[REVIEW] “The Batman” นี่คือหนังอาชญากรรมชั้นเลิศในคราบซูเปอร์ฮีโร่ | GOSSIP GUN

HOLLYWOOD GOSSIP

[REVIEW] “The Batman” นี่คือหนังอาชญากรรมชั้นเลิศในคราบซูเปอร์ฮีโร่ | GOSSIP GUN

04 มี.ค. 2022

ไม่ใช่งานง่ายที่จะต้องทำหนังแบทแมนต่อจากความสำเร็จของไตรภาค The Dark Knight ที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน สร้างมาตรฐานไว้สูงลิบ อันที่จริงโปรเจกต์หนังเดี่ยวของแบทแมน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ สมัย เบ็น แอฟเฟล็ค สวมบทบาทใน Batman V Superman แล้ว แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสียที จนกระทั่งโปรเจกต์ถูกส่งต่อให้กับ แมตต์ รีฟส์ แห่ง Dawn of Planet of the Apes และ Cloverfield ซึ่งเขามองแบทแมนในทิศทางที่ต่างจากเดิม บรู๊ซ เวย์น ในฉบับของเขายังไม่ใช่แบทแมนที่เต็มตัวนัก และเพิ่งเข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรมในเมืองก็อตแธม โดยหนังเรื่องนี้จะเป็นฐานะแบบ Stand Alone คือไม่เกี่ยวโยงกับตัวละครอื่นๆในจักรวาล DC เลย แบทแมนฉบับนี้จะเล่าถึงเขาในด้านของชายที่ผ่านโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ และทำให้กลายเป็นคนสันโดษ จะไม่ได้เห็นบรู๊ซอยู่ในแมนชั่นสุดหรู แต่กลับเป็นคฤหาสน์ที่สุดโทรม

รีฟส์เลือก โรเบิร์ต แพททินสัน มารับบท บรู๊ซ เวย์น ในวัย 30 ต้นๆ เขาเพิ่งกลายเป็นแบทแมนได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ดังนั้นอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆจะยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แม้แต่มุมเพลย์บอยของเขาก็ถูกตัดออกจากหนังฉบับนี้ เหตุการณ์ในหนัง The Batman เริ่มต้นขึ้น เมื่อผู้สมัครนายกเทศมนตรีแห่งมหานครก็อตแธมถูกฆาตกรรม ตามด้วยศพของผู้มีอำนาจอีกมากมาย ชายที่ก่อเหตุทิ้งคำใบ้ปริศนา พร้อมเอ่ยนามตัวเองว่า "เดอะริดเลอร์" (รับบทโดย พอล ดาโน) แบทแมนจึงต้องแท็กทีมกับ สารวัตรกอร์ดอน (รับบทโดย เจฟฟรี่ย์ ไรท์) ออกสืบสวนเกี่ยวกับคดี และฉีกหน้ากากของ เดอะริดเลอร์ ว่าเขาคือใครกันแน่ และเหตุการณ์ทั้งหมด โยงทำให้แบทแมนได้เจอกับ เซลิน่า ไคล์ (แคทวูเมน ที่รับบทโดย โซอี้ คราวิสต์) และเพนกวิน (ที่รับบทโดย โคลิน ฟาร์เรล ที่เมคอัพจนแทบจำไม่ได้)

การทำหนังเดี่ยวของ The Batman เลี่ยงไม่ได้ที่มันจะถูกนำไปเทียบกับหนังระดับตำนานอย่าง The Dark Knight อาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังแบทแมนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เรื่องนั้น แต่ฉบับใหม่นี้ก็มาพร้อมกับโทนและทิศทางที่แตกต่าง มีส่วนผสมของความเป็นหนัง ฟิล์มนัวร์-อาชญากรรม ในแบบ Se7en หรือ Zodiac ของ เดวิด ฟินเชอร์ มีกลิ่นอายของหนังแก็งสเตอร์จากช่วงยุค 90s จนถึงบางจุดมีกลิ่นของหนังเขย่าขวัญนิดๆ (โดยเฉพาะฉากเปิด) ทำให้ Mood & Tone ฉีกจากหนังของโนแลนไปอีก เป็น The Batman ในแบบของตัวเอง มีความดาร์กในอีกสไตล์ แม้มันจะคล้ายกับงานของ ฟินเชอร์ก็ตาม ซึ่งรีฟส์น่าจะได้รับแรงบันดาลใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขายึดโทนหนังจากเพลงของ Nirvana (และเอาเพลงมาใส่ในหนังด้วย)

ไฮไลต์สำคัญของ The Batman คือทีมนักแสดงที่แต่ละคนท็อปฟอร์มในฉบับของตัวเอง โรเบิร์ต แพททินสัน ในยามที่ใส่หน้ากากเป็นแบทแมนเต็มตัว เขาดูดุดัน ดูน่าค้นหา ดูลึกลับ น่าสนใจมากๆ น่าสนใจจนเมื่อเป็น บรู๊ซ เวย์น ยามที่ถอนหน้ากาก ดูไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่นัก ดูเป็น บรู๊ซ เวย์น ที่คาแรคเตอร์เบาไปนิด ในขณะที่ โซอี้ คราวิสต์ ทำได้ดีเกินคาดกับบท เซเลน่า ตั้งแต่ซีนแรกที่เธอปรากฏตัว ดูเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ สวยจิกกล้องแทบทุกซีนจริงๆ และเคมีของเธอและแพททินสัน เข้ากันอย่างมาก แต่ที่เซอร์ไพรสสุด คือ พอล ดาโน ในบทเดอะริดเลอร์ ที่ซับซ้อน และน่าสะพรึงอย่างถึงขีดสุด ในขณะที่ เดอะเพนกวิน ของ โคลิน ฟาร์เรลล์ ดูเป็นมาเฟียที่ตอนแรกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่หนังค่อยๆสร้างสตอรี่ให้กับตัวละครมากขึ้นเมื่อดำเนินไป อย่างไรก็ตาม เมคอัพของตัวละครเขา แอบเบี่ยงเบนความสนใจ จากการแสดงของ ฟาร์เรลล์ ไปพอสมควร

The Batman มาพร้อมกับงานสร้างที่ประณีตขั้นสุด โดยเฉพาะการออกแบบงานสร้างเมืองก็อตแธม ที่เวอร์ชั่นนี้ดูโสมมและแฝงด้วยความเลวร้ายในทุกมุม ยิ่งสร้างบรรยากาศความฉ้อฉลเสริมกับพล็อตเรื่องที่คอรัปชันแฝงอยู่ในทุกระดับของเมืองได้อย่างดี บวกกับดนตรีประกอบสุดบีบอารมณ์ ทุกซีนที่เพลงธีมของ เดอะแบทแมน ถูกบรรเลงในหนังมันบีบหัวใจอยู่ไม่น้อย ยิ่งถ้าได้ดูในโรงที่เสียงกระหึ่ม กลายเป็นว่า ดนตรีประกอบ แทบจะไม่ถูกกลบหายไปเลย เป็นอีกหนึ่งพระเอกที่ชูหนัง และชูความเป็นแบทแมนให้เด่นชัดและหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาหลักสำหรับ The Batman ฉบับนี้คือความยาวที่อีกเพียงไม่กี่นาทีจะแตะหลัก 3 ชั่วโมง และจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ดั่งหนังสืบสวนที่เน้นบรรยากาศที่คลุมเครือหม่นหมอง ฉากแอ็กชันของหนังก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม The Batman สามารถตรึงผู้ชมให้อยู่กับหนังได้ทุกขณะ แทบจะไม่มีฉากไหนที่ไม่จำเป็นเลย มันเหมือนชิ้นส่วนของจิกซอว์ที่ค่อยๆต่อแล้วเผยให้เห็นภาพที่ใหญ่ของเรื่องราวได้ ดังนั้น เข้าห้องน้ำให้พร้อมก่อนไปชม แล้วคุณจะได้สัมผัส The Batman ในฉบับที่ไม่ซ้ำกับเวอร์ชันไหนๆอย่างแน่นอน


(ให้ 9 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)

related HOLLYWOOD GOSSIP

[REVIEW] ‘Bones And All’ หนังโรแมนซ์ปนสยอง ความรักของสองคนกินคน | GOSSIP GUN

22 พ.ย. 2022

[REVIEW] ‘Bones And All’ หนังโรแมนซ์ปนสยอง ความรักของสองคนกินคน | GOSSIP GUN

ใครที่ยกให้ Call Me By Your Name เป็นหนังรักในดวงใจ ต้องลองกลับมาลิ้มรสผลงานใหม่ของผู้กำกับ ลูก้า กัวดานิโน ที่กลับมาร่วมงานกับพระเอก ทิโมธี ชาลาเมต์ อีกครั้งใน Bones And All หนังรักในบรรยากาศเหงาๆผสมความสยองสุดแหวก ที่หยิบเอานิยายของ คามิล เดอแองเจลิส ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2015 มาดัดแปลงขึ้นจอใหญ่ โดยก่อนจะเข้าฉายในโรง หนังสร้างกระแสด้วยการตระเวนทัวร์ เดินสายฉายโชว์ในเทศกาลหนังมาแล้วหลากหลาย ทั้งเวนิส นิวยอร์ก เทลลูไลด์ ไปจนถึงลอนดอน ซึ่งล้วนกวาดคำชม และล่าสุดหนังได้คะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์จาก Rotten Tomatoes มาแล้วถึง 86% โดยส่วนใหญ่ชื่นชมในการแสดง การกำกับ การบันทึกภาพ และการผสมผสานระหว่างตระกูลหนังที่แตกต่างเทย์เลอร์ รัสเซลล์ นางเอก Escape Room รับบทมาเรน วัยรุ่นสาวที่เติบโตมาด้วยความแปลกแยก เพราะเธอมีพฤติกรรมชอบกินเนื้อคนตั้งแต่เด็กๆ ทำให้พ่อของเธอต้องพามาเรนย้ายเมืองอยู่บ่อยๆ เพื่อหลบหนีจากสังคม จนกระทั่งวันหนึ่งเธอตัดสินใจออกตามหาแม่ที่ทิ้งเธอไปนาน และระหว่างการเดินทางเธอได้พบกับ ลี วัยรุ่นหนุ่มที่ค้นพบว่า ต่่างมีรสนิยมชอบกินเนื้อมนุษย์เหมือนกัน ซึ่งโดยปกติแทบจะหาคนประเภทเดียวกันไม่เจอ กลายเป็นความสัมพันธ์ของสองคนเหงาที่แปลกแยกจากสังคม แต่ต่างเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน และเรื่องราวของทั้งสองนั้นไม่ง่ายดาย เมื่อสันชาตญาณดิบในการกินเนื้อมนุษย์ พร้อมที่จะทำให้เกิดการนองเลือดได้ตลอดเวลาBones And All ถือเป็นหนังที่มีรสชาติแปลกน่าลิ้มลองทีเดียวเชียว มันมีส่วนผสมระหว่างหนังรักโรแมนติก และหนังเขย่าขวัญสุดประหลาด คล้ายคลึงกับการหยิบเอาบางมู้ดของ Call Me By Your Name มาผสมผสานกับความแปลกปนสยองของSuspiria อีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับ ลูก้า กัวดานิโน ที่ดูเหมือนจะมาคนละทิศคนละทาง แต่กลับเข้ากันอย่างน่าทึ่ง หนังถ่ายทอดด้วยการเล่าเรื่องสไตล์ Road Movie ด้วยจังหวะที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่กลับไม่มีจุดไหนที่น่าเบื่อเลย เสริมความโรแมนซ์ด้วยงานบันทึกภาพที่สวยไร้ที่ติ และเสริมอารมณ์หนังได้อย่างดียิ่ง ส่วนฉากสยอง หนังก็ไม่ยั้งที่จะนำเสนออย่างโหดเหี้ยมและถึงเลือดถึงเนื้อ สมกับชื่อหนัง ตามที่ควรจะเป็นแกนกลางที่แข็งแรงที่สำคัญสุดของหนังคือนางเอก เทย์เลอร์ รัสเซลล์ ที่เป็นตัวเดินเรื่อง เธอสามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างดี ทำให้เธอน่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตาในยุคนี้ รับส่งบทบาทกับ ทิโมธี ได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนที่สะพรึงสะกดทุกสายตาจริงๆ คือการปรากฏตัวของ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ มาร์ก ไรแลนซ์ (จาก Bridge of Spies) ในบทมนุษย์กินคนสุดแปลกแยกจากสังคม ที่เขาถ่ายทอดบทบาทผ่าน สีหน้าแววตาและน้ำเสียง ได้อย่างชวนขนลุก โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ชวนสยดสยองอย่างน่าสะพรึงเลยจริงๆ กลายเป็นว่า 3 นักแสดงนำที่เป็นแกนหลักของเรื่องราว ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างแข็งแรง ยกระดับ Bones And All ให้ดีขึ้นไปอีกถึงอย่างไรก็ตาม อาจจะต้องออกตัวไว้ก่อนว่า Bones And All อาจไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน หนังดำเนินเรื่องด้วยจังหวะที่ไม่ได้เร้าใจอะไรมากนัก ค่อยๆทอดอารมณ์ไปกับเรื่องราว บวกกับการที่หนังผสม Genre ที่ต่างกันสุดขั้วเอาใจ ทำให้รสชาติแปลกประหลาด จนบางทีอาจจะยากเกินกว่าจะเข้าใจ แต่ถ้าใครพร้อมจะลิ้มลอง มันคือหนังที่น่าสนใจ ที่สร้างความแปลกใหม่ได้ดีทีเดียว แม้ว่าเรื่องมันจะสยอง แม้ว่ามันจะเล่าถึงมนุษย์กินคน แต่แกนกลางของเรื่อง ที่การเล่าถึง ความรักและความเหงาของคนที่แปลกแยกจากสังคม มันสามารถแทนค่าได้ด้วยกลุ่มคนที่หลากหลาย นี่คือหนังที่พยายามทำความเข้าใจคนชายขอบ และนำเสนอได้อย่างน่าสนใจจริงๆชมตัวอย่าง Bones And All เข้าฉาย 24 พฤศจิกายนในโรงภาพยนตร์ภาพ : Warner Bros. Thailand

[REVIEW] “SING 2” กู่ร้องครั้งใหม่ กุมหัวใจยิ่งกว่าเดิม | GOSSIP GUN

12 ม.ค. 2022

[REVIEW] “SING 2” กู่ร้องครั้งใหม่ กุมหัวใจยิ่งกว่าเดิม | GOSSIP GUN

ปลายปีที่ผ่านมา นอกจากSpider-Man : No Way Homeที่เดินหน้ากวาดรายได้ถล่มทลายแล้ว มีหนังอีกเพียงเรื่องเดียวที่ทำเงินอย่างน่าสนใจ นั่นก็คือSING 2ภาคต่อของแอนิเมชั่นปี2016ของค่ายอีลูมิเนชั่น(ค่ายMinionsนั่นเอง)ที่ทำออกมากินใจผู้ชมอย่างมาก เพราะมันเล่าถึงเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่ต่างมีความฝันอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะบัสเตอร์มูน โคอาล่าที่ฝันอยากเป็นเจ้าของโรงละคร ซึ่งท้ายที่สุดฝันของแต่ละคนก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม ด้วยภาพรวมหนังที่สนุก พล็อตประทับใจ และเพลงเพราะมาก ส่งให้หนังกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า600ล้านเหรียญฯ จึงไม่แปลกใจที่อิลลูมิเนชั่นจะสร้างภาคสองออกมาทันที แม้ว่าฝันในสเต็ปแรกของเหล่าตัวละครในSINGจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่เส้นทางก็ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะในSING 2มูน(พากย์เสียงโดย แมธธิว แม็คคอนาเฮย์)อยากพาโชว์ของเขาไปยังเรดชอว์ซิตี้(ฟีลแบบได้แสดงในเวกัส)แต่แมวมองกลับบอกว่าพวกเขาไม่เก่งพอ มูนจึงพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้ขึ้นโชว์ ซึ่งเขารู้ดีว่าทางเดียวที่จะเป็นไปได้ คือการดึงเอา เคลย์ คาโลเวย์(พากย์เสียงโดย โบโนU2)ร็อกเกอร์ระดับตำนานที่เก็บตัวเงียบนาน15ปี กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง แต่ภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่ หรือฝันที่จะโชว์สุดอลังการในเวทีของ เรดชอว์ซิตี้จะพังทลาย ต้องมาดูกัน ซึ่งทีมนักแสดงจากภาคแรก ก็ยังกลับมาให้เสียงทั้ง รีส วิทเธอร์สพูน,สการ์เล็ต โจแฮนส์สัน,ทารอน เอ็ดเกอร์ตัน รวมถึงศิลปินดังๆอย่าง ฟาร์เรลล์ วิลเลี่ยม และฮาร์เซย์ ก็มาเป็นสมาชิกใหม่ประจำภาคนี้ด้วย ถ้าคุณชื่นชอบภาคแรก คุณจะตกหลุมรักหนังภาคนี้อย่างแน่นอน เพราะหนังอัดแน่นด้วยความอิ่มเอมและสนุกสนาน ปัจจัยหลักคือประเด็นในภาคนี้ และเพลงที่จัดหนักยิ่งกว่าภาคแรก หลังจากภาคแรกเล่าถึงความแตกต่างของตัวละครที่แม้ว่าคุณจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว หรือคุณจะมีความแตกต่างจากคนในสังคมขนาดไหน แต่คุณก็มีสิทธิที่จะมีฝัน และทำตามความฝันได้ แม้ฝันนั้นจะสำเร็จแล้ว แต่ภาคสอง มันเล่าถึงการเลือกทางเดินที่เป็นตัวตนของคุณเองได้ ไม่ใช่ทุกคนต้องเดินไปในทางเดียวกัน ความสุขของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณเองนั่นแหละที่มีสิทธิเลือก รวมถึงประเด็นการสานต่อความฝัน แม้ว่าจะผิดหวังและทุกข์ทน คุณก็สามารถก้าวออกมา แล้วทำในสิ่งที่คุณรักได้ หลายประโยคในหนังภาคนี้ เข้าไปกินใจมากๆ และน่าจะสร้างพลังใจให้กันผู้ชมไม่มากก็น้อย ซึ่งเหมาะกับช่วงปีใหม่แบบนี้ ช่วงเวลาที่เราจะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆกัน อีกจุดที่ทำให้SING 2เพลิดเพลินขั้นสุด คือเพลงดังชุดใหญ่จากหลากหลายยุคที่ถูกใส่เข้ามาในหนังอย่างถาโถม จนภาคนี้เกือบจะเป็นJukebox MusicalแบบเดียวกับTrollsที่อัดแน่นด้วยเพลงฮิต แบบเพลงแล้วเพลงเล่า ซึ่งแต่ละเพลงก็มาไม่ได้ถูกใส่มาเฉยๆ แต่มาในจังหวะที่ขยายเส้นเรื่อง เติมเต็มให้พิเศษขึ้นไปอีก อาทิ เพลงBreak Freeของอารีอาน่า กรานเด ที่ความหมายเฉยๆก็ทรงพลังอยู่แล้ว แต่SING 2ใส่มันในฉากที่พิเศษมากๆ เพิ่มพลังให้กับเพลงขึ้นไปอีก หรือแม้แต่เพลงของU2ที่เข้ามาในจังหวะที่เหมาะ นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังJukebox Musicalที่แพรวพราวมากที่สุดเรื่องนึงเลยก็ว่าได้ ท้ายที่สุดSING 2คือหนังแอนิเมชั่นที่ทำให้ผู้ชมความสุขเอ่อล้นได้อย่างไม่ยาก ทั้งความสนุกสนานของเส้นเรื่องที่ยังคงอัดแน่นมุกตลกที่สร้างเสียงหัวเราะได้อย่างดี ประเด็นสำคัญในหนังที่กล่าวถึงความฝัน ความสุข และตัวตนที่ไม่เหมือนกันของแต่ละคน ยังคงแข็งแรงและสื่อสารได้อย่างถึงแก่น รวมถึงเพลงดังมากมาย ที่มาในรูปแบบโชว์สุดตื่นตา ระหว่างดูSING 2เหมือนเราได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปตลอดปีที่ผ่านมา นั่นคือการดูคอนเสิร์ต การดูแสดงโชว์ดีๆ ในชีวิตจริง เพราะโควิด-19ทำให้จัดไม่ได้ แต่โชว์ต่างๆในหนัง จะทำให้คุณเพลิดเพลินอย่างแน่นอน(ให้8คะแนน จากคะแนนเต็ม10คะแนน)

[REVIEW] Jurassic World Dominion บทสรุปจูราสสิคที่โคตรลุ้นและจัดเต็มทีมนักแสดง | GOSSIP GUN

08 มิ.ย. 2022

[REVIEW] Jurassic World Dominion บทสรุปจูราสสิคที่โคตรลุ้นและจัดเต็มทีมนักแสดง | GOSSIP GUN

เดินทางมาถึงภาคที่6แล้วสำหรับหนังไดโนเสาร์ในตำนานอย่างJurassic Parkซึ่งภาคใหม่นี้อย่างJurassic World : Dominionถือเป็นการปิดไตรภาคสำหรับหนังชุดเวิร์ลด้วย หลังจากที่กลับมาชุบชีวิตให้แฟรนไชส์จูราสสิคกลับมาโลดแล่นบนจอหนังอีกครั้ง สำหรับหนังภาคนี้ ได้ โควิน ทราเวอโรว์ ผู้กำกับจากภาคดังกล่าว กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ซึ่งไฮไลต์สำหรับภาคนี้ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นJurassic All Starก็ว่าได้ คือการกลับมาของ3นักแสดงนำต้นฉบับ คือ แซม นีลล์,ลอร่า เดิร์น และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม แม้บางคนจะกลับมาโผล่ในภาคต่อบ้าง แต่ไม่เคยมาครบทีมเลย ดังนั้นนี่คือครั้งแรกในรอบ29ปี ที่พวกเขารวมตัวกัน และได้มาผนึกกำลังกับสองคนนักแสดงนำในหนังชุดใหม่อย่าง คริส แพรตต์ และไบรซ ดัลลัส ฮาเวิร์ด!เรื่องราวในหนังภาคนี้ เกิดขึ้นหลังจากภาคFallen Kingdomเมื่อโลกกลายเป็นแหล่งที่อยู่ที่ผสมผสานกันของ มนุษย์ และไดโนเสาร์ พวกมันกระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในป่า ไม่เว้นแม้แต่ในเมือง แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ย่อมส่งผลร้ายต่อระบบนิเวศน์ และที่สำคัญส่งผลเสียต่อมนุษย์ เมื่อพวกเราไม่ใช่นักล่าระดับบนสุดอีกต่อไป!ในภาคนี้ โอเว่นและแคลร์(รับบทโดย คริส แพรตต์ และไบรซ ดัลลัส ฮาเวิร์ด)ต้องออกช่วยเหลือ เมซี่ ลูกเลี้ยงของพวกเขาที่ถูกองค์กรร้ายที่บังหน้าด้วยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์จับตัวไป ในขณะเดียวกับโลกก็กำลังเผชิญกับเหตุแมลงยักษ์ทำลายพืชผักของชาวไร่ จึงเป็นหน้าที่ของ ดร.อลัน และดร.เอลลี่(รับบทโดย แซม นีลล์ และลอร่า เดิร์น)ที่ต้องสืบที่มา และพวกเขาเชื่อว่า มันเกี่ยวข้องกับองค์กรนี้เช่นเดียวกัน!ใครที่เป็นแฟนของหนังชุดJurassic ParkและJurassic Worldยังไงก็ไม่ควรพลาดอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นภาคบทสรุปเรื่องราวทั้งหมด ยังเป็นครั้งแรกที่รวมนักแสดงในแฟรนไชส์ไว้ได้เยอะขนาดนี้ ซึ่งทำให้หนังได้บรรยากาศเก่าๆกลับมาเยอะพอสมควร ยิ่งแฟนๆที่โตมากับหนังภาคแรกอย่างJurassic Parkการกลับมาเจอ3นักแสดงทีมออริจินัล เหมือนการได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าในงานรียูเนียน และพวกเขาทั้ง3ก็ยังคงมีเคมีบนจอที่ดี และเข้ากับทีมนักแสดงชุดเวิร์ล อย่างทั้ง คริส แพรตต์ และ ไบรซ์ ดัลลัส ฮาเวิร์ด อีกด้วยจุดเด่นมากๆของJurassic World Dominionคือฉากแอ็กชัน หลังจากหนังใช้เวลาปูเรื่องในองก์แรกนานพอสมควร เมื่อเริ่มเข้าสู่โหมดแอ็กชันไล่ล่าแล้ว ก็สนุกแบบหยุดไม่ได้เลย ให้อารมณ์เหมือนขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุก ที่พอมันเริ่มแล้วก็ลุ้นตื่นเต้นกันแบบนันสต็อป เริ่มตั้งแต่ฉากไล่ล่าในมอลต้า ยาวไปจนถึงฉากต่างๆในป่าขนาดใหญ่ ที่ได้ฟีลเหมือนหนังJurassicภาคก่อนๆ ความน่าสนใจคือ ภาคนี้ เราจะได้เห็นฉากแอ็กชันระหว่างคนกับไดโนเสาร์ ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายสุดเท่าที่หนังเคยมีมา เริ่มตั้งแต่ใจกลางเมือง ไปจนถึงในห้องทดลอง กลางป่า บนฟ้า หรือแม้แต่บนพื้นน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ ซึ่งแต่ละฉากทำออกมาได้ลุ้นจิกเบาะมาก แม้ว่าดูเหมือนหนังจะได้แรงบันดาลใจมาจากหนังแอ็กชันที่หลากหลายทั้ง หลายครั้งที่รู้สึกเหมือนดูFast Furious, Jason Bourne, James Bondหรือแม้แต่Mission: Impossibleอยู่ปัญหาใหญ่ๆของJurassic World Dominionคือพล็อตและบทสนทนา หนังเรื่องนี้จะเจ๋งมากถ้าตัดบทพูดออกไปให้หมด หนังค่อนข้างเสียเวลาในการปูเรื่อง และเต็มไปด้วยฉากสนทนาที่ไม่จำเป็น หลายฉากที่จำเป็นบทพูดก็ประหลาด ให้ความรู้สึกอิหยังวะค่อนข้างมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะบทของตัวละคร3นักแสดงต้นฉบับ ที่หลายครั้งดูตลก ความเท่ในแบบที่พวกเขาเป็นในภาคแรกถูกลดทอนลงไป ด้วยบทพูดที่ดูไม่Make Senseเลย รวมไปถึงตัวโครงเรื่องหลัก ที่ปูมาตั้งแต่แรกอย่างเข้มข้นถึงความขัดแย้งและปัญหา ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับไดโนเสาร์ แต่ท้ายที่สุดหนังกลับหาทางออกอย่างง่ายดายจนเกินไปอย่างไรก็ตาม แม้Jurassic World Dominionจะมีจุดบกพร่องเรื่องบทอย่างเด่นชัด แต่ภาพรวมก็ยังถือว่า นี่คือหนังฟอร์มยักษ์ที่ดูสนุกเอามากๆ และมีความตื่นตาด้วยสเกลของงานโปรดักชั่นที่ดูยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูในระบบIMAXยิ่งเสริมความอลังการของหนังเข้าไปอีก(ในระบบIMAXจะมีการฉายสลับทั้งในระบบปกติ และ3D)นอกจากนี้แม้ว่าบทจะไม่ส่งซักเท่าไหร่ แต่พลังดาราของนักแสดงนำ รวมถึงเสน่ห์ของพวกเขาก็ยังน่าดึงดูดมากพอ ที่จะทำให้ผู้ชมทั้งลุ้นและทั้งรักพวกเขาได้อย่างไม่ยาก ในฐานะหนังปิดท้ายตระกูลJurassic Parkซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตจะมีการชุบชีวิตกลับมาสานต่ออีกหรือไม่ นี่คือภาคจบที่ยังไงก็ไม่ควรพลาดอยู่ดี(ให้7คะแนนจากคะแนนเต็ม10คะแนน)ภาพ : UIP Thailandชมตัวอย่างJurassic World Dominionวันนี้ทุกโรงภาพยนตร์

[REVIEW] “Death on the Nile” ไขคดีฆาตกรรมที่เก่งกาจสับขาหลอกผู้ชม | GOSSIP GUN

09 ก.พ. 2022

[REVIEW] “Death on the Nile” ไขคดีฆาตกรรมที่เก่งกาจสับขาหลอกผู้ชม | GOSSIP GUN

กลับมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งสำหรับแอร์กูว์ ปัวโรต์ นักสืบในนิยายของ อกาธา คริสตี้ เจ้าแม่หนังสือฆาตกรรมระดับตำนาน หลังจากMurder on the Orient Expressกลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จเมื่อ5ปีก่อน ทำให้ค่ายหนังอนุมัติหยิบเอาหนังสือเล่มต่อมาของอกาธา อย่างDeath on the Nile (ฆาตกรรมบนลำน้ำไนล์)มาขึ้นจอใหญ่ทันที โดยหนังได้ เคนเนธ บรานาห์ กลับมาควบหน้าที่ทั้งกำกับภาพยนตร์และรับบทเป็น ปัวโรต์ อีกครั้ง ซึ่งตัวหนังเองถ่ายทำไปเกือบ3ปีแล้ว แต่เพราะโควิด-19ทำให้ถูกเลื่อนฉายมาหลายต่อหลายรอบ บวกกับคดีฉาวของ อาร์มี่ แฮมเมอร์ หนึ่งในหนังแสดงที่เกือบทำให้หนังไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเสียแล้ว แต่ในที่สุดDeath on the Nileก็พร้อมเข้าฉายในสัปดาห์ก่อนวาเลนไทน์ ซึ่งบังเอิญสุดๆที่ รางวัลออสการ์เพิ่งประกาศผู้เข้าชิง และ ผลงานกำกับที่ออกฉายก่อนหน้านี้ของ บรานาห์(แต่ถ่ายทำทีหลัง)อย่างBelfastก็ได้ชิงในสาขาหนังยอดเยี่ยม รวมถึงส่งให้ บรานาห์ ได้ชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกครั้ง กลายเป็นสัปดาห์นี้ เขามีทั้งหนังใหม่เข้าโรง และหนังก่อนหน้าได้ชิงรางวัลใหญ่Death on the Nileดำเนินเรื่องราวต่อจากMurder on the Orient Expressทันที เมื่อนักสืบแอร์กูว์ ปัวโรห์ ถูกเรียกตัวไปยังอียิปต์เพื่อสืบคดีใหม่ ทำให้เขาได้กลายเป็นแขกคนพิเศษ บนเรือล่องแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นทริปที่จัดขึ้นเพื่อฉลองคู่รักใหม่ที่เพิ่งแต่งงาน อย่าง ลินเน็ต(รับบทโดย กัล กาด็อต)มหาเศรษฐีสาวผู้ทรงเสน่ห์ซึ่งใครๆก็หมายปอง กับไซม่อน(รับบทโดย อาร์มี่ แฮมเมอร์)ชายธรรมดาๆที่ตกถังข้าวสาร ทุกคนต่างอิจฉาที่เขาโชคดี ได้หญิงที่ทั้งรวยและสวยเป็นภรรยา แต่บนเรือลำนี้กลับเต็มไปด้วยแขกที่มีปมลึกๆกับคู่รักคู่นี้ ไม่ว่าจะเป็น คุณหมอซึ่งเป็นอดีตคู่หมั้นของฝ่ายหญิง,นักบัญชีที่อาจมีปัญหากับนางเอก,แม่เลี้ยงนางเอกที่เก็บความลับบางอย่างไว้,เพื่อนสมัยเรียนของนางเอกที่ขึ้นเรือลำนี้มาพร้อมกับคุณป้าที่เป็นนักร้อง รวมถึงทั้งคู่กำลังถูกติดตามโดย อดีตคนรักของฝ่ายชายที่ดันเป็นอดีตเพื่อนสนิทของนางเอกอีก และเมื่อทริปนี้ดำเนินไป เรือที่ค่อยๆล่องไปตามลำน้ำไนล์ เหตุฆาตกรรมปริศนาได้เกิดขึ้น กระสุนลึกลับถูกยิงออกจากกระบอกปืน จึงกลายเป็นหน้าที่ของ ปัวโรห์ที่จะสืบว่า ใครกันแน่ คือฆาตกรสุดอำมหิตบนแม่น้ำกลางอียิปต์แห่งนี้โดยรวมDeath on the Nileถือเป็นหนังสืบสวนสอบสวนที่ดูเพลิน แต่ก็มีความโบราณในระดับนึง ด้วยต้นฉบับของDeath on the Nileที่มีความเป็นหนังสืออายุเก่าแก่กว่า80ปี บวกกับเส้นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคเวลานั้น จึงไม่แปลกที่หนังจะเล่าเรื่องในสไตล์ค่อนข้างตามขนบ มีความเป็นOld-Schoolอยู่พอสมควร ต่างจากหนังแนวWho dun it (หรือใครคือฆาตกร)ยุคใหม่อย่างKnives Outที่ใส่สไตล์หวือหวาเข้าไปมากกว่า แต่เมื่อเทียบกับหนังในตระกูลเดียวกันอย่างMurder on the Orient Expressหนังภาคใหม่นี้ ค่อนข้างมีความเข้มข้นในเส้นเรื่องมากกว่า ส่วนหนึ่งของโครงของคดีที่แตกต่างกันไปด้วย ภาคแรกจะมีเส้นเรื่องคือเกิดเหตุฆาตกรรมแล้วค่อยๆไขปริศนา แต่สำหรับภาคนี้ใช้เวลาในการปูตัวละครค่อนข้างนาน ก่อนที่จะเกิดเหตุร้าย และนำไปสู่การคลี่คลายปม แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่ได้ถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายนักความน่าสนใจของDeath on the Nileคือการที่เหมือนผู้ชมจะเดารูปคดีได้ไม่ยากนัก(ต่างจากMurder on the Orient Expressที่เฉลยแทบพลิกหมดเลย)แต่ถึงคุณคิดว่าจะพอเดาออก แต่หนังก็ไม่ปล่อยให้คุณมั่นใจกับไอเดียนั้นมากนัก เพราะระหว่างทาง หนังจะเล่าเรื่องแบบสับขาหลอก ให้คนดูสงสัยในทุกตัวละครจนหลายขณะเริ่มสับสนว่า ตกลงใครคือคนร้ายกันแน่ หนังพาเราไปยังจุดที่ผู้ชมอาจจะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าใครคือ"ฆาตกร"เพราะทุกตัวละครล้วนมีแรงจูงใจทั้งนั้น ในขณะที่ปัวโรต์ค่อยๆปั่นหัวสมาชิกบนเรือ ให้เหล่าผู้ต้องสงสัยหลุดเผยความจริงออกมา ผู้ชมเองก็ถูกปัวโรห์ปั่นหัวไปพร้อมๆกันด้วยอีกแง่มุมที่Death on the Nileทำได้ดีกว่าMurder on the Orient Expressคือการที่พาผู้ชมไปสำรวจตัวละคร แอร์กูว์ ปัวโรต์ มากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เขาเป็นตัวละครหลักในหนังชุดนี้ หนังภาคแรกแนะนำเขาอย่างผิวเผิน ให้รู้จักบุคลิกภาพรวมแล้วนำไปสู่การคลี่คลายคดีแบบทันที แต่ภาคนี้จะใช้เวลาลงลึกในแง่มุมอื่นๆของเขามากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นปัวโรห์เป็นนักสืบที่เย่อหยิ่ง ใช้ความฉลาดและช่างสังเกตในการข่มบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยเพื่อไขความจริง แต่ในDeath on the Nileผู้ชมจะได้เห็นด้านอ่อนไหวของเขามากขึ้น เห็นเขาในฐานะคนธรรมดามากขึ้น ต่อให้เขาจะเก่งกาจขนาดไหน เขาก็คือคนที่มีบาดแผลทั้งบนร่างกายและจิตใจ อะไรที่ส่งให้ปัวโรห์กลายเป็นคนเช่นทุกวันนี้อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของDeath on the Nileคืองานโปรดักชันที่สามารถเนรมิตอียิปต์และลำน้ำไนล์ออกมาได้สวยและตื่นตามากๆ หนังถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แต่อ้างว้างได้อย่างยอดเยี่ยม เสริมบรรยากาศให้คดีฆาตกรรมครั้งนี้ดูชวนขนลุกมากยิ่งขึ้น บวกกับการแสดงที่เล่นดีกันแบบยกทีมอีกครั้ง ไม่ต่างจากMurder on the Orient Expressแต่คราวนี้เป็น กัล กาด็อต ที่หนังดึงเสน่ห์ของเธอออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่มากๆ ทำให้เธอยิ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นเรื่องที่น่าสนใจและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น แรงขับเคลื่อนของหลายตัวละครดูสมจริงมากขึ้น เพราะเสน่ห์ของกัลในบทนี้จริงๆ โดยรวม ใครที่เป็นแฟนหนังแนวฆาตกรรม ไขคดีใครคือฆาตกร ไม่ควรพลาดภาคนี้ และดูจบก็ยังอยากให้ บรานาห์ได้มีโอกาสสร้างภาคต่อๆไป(ก็หนังสือ อกาธา ที่มีปัวโรห์ มีตั้ง33เล่มเชียวนะ)(ให้8คะแนนจากคะแนนเต็ม10คะแนน)

album

0
0.8
1