหรือไม่ แล้วทำไมทุกคนถึงชื่อแอน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในที่แห่งนี้ ต้องไปหาคำตอบกันในหนัง

สิ่งที่ดึงดูดกลุ่มคนดูหนังมากที่สุด นอกจากลิสต์รายชื่อนางเอกรุ่นใหม่ และพล็อตสุดแปลกแล้ว คือ ชื่อของผู้กำกับ อย่าง คงเดช จาตุรันต์รัศมี เจ้าของผลงานเกรดเออย่าง เฉิ่ม, ตั้งวง, Snap แค่ได้คิดถึง และล่าสุดอย่าง Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า (นอกจากนี้ คงเดช ยังเขียนบทให้กับหนังรักคุณภาพล้นอย่าง The Letter จดหมายรัก และ Me..Myself ขอให้รักจงเจริญ อีกด้วย) ด้วยงานกำกับที่คุมคนดูอยู่หมัดมาโดยตลอด และไม่ว่าเขาจะเล่าเรื่องอะไร มักแฝงประเด็นสถานการณ์บ้านเมืองไว้เสมอ โดยเฉพาะ 3 เรื่องล่าสุดที่ เอ่ยถึงทั้งอย่างตรงไปตรงมา และในนัยยะแฝง เฉกเช่น ผลงานล่าสุดอย่าง Faces of Annes แม้ตัวหนังเองจะทำท่าเป็น Psychological Thriller หรือหนังทริลเลอร์จิตวิทยา ที่มีกลิ่นของหนังสยอง และหนังไล่เชือด แต่ในเส้นเรื่องที่ลึกกว่านั้น เชื่อว่าผู้กำกับได้แฝงอะไรบางอย่างไว้อย่างแน่นอน เพราะระหว่างทางมีอะไรให้คิดไปทางนั้นอยู่ไม่น้อย

โดยรวมบรรยากาศของ Faces of Annes ทั้งชวนสะพรึง ชวนสยอง และชวนฉงนไปพร้อมๆกัน ในพาร์ทที่ทำให้รู้สึกสะพรึงนั้น หนังสามารถทำได้ตั้งแต่วินาทีแรกๆ ที่คุมคนดูอยู่ แม้จะเคลื่อนตัวไปช้าในระดับหนึ่ง แต่ด้วยอารมณ์ของหนังทำให้ผู้ชมติดอยู่กับสถานการณ์นั้นได้ตลอด นำมาสู่จังหวะที่หนังชวนสยอง เมื่อ Faces of Annes เพิ่มดีกรีความระทึกขึ้น นับตั้งแต่ตัวละคร "ปีศาจกวาง" โผล่ออกมา ไล่ฆ่าพวกเธอ แม้เหล่าแอนจะพยายามหนีแต่ก็ไม่มีทางออก นำไปสู่พาร์ทชวนฉงน การดูหนังเรื่องนี้เหมือนการต่อจิกซอว์อยู่ไม่น้อย เมื่อคนดูค่อยๆปะติดปะต่อเรื่องราว คนสร้างก็ค่อยๆเผยโครงสร้างพล็อตออกมา เผยความจริงบางอย่าง ทำให้หนังน่าติดตาม และชวนให้อยากรู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในหนังเรื่องนี้ ?

แน่นอนว่า Faces of Annes ไม่ใช่หนังสยองขวัญที่เล่าเรื่องชั้นเดียว นอกจากการไขปริศนาที่เกิดขึ้นในเส้นเรื่องหลักแล้ว การมองหนังด้วยแว่นตาที่ต่างออกไป ทำให้เห็นอะไรบางอย่างมากขึ้น โดยเฉพาะแว่นตาของการเมือง ซึ่งปรากฏในหนังคงเดชอยู่บ่อยครั้ง ในเรื่องนี้ก็แฝงไว้ซึ่งสัญญะเช่นกัน (ต่อจากนี้ไม่ได้สปอยล์เรื่องนะครับ) เริ่มจากตัวละครแอน และปีศาจกวาง ที่เปรียบเปรยถึง คน หรือ กลุ่มคนบางกลุ่ม สามารถสังเกตได้ด้วย สิ่งที่พวกเธอเผชิญ เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ ในขณะที่ปีศาจกวางนั้น สามารถสังเกตได้จาก การเลือกให้ตัวละครนี้ สวมหัวกวาง สัตว์ที่ดูสง่างามแต่กลับมาไล่ฆ่าคน อาวุธที่กวางใช้ เพลงที่ถูกเปิดทุกครั้งที่ปีศาจตนนี้ปรากฏตัว พร้อมด้วยรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมาย หลายจังหวะถ้าดูหนังด้วยแว่นตาแบบดูเอาบันเทิงอาจจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ถ้ามองอีกแบบ อาจจะเจอคำตอบ สิ่งที่แฝงไว้ในหนังเรื่องนี้ โดย นอกจากในแง่การปกครองที่ถูกเล่าผ่าน Faces of Annes แล้ว หนังยังเล่าถึงสังคมคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา การใช้ชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การถูกครอบงำโดย Social Media ลามไปถึงปัญหาด้านจิตเวช ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่วัยรุ่นยุคนี้ต้องเผชิญ ในสภาวะสังคมที่ไม่ปกตินี้

ไฮไลต์ที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ คือเหล่าทีมนักแสดงหญิงรุ่นใหม่มากฝีมือที่ตบเท้าเข้ามาแสดงใน Faces of Anne อย่างน่าตื่นตา โดยรวมหนังค่อนข้างบาลานซ์ Screen Time ของนักแสดงแต่ละคนได้ค่อนข้างดี แน่นอนว่า เวลาปรากฏบนจอไม่เท่ากัน แต่ทุกคนต่างมีโมเมนต์เป็นของตัวเอง มีจังหวะที่ปล่อยของกันพอสมควร ถ้าจะให้เลือกไปเลยว่าใครคือ MVP แทบจะเลือกได้ยากมาก เพราะทุกตัวละครต่างมีความสำคัญ ต่างมีอะไรบางอย่างที่ไม่ง่ายนักในการแสดง ความสนุกของผู้ชมคือการลุ้นว่า ใครจะโผล่มาเมื่อไหร่ นักแสดงที่เราชอบจะปรากฏตัวช่วงนี้ ประโยชน์ของการที่หนังมีดาราเยอะ มันก็สนุกในแบบนี้แฝงไปด้วย

โดยรวม Faces of Annes คือหนังชวนขยี้สมองแห่งปี หากจะเข้าไปดูเพื่อความบันเทิง อาจจะได้ความเครียดกลับมาแทน เพราะหนังท้าทายผู้ชม กระตุ้นให้ชวนคิดต่อตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในแง่เส้นเรื่องปกติ รวมถึงเส้นประเด็นที่แฝงเอาไว้ ทั้งหมดนี้ถูกคุมด้วยบรรยากาศชวนสะพรึงตลอดทั้งเรื่อง แม้จะมีบางจุดที่จังหวะการเล่าค่อนข้างช้า แต่หนังก็สามารถตรึงเราไว้ได้เสมอ และด้วยแคสระดับดรีมทีมแบบนี้ ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้ดูหนังไทยที่แปลกใหม่ น่าสนใจ น่าลิ้มลองในแบบที่Faces of Annes นำเสนอ ถ้ามีโอกาส นี่คือหนังไทยอีกเรื่อง ที่อยากให้ลองชม

ภาพ : M Pictures

ชมตัวอย่าง แอน Faces of Anne เข้าฉาย 13 ตุลาคมในโรงภาพยนตร์

related HOLLYWOOD GOSSIP

[REVIEW] “Uncharted” ดัดแปลงเกมล่าขุมทรัพย์สู่หนังใหญ่ | GOSSIP GUN

17 ก.พ. 2022

[REVIEW] “Uncharted” ดัดแปลงเกมล่าขุมทรัพย์สู่หนังใหญ่ | GOSSIP GUN

“หนังจากวีดีโอเกมส์มักจะเจ๊ง”กลายเป็นคำกล่าวที่ลือลั่นในฮอลลีวูด เพราะน้อยครั้งมากที่หนังที่สร้างจากเกมจะประสบความสำเร็จแบบปังๆ ย้อนไปดูBox Officeในอเมริกา มีหนังจากเกมแค่5เรื่องที่ทำรายได้ผ่านหลัก100ล้านเหรียญฯ คือSonic The Hedgehog, Pokemon Detective Pikachu, Lara Croft : Tomb Raider, The Angry Bird MovieและRampage (ซึ่งเรื่องหลังเมื่อเทียบกับทุนสร้างแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าทำเงินอะไรมากนัก)แต่ฮอลลีวูดก็ยังคงหยิบเกมมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างหนังอยู่เสมอ ล่าสุดคือUnchartedเกมผจญภัยล่าสมบัติที่โซนี่หยิบมาสร้างเป็นหนัง หวังให้เป็นแฟรนไชส์แบบเดียวกับ Indiana JonesและTomb Raiderโดยดึงพระเอกที่ประสบความสำเร็จสุดของค่าย ณ ตอนนี้อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ ถอดชุดสไปเดอร์แมน มาล่าขุมทรัพย์(แม้ว่าแฟนเกมจะติเรื่องที่เขาดูต่างจากตัวละครในเกมมากอยู่ก็ตาม) ทอม ฮอลแลนด์ รับบทเป็น นาธาน เดรก หนุ่มที่ใช้ชีวิตเป็นบาร์เทนเดอร์ แต่ก็เป็นนักล้วงกระเป๋าเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ลึกๆเขาเองสนใจในการล่าสมบัติ จากความคลั่งไคล้ของพี่ชายที่หายตัวไป จนกระทั่งเขาได้เจอกับ ซัลลี่(รับบทโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก)ชายนักล่าขุมทรัพย์มืออาชีพ ที่ชักชวนเขาให้ร่วมทีมออกตามหาทองคำที่หายไป จากเรือของมาเจลแลน ที่แล่นข้ามโลกได้สำเร็จเมื่อในอดีต แต่การออกบล่าสมบัติครั้งนี้ของพวกเขาไม่ง่ายนัก เพราะมี ซานติอาโก้(รับบทโดย แอนโตนิโอ แบนเดอราส)มหาเศรษฐีทายาทตระกูลเก่าแก่ ออกตามล่าสมบัตินี้เช่นกัน เพราะเขาเชื่อว่านี่คือมรดกของตระกูล ซึ่งการล่าขุมทรัพย์ในครั้งนี้ สำหรับนาธานไม่ใช่แค่เรื่องทองคำเท่านั้น เพราะนี่อาจเป็นโอกาสที่เขาจะได้สืบเกี่ยวกับพี่ชายที่หายตัวไปด้วย Unchartedฉบับหนังใหม่มีกลิ่นอายคล้ายๆTomb Raiderหลายๆประการ ด้วยพล็อตและวิธีการดำเนินเรื่องที่เน้นไขปริศนา เพื่อตามหาสมบัติในสถานที่ต่างๆทั่วโลก ในขณะที่ตัวละครนำก็มีปมเรื่องคนในครอบครัว(อย่างในTomb Raiderคือพ่อของนางเอก ส่วนUnchartedเป็นพี่ชาย)หนังทั้ง2จึงมีโครงสร้างคล้ายๆกัน แต่ในแง่คุณภาพUnchartedอยู่ในระดับกลางๆ โดยรวมหนังทำฉากแอ็กชันออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะฉากกลางอากาศ ซึ่งเป็นฉากใหญ่ถึง2ฉากในหนัง ทำออกมาได้ตื่นเต้นและตื่นตาอย่างมาก ยิ่งดูในระบบจอIMAXที่มีการเพิ่มขนาดจอเฉพาะสองฉากนี้ ทำให้เหมือนเราอยู่ในฉากแอ็กชันไปกับตัวละครด้วย แต่สิ่งที่ทำให้Unchartedไม่ได้กลายเป็นหนังแอ็กชันที่พีคมากๆ คงจะหนีไม่พ้นเรื่องบท ที่จะพบว่าฉากต่างๆในหนัง ถูกคลี่คลายไปอย่างง่ายดายมาก ถ้าเป็นการเล่นเกมก็คงเหมือนการผ่านด่านที่ง่ายเกินไป เวลาที่พระเอกจำเป็นต้องไขปริศนาอะไรบางอย่างก็สามารถค้นพบคำตอบด้วยเวลานิดเดียว เลยทำให้ดูเหมือนผู้ชมไม่จำเป็นต้องลุ้นตามตัวละครนำมากนัก เพราะน่าจะสามารถผ่านวิกฤตต่างๆไปได้ง่ายๆอยู่แล้ว บวกกับหนังค่อนข้างเล่าแบ็คกราวน์ของตัวละครน้อย หนังใช้เวลาค่อนข้างสั้นเพื่อเล่าที่มาที่ไปของ นาธาน เดรก ทำให้ผู้ชมอาจจะยังไม่ได้อินกับเขาเท่าไหร่ ก่อนที่การผจญภัยจะเริ่มต้นขึ้น ทอม ฮอลแลนด์ ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดบนจอได้อย่างดี คาแรคเตอร์ในเรื่องที่คล้ายๆกับ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ แบบนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นภาพจำของเขาไปแล้ว ซึ่งก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แม้ว่าคนที่เล่นเกมนี้จะยืนยันว่าเขาไม่เหมือน นาธาน เดรก ในฉบับเกมเลยก็ตาม ในขณะที่ มาร์ก วอห์ลเบิร์ก ก็ยังคงเล่นบทแอ็กชั่นเบาสมองได้ดูเพลินเช่นเดิม แม้ว่าเคมีของเขากับทอม อาจจะยังไม่มากเท่าไหร่นัก กลายเป็นคนที่เคมีเข้ากับทอมดีกว่าคือ โซเฟีย อาลี ที่รับบทโคลอี้ สาวนักล่าสมบัติที่เข้ามาร่วมทีมกับ นาธานและซัลลี่ หลายฉากที่เธออยู่กับ ทอม เหมือนจะเห็นเสน่ห์เวลาทั้งคู่รับส่งบทออกมา แต่ที่น่าเสียดายสุดคือ แอนโตนิโอ แบนเดอรัส ในบทร้าย ที่ยังไม่ค่อยเห็นถึงความน่าหวาดกลัว และยังไม่มีบทบาทเท่าไหร่นัก โดยรวมUnchartedถือว่าเป็นหนังแอ็กชันจากวีดีโอเกมที่สอบผ่าน สามารถดึงเอาเสน่ห์ของฉากการผจญภัยในเกม มาทำเป็นฉากแอ็กชันในหนังได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ที่ตื่นตาทีเดียว แต่ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องบท คล้ายๆกับหนังเกมทั่วไปที่อาจจะไม่ได้มีวัตถุดิบมากพอที่จะมาใส่ให้เรื่องราวเข้มข้นมากขึ้น การคลี่คลายปริศนาก็ทำได้อย่างไม่ยากนัก แต่การแสดงของ ทอม ฮอลแลนด์ ก็ชวนให้เราลุ้นตามและดูการผจญภัยของเขาไปได้จนจบ ใครที่อยากดูหนังแอ็กชันPopcornที่ดูง่ายๆ เหมือนเล่นเกมผ่านด่าน ก็ลองมาชมเรื่องนี้ได้(ให้7คะแนนจากคะแนนเต็ม10คะแนน)

[REVIEW] “The Unbearable Weight of Massive Talent” ป่วนเกินต้านและกินใจเกินคาด คนรักหนังต้องดู! | GOSSIP GUN

18 พ.ค. 2022

[REVIEW] “The Unbearable Weight of Massive Talent” ป่วนเกินต้านและกินใจเกินคาด คนรักหนังต้องดู! | GOSSIP GUN

นี่คือหนังตลกไอเดียสุดล้ำที่ให้ดาราฮอลลีวูดเล่นเป็นตัวเอง นี่คือจดหมายรักที่คนรักหนังเขียนเพื่อบอกรักการมีอยู่ของศิลปะภาพยนตร์ นี่คือหนังแอ็กชันวายป่วงที่ใครๆก็สามารถเอ็นจอยกับมันได้The Unbearable Weight of Massive Talentคือหนังที่มีองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อผู้ชมต่างกลุ่มกันไป มันเริ่มต้นด้วยไอเดียสุดแหวก ที่ได้นักแสดงระดับตำนานอย่าง"นิโคลัส เคจ"มาเล่นเป็นตัวเอง ซึ่งไอเดียที่ว่านี้ มันก็ปรากฏในหนังฮอลลีวูดบ้าง(อาทิ จูเลีย โรเบิร์ต เล่นเป็นตัวเองแบบแว้บๆ ใน Ocean's Twelve)แต่ไม่เคยมีเรื่องไหน เอามาขยายใหญ่ใส่มุกไม่ยั้งแบบเรื่องนี้ จนสามารถเรียกได้ว่า"เคจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว"และหนังก็สร้างความไฮป์ด้วยการฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังSXSWและกวาดคคะแนน100%ในเว็บมะเขือเน่า(แม้ตอนหลังคะแนนจะลดลงนิดหน่อยก็ตาม) แม้จะแสดงเป็นตัวเอง แต่"นิโคลัส เคจ"ก็ให้สัมภาษณ์ว่า นิค เคจ ฉบับในหนังไม่ได้เหมือนตัวจริงหนัก ในหนังเขาคือดาราที่สิ้นหวังกับอาชีพนักแสดง เพราะตกอับขีดสุด แต่ในชีวิตจริงเขายังคงรักและอินเลิฟกับการแสดงหนัง และด้วย นิคเคจในเรื่องมีหนี้สินมากมาย แถมไม่มีงานใหม่เข้ามา ผู้จัดการเลยเสนองานสุดแปลกให้เขา ด้วยการไปร่วมงานวันเกิดเสี่ยใหญ่ไฮโซ ซึ่งเป็นแฟนเบอร์หนึ่งของ นิคเคจ ด้วยค่าตัวสุดแพง1ล้านเหรียญฯ แน่นอนว่า นิคเคจไม่มีทางเลือกนอกจากบินไปสเปนเพื่อร่วมงานดังกล่าว แต่แล้วทริปสุดชิลล์ก็กลายเป็นภารกิจสุดอันตราย เมื่อซีเอไอ บังคับให้ นิคเคจ ต้องเป็นสายลับให้พวกเขา เนื่องจากเสี่ยใหญ่คนนี้ดันเป็นพ่อค้าอาวุธระดับโลกที่หน่วยงานต่างๆ ต้องการตัว พี่เคจเลยต้องงัดสกิลสายลับจากหนังต่างๆ มาเพื่อปฏิบัติการลับสุดป่วนนี้! ความสนุกที่สุดของMassive Talentคือการรวมฮิต"นิค เคจ"เพราะมันเป็นเรื่องของนักแสดงที่ต้องไปเจอกับแฟนคลับ ดังนั้นผลงานเก่าๆของเขา ก็จะถูกกล่าวถึง พูดถึง นำมาแซว นำมาขยี้ เต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่หนังยุค80sอย่างMoonstruckต่อเนื่องด้วยหนังบล็อกบัสเตอร์ยุค90sถึงต้น2000sอย่างเซ็ตThe Rock, Face/Off, Con Airมาจนถึงผลงานยุคหลังๆที่กลายเป็นหนังคัลต์อย่างMandyทั้งหมดถูกแทรกไว้อย่างแพรวพราว ราวกับจักรวาลมาร์เวลฉบับ นิค เคจ หนังเต็มไปด้วยEaster-Eggมากมาย หนังบางเรื่องถูกกล่าวถึง หนังบางเรื่องถูกถ่ายทอดเลียนแบบ หรือบางเรื่องก็โผล่มาแว้บๆเป็นสิ่งของประกอบฉาก ใครที่เป็นแฟน นิคเคจ ก็ต้องจับตาดูให้ดี เพราะไม่รู้ว่าเรื่องไหนจะโผล่มาตอนไหนบ้าง แต่สิ่งที่เซอร์ไพรสและทำให้Massive Talentเป็นมากกว่าหนังแอ็กชันคอเมดี้ทั่วไป คือ ความหลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มเปี่ยมผ่านตัวละคร ฮาวี่(รับบทโดย เพโดร ปาสคาล)เสี่ยใหญ่ที่นอกจากจะเป็นแฟนคลับเคจแล้ว เขาคือ คนรักหนังอย่างเต็มตัว บทสนทนาระหว่างเขากับเคจ เวลาคุยกันเรื่องหนังที่อะไรที่อิ่มเอมใจมาก ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงPassionที่มีอันเต็มเปี่ยมของฮาวี่ จะสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของโลกภาพยนตร์ ที่มันอิมแพ็คต่อคนๆ หนึ่งมากแค่ไหน ซึ่งผู้ชมที่เป็นคนรักหนัง คงรู้สึกเช่นเดียวกับฮาวี่ ในฐานะคนคอเดียวกัน กลุ่มคนที่ตกหลุมรักเสน่ห์ของหนังเช่นกัน คงไม่เกินจริงนัก นี่จะกล่าวว่านี่คือการ"คัมแบ็ค"อย่างแท้จริงของ นิโคลัส เคจ ด้วยปัญหาหนี้สินในชีวิตจริง ทำให้ระยะหลังเขาตัดสินใจรับเล่นหนังจำนวนมาก ซึ่งมักสลับกันไประหว่างหนังเกรดบีรีวิวแย่ กับหนังอินดี้ที่โดนใจนักวิจารณ์ แต่สำหรับMassive Talentมันคือหนังสตูดิโอที่ครบถ้วนในแง่ต่างๆ รวมถึงเฉลิมฉลองเส้นทางในวงการภาพยนตร์ของ นิคเคจ ด้วย ดูเหมือนเขาจะสนุกอย่างแท้จริงในการรับบทนี้ และพลังความสนุกก็ส่งออกมาเต็มๆ ในขณะที่ เพโดร ปาสคาล เกือบจะขโมยซีนในบทฮาวี่ เชื่อว่าผู้ชมจำนวนไม่น้อยจะตกหลุมรักเขาในเรื่องนี้ เพราะพลังบวกที่ส่งออกมา มันเยอะมากๆ และเคมีระหว่าง นิคเคจ กับเพโดร ก็เข้ากันได้อย่างลงตัว อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะกังขาว่า แล้วถ้าไม่ใช่แฟนคลับ นิโคลัส เคจ หรือไม่ใช่คนที่ดูหนังแบบจริงจัง จะสามารถเอ็นจอยกับMassive Talentได้หรือไม่ คำตอบคือ นี่คือหนังบันเทิงมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่คุณสามารถสนุกกับเส้นเรื่องได้ โดยไม่ต้องสนใจEaster-Eggเพราะโครงหลักของมัน ก็ยึดกับภารกิจสายลับจำเป็น ของดาราตกอับ ที่ต้องมาไล่จับอาชญากรที่ดันเป็นแฟนคลับของเขา แค่พล็อตก็ชวนชุลมุนและเอื้อให้เกิดฉากสนุกๆมากมายแล้ว ซึ่งMassive Talentก็ใช้ประโยชน์ตรงนี้ได้อย่างเต็มที่ ดีไม่ดี ดูเสร็จคุณอาจจะไล่ย้อนหาหนังเก่าๆ ของ นิคเคจ มาดูเพิ่มก็ได้(ให้8คะแนนจากคะแนนเต็ม10คะแนน)

[REVIEW] Lightyear ต้นกำเนิดของเล่นใน Toy Story ผจญภัยอวกาศจัดเต็ม | GOSSIP GUN

15 มิ.ย. 2022

[REVIEW] Lightyear ต้นกำเนิดของเล่นใน Toy Story ผจญภัยอวกาศจัดเต็ม | GOSSIP GUN

เชื่อว่าใครหลายๆคน คิดถึงการดูหนังพิกซาร์ในโรงภาพยนตร์ เป็นเวลานานเกือบปีครึ่งแล้ว ที่คอหนังไม่ได้ดูแอนิเมชั่นจากค่ายนี้บนจอใหญ่ๆ หลังจากSoul (ที่เข้าโรงในไทยแต่อเมริกาไปสตรีมมิ่ง)หนังพิกซาร์สุดประทับใจซัมเมอร์ก่อนอย่างLucaและหนังแพนด้าแดงTurning Redต่างถูกดิสนีย์ข้ามการฉายโรงไปลงในDisney+เลย จนในที่สุดดิสนีย์พร้อมส่งหนังพิกซาร์ครองโรงอีกครั้ง และคงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าLightyearหนังที่แยกออกจากมาToy Storyแอนิเมชั่นเปิดตำนานค่ายพิกซาร์ ที่สร้างมายาวนานถึง4ภาค ล่าสุดมาพร้อมกับไอเดียที่น่าสนใจ กับการเล่าต้นกำเนิดของตัวละครที่แฟนๆรัก อย่าง บัซ ไลท์เยียร์ แน่นอนว่ามันเป็นเพียงของเล่น ที่ของเล่นชิ้นนี้สร้างมาจากหนังดัง และนี่คือหนังเรื่องดังกล่าว... หนังเล่าถึง บัซ ไลท์เยียร์ นักบินอวกาศฝีมือเก่งกาจที่ตกอยู่ในอันตราย หลังยานของเขาตกบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกลจากโลก บัซจึงพยายามทำทุกทางเพื่อกลับโลก แต่การซ่อมยานและทดลองของเขา กลับพาเขาเดินทางสู่อนาคต ที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปหมด ผู้คนที่เขารู้จักค่อยๆจากไป นอกจากอันตรายที่เขาและทีมต้องเผชิญจากสิ่งมีชีวิตสุดประหลาดบนดาวแล้ว ยังต้องเจอกับฝูงหุ่นยนต์ลึกลับ ที่บุกมาโจมตี โดยมีเป้าหมายเดียวคือ การจับตัว บัซ ไลท์เยียร์ไป โดยหนังฉบับนี้ได้ คริส อีแวนส์ พระเอกCaptain Americaมาให้เสียงแทน ทิม อัลเลน ที่พากย์เป็นบัซ ของเล่นในหนังToy Story แม้จะเป็นหนังภาคแยกจากToy Storyแต่Mood Toneค่อนข้างต่างจากหนังชุดดังกล่าวพอสมควร เพราะหนังเลือกจะเล่าเป็นแนวแอ็กชันไซไฟแบบเต็มตัว เหมือนเราดูหนังอวกาศผจญภัยแบบStar Wars, The Martian (แต่แน่นอนว่ายังมีความคอเมดี้แทรกอยู่ตลอดเวลา เพราะก็ยังคงเป็นการ์ตูนดิสนีย์)หรือหลายคนอาจนึกไปถึงTop Gun : Maverickในแบบดิสนีย์ ดังนั้น อารมณ์ของLightyearเลยจะไปใกล้เคียงกับหนังอย่างThe IncrediblesและCarsเสียมากกว่า ที่มีฉากแอ็กชันค่อนข้างเยอะ แทรกด้วยอารมณ์ขัน และมีซีนประทับใจอยู่พอสมควร สิ่งที่ค่อนข้างเซอร์ไพรสคือLightyearมีฉากให้ผู้ชมชวนน้ำตารื้นอยู่เหมือนกัน แถมมาตั้งแต่ฉากแรกๆด้วย แม้ว่าหนังจะไม่ได้ไปสุดในแบบUpซีนแรกๆ หรือToy Story 3ฉากท้ายๆ แต่ก็บีบหัวใจเราได้เหมือนกัน นอกจากตัวละครบัซที่หนังLightyearพาผู้ชมไปทำความรู้จักเขาเพิ่มเติมและสำรวจมุมต่างๆของเขาแล้ว ไฮไลต์ที่แทบจะขโมยทุกซีนเลยก็ว่าได้ คือ ซ็อกซ์ เจ้าแมวหุ่นยนต์ ที่สร้างอารมณ์ขัน และมีอะไรเซอร์ไพรสผู้ชมได้ตลอดเวลา ใครจะไปคิดว่า บัซ ไลท์เยียร์ สุดเท่ก็กลายเป็นทาสแมวได้เหมือนกัน ท้ายที่สุดแล้วLightyearก็ถือเป็นหนังซัมเมอร์ดูสนุกหนึ่งเรื่อง จัดอยู่ในกลุ่มหนังพิกซาร์ที่สร้างความบันเทิงเป็นหลัก แม้มันจะไม่ได้ลึกซึ้งในประเด็นแบบInside OutหรือSoulแต่มันก็สนุกครบรส และมีคุณสมบัติมากพอ ที่จะเอนเตอร์เทนผู้ชมทุกวัยได้ ปล.หนังเรื่องนี้ มีฉากแถมในช่วงEnd-Creditและหลังเครดิต รวมทั้งสิ้นถึง3ฉากด้วยกัน เรียกว่าแถมแบบจุกๆเอาชนะหนังมาร์เวลกันไปเลย นั่งรอดูกันได้ ขำๆเพลินๆ (ให้7.5คะแนนจากคะแนนเต็ม10คะแนน)ภาพ : Walt Disney Studios Thailand ชมตัวอย่างLightyearเข้าฉาย16มิถุนายนนี้ในโรงภาพยนตร์

[REVIEW] ‘Ant-Man and The Wasp : Quantumania’ เปิดเฟสใหม่อย่างตื่นตา พร้อมกับวายร้ายที่โคตรสะพรึง| GOSSIP GUN

21 ก.พ. 2023

[REVIEW] ‘Ant-Man and The Wasp : Quantumania’ เปิดเฟสใหม่อย่างตื่นตา พร้อมกับวายร้ายที่โคตรสะพรึง| GOSSIP GUN

หลังจากเหล่าอเวนเจอร์สสามารถโค่นทานอสไปได้ในหนัง Avengers ภาคล่าสุด เป็นการปิดหนัง MCU ในพาร์ทของ The Infinity Saga ไปได้อย่างสวยงาม ถึงเวลาแล้วที่แฟนๆและคอหนัง จะได้ทำความรู้จักตัวร้ายหลักประจำเส้นเรื่องใหม่อย่างThe Multiverse Saga นั่นก็คือ แคงผู้พิชิต ที่จะปรากฏตัวเป็นครั้งแรกใน Ant-Man and The Wasp : Quantumania ซึ่งนอกจากหนังจะทำหน้าที่ปิดไตรภาคของ แอนท์-แมน เองแล้ว ยังถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกใน MCU เฟส 5 อีกด้วย ที่นอกจากจะสำรวจพหุจักรวาลให้ลึกขึ้น หนังยังทำหน้าที่ปูไปยังปมใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในจักรวาลนี้ ซึ่งจะถูกปิดท้ายด้วยหนัง Avengers : The Kang Dynasty และ Avengers : Secret Wars ที่จะออกฉายใน 2-3 ปีข้างหน้าเรื่องราวใน Ant-Man and The Wasp : Quantumania เริ่มต้นขึ้น เมื่อแคสซี่ ลูกสาวของ สก็อตต์ แลง ที่ประดิษฐ์เครื่องมือในการส่งสัญญาณเพื่อติดต่อกับในมิติควอนตั้มขึ้น โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งใหม่ จากสิ่งประดิษฐ์นี้ ทำให้ สก็อตต์, โฮป, แคสซี่, ดร.แฮงค์ และเจเน็ต ถูกดูดเข้าไปในมิติควอนตั้ม ซึ่งสร้างความหวาดผวาอย่างมากให้กับ เจเน็ต เพราะเธอเคยถูกขังอยู่ในมิตินี้ นานกว่า 30 ปีกว่าจะออกไปได้ และเธอรู้ดีว่า อันตรายอะไรที่กำลังคืบคลานมาหาพวกเขา ทั้ง 5 จึงต้องทำทุกทางเพื่อหาทางออกไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุด พร้อมกับหยุดยั้งบุคคลอันตราย ที่พยายามทำทุกทางเพื่อออกไปจากมิตินี้เช่นกัน..หากเทียบกับหนังในตระกูล Ant-Man ทั้งสองภาคก่อนหน้านี้ Ant-Man and The Wasp : Quantumania ถือเป็นภาคที่ดูจะมีMood Tone ที่แตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก แม้ว่ายังคงมีอารมณ์ขัน และโครงเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวอยู่ แต่เพราะเหตุการณ์ในเกือบทั้งเรื่อง เกิดขึ้นในมิติควอนตัม งานภาพของภาคนี้ จึงดูแตกต่างจากภาคก่อนๆไปอย่างสิ้นเชิง ดูคล้ายหนังอย่าง Doctor Strange ภาคล่าสุด ซึ่งถือว่าเป็นหนังที่มีบทบาทสำคัญใน The Multiverse Saga เช่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน แม้ว่างานโปรดักชั่นของ Ant-Man and The Wasp : Quantumania จะดูยิ่งใหญ่กว่าภาคก่อนๆ แต่ด้วยความยาวเพียง 2 ชั่วโมง ทำให้หนังอาจจะดูไม่ยิ่งใหญ่เท่า Doctor Strange In The Multiverse of Madness หรือBlack Panther : Wakanda Forever แต่กระนั้น มันก็มีข้อดีอย่างชัดเจน คือหนังสั้น ทำให้ค่อนข้างกระชับ และเดินเรื่องฉับไว หนังแทบจะไม่เสียเวลาตรงไหนที่ไม่จำเป็นกับเรื่องเลยจุดที่โดดเด่นมากๆของหนังภาคนี้ กลับไม่ใช่ครอบครัวของ แอนท์-แมน แต่เป็นการปรากฏตัวของ แคงผู้พิชิตเสียมากกว่า ซึ่งการแสดงของ โจนาธาน เมเจอร์ส นั้น ชวนขนลุกและน่าเกรงขามมากๆ ตั้งแต่สีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่น้ำเสียงที่ดูแสนจะเลือดเย็น ตั้งแต่วินาทีที่แคงปรากฏตัวบนจอ ดูเหมือนหนังจะถูกขโมยไปเป็นหนังของเขาเลยทีเดียว และตลอดเวลาที่ดู ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่ตัวร้ายธรรมดาทั่วไป นี่เป็นตัวร้ายที่บางทีอาจจะเก่งเกินกว่าที่ แอนท์-แมน จะสามารถโค่นได้ Ant-Man and The Wasp : Quantumania จึงทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในฐานะหนังเปิดเฟส 5 ของจักรวาลมาร์เวล ซึ่งดูแล้ว ความสามารถของแคง และเจตนารมณ์อันน่าสะพรึงนั้น สามารถเป็นแกนหลักให้กับ The Multiverse Saga ได้อย่างสบายๆในส่วนของครอบครัวแอนท์-แมน เอง ภาคนี้ก็ยังคงยึดในความรักและความผูกพันอย่างชัดเจน ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์ของหนัง Ant-Man ที่ดูจะเป็นหนังครอบครัวมากกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆใน MCU แต่ตัวละครที่โดดเด่นในภาคนี้มากที่สุด ต้องยกให้บท เจเน็ท ที่ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ แสดงไว้ได้อย่างชวนขนลุก เนื่องจากตัวละครของเธอ เคยถูกขังอยู่ในมิติควอนตัมมาแล้ว ทำให้เจเน็ท ขยับขึ้นมามีบทบาทสำคัญในหนังภาคนี้ และนั่นเปิดโอกาสให้นักแสดงรุ่นใหญ่ได้โชว์ฝีมือการแสดงได้อย่างเต็มที่ กับบทที่มีมิติและความซับซ้อนทางอารมณ์มากขึ้น แต่ไฮไลต์สำคัญสำหรับใครที่เติบโตมาในยุค 90s คือการที่ตัวละครของ มิเชลล์ ไฟเฟอร์, ไมเคิล ดักกลาส และสมาชิกใหม่ของภาคนี้อย่าง บิล เมอร์เร่ย์ ปรากฏตัวพร้อมกัน เป็นฉากที่ชวนย้อนระลึกความหลังได้อย่างดี ถึงความยิ่งใหญ่ในยุคสมัยนั้นโดยรวมแล้ว Ant-Man and The Wasp : Quantumania สามารถจัดเข้ากลุ่มหนังใน MCU ที่สามารถดูได้เพลินๆ ความสนุกอยู่ในระดับปานกลาง อาจจะไม่ได้เข้มข้นหรือบีบอารมณ์ผู้ชมเท่าหลายๆเรื่อง แต่กระนั้น หนังเรื่องนี้ต้องถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการก้าวต่อของ จักรวาลมาร์เวลเฟสใหม่ ทำให้หนังดูเหมือนจะทำหน้าที่เป็นหนังเปิดเฟสใหม่ มากกว่าหนังปิดไตรภาคของเส้นเรื่อง Ant-Man เอง สำหรับแฟนของมาร์เวลเอง น่าจะมีหลายจุดในหนังที่ทำให้ร้องว้าว นับตั้งแต่การปรากฏตัวของแคง ไปจนถึงฉากแถมระหว่างและหลังจบ End-Credit ที่ในเรื่องนี้มีแถมให้ถึง 2 ฉาก และต่างเป็นซีนที่สำคัญ เพื่อก้าวสู่สเต็ปต่อไปของจักรวาลมาร์เวลชมตัวอย่าง Ant-Man and The Wasp : Quantumania วันนี้ในโรงภาพยนตร์

album

0
0.8
1