หลุดเข้าไปในโลกแห่งเพลงและความฝันของ PUN ที่ “MUSEUM OF SOMNIA”

Chill Art Space

หลุดเข้าไปในโลกแห่งเพลงและความฝันของ PUN ที่ “MUSEUM OF SOMNIA”

MUSEUM OF SOMNIA — An Embodied Music Experience
A cinematic topography inspired by PUN, where music and dreams become one

ใครเป็นสายฟังเพลง ชอบเสพงานภาพสวย ๆ หรือกำลังมองหานิทรรศการในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูป แต่อินไปกับเรื่องราวได้จริง วันนี้ CHILL ON อยากชวนทุกคนมาหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝันของ PUN ที่งาน MUSEUM OF SOMNIA — An Embodied Music Experience

งานนี้เป็นนิทรรศการที่หยิบแรงบันดาลใจจากบทเพลงของ PUN มาถ่ายทอดใหม่ผ่านแสง สี เสียง ภาพเคลื่อนไหว และพื้นที่ที่ออกแบบมาให้มีกลิ่นอายแบบภาพยนตร์ พอเดินเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้มาแค่ดูนิทรรศการ แต่กำลังก้าวเข้าไปอยู่ในมิวสิกวิดีโอหรือความฝันของใครบางคนจริง ๆ


ก่อนเริ่มเดินทางเข้าสู่โลกแห่งความฝันให้เราได้หลับตา อยู่กับตัวเอง และค่อย ๆ ปล่อยความวุ่นวายจากโลกข้างนอกลงชั่วคราว

สำหรับครั้งนี้ CHILL ON ได้เข้าชมในรอบ Summer บรรยากาศภายในงานจึงเต็มไปด้วยแสงและภาพเคลื่อนไหวที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส แต่ขณะเดียวกันก็แอบซ่อนความเหงาและความคิดถึงเอาไว้ เหมือนฤดูร้อนในความทรงจำที่แม้จะสว่างมากแค่ไหน แต่ก็ยังมีใครบางคนปรากฏอยู่ในทุกเพลง

เมื่อประตูเปิดออก การเดินทางผ่านโลกความฝันของ PUN ก็เริ่มต้นขึ้น

Zone 1: Dwelling Tree

ต้นไม้แห่งความทรงจำที่เก็บรักษาบทเพลงเอาไว้ ราวกับใบไม้ทุกใบคือเรื่องราวบางช่วงของชีวิต

เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ เสียงเพลงจะค่อย ๆ ดังขึ้น และปลุกช่วงเวลาบางอย่างให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นโซนแรกที่เหมือนกำลังชวนให้เราค่อย ๆ เปิดกล่องความทรงจำของตัวเอง ก่อนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ส่วนถัดไป

Zone 2: The Drifting Piano

เปียโนที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ถ่ายทอดเรื่องราวของการจากลาผ่านบทเพลง Goodbye

พื้นที่นี้เปรียบเสมือนตัวแทนของความรักที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม ก่อนจะเดินทางมาถึงวันที่เราต้องยอมรับและปล่อยให้ใครบางคนจากไป แม้ความรู้สึกบางอย่างจะยังคงอยู่ก็ตาม

Zone 3: A Night Ride

รถที่เคลื่อนตัวไปในค่ำคืนโดยไม่มีจุดหมาย เหมือนความฝันที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีปลายทาง และไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดลงตรงไหน

ตลอดการเดินทางอาจไม่มีอะไรให้เราทำมากไปกว่าการนั่งมองภาพตรงหน้า และปล่อยให้ความรู้สึกต่าง ๆ เคลื่อนผ่านเข้ามา ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามระยะทาง

Zone 4: Drowning House

บ้านหลังเดิมที่ยังคงอยู่ แม้หลายฤดูกาลจะผ่านพ้นไปแล้ว

พื้นที่นี้พูดถึงหัวใจของใครบางคนที่ยังคงเฝ้ารอเจ้าของความทรงจำเดิมโดยไม่เคยเปลี่ยนไป เป็นความรู้สึกของการติดอยู่ในสถานที่เดิม ๆ แม้โลกภายนอกจะเดินทางไปไกลแค่ไหนก็ตาม

Zone 5: The Selfless Pond

บ่อน้ำที่สะท้อนสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ลึกที่สุดภายในใจ

เมื่อมองลงไปในผิวน้ำ เราอาจเห็นเงาของตัวเอง หรืออาจนึกถึงใครบางคนที่ยังคงปรากฏขึ้นมาในความคิดก่อนหลับตาอยู่เสมอ

โซนนี้จึงไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่าควรเห็นหรือรู้สึกอย่างไร เพราะเงาสะท้อนที่ปรากฏขึ้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน

Zone 6: Faded Frequency

เครื่องรับสัญญาณที่ใช้ตามหาใครบางคนซึ่งหล่นหายไปจากโลกความจริง แต่ยังคงมีตัวตนอยู่ภายในความฝัน

คลื่นบางคลื่นอาจไม่ได้ส่งเสียงชัดเจนเหมือนเดิม แต่ก็อาจพาเรากลับไปพบกับคนคนนั้น ผ่านบทเพลง เสียงกระซิบ หรือความทรงจำที่ยังไม่เคยจางหายไป

Zone 7: Kryptonite Stone

หินเรืองแสงสีเขียวที่มีอยู่เฉพาะในโลกแห่งความฝัน ทั้งงดงาม ลึกลับ และน่าหลงใหลจนยากจะละสายตา

แต่ยิ่งเราเข้าไปใกล้มากเท่าไร พลังของเราก็ยิ่งลดลง เหมือนกับความสัมพันธ์หรือความรู้สึกบางอย่างที่รู้อยู่แล้วว่าอาจทำให้เจ็บปวด แต่ก็ยังยากเกินกว่าจะตัดใจเดินออกมา

Zone 8: Stones That Cry

เหล่าก้อนหินที่หลั่งน้ำตาออกมาเป็นบทเพลง

เพราะการร้องไห้ไม่ได้เกิดจากความเศร้าเสมอไป บางครั้งน้ำตาอาจมาจากความสุข ความคิดถึง ความเสียดาย หรือความรู้สึกที่เอ่อล้นมากเกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

โซนนี้เหมือนกำลังบอกเราว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาแบบไหน ทุกความรู้สึกล้วนมีคุณค่าและสมควรได้รับการรับฟัง

Zone 9: Countdown Clock

นาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังไปสู่ช่วงเวลาซึ่งโลกความจริงและโลกแห่งความฝันจะบรรจบกัน

ในวินาทีนั้น เราอาจได้กลับไปพบกับคนที่เฝ้าฝันถึงอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปพร้อมกับการตื่นจากฝัน

Zone 10: Wake & Snooze

จุดสิ้นสุดของการเดินทาง และเป็นช่วงเวลาที่เราต้องตัดสินใจว่าจะเดินกลับเข้าสู่โลกความจริง หรือขออยู่ในความฝันต่ออีกสักพัก

ตรงนี้จะมีประตูสองบานให้เลือกระหว่าง “WAKE” และ “SNOOZE” ซึ่งไม่ว่าจะเลือกประตูบานไหน เมื่อเดินไปจนสุดทาง พี่ ๆ สตาฟจะมอบจดหมายจาก PUN ให้กับเรา

ภายในจดหมายมีข้อความที่เขาอยากบอก พร้อมเพลงที่ถูกเลือกมาแนะนำให้เราโดยเฉพาะ เป็นตอนจบที่น่ารักและทำให้รู้สึกเหมือนได้ของบางอย่างติดมือกลับไป มากกว่าจะเดินออกจากนิทรรศการไปเฉย ๆ

ออกจากความฝันแล้ว ยังมีอะไรให้ทำต่อ

หลังเดินออกมาจากฮอลล์ อย่าเพิ่งรีบกลับ เพราะบริเวณด้านนอกยังมีมุมกิจกรรมให้เดินเล่นกันต่ออีกหลายจุด

มีทั้งมุมจำหน่ายของที่ระลึกสำหรับใครที่อยากเก็บชิ้นส่วนจากโลกของ SOMNIA กลับบ้าน มุมฟังเพลงที่ชวนให้เราค่อย ๆ ใช้เวลากับบทเพลงของ PUN รวมถึง Photo Booth สำหรับถ่ายภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำกับเพื่อนหรือคนพิเศษที่มาด้วยกัน

อีกหนึ่งมุมที่เราชอบคือพื้นที่สำหรับเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับการออกเดินทางเข้าไปในความฝัน เหมือนได้หยุดทบทวนตัวเองหลังจากเดินผ่านทุกโซนว่า ระหว่างทางเราได้พบกับความทรงจำอะไร คิดถึงใคร หรือมีความรู้สึกแบบไหนเกิดขึ้นบ้าง

เป็นรายละเอียดที่ช่วยให้ประสบการณ์ของงานไม่ได้จบลงทันทีหลังออกจากประตู แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เราได้นั่งฟังเพลง ถ่ายรูป และเก็บความรู้สึกจากการเดินทางครั้งนี้ไว้อีกสักพัก

สำหรับเรา MUSEUM OF SOMNIA ไม่ใช่แค่นิทรรศการของ PUN แต่เป็นพื้นที่ที่ปล่อยให้ทุกคนเข้าไปพบกับเรื่องราวของตัวเอง ผ่านบทเพลง แสง สี และความฝัน

บางทีเมื่อเราเดินออกมา ความฝันอาจจบลงแล้ว แต่ความรู้สึกและบทเพลงบางเพลง อาจยังคงบรรเลงอยู่ในใจไปอีกนาน

ใครยังไม่มีแพลนไปไหน ลองชวนเพื่อน ชวนคนที่ฟังเพลงเดียวกัน หรือชวนใครบางคนที่อยู่ในความทรงจำไปเดินหลงอยู่ในโลกแห่งความฝันด้วยกันสักครั้ง

ข้อมูลเกี่ยวกับงาน

  • วันที่จัดงาน: 25 กรกฎาคม–8 สิงหาคม 2569
  • เวลา: 11.00–22.00 น. แบ่งการเข้าชมเป็นรอบ รอบละประมาณ 60 นาที
  • สถานที่: centralwOrld LIVE ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
  • ช่องทางจำหน่ายบัตร: Eventpop
     

you may also like