[REVIEW] 'Thirteen Lives' หนังภารกิจถ้ำหลวงฉบับฮอลลีวูด ระทึกและสมจริงสุด | GOSSIP GUN

HOLLYWOOD GOSSIP

[REVIEW] 'Thirteen Lives' หนังภารกิจถ้ำหลวงฉบับฮอลลีวูด ระทึกและสมจริงสุด | GOSSIP GUN

05 ส.ค. 2022

ในฐานะคนไทย ภาพยนตร์ Thirteen Lives ถือเป็นหนังที่หลายคนรอคอยมากๆ เพราะนอกจากจะสร้างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและกลายเป็นข่าวดังระดับโลก กับภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่าจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน หนังยังมีนัักแสดงชื่อดังและทีมงานชาวไทย ไปมีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้อีกเพียบ ไฮไลต์หลักๆของ Thirteen Lives คงหนีไม่พ้นชื่อชั้นของผู้กำกับอย่าง รอน ฮาเวิร์ด จากหนังบล็อกบัสเตอร์อย่าง Apollo 13 และ The Da Vinci Code อีกทั้งยังเคยชนะรางวัลออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแล้ว โดยหนังได้ดาราฮอลลีวูดอย่าง วิกโก้ มอร์เทนเซ่น (พระเอก The Lord of the Rings), โคลิน ฟาร์เรล และโจเอล เอ็ดเกอร์ตัน มารับบทนำ ในบทของเหล่านักดำน้ำระดับโลก ที่เดินทางมายังไทยเพื่อช่วยเหลือในภารกิจครั้งนี้

ในฝากของนักแสดงชาวไทย นำทีมโดย เวียร์ ศุกลวัฒน์ ในบทจ่าแซม อดีตทหารเรือที่สละชีวิตในถ้ำหลวง, เจมส์ ธีรดนย์ รับบท โค้ชเอก ผู้ใหญ่คนเดียวที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงกับเด็กๆและคอยดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ร่วมด้วย ตุ้ย ธีรภัทร, ตู่ ภพธร รวมถึงสองนักแสดงไทย ที่เรามักเห็นปรากฏตัวในหนังต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทยบ่อยๆอย่าง ปู สหจักร ซึ่งรับบทเป็นผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ และ ปู วิทยา รับบทเป็น รัฐมนตรี (ซึ่งแม้ในหนังจะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก็มีการเปิดเผยว่าตัวละครนี้คือ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา) และนักแสดงไทยอีกเพียบ ในส่วนของทีมงานนั้น ไฮไลต์สำคัญคือ คุณสยุมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพชาวไทย ที่โด่งดังระดับโลก จากผลงานในหนัง เจ้ย อภิชาติพงศ์ มากมาย จนกระทั่งได้กำกับภาพหนังฮอลลีวูดอย่าง Call Me By Your Name และ Suspiria โดยทั้งหมดได้เดินทางไปยังออสเตรเลีย โลเคชั่นหลักที่ใช้ในการถ่ายทำ รวมถึงบางส่วนของหนังก็ถ่ายทำในประเทศไทยด้วย

พอเป็นคนไทย ระหว่างดู Thirteen Lives ก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ กับการที่ได้เห็นนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาในหนังระดับฮอลลีวูด ได้ฟังภาษาไทยแบบชัดๆในหนังที่กำกับโดยผู้กำกับระดับโลก ได้เฝ้าดูภารกิจอย่างใกล้ชิด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยรวม Thirteen Lives สร้างออกมาได้ค่อนข้างสมจริงมาก จนบางจังหวะในการดู แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามันคือหนัง ความรู้สึกในบางจุด เหมือนกำลังดูฟุตเทจจากเหตุการณ์จริงเสียมากกว่า หรือแม้แต่นักแสดงอย่าง วิกโก้ มอร์เทนเซ่น และ โคลิน ฟาร์เรล ที่ดูแทบจะไร้ความเป็นดาราเลย ทั้งสองคนสามารถเนียนไปกับหนังได้ เหมือนเป็นนักประดาน้ำจริงๆ นอกจากนี้ ในแง่การออกแบบงานสร้าง หนังสามารถทำให้คนไทยเชื่อได้ว่านี่คือประเทศไทย ด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่สมจริงไปหมด ต่างจากหนังฮอลลีวูดหลายๆเรื่อง ที่สร้างเมืองไทย ไม่เหมือนเมืองไทย (อย่างล่าสุดคือ The Gray Man ที่ขัดใจแฟนหนังชาวไทยเหลือเกิน)

แม้จะมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 30 นาที แต่ Thirteen Lives ถือว่าเดินเรื่องไปข้างหน้าด้วย Pacing ที่ค่อนข้างเร็ว เผลอแป้ปเดียวก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่เด็กๆติดอยู่ในถ้ำหลายวันแล้ว อาจจะเพราะด้วยต้องขยี้ในช่วงหลังค่อนข้างมาก รวมถึงหนังตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกเกือบหมด และโฟกัสที่ภารกิจการช่วยเหลือ ทำให้ไม่มีจุดที่รู้สึกว่าหนังน่าเบื่อเลยในช่วงของการปูพล็อต นำไปสู่ภารกิจหลัก ในขณะที่ครึ่งหลัง หนังก็เลือกที่จะมาขยี้ในช่วงสุดท้ายที่ช่วยเด็กๆทั้งหมดแบบเต็มๆ ซึ่งพาร์ทนี้เอง Thirteen Lives ทำออกมาได้อย่างสมจริง ทั้งระทึก ทั้งชวนอึดอัดเป็นอย่างมาก ความเก่งกาจของผู้สร้างคือ แม้ว่าเราจะรู้บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว แต่หนังก็ยังบิลด์ให้เราตื่นเต้นไปกับภารกิจได้ สามารถตรึงเราไว้ได้ตลอด ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีมากๆของหนังเรื่องนี้ ถ้าจะมีจุดบกพร่องที่เห็นได้ชัด อาจจะเป็นเรื่องของการปูคาแร็คเตอร์ ซึ่งหนังไม่มีเวลามากพอ ทำให้ผู้ชมจะไม่ค่อยได้เห็นที่มาของตัวละคร ได้แค่รู้จักพวกเขาผิวเผิน ระหว่างที่ภารกิจดำเนินไปแล้วเท่านั้น

สิ่งที่น่าเสียดายมากๆ สำหรับ Thirteen Lives คือการที่ผู้ชมส่วนใหญ่จะไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง ซึ่งการดูในโรงเพิ่มทั้งอรรถรสและเพิ่มสมาธิระหว่างชมได้อย่างมาก เดิมทีหนังเรื่องนี้สร้างโดยสตูดิโอใหญ่อย่าง MGM (ค่ายที่สร้าง เจมส์ บอนด์) และเคยวางโปรแกรมฉายในโรง แต่เพราะค่าย Amazon ได้ซึ่งกิจการของ MGM ไป และเพื่อดันสตรีมมิ่งของค่ายอย่างAmazon Prime โปรเจกต์หนัง Thirteen Lives จึงถูกโยกมาฉายในแพลตฟอร์มนี้แทน โดยคอหนังชาวไทยสามารถรับชมThirteen Lives ได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งตัวของ Amazon Prime ในประเทศไทยนั้น เพิ่งเปิดตัวทำการตลาดไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และสามารถสมัครสมาชิกได้ โดยเสียค่ารับชมเดือนละ 149 บาทเท่านั้น (แต่มีให้ทดลองใช้ฟรี 7 วัน) สำหรับใครที่แพลนจะดู Thirteen Lives อยากแนะนำให้สร้างบรรยากาศในการดู ด้วยการปิดไฟหรีือชมในที่มืด น่าจะช่วยให้อินกับหนังได้มากขึ้น เพราะหลายฉาก อาทิ ฉากในถ้ำ อาจจะค่อนข้างมืด ถ้าดูในที่สว่างมากๆ มีโอกาสที่ผู้ชมจะถูกผลักออกมาจากหนังก็เป็นอันได้

ชมตัวอย่าง Thirteen Lives สตรีมได้แล้วใน Amazon Prime Video

related HOLLYWOOD GOSSIP

[REVIEW] 'บุพเพสันนิวาส ๒' ปรากฏการณ์ฟินครั้งใหม่ ยิ่งใหญ่ระดับหนังเอพิก | GOSSIP GUN

27 ก.ค. 2022

[REVIEW] 'บุพเพสันนิวาส ๒' ปรากฏการณ์ฟินครั้งใหม่ ยิ่งใหญ่ระดับหนังเอพิก | GOSSIP GUN

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "บุพเพสันนิวาส" คือปรากฏการณ์ละครโทรทัศน์ ละครพีเรียดจากนิยายของ รอมแพงเรื่องนี้ ค่อยๆไต่เรตติ้งจากตอนแรก 3.8 ทั่วประเทศ ไปจนถึงตอนอวสานที่จบด้วยเรตติ้ง 18.6 กลายเป็นความสำเร็จอย่างงดงามสำหรับ ช่อง 3 ผู้จัดอย่าง บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น และกระแสพระนาง โป๊ป ธนวรรธน์ และเบลล่า ราณี จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่จางหาย และคำว่า ออเจ้า กลายเป็นคำฮิตติดปากระดับแมสขั้นสุด ไม่มีใครไม่รู้จักว่า ออเจ้า เป็นคำที่มาจากไหน นอกจากทางบรอดคาซท์ ที่หยิบนิยายเล่มต่อไปอย่าง พรหมลิขิต มาสร้างเป็นละครภาคต่อแล้ว โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่สะเทือนวงการภาพยนตร์ คือการจับมือกับ GDH เพื่อสร้างหนัง "บุพเพสันนิวาส ๒" ซึ่งไม่บ่อยครั้งนัก ที่ละครจะมาสร้างภาคต่อเป็นหนังได้ เพราะต้องมีกลุ่มผู้ชมเหนียวแน่นพอจริงๆ ที่จะยอมเสียเงินซื้อตั๋วเข้าไปดู แบบเดียวกับ นาคี ๒ ซึ่งการสร้างหนังในรูปแบบนี้ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วแม้จะบอกในชื่อหนังว่าเป็นภาค 2แต่จริงๆแล้ว "บุพเพสันนิวาส ๒" ก็ทำหน้าที่เป็นทั้งหนัง Stand Alone ผู้ชมที่ไม่เคยดูละครมาก่อนก็สามารถชมได้ เช่นเดียวกับแฟนละคร ที่ก็จะได้จิ้นได้ฟินกันต่อ จากเดิมในละครภาคแรก ที่ดำเนินเรื่องในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในภาพยนตร์ภาคต่อนี้ เปลี่ยนมาเล่าเรื่องในยุคสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งทำให้แน่ชัดว่า ทั้งโป๊ป และ เบลล่า ไม่ได้รับบทเป็นตัวละครเดียวกับในภาคแรก เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังทำสัญญาซื้อขายเรือเหล็กขนาดใหญ่กับพ่อค้าชาวอังกฤษ โดยโป๊ปรับบทเป็น ขุนสมบัติบดี มีหน้าที่ดูแลการคลัง เขาพยายามหนีการแต่งงานที่พ่อแม่จับหมั้นหมายไว้ให้ เพราะมีนางในฝันที่เฝ้าคิดถึงตลอดเวลา แต่ทันใดที่เขาได้พบกับ เกสร (รับบทโดย เบลล่า ราณี) หญิงที่เหมือนนางในฝันคนนี้ เขารู้ทันทีว่าเธอคือคู่ชีวิต คือบุพเพสันนิวาสของเขา ขุนสมบัติบดีจึงพยายามวางแผนจีบเกสรด้วยทุกรูปแบบ จนกระทั่งทั้งสองได้เจอกับ เมธัส (รับบทโดย ไอซ์ พาริส) ชายที่เดินทางข้ามเวลามาจากยุคปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปตลอดกาลสำหรับผู้เขียนในฐานะที่ไม่ได้ดูละครบุพเพสันนิวาสมาก่อน (แค่ดูแบบไม่ปะติดปะต่อ) ก็ยังสามารถพูดได้เต็มปากว่า เอ็นจอยกับหนังเรื่องนี้ มันคือหนังที่น่ารักมากๆเรื่องนึงเลย ด้วยเคมีของ โป๊ป-เบลล่า ที่ล้นทะลักออกมา เป็นการตอกย้ำว่ากระแสความจิ้นจากฉบับละคร ไม่ใช่เรื่องเว่อร์อะไร และเหมือนว่าผู้สร้างมั่นใจในจุดนี้ว่าผู้ชมต้องชอบแน่ๆ เลยขยันบิลด์โมเมนต์ให้ผู้ชมได้ชุ่มชื่นหัวใจมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตัวละครของ โป๊ป ที่คลั่งรักเอาเสียมากๆ ช่วงครึ่งแรกที่เขาพยายามจะจีบตัวละครของ เบลล่า จึงเป็นอะไรที่สนุกสนานมาก และแฟนๆเอาใจช่วยแน่นอน ในฐานะที่เบลล่า ยังคงมีเสน่ห์ระดับดาเมจขั้นสุด นอกจาก ขุนสมบัติบดี ในหนังจะตกหลุมรักเธอแล้ว เชื่อว่าผู้ชมจะตกหลุมรักไม่แพ้กันแต่กระนั้น "บุพเพสันนิวาส ๒" ก็ไม่ได้มีแค่เส้นเรื่องของพระนาง เพราะปมใหญ่สำคัญอยู่ที่การปรากฏตัวของ ไอซ์ พาริส ในบทเมธัส ชายที่ย้อนเวลากลับมาจากปี 2564และติดอยู่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่สามารถกลับบ้านได้ เขาได้ไปเกี่ยวพันกับ นายห้างหันแตร (หรือมาจากชื่อ Hunter) พ่อค้าชาวอังกฤษที่พยายามขายเรือเหล็กให้ประเทศสยาม แต่แล้ว เสด็จในกรม (รับบทโดย นนกุล ชานน) กลับไม่เชื่อว่าเรือเหล็กจะลอยน้ำได้ จึงล้มเลิกการซื้อขาย ทำให้พ่อค้าชาวต่างชาติโกรธมาก และขู่จะฟ้อง พร้อมนำกองทัพอังกฤษ แล่นเรือมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นเรื่องตรงนี้ทำให้ "บุพเพสันนิวาส ๒" มีความเป็นหนังเอพิกมากยิ่งขึ้น หนังเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม โดยเฉพาะปมการเดินทางข้ามเวลาของเมธัส ทำให้หนังสามารถผูกปมไว้ได้มากมาย และผู้ชมจะต้องค่อยๆรอติดตาม ว่าแต่ละปมจะถูกเฉลยหรือแก้ไขแบบไหนไฮไลต์สำคัญที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้เลยสำหรับ "บุพเพสันนิวาส ๒" คือทีมนักแสดงประกอบที่แต่ละคนโผล่มาแบบจัดหนักจัดเต็ม พร้อมจะขโมยซีนพระนางตลอดเวลา (แต่โป๊ป-เบลล่า ก็สตรองมากจนขโมยซีนไม่ได้) ประกอบด้วย ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช หรือ คุณโฉม รับบทเป็นพี่ปี่ สาวใช้ที่ดูแลนางเอกอย่างใกล้ชิด เคมีระหว่าง ปุ๊กกี้กับเบลล่า ถือว่าเข้าขากันดีมาก หลายฉากรับส่งมุกกันอย่างโบ๊ะบ๊ะทีเดียว รวมไปถึงฉากดราม่าที่ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นพี่ปุ๊กกี้ เล่นซีนอารมณ์ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีจนผู้ชมอินมากๆอีกด้วย, บ็อบบี้ นิมิตร อีกหนึ่งนักแสดงขโมยซีนจาก เนื้อคู่ ประตูถัดไป รับบท สุนทรภู่ (ฉบับฮา) ทุกครั้งที่ีตัวละครนี้ปรากฏตัวขึ้นบนจอ เราจะได้เสียงฮาจากเขาแทบทุกครั้ง และที่สำคัญคือ ยิ่งหนังดำเนินเรื่องไป ตัวละครนี้จะยิ่งพีกขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย จนแอบเสียดายเล็กน้อยว่า อยากให้สุนทรภู่ ฉบับบุพเพ ได้แอร์ไทม์มากกว่านี้ และพี่กิ๊ก สุวัจนี ที่คัมแบ็คสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง เธอรับบทแม่ของพระเอก ที่มาเล่นใหญ่โดยเฉพาะ อะไรที่คิดว่าจะได้เห็นจากพี่กิ๊ก เราจะได้เห็นจากหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอนสิ่งที่หลายคนอาจจะตกใจคือ "บุพเพสันนิวาส ๒" มีความยาวมากถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที เข้าขั้นหนังเอพิคเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงตัวหนังเองสามารถกระชับมากกว่านี้ได้ แต่ด้วยความยาวระดับนี้ ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้หนังได้มีโอกาสขยี้ฉากต่างๆได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ผู้ชม โดยเฉพาะแฟนละครได้อินยิ่งขึ้นไปอีก ต้องมาติดตามกันว่า "บุพเพสันนิวาส ๒" จะเป็นปรากฏการณ์ในโลกภาพยนตร์ แบบเดียวกับที่ภาคแรก เคยเป็นปรากฏการณ์ในโลกละครได้หรือไม่ สำหรับใครที่กำลังจะไปชม ถ้าหนังจบแล้วอย่าเพิ่งรีบลุก เพราะมีฉากแถมช่วง End-Credit ซึ่งจะทำให้แฟนๆของ "บุพเพสันนิวาส" ได้กรี๊ดกันอย่างแน่นอนชมตัวอย่าง "บุพเพสันนิวาส ๒" สัปดาห์นี้ในโรงภาพยนตร์

[REVIEW] ‘Dungeons & Dragons : Honor Among Thieves’ จากเกมคลาสสิกสู่หนังโจรปล้นโจร ที่โคตรมันส์และเถิดเทิง | GOSSIP GUN

29 มี.ค. 2023

[REVIEW] ‘Dungeons & Dragons : Honor Among Thieves’ จากเกมคลาสสิกสู่หนังโจรปล้นโจร ที่โคตรมันส์และเถิดเทิง | GOSSIP GUN

เชื่อว่าเด็กอเมริกันจำนวนไม่น้อย ต้องเติบโตมากับเกมกระดาน Dungeons Dragons เกมสุดคลาสสิกที่อายุเก่าแก่เกือบ 50 ปี ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมป็อปที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีกลุ่มแฟนเกมที่เหนียวแน่น จนกระทั่งมีนิตยสารที่เกี่ยวกับเกมนี้โดยเฉพาะ และถูกต่อยอดไปเป็นทั้งซีรีส์ และวีดีโอเกมคอมพิวเตอร์มากมาย สำหรับการดัดแปลงเป็นหนังใหญ่นั้นDungeons Dragons ก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว แต่กลับไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนล่าสุดพาราเมาต์ขอคว้าสิทธิ์เกมดังกล่าว มาขึ้นจอใหญ่อีกครั้ง ผ่านฝีมือการกำกับของสองผู้กำกับ โจนาธาน โกลด์สตีน และ จอห์น ฟรานซิส เดลีย์ ที่เคยฝากผลงานเขียนบท Spider-Man : Homecoming มาแล้ว และทั้งคู่ยังโด่งดังจากการกำกับหนังตลกสุดอลหม่านอย่าง Vacation และ Game NightDungeons Dragons : Honor Among Thieves พาผู้ชมเข้าสู่โลกแฟนตาซีที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดมากมาย โลกที่เวทมนตร์นั้นมีอยู่จริง โดยโฟกัสเรื่องราวที่คู่หูคู่โจร เอดจิ้น และโฮลก้า (รับบทโดย คริส ไพน์ และมิเชลล์ โรดริเกซ) ที่หลังจากออกคุก พวกเขาก็เดินทางไปตามหาคีร่า ลูกสาวของเอดจิ้นที่ฝากเพื่อนไว้ จนกระทั่งเขาได้พบว่า ฟอร์จ (รับบทโดย ฮิวจ์ แกรนต์) เพื่อนคนดังกล่าว บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าเมืองที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ไปแล้ว โดยทั้งเอดจิ้นและโฮลก้าได้พบว่า ฟอร์จนั้นมีแผนการลับสุดอันตรายซ่อนเร้นอยู่ ทั้งคู่จึงต้องรวบรวมเหล่าบรรดาโจรที่พวกเขาเคยรู้จัก กลายเป็นทีมเฉพาะกิจเพื่อบุกไปยังปราสาท ช่วยเหลือคีร่าออกมา พร้อมกับปราบฟอร์จ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปในบรรดาหนังจากเกมส์ ที่สนุกบ้างแป้กบ้าง (ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปทางคว่ำ) Dungeons Dragons : Honor Among Thieves สามารถจัดเข้าสู่กลุ่มหนังเกมส์ที่สนุกมากได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่ HBO ส่ง The Last of Us กลายเป็นซีรีส์จากเกมส์ที่ฮิตติดลมบนและกวาดคำชมไปมากมายแล้ว ถึงคิวของหนังเรื่องนี้บ้าง ที่จะต่อยอดความนิยมของคอนเทนต์จากเกมที่ออกมาดีอย่างต่อเนื่อง นี่คือหนังแฟนตาซีที่ทำออกมาได้สนุกแบบครบสูตร ทำถึงอารมณ์แบบครบรส ตามที่หนังบล็อกบัสเตอร์ หรือหนังป็อปคอร์นที่ควรจะเป็น มาพร้อมกับเส้นเรื่องที่สนุกน่าติดตาม ฉากแอ็กชันที่ยิ่งใหญ่อลังการชวนลุ้น ไม่ใช่หนังแฟนตาซีที่ดูถูกคนดู ฉากตลกที่สอดแทรกได้อย่างลงตัว จังหวะการปล่อยมุกต่างๆที่ค่อนข้างแม่นยำ และหนังยังสามารถสร้างแก๊งตัวละครที่ีผู้ชมอยากจะเอาใจช่วย ไม่มีตัวไหนเลยที่ดูหลุดออกไปจากโลกของ Dungeons Dragonsแม้ว่าลุคภายนอกของDungeons Dragons อาจจะดูคล้ายหนังแฟนตาซีหลายต่อหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด่นออกมาจากหนังแฟนตาซีทั่วไป คือ Mood Tone แบบเถิดเทิงของหนัง ด้วยสไตล์ของผู้กำกับที่ถนัดหนังตลกมาก่อน พวกเขาจึงหยิบอารมณ์ขันไปจัดวางในเส้นเรื่องได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับแต่งแต้มตัวละครให้น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบทพระเอกของ คริส ไพน์ ที่ความอารมณ์ดีของเขายิ่งชวนให้หนังน่าติดตาม แพ็คคู่กับตัวละครของ มิเชลล์ โรดริเกซ ที่เธอเหมือนขั้วตรงข้าม เธอจะเป็นสไตล์ตลกหน้าตาย ทำให้จังหวะรับส่งมุกยิ่งดูแตกต่างและลงตัวไปเสียงอีก แต่นักแสดงที่เหมาะกับบทและเข้ากับหนังได้อย่างมากคือ ฮิวจ์ แกรนต์ เนื่องจากตัวละครของเขามีลักษณะเป็นคนพล่าม พูดไปเรื่อยแบบไร้จุดหมาย คล้ายคลึงกับคาแรคเตอร์ที่ ฮิวจ์ เคยแสดงมาแล้วในหลายต่อหลายเรื่อง ยิ่งเพิ่มความสนุกให้กับหนังยิ่งขึ้นไปอีกชื่อของ Dungeons Dragons : Honor Among Thieves แม้ต้นฉบับจะเป็นเกมที่อายุเก่าแก่เกือบครึ่งศตวรรษ แต่มันกลับกลายเป็นหนังแฟนตาซีที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า โบราณ เลยแม้แต่น้อย มันเป็นหนังแอ็กชันแฟนตาซีที่อัดแน่นไปด้วยความสนุก ผสมผสานกับความโบ๊ะบ๊ะของตัวละครได้อย่างลงตัว มุกและอารมณ์ขันถูกจับวางไว้อย่างดี ทำให้หนังยิ่งดูมีลูกล่อลูกชน เพิ่มเสน่ห์ของหนังให้มากยิ่งขึ้นไปอีก และที่เซอร์ไพรสยิ่งกว่าคือ นอกจากซีนบู๊และซีนตลกแล้ว หนังยังสามารถเข้าโหมดดราม่าได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ ผู้ชมจะสนุกและอินกับหนังไปอย่างไม่รู้ตัว นี่คือหนังสนุกที่เชียร์ให้กวาดรายได้มากๆ เพราะโลกของ Dungeons Dragons มันช่างบันเทิงจนแอบเสียดายถ้ามันไม่ได้ไปต่อ เพราะฉะนั้นไปดูกันเยอะๆ รับประกันว่า จะเต็มไปด้วยความเอ็นจอย และคุณอาจจะตกหลุมรักเหล่าตัวละครได้อย่างง่ายดายชมตัวอย่าง Dungeons Dragons : Honor Among Thievesเปิดรอบพิเศษ 24 มีนาคมหลัง 1 ทุ่ม / ฉายจริง 29 มีนาคมภาพ : UIP Thailand

[REVIEW] “Death on the Nile” ไขคดีฆาตกรรมที่เก่งกาจสับขาหลอกผู้ชม | GOSSIP GUN

09 ก.พ. 2022

[REVIEW] “Death on the Nile” ไขคดีฆาตกรรมที่เก่งกาจสับขาหลอกผู้ชม | GOSSIP GUN

กลับมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งสำหรับแอร์กูว์ ปัวโรต์ นักสืบในนิยายของ อกาธา คริสตี้ เจ้าแม่หนังสือฆาตกรรมระดับตำนาน หลังจากMurder on the Orient Expressกลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จเมื่อ5ปีก่อน ทำให้ค่ายหนังอนุมัติหยิบเอาหนังสือเล่มต่อมาของอกาธา อย่างDeath on the Nile (ฆาตกรรมบนลำน้ำไนล์)มาขึ้นจอใหญ่ทันที โดยหนังได้ เคนเนธ บรานาห์ กลับมาควบหน้าที่ทั้งกำกับภาพยนตร์และรับบทเป็น ปัวโรต์ อีกครั้ง ซึ่งตัวหนังเองถ่ายทำไปเกือบ3ปีแล้ว แต่เพราะโควิด-19ทำให้ถูกเลื่อนฉายมาหลายต่อหลายรอบ บวกกับคดีฉาวของ อาร์มี่ แฮมเมอร์ หนึ่งในหนังแสดงที่เกือบทำให้หนังไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเสียแล้ว แต่ในที่สุดDeath on the Nileก็พร้อมเข้าฉายในสัปดาห์ก่อนวาเลนไทน์ ซึ่งบังเอิญสุดๆที่ รางวัลออสการ์เพิ่งประกาศผู้เข้าชิง และ ผลงานกำกับที่ออกฉายก่อนหน้านี้ของ บรานาห์(แต่ถ่ายทำทีหลัง)อย่างBelfastก็ได้ชิงในสาขาหนังยอดเยี่ยม รวมถึงส่งให้ บรานาห์ ได้ชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกครั้ง กลายเป็นสัปดาห์นี้ เขามีทั้งหนังใหม่เข้าโรง และหนังก่อนหน้าได้ชิงรางวัลใหญ่Death on the Nileดำเนินเรื่องราวต่อจากMurder on the Orient Expressทันที เมื่อนักสืบแอร์กูว์ ปัวโรห์ ถูกเรียกตัวไปยังอียิปต์เพื่อสืบคดีใหม่ ทำให้เขาได้กลายเป็นแขกคนพิเศษ บนเรือล่องแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นทริปที่จัดขึ้นเพื่อฉลองคู่รักใหม่ที่เพิ่งแต่งงาน อย่าง ลินเน็ต(รับบทโดย กัล กาด็อต)มหาเศรษฐีสาวผู้ทรงเสน่ห์ซึ่งใครๆก็หมายปอง กับไซม่อน(รับบทโดย อาร์มี่ แฮมเมอร์)ชายธรรมดาๆที่ตกถังข้าวสาร ทุกคนต่างอิจฉาที่เขาโชคดี ได้หญิงที่ทั้งรวยและสวยเป็นภรรยา แต่บนเรือลำนี้กลับเต็มไปด้วยแขกที่มีปมลึกๆกับคู่รักคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็น คุณหมอซึ่งเป็นอดีตคู่หมั้นของฝ่ายหญิง,นักบัญชีที่อาจมีปัญหากับนางเอก,แม่เลี้ยงนางเอกที่เก็บความลับบางอย่างไว้,เพื่อนสมัยเรียนของนางเอกที่ขึ้นเรือลำนี้มาพร้อมกับคุณป้าที่เป็นนักร้อง รวมถึงทั้งคู่กำลังถูกติดตามโดย อดีตคนรักของฝ่ายชายที่ดันเป็นอดีตเพื่อนสนิทของนางเอกอีก และเมื่อทริปนี้ดำเนินไป เรือที่ค่อยๆล่องไปตามลำน้ำไนล์ เหตุฆาตกรรมปริศนาได้เกิดขึ้น กระสุนลึกลับถูกยิงออกจากกระบอกปืน จึงกลายเป็นหน้าที่ของ ปัวโรห์ที่จะสืบว่า ใครกันแน่ คือฆาตกรสุดอำมหิตบนแม่น้ำกลางอียิปต์แห่งนี้โดยรวมDeath on the Nileถือเป็นหนังสืบสวนสอบสวนที่ดูเพลิน แต่ก็มีความโบราณในระดับนึง ด้วยต้นฉบับของDeath on the Nileที่มีความเป็นหนังสืออายุเก่าแก่กว่า80ปี บวกกับเส้นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคเวลานั้น จึงไม่แปลกที่หนังจะเล่าเรื่องในสไตล์ค่อนข้างตามขนบ มีความเป็นOld-Schoolอยู่พอสมควร ต่างจากหนังแนวWho dun it (หรือใครคือฆาตกร)ยุคใหม่อย่างKnives Outที่ใส่สไตล์หวือหวาเข้าไปมากกว่า แต่เมื่อเทียบกับหนังในตระกูลเดียวกันอย่างMurder on the Orient Expressหนังภาคใหม่นี้ ค่อนข้างมีความเข้มข้นในเส้นเรื่องมากกว่า ส่วนหนึ่งของโครงของคดีที่แตกต่างกันไปด้วย ภาคแรกจะมีเส้นเรื่องคือเกิดเหตุฆาตกรรมแล้วค่อยๆไขปริศนา แต่สำหรับภาคนี้ใช้เวลาในการปูตัวละครค่อนข้างนาน ก่อนที่จะเกิดเหตุร้าย และนำไปสู่การคลี่คลายปม แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่ได้ถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายนักความน่าสนใจของDeath on the Nileคือการที่เหมือนผู้ชมจะเดารูปคดีได้ไม่ยากนัก(ต่างจากMurder on the Orient Expressที่เฉลยแทบพลิกหมดเลย)แต่ถึงคุณคิดว่าจะพอเดาออก แต่หนังก็ไม่ปล่อยให้คุณมั่นใจกับไอเดียนั้นมากนัก เพราะระหว่างทาง หนังจะเล่าเรื่องแบบสับขาหลอก ให้คนดูสงสัยในทุกตัวละครจนหลายขณะเริ่มสับสนว่า ตกลงใครคือคนร้ายกันแน่ หนังพาเราไปยังจุดที่ผู้ชมอาจจะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าใครคือ"ฆาตกร"เพราะทุกตัวละครล้วนมีแรงจูงใจทั้งนั้น ในขณะที่ปัวโรต์ค่อยๆปั่นหัวสมาชิกบนเรือ ให้เหล่าผู้ต้องสงสัยหลุดเผยความจริงออกมา ผู้ชมเองก็ถูกปัวโรห์ปั่นหัวไปพร้อมๆกันด้วยอีกแง่มุมที่Death on the Nileทำได้ดีกว่าMurder on the Orient Expressคือการที่พาผู้ชมไปสำรวจตัวละคร แอร์กูว์ ปัวโรต์ มากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เขาเป็นตัวละครหลักในหนังชุดนี้ หนังภาคแรกแนะนำเขาอย่างผิวเผิน ให้รู้จักบุคลิกภาพรวมแล้วนำไปสู่การคลี่คลายคดีแบบทันที แต่ภาคนี้จะใช้เวลาลงลึกในแง่มุมอื่นๆของเขามากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นปัวโรห์เป็นนักสืบที่เย่อหยิ่ง ใช้ความฉลาดและช่างสังเกตในการข่มบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยเพื่อไขความจริง แต่ในDeath on the Nileผู้ชมจะได้เห็นด้านอ่อนไหวของเขามากขึ้น เห็นเขาในฐานะคนธรรมดามากขึ้น ต่อให้เขาจะเก่งกาจขนาดไหน เขาก็คือคนที่มีบาดแผลทั้งบนร่างกายและจิตใจ อะไรที่ส่งให้ปัวโรห์กลายเป็นคนเช่นทุกวันนี้อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของDeath on the Nileคืองานโปรดักชันที่สามารถเนรมิตอียิปต์และลำน้ำไนล์ออกมาได้สวยและตื่นตามากๆ หนังถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แต่อ้างว้างได้อย่างยอดเยี่ยม เสริมบรรยากาศให้คดีฆาตกรรมครั้งนี้ดูชวนขนลุกมากยิ่งขึ้น บวกกับการแสดงที่เล่นดีกันแบบยกทีมอีกครั้ง ไม่ต่างจากMurder on the Orient Expressแต่คราวนี้เป็น กัล กาด็อต ที่หนังดึงเสน่ห์ของเธอออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่มากๆ ทำให้เธอยิ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นเรื่องที่น่าสนใจและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น แรงขับเคลื่อนของหลายตัวละครดูสมจริงมากขึ้น เพราะเสน่ห์ของกัลในบทนี้จริงๆ โดยรวม ใครที่เป็นแฟนหนังแนวฆาตกรรม ไขคดีใครคือฆาตกร ไม่ควรพลาดภาคนี้ และดูจบก็ยังอยากให้ บรานาห์ได้มีโอกาสสร้างภาคต่อๆไป(ก็หนังสือ อกาธา ที่มีปัวโรห์ มีตั้ง33เล่มเชียวนะ)(ให้8คะแนนจากคะแนนเต็ม10คะแนน)

[REVIEW] ‘Elemental’ ผจญภัยเมืองธาตุสุดตื่นตา หนังมาพร้อมไอเดียสุดล้ำ | GOSSIP GUN

19 มิ.ย. 2023

[REVIEW] ‘Elemental’ ผจญภัยเมืองธาตุสุดตื่นตา หนังมาพร้อมไอเดียสุดล้ำ | GOSSIP GUN

พิกซาร์แอนิเมชั่นกลับมาพร้อมกับหนังไฮคอนเซปต์อีกครั้งใน Elemental หลังจากเคยหยิบเอา "อารมณ์" ของมนุษย์มาพัฒนาเป็นตัวละครมาแล้วใน Inside Out ล่าสุดทางสตูดิโอขอหยิบเอา "ธาตุ" มาสร้างเป็นคาแรคเตอร์กันบ้างในหนังใหม่ที่จะพาผู้ชมเข้าสู่โลกของธาตุ เมื่อตัวละครถูกแบ่งออกเป็นพวก ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องมาอาศัยร่วมกันในเมือง Element City กลายเป็นเรื่องราวอันวุ่นวาย โดยไอเดียสุดล้ำนี้มาจาก ปีเตอร์ ซอห์น ที่เคยพาหนังพิกซาร์คว่ำมาแล้วใน The Good Dinosaur เขาขอโอกาสแก้ตัวกับโปรเจกต์นี้ ที่ดูเหมือนจะทะเยอทะยานยิ่งกว่าเก่า โดยมี พีท ดอกเตอร์ จากหนังพิกซาร์ระดับหัวๆอย่างUp, Inside Out และ Soul มาทำหน้าที่อำนวยการสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่า Elemental จะกลับมาเป็นหนังคืนฟอร์มให้กับพิกซาร์ได้สำเร็จElemental เล่าเรื่องราวของเอมเบอร์ หญิงสาวที่โตมาในครอบครัวของไฟ ธาตุสายพันธุ์เดียวที่ถูกมองว่าเป็นอันตราย เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถอยู่ใกล้กับทั้ง น้ำ ดิน หรือลมได้ เอมเบอร์ถูกวางตัวให้เป็นทายาทสืบทอดกิจการของพ่อ ที่เปิดร้านไฟร์เพลส เพื่อสานฝันให้กับตัวเอง ทุกวันเธอต้องทำทุกทางเพื่อพิสูจน์ว่า สามารถดูแลร้านต่อจากพ่อได้ แต่ด้วยความอารมณ์ร้อน หลายครั้งเมื่อเธอระเบิดอารมณ์จึงทำให้ร้านเกือบพัง และครั้งล่าสุดทำให้เธอได้บังเอิญเจอกับ เวด หนุ่มธาตุน้ำที่ขาดความมั่นใจ ซึ่งทำงานให้กับศาลาว่าการของเมือง ที่ดันพลาดส่งคำร้องเพื่อปิดกิจการร้านไฟร์เพลสไป เพราะสร้างไม่ได้มาตรฐาน เอมเบอร์และเวดจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขความผิดพลาดนี้ เพื่อรักษาร้านของพ่อเธอไว้ ในขณะที่ใครๆก็รู้ว่า น้ำกับไฟ อยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่เอมเบอร์และเวดกลับเริ่มสานสัมพันธ์ และพบว่า บางอย่างที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเชื่อมั่นมากพอ มันอาจจะเป็นจริงก็เป็นอันได้ !โดยรวม Elemental ถือเป็นแอนิเมชั่นที่เพลิดเพลิน ตื่นตาและแปลกตามากๆ ผู้สร้างสามารถหยิบเอาไอเดียสุดล้ำเรื่องธาตุมาต่อยอดได้อย่างหลากหลาย ไฮไลต์สำคัญ คือการออกแบบสร้างสรรค์เมืองธาตุและตัวละคร ให้ดูแปลกใหม่ นับตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้ชมได้สัมผัส Element City มันดูหวือหวาเหมือนกำลังเดินเข้าสู่สวนสนุก (ซึ่งดิสนีย์สามารถนำไปต่อยอดกับดิสนีย์แลนด์ได้) รายละเอียดของเมืองได้หยิบเอาข้อจำกัดเกี่ยวกับธาตุต่างๆมาเล่นได้อย่างสนุกสนาน นำไปสู่การสร้างคาแรคเตอร์ที่ดูไม่ซ้ำทางกับหนังเรื่องไหนที่มีมาก่อน ทำให้ Elemental มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน น่าสนใจไม่เหมือนใคร และที่สร้างสีสันได้อย่างดี คือหนังนำเมนไอเดียเกี่ยวกับธาตุต่างๆมาสร้างเป็นมุกตลกได้ค่อนข้างเวิร์กตลอดทั้งเรื่อง (ซึ่งมุกต่างๆแอบอ้างอิงถึงหลักวิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน)แม้หนังจะมาพร้อมงานวิชวลสุดตื่นตา และไอเดียหลักที่ค่อนข้างแปลกใหม่ แต่แอบน่าเสียดายที่ตัวแก่นหลักหรือโครงเรื่องของหนังนั้น กลับเป็นสิ่งที่แฟนแอนิเมชั่นโดยเฉพาะของดิสนีย์ มักจะได้ดูกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่องสุดคลาสสิกเรื่องความรักต้องห้าม จากความแตกต่างของตัวละครทั้งต่างสายพันธ์หรือต่างชนชั้น ที่เราเคยดูกันจากทั้ง Beauty and the Beast, Aladdin, The Little Mermaid ที่สองตัวละครหลักต้องฝ่าฟันอุปสรรคเมื่อคนรอบข้างบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ หรีือแม้แต่ปมเรื่องตัวละครหลักที่ต้องการทำตามความปรารถนาของตัวเอง หาใช่สิ่งที่พ่อแม่วางไว้ให้ ซึ่งเห็นได้บ่อยๆในหนังของพิกซาร์ พอ Elemental เลือกที่จะเล่าประเด็นนี้ เลยทำให้หนังไม่สามารถไปไกลได้ในระดับ Up, Soul หรือแม้แต่ Inside Out ที่ต่างเล่าประเด็นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า จุดนี้เองเลยกลับดึงให้ Elemental ที่ได้ขึ้นไปอยู่ในกลุ่มหนังพิกซาร์ระดับบนๆอย่างที่หน้าหนังส่งให้มันควรจะเป็นอย่างไรก็ตาม Elemental ถือเป็นหนังแอนิเมชั่นของพิกซาร์ที่อยู่ในกลุ่มประคองตัว หลังจากทางค่ายมาพร้อมกับผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังหลายเรื่องในระยะหลัง (โดยเฉพาะ Lightyear เมื่อปีก่อนที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างน่าเสียดาย) สำหรับเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่ดูสนุก เพลิดเพลินตา มาพร้อมกับตัวเรื่องที่ใครๆก็สามารถเข้าถึงได้อย่างไม่ยาก และตัวหนังเองแอบโรแมนติกมากกว่าที่คิด อาจจะเป็นหนังพิกซาร์ที่โรแมนติกที่สุดเรื่องนึงเลยก็ว่าได้ แต่แค่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถพลิกเกมให้กับค่ายอย่างที่คาดหวังไว้เท่านั้นเองชมตัวอย่าง Elemental เข้าฉาย 22 มิถุนายนนี้ในโรงภาพยนตร์ภาพ : Walt Disney Studios Thailand

album

0
0.8
1